5 มิถุนายน 2568 – พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลใช้บังคับแล้วนับแต่วันถัดไป ถือเป็นการปฏิรูปกลไกปราบโกงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะด้าน “การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส” และ “การต่อต้านการฟ้องปิดปาก (SLAPP)”
กฎหมายฉบับนี้แก้ไขและเพิ่มเติม มาตรา 132 และเพิ่ม มาตรา 132/1, 132/2, 132/3 โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนกล้าแจ้งข้อมูลการทุจริต โดยไม่ต้องกลัวถูกเอาคืน
⸻
คุ้มครองชัดเจน! แจ้งโดยสุจริต ไม่ต้องรับผิด
มาตรา 132 (ใหม่) ระบุว่า
ใครที่ให้ข้อมูล ถ้อยคำ พยานหลักฐาน หรือความเห็นเกี่ยวกับคดีทุจริต โดยสุจริต — จะได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง อาญา หรือวินัย
แม้การดำเนินการอยู่ในมือเจ้าหน้าที่คนละหน่วย เช่น พนักงานสอบสวน หรือ ป.ป.ท. หากเป็นเรื่องตามที่ ป.ป.ช.กำหนดไว้ ก็ได้รับความคุ้มครองเช่นกัน
⸻
สกัดฟ้องปิดปาก (SLAPP)!
หากผู้แจ้งเบาะแสถูกฟ้องกลับเพราะเปิดโปงทุจริต — ป.ป.ช.สามารถเข้าไปช่วยเหลือทันที
กฎหมายให้อำนาจ คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเรื่องร้องขอความช่วยเหลือภายใน 15 วัน หากเห็นว่าเป็นการแจ้งโดยสุจริต จะมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือดังนี้:
• ว่าจ้างทนาย–ออกค่าคดี ทั้งคดีแพ่งและอาญา
• แจ้งพนักงานสอบสวนให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยไม่ต้องประกัน
• ยุติการดำเนินการทางวินัยทันที หากพบว่าเป็นผลจากการแจ้งเบาะแส
• ส่งข้อมูลให้พนักงานสอบสวน/อัยการ/ศาลรับทราบ เพื่อประกอบการพิจารณา
⸻
ใช้เงินกองทุนสนับสนุนเต็มที่
มาตรา 162 (2) ที่แก้ไขใหม่
กำหนดให้สามารถใช้ “กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในกระบวนการช่วยเหลือผู้แจ้งเบาะแสได้โดยตรง
⸻
คุ้มครองย้อนหลัง!
การคุ้มครองนี้ ครอบคลุมถึงผู้ที่แจ้งข้อมูลไว้ก่อนกฎหมายมีผลบังคับ ด้วย
(เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว หรือมีการลงโทษทางวินัยไปแล้ว)
⸻
อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้ประเทศย่ำอยู่กับที่!
กฎหมายใหม่กำลังบอกคุณว่า “คุณไม่ได้โดดเดี่ยว” —
หากเห็นทุจริต อย่ากลัวปิดปาก เพราะ รัฐจะยืนข้างคุณ อย่างเป็นทางการ
#ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#คุ้มครองคนกล้าแจ้งโกง#ปปช#ป้องกันทุจริต#ทุจริตคอร์รัปชัน#SLAPP

