ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยแพร่บทความเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างภาษียาสูบ หลังจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีบุหรี่ซิกาแรตเมื่อปี 2560 ยังสร้างปัญหาต่อเนื่อง และไม่สามารถลดการสูบบุหรี่ได้ตามเป้าหมาย
ภาษีสูตรผสม–ผิดหลักการ
ศ.นพ.ประกิต ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2560 กระทรวงการคลังได้ปรับจากภาษีอัตราเดียวตามราคาขายปลีกที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2533 มาเป็นโครงสร้างภาษีสูตรผสม คือ คิดตามเปอร์เซ็นต์ของราคาขายปลีก บวกกับการเก็บเพิ่มต่อซองบุหรี่ยี่สิบมวน ซึ่งหลักการถือว่าถูกต้องตามระบบภาษีบุหรี่ที่ดีสากล
แต่การกำหนดอัตราภาษีเป็น 2 ระดับ คือ 20% สำหรับบุหรี่ราคาต่ำกว่า 60 บาท และ 40% สำหรับบุหรี่ราคามากกว่า 60 บาทต่อซอง ถือว่า “ผิดหลักการของภาษีบุหรี่ที่ดี” เพราะเปิดช่องให้บุหรี่ต่างประเทศลดราคาลงมาเหลือ 60 บาทต่อซอง เพื่อเสียภาษีน้อยลง ส่งผลให้บุหรี่ไทยเสียส่วนแบ่งตลาด กำไรการยาสูบไทยหดหาย ชาวไร่ยาสูบได้รับโควตาปลูกลดลง และสุดท้ายคนสูบบุหรี่ก็ไม่ได้ลดลง
WHO เตือนแต่ไทยยังนิ่ง
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำตั้งแต่ปี 2562 ให้ไทยปรับโครงสร้างภาษีกลับมาใช้อัตราเดียว แต่เมื่อปี 2564 กระทรวงการคลังยังคงโครงสร้าง 2 อัตราไว้ ทำให้ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข
ศ.นพ.ประกิต ชี้ว่า กรมสรรพสามิตได้หารือเรื่องการปรับโครงสร้างและอัตราภาษีมาแล้วหลายปี แต่ยังไม่เดินหน้าอย่างจริงจัง
ตัวเลขทางเลือกชัดเจน
ศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์ อดีตอาจารย์เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และอดีตที่ปรึกษา WHO ได้วิเคราะห์ทางเลือกในการปรับภาษีบุหรี่ซิกาแรต พบว่ารัฐบาลสามารถเลือกรับรายได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ 4,000 ล้านบาท ไปจนถึงกว่า 15,000 ล้านบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่จะเลือกใช้
“ซึ่งจะทำให้กระทรวงการคลังมีรายได้จากภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้น คนสูบบุหรี่น้อยลง ส่งผลต่อค่ารักษาพยาบาลที่จะน้อยลงตามมา นโยบายดี ๆ เช่นนี้ทำไมจึงไม่รีบดำเนินการ เป็นเรื่องขาดภาวะการนำของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หรือมีอะไรอยู่เบื้องหลัง หมดเวลาที่รัฐบาลจะลังเลต่อไปแล้วครับ”
— ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ
#ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ประกิตวาทีสาธกกิจ#เพิ่มภาษีบุหรี่ลดคนสูบ#มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบุหรี่

