ในการประชุม กสทช. วันที่ 12 มิถุนายน 2568 มีวาระที่ต้องจับตาอย่างยิ่ง 3 เรื่องติดต่อกัน ตั้งแต่วาระ 4.39–4.41 โดยทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการ “คัดค้านการปฏิบัติหน้าที่” ของศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ก่อนเข้าสู่วาระที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือทรูไม่น้อยกว่า 10 เรื่อง อาทิ การปรับปรุงเงื่อนไขการรวมกิจการทรู–ดีแทค
แม้จะไม่ใช่วาระเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่รูปแบบการจัดวาระเช่นนี้ ถูกตั้งคำถามได้ว่า เป็นการพยายามเคลียร์ “สนามประชุม” ก่อนเข้าสู่ประเด็นใหญ่ที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาลหรือไม่?
——-
“กันคน” ก่อนโหวตวาระใหญ่
• วาระ 4.39: รายงานผลการหารือของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ว่าด้วยประเด็น “เหตุสภาพร้ายแรง” ตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ที่อาจทำให้กรรมการ “ขาดความเป็นกลาง” และต้องเว้นวรรคจากการพิจารณา
• วาระ 4.40 และ 4.41: เป็นหนังสือคัดค้านจากบริษัทในเครือทรู ได้แก่ ทรูดิจิทัล กรุ๊ป, ทรูมูฟ เอช และทรู คอร์ปอเรชั่น ที่เรียกร้องให้พิรงรองเว้นวรรคจากการพิจารณาวาระใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทรูทั้งหมด โดยอ้างเหตุคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เธอแพ้คดีทรูไอดี และคดียังไม่ถึงที่สุดอยู่ระหว่างการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์
———
เคยมีมติ “ไม่รับพิจารณา” แต่กลับมาอีกครั้ง
ย้อนกลับไปเมื่อ 23–27 พฤษภาคม ปี 2567 ที่ประชุม กสทช. เคยมีมติ “ไม่รับพิจารณา” คำคัดค้านพิรงรองมาแล้ว ด้วยเหตุผล 3 ประการ ได้แก่:
1. ผู้ยื่นไม่ใช่คู่กรณีโดยตรง — ตามที่กฎหมายกำหนด
2. คัดค้านแบบเหมารวม — ไม่มีการระบุเรื่องที่เฉพาะเจาะจง
3. ยังไม่ทราบว่าจะพิจารณาเรื่องของบริษัทใด — จึงไม่สามารถระบุได้ว่ามีสิทธิคัดค้านจริงหรือไม่
แต่เรื่องราวไม่จบแค่นั้น ทรูยังยื่นคัดค้านอีก หลังศาลมีคำพิพากษา ทรูให้เหตุผลว่า พิรงรองเป็นคู่ความในคดีอาญาที่ทรูไอดี เป็นโจทก์ จึงไม่อาจพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือของตนได้อย่างเป็นกลาง โดยอ้างมาตรา 16 ของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
————
ทำไมพิรงรองจึงเป็น “เสียงที่น่ากลัว” สำหรับบางฝ่าย?
คำตอบอยู่ในปี 2565
พิรงรองคือหนึ่งใน 2 กรรมการที่เคยลงมติ “ไม่รับรอง” การรวมทรู–ดีแทค ในปี 2565 โดยชี้ว่าเป็นการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกัน ซึ่ง กสทช. ต้องมีอำนาจ “อนุญาตหรือไม่อนุญาต” ไม่ใช่แค่ “รับทราบ”
ในขณะที่เสียงข้างมากในครั้งนั้น กลับเห็นว่าไม่ใช่บริการประเภทเดียวกัน จึงนำไปสู่การ “รับทราบ” การรวมกิจการในที่สุด — ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่ากระบวนการนี้เอื้อกลุ่มทุน เปิดทางให้ดีลมูลค่านับ 2.5 แสนล้านเดินหน้า
หากพิรงรองยังอยู่ในที่ประชุม เธอจะสามารถใช้สิทธิออกเสียงในวาระ 4.42 ที่ว่าด้วย “การปรับเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ” หลังการรวมกิจการทรู–ดีแทค ซึ่งอาจส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคม
คำถามทางกฎหมาย คัดค้านได้หรือเกินขอบเขต?
แม้ทรูจะอ้างว่า “พิรงรองมีคดี” กับบริษัทในเครือเดียวกัน แต่กฎหมายกำหนดชัดเจนว่า:
• ผู้ยื่นคัดค้านต้องเป็น “คู่กรณีโดยตรง” กับเรื่องที่จะพิจารณา
• การคัดค้านต้องเป็น “รายกรณี” ไม่ใช่คัดค้านแบบเหมารวมทุกวาระ
• การ “เหมารวม” ให้เว้นวรรคทุกเรื่องของกลุ่มทรู อาจเป็นการขยายความที่เกินขอบเขตมาตรา 16
——
กลไกมาตรา 16 อำนาจที่อาจกลายเป็นดาบสองคม
ตามระเบียบแล้วเมื่อมีการนำเรื่องนี้มาพิจารณา “พิรงรอง” จะต้องออกจากที่ประชุม เพื่อให้กรรมการที่เหลือลงมติว่า “มีลักษณะขาดความเป็นกลางหรือไม่?“
ปัญหาอยู่ที่หากไม่มีเสียงเห็นชอบ ”สองในสามของกรรมการที่เหลือ“ ก็ไม่สามารถให้อยู่ร่วมประชุมได้
ในสภาวะที่บอร์ดกสทช. แตกร้าว และมีแนวโน้มใช้เสียงเพื่อดุลการเมืองภายในหรือกลุ่มทุน การใช้กติกานี้ อาจถูกบิดเพื่อกีดกันผู้ที่ ”กล้า“ จ้องตากับทุนใหญ่
⸻
เดิมพันของการประชุม 12 มิ.ย.
การประชุม กสทช. ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการพิจารณาคำคัดค้านธรรมดา หากแต่คือการต่อสู้ของ “เสียงหนึ่งเสียง” ที่อาจเปลี่ยนผลลัพธ์ในวาระสำคัญของประเทศ
เพราะหลังจากวาระ 4.39–4.41 ผ่านพ้นไป ก็คือวาระ 4.42 ที่ว่าด้วยการกำกับดูแลเงื่อนไขหลังการควบรวมกิจการโทรคมแห่งศตวรรษ และอีกหลายวาระที่เกี่ยวพันกับทรู
เป็นธรรมแล้วหรือที่ ”ฟ้องหนึ่งค่าย“ แต่จะบล็อกการทำหน้าที่ทั้งเครือ?
