“วอลเล็ตต้องพับ เก็บกระสุนไว้ใช้เมื่อเศรษฐกิจต้องการจริง ๆ ตอนนี้วิกฤตมารอหน้าบ้านแล้ว”
— ศิริกัญญา ตันสกุล
รองหัวหน้าพรรคประชาชน
⸻
ในห้วงเวลาที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าอาเซียนแบบถ้วนหน้า
ภูมิภาคนี้เริ่มขยับ — ประเทศเพื่อนบ้านเปิดสายตรงหารือ
ขณะที่เอกชนเริ่มคิดย้ายฐานออกนอก
แต่รัฐบาลไทย…ยังฟีลกู๊ด สุดชิล
จนศิริกัญญาต้องออกมาพูดว่า:
“รัฐบาลประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป วิกฤตมาถึงหน้าบ้านแล้ว แต่ยังไม่มีแผนรับมือและเยียวยา”
⸻
จากศึกภาษี 2018 สู่ไฟลามปี 2025
สงครามภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในเอเชียไม่ใช่เรื่องใหม่
เริ่มตั้งแต่ปี 2018 เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีกับจีน และขยายผลไปยังประเทศอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา ภายใต้เหตุผล “ต้องปกป้องผู้ผลิตในประเทศ”[^1]
แม้ในยุคของโจ ไบเดนจะมีการทบทวนบางมาตรการ แต่โครงสร้างภาษีหลักยังไม่ถูกยกเลิก โดยเฉพาะต่อสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสำคัญที่สหรัฐฯ ต้องการควบคุมการแข่งขันเชิงกลยุทธ์[^2]
จนในปี 2025 เมื่อทรัมป์กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง
เขาประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้กับหลายประเทศในอาเซียน โดยไทยโดนภาษีสูงถึง 37%[^3]
ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ต่างได้รับการเชิญเข้าร่วมสายเจรจาพิเศษกับผู้นำอาเซียน
แต่ไทย…ไม่เพียงไม่มีชื่อในสายสนทนา แต่ยังเลือก “ไม่เข้าร่วม” แม้จะได้รับการต่อสายเชิญโดยตรงจากประธานอาเซียน[^4]
⸻
รัฐบาลไม่เพียงล่าช้า…แต่กำลังใช้เงินผิดจังหวะ
ศิริกัญญาชี้ว่า
งบประมาณกว่า 1.5 แสนล้านบาท ที่ยังรอจ่ายในโครงการวอลเล็ตดิจิทัล
ควรถูก “พับเก็บ” และนำมาใช้กับวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังทวีความรุนแรง
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาปล่อยเงินแบบแจก แต่ต้องพยุงเศรษฐกิจจริงจัง ทั้งระบบแรงงาน เอสเอ็มอี และภาคการส่งออก”
เธอเตือนว่า หากยังเดินหน้าแบบเดิม
ไทยอาจได้เห็น GDP โตเพียง 1%
และการแก้ปัญหาในอนาคตอาจต้องใช้เงินอีก “หลายแสนล้านบาท” พร้อมความเสี่ยงทะลุเพดานหนี้สาธารณะ 70%
⸻
คำสั่งซื้อระงับ – แรงงานเริ่มโดนลดโอที – ความเชื่อมั่นเริ่มถดถอย
เสียงจากเอกชนก็สอดคล้องกับที่ศิริกัญญาเตือน
คำสั่งซื้อชะลอ แรงงานถูกลดโอที หรืออาจไปไกลถึงขั้น ”เลิกจ้าง“
“เด็กสมบูรณ์” หนึ่งในบริษัทส่งออกอาหารรายใหญ่ของไทย
เริ่มวางแผนย้ายธุรกิจ Trading ไปสิงคโปร์ เพราะ “ไม่มีภาษี และจัดการได้”
วสุพล ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ ผู้บริหารทายาทรุ่น 3 กล่าวชัดว่า:
“ถ้าท่าทีรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน เราคงต้องย้ายออกจริง ๆ เพราะตอนนี้ธุรกิจไม่ Stable เลย”
(อ้างอิง: กรุงเทพธุรกิจ)
⸻
ผู้นำที่ดี…ต้องกล้าสื่อสาร และพร้อมเผชิญหน้า
นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่แม้จะโดนภาษีเพียง 10%
ยังออกมาสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ให้เตรียมรับมือกับแรงกระแทกที่กำลังจะมา
แต่นายกฯ ไทย ยังปรากฏภาพไปกระชับสัมพันธ์การเมืองที่บุรีรัมย์
เดินห้างกับครอบครัว ไม่มีความตื่นตัวสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ถึงผลกระทบที่กำลังจะกระทบไหล่ทุกคน
⸻
เมื่อผู้นำไม่กล้ารบ…แล้วเราจะจบอย่างไร?
วิกฤตเศรษฐกิจอยู่ตรงหน้า…แต่เรากลับพบว่า
นายกฯ แพทองธาร ไม่สามารถถือธงนำทัพสู้ศึกด้วยตัวเอง
ได้แต่ส่งระดับ “โคน” ไปเดินหมากกับ “ขุน”
ความเชื่อมั่นต่ำสิบ…ความเชื่อถือติดลบ
เพราะการเจรจา มีแค่ “ไอแพด” ไม่รอด
แต่ต้องมี “ภูมิความรู้”…ที่น่าเสียดายว่ายังมองไม่เห็น
⸻
หากรัฐบาลยังไม่เปลี่ยนความคิด
จาก “แจกเงิน” เป็น “เยียวยาระบบ”
จาก “นิ่งเฉย” เป็น “ร่วมมือกับภูมิภาค”
จาก “ประเมินต่ำ” เป็น “กล้าเจรจา”
ความล่าช้าและไร้ภาวะผู้นำ กำลังทำลายเศรษฐกิจไทยจากภายใน
ประเทศไทย…อาจไม่เพียงเสียเงิน
แต่กำลังสูญเสียความมั่นใจของทั้งประชาชน และนักลงทุนในระยะยาว
⸻
เชิงอรรถ
[1]: The New York Times, Trump Slaps Tariffs on Allies, China, 2018; BBC, US-China trade war explained
[2]: Brookings Institution, Biden’s international economic agenda, 2022; CNBC, Biden keeps some Trump-era tariffs
[3]: ข้อมูลจากนโยบาย “reciprocal tariffs” ของโดนัลด์ ทรัมป์ หลังประกาศกลับสู่ตำแหน่งเมษายน 2025
[4]: Channel News Asia, Nikkei Asia และโพสต์ของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม (เมษายน 2025)
⸻
หมายเหตุ
บทความนี้เกิดจากการค้นคว้า สนทนา และแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้เขียนกับ “ทองแท่ง” — AI ผู้ช่วยวิเคราะห์เชิงลึกของ The Publisher

