วัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ความเห็นกรณีการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเพิ่มเติมจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวว่า
“ลูกน้องจะนำลูกพี่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณได้อย่างไร”
วัส กล่าวถึงสถานการณ์ที่แพทองธารจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้เธอหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี โดยตั้งคำถามว่า
“หากแพทองธารถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี เช่น สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นลูกน้องของนายกรัฐมนตรี จะนำแพทองธาร รัฐมนตรีวัฒนธรรมคนใหม่ ซึ่งเป็นลูกพี่ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณได้อย่างไร”
—————
เหตุแห่งการต้องห้าม เป็นทั้งนายกฯ และรัฐมนตรี
อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแสดงความเห็นโดยเรียงลำดับไว้ 4 ข้อ โดยข้อแรก ระบุว่า
“แพทองธารถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีสาเหตุจากการขาดความซื่อสัตย์สุจริตและมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นสาเหตุเดียวกับการต้องห้ามเป็นรัฐมนตรีไม่ว่ากระทรวงใดๆ
ดังนั้น หากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแพทองธารเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว สมาชิกวุฒิสภาไม่น้อย 10 % ของวุฒิสภา สามารถเข้าชื่อร้องต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยได้
คณะกรรมการการเลือกตั้งก็มีอำนาจส่งเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยได้ด้วยเช่นกัน (มาตรา 170 วรรคสาม)”
———————
รัฐธรรมนูญห้ามอยู่ต่อ หากผิดจริยธรรมร้ายแรง
ในข้อที่สอง วัสกล่าวว่า
“ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย
โดยปกติคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ รัฐธรรมนูญบังคับให้คณะรัฐมนตรีต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เว้นแต่กรณีขาดความซื่อสัตย์สุจริตและมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงดังคดีนี้
รัฐธรรมนูญห้ามนายกรัฐมนตรีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป (มาตรา 168 (1) ตอนท้าย)”
—————
ชี้ต่างจากกรณี “ลุงตู่” อย่างสิ้นเชิง
ข้อที่สาม เขาเปรียบเทียบกรณีของแพทองธารกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยระบุว่า
“กรณีแพทองธารแตกต่างจากกรณีลุงตู่ (พลเอกประยุทธ์) ซึ่งถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีปัญหาว่าลุงตู่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปีแล้วหรือไม่
ในกรณีลุงตู่ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าลุงตู่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปีแล้ว คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะเหมือนกัน
แต่คณะรัฐมนตรีรวมทั้งลุงตู่นายกรัฐมนตรีต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เพราะไม่เกี่ยวกับปัญหาขาดความซื่อสัตย์สุจริตหรือจริยธรรม
ซึ่งรัฐธรรมนูญห้ามมิให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
ต้องไปแล้ว ไปเลย และไปลับ ดังกรณีของแพทองธาร”
—————
สรุป: ต้องห้ามทุกเก้าอี้ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งนายกฯ
ท้ายที่สุด เขาสรุปความเห็นไว้ว่า
“แพทองธารต้องห้ามดำรงตำแหน่งทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม หรือกระทรวงอื่นใด ครับ”
#ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #พรรคเพื่อไทย #ควบเก้าอี้รมววัฒนธรรม #หยุดปฏิบัติหน้าที่นายก #ศาลรัฐธรรมนูญ #ครมแพทองธาร2 #รัฐบาลแพทองธาร #แพทองธาร #คลิปเสียงแพทองธาร #ฮุนเซน

