“ช่องยังไม่ปิด อยู่ที่ว่าเราจะเสนอข้อเสนอที่สหรัฐฯ ต้องการได้หรือไม่”
—ดร.สมชัย จิตสุชน ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร”
—
โอกาสลดภาษีทรัมป์ยังพอมี…แต่ไทยต้องเร่งเสนอของที่ “สหรัฐฯ อยากได้”
ดีลภาษีทรัมป์ของไทยกับสหรัฐฯ ยังไม่จบ แม้พลาดเส้นตายแรก 9 กรกฎาคม แต่ยังมีโอกาสแก้ตัวอีกรอบในวันที่ 1 สิงหาคม ที่สหรัฐฯ ขยายให้ ซึ่งในมุมของ ดร.สมชัย จิตสุชน ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI ยังมองว่าไทยพอมีลุ้น — ถ้าเร่งและกล้าพอจะเสนอข้อแลกเปลี่ยนที่ตอบโจทย์
“ช่องมันยังไม่ได้ปิด อยู่ที่ว่าข้อเสนอของเราจะตอบโจทย์ที่สหรัฐฯ ต้องการได้หรือไม่”
ข้อเสนอที่เขาเชื่อว่าน่าจะตรงใจ คือ การลดการเกินดุลการค้าลง 70% ภายใน 5 ปี และทำให้ถึงจุดสมดุลใน 7-8 ปี โดยต่อรองให้อัตราภาษีอยู่ที่ 10-20% แทนที่จะเป็น 36%
——————-
สหรัฐฯ สนใจข้อเสนอที่ลดดุลการค้า ไม่ได้มองแค่ภาษีนำเข้า
แม้เวียดนามจะได้ภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ แต่สหรัฐฯ อาจพอใจข้อเสนอแบบไทยมากกว่า หากไทยนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น ลดดุลการค้าได้ชัดเจน ซึ่งจะทำให้ทีมเจรจาไทยดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
ปัญหาคือ กระทรวงการต่างประเทศแทบไม่มีบทบาท และภาระทั้งหมดตกอยู่ที่ “พิชัย ชุณหวชิร” รมว.คลัง ที่แม้จะเป็นคนที่ดีที่สุดในทีมตอนนี้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในอำนาจ
“สหรัฐฯ เขาตามข่าวการเมืองไทยก็เห็นสภาพการเมืองที่คนมีตำแหน่งไม่ใช่คนมีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง ผู้นำก็ไม่ได้มีอำนาจจริง”
—————————
ดีลที่ดูดี อาจเจ็บจริง
การตกลงเพื่อนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น มีต้นทุนด้านในประเทศ เพราะจะกระทบต่อผู้ผลิตในไทยที่เคยอยู่ได้จากการปกป้องของภาครัฐผ่านกำแพงภาษี หากลดดุลการค้าได้จริงภายใน 7-8 ปี ก็หมายถึงจะกระทบการส่งออกของไทยมูลค่า 1.5-1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10% ของ GDP — การปรับตัวในภาคอุตสาหกรรมจะเจ็บตัวหนัก
“การเยียวยาของภาครัฐอาจมีเงินไม่พอ เพราะมีการเตรียมไว้หลักหมื่นล้านบาท ไม่ถึง 1% ของความเสียหาย”
———————
ดีลแบบไหน…จะไม่ถูกพลิกในอนาคต?
จุดเปราะสำคัญคือ “สัญญา” ที่ไทยจะทำกับสหรัฐฯ ยังไม่ปรากฏหน้าตา ไม่รู้ว่าจะผูกพันขนาดไหน และมีความยืดหยุ่นเพียงใด ซึ่งย่อมส่งผลต่อความมั่นใจของอีกฝั่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การเมืองไทยยังไม่นิ่ง
“ถ้าข้อเสนอเราถูกใจสหรัฐฯ เขาก็เจรจาอยู่ดี…ไม่ว่าหน้าตารัฐบาลไทยจะเป็นอย่างไร”
ดร.สมชัยมองว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจไม่ใช่ปัจจัยหลัก หากทำสัญญาให้ดีและข้อเสนอถูกใจ เพราะรัฐบาลชุดใดก็ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ
———————
GDP โตต่ำสะท้อนเศรษฐกิจอ่อนแอ — แต่รัฐบาลยังไม่วางรากฐานใหม่
ดร.สมชัยย้ำว่า หาก GDP ปี 2568 โตแค่ 1.4–1.9% ตามคาดการณ์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย นั่นสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย และความล้มเหลวในการวางรากฐานใหม่ โดยเฉพาะการปรับศักยภาพการแข่งขันภาคส่งออก
“รัฐบาลยังไม่ได้วางแผนเพื่อรื้อโครงสร้างและวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่เลย”
ขณะนี้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายจาก “แจกเงินหมื่น” มาสู่ “การก่อสร้าง” ซึ่งแม้จะดีกว่าในแง่ตัวคูณทางเศรษฐกิจ แต่ก็เปิดช่องให้เกิดการรั่วไหลและตั้งคำถามเรื่อง “วาระทางการเมืองเตรียมกระสุนไว้เพื่อเลือกตั้งหรือไม่
———————
“ยุบสภา” คือคำตอบทางการเมืองที่ “พอมีหวัง”
ดร.สมชัยเสนอทางออกเชิงโครงสร้างว่า ทางแก้ที่แท้จริงไม่ใช่แค่เปลี่ยนนายกฯ หรือปรับ ครม. แต่ต้องยุบสภา ล้างไพ่ใหม่ทั้งหมด เพราะรัฐสภาชุดนี้เกิดจากระบบบ้านใหญ่ ผสมพันธ์กันอย่างที่เราเห็น ตั้ง รมต. แบบ “เก้าอี้ดนตรี” ไม่มีความรู้ความสามารถจริงในกระทรวงที่บริหาร จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ไม่ว่าระยะสั้นหรือระยะยาว
“ไม่ว่าจะปรับครม.กี่ครั้ง เปลี่ยนนายกฯ กี่คน ถ้ายังเป็นสภาฯ ชุดนี้ก็แก้ปัญหาไม่ได้ สู้ยุบสภาไปดีกว่า”
คำถามคือ ยุบสภาจะกระทบการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ หรือไม่? คำตอบคือ “ขึ้นอยู่กับข้อเสนอ” ถ้าถูกใจ ก็จบ แม้จะไม่มีหลักประกันว่าส.ส.เดิมจะไม่กลับมา แต่ก็ยังพอมีความหวัง
“ถ้าไม่ยุบสภาก็ไม่มีหวังเลย…แต่ถ้ายุบยังพอมีหวังสัก 30-50%”
#ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #ภาษีทรัมป์ #ดีลการค้าไทยสหรัฐ #สมชัยจิตสุชน #เที่ยงเปรี้ยงปร้าง #TDRI #ThePublisher

