บทสัมภาษณ์ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ว่าด้วยความสัมพันธ์สามฝ่าย ทักษิณ–อันวาร์–มินอ่องหล่าย และบทบาทที่ไทยควรมีแต่ไม่มี
⸻
“โต๊ะเจรจาในนามอาเซียน…แต่ไม่มีไทยร่วมในนามรัฐบาล”
คือประโยคสะท้อนสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศที่ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ วิเคราะห์ในรายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” อาจารย์ ชี้ให้เห็น “ความพิลึก” ที่เกิดขึ้นบนเวทีการทูตครั้งสำคัญ เมื่ออันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ตั้งโต๊ะเจรจากับผู้นำกองทัพเมียนมา พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่าย ที่กรุงเทพฯ ผ่านการดำเนินการของ “ที่ปรึกษาประธานอาเซียน” ซึ่งก็คือ “ทักษิณ ชินวัตร” บิดานายกฯ แพทองธาร
“อันวาร์ได้หน้า ทักษิณได้บทบาท ประเทศไทยได้แค่พื้นที่กลาง อาจเอาภาพนี้ไปหากินได้ แต่สุดท้ายควรทำให้กลับมาสู่รูปแบบทางการ เพราะตอนนี้ไทยก็สูญเสียบทบาทนำให้กับอันวาร์ไปแล้ว”
นั่นคือคำวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมของ รศ.ดร.ปณิธาน
⸻
เมื่อ “บทนำ” ของไทย…กลายเป็น “บทรับเชิญ”
แม้จะเข้าใจได้ว่าการประชุมนอกรอบลักษณะนี้ อาจมีเป้าหมายเพื่อลดความรุนแรงภายในเมียนมา และหากทำให้เกิดการขยายเวลาหยุดยิงหรือปล่อยตัวอองซานซูจีได้ ก็อาจเป็น “ความสำเร็จที่น่าจดจำ” แต่ รศ.ดร.ปณิธาน เตือนว่า
“ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนอาจดี แต่ดีที่สุดควรทำในระบบอย่างเป็นทางการมากกว่า”
เพราะเมื่อเทียบกับอดีตที่ไทยเคยเป็น “ตัวกลางที่โลกยอมรับ” ไม่ว่าจะกรณีพยัฆทมิฬในศรีลังกา วันนี้เรากลับถูกแทนที่ด้วยตัวละครที่ “ไม่มีตำแหน่ง” แต่ “มีบทบาท”
“ผมไม่ได้กังขาความสามารถคุณทักษิณ แต่ในทางการทูต…ทุกอย่างต้องเข้าระบบ ไม่อย่างนั้นประเทศจะไม่มีน้ำหนัก”
⸻
ทักษิณมา…นายกฯ หาย?
คำถามที่อยู่ในใจคนไทยและต่างประเทศก็คือ “บทบาทของแพทองธารอยู่ที่ไหน?” เมื่อบทบาทผู้นำประเทศในเวทีต่างประเทศกลับเป็นของพ่อ
“การเมืองระหว่างประเทศไม่เข้าใครออกใคร และที่สำคัญ…เขาไม่เกรงใจเราเลย”
รศ.ดร.ปณิธาน มองว่า การที่รัฐบาลไทยไม่เล่นบทบาทนี้ด้วยตนเอง แต่อาศัย “เงาทักษิณ” อาจสะท้อนถึงความลังเลในหน่วยงานรัฐที่ยังเห็นไม่ตรงกัน และการที่แพทองธารเงียบหายจากสมการ อาจเพราะประสบการณ์ไม่มากพอสำหรับการเจรจากับผู้นำที่ “เขี้ยวลากดิน”
“อันวาร์อยู่กับการเมืองมานานกว่านายกฯ ไทยเกิด
มิน อ่อง หล่าย ประสบการณ์สูง พูดน้อยแต่ทำลึก
ถ้าไม่พร้อม ก็ไม่ควรไปเผชิญหน้าบนโต๊ะที่เราเสียเปรียบทุกทาง”
⸻
‘บทบาท’ ที่ไม่มีตำแหน่ง
“ตำแหน่ง’ ที่ไม่มีบทบาท
หนึ่งในความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นชัดเจนในครั้งนี้ คือการมีบทบาทของคนที่ไม่ได้อยู่ในรัฐบาล ขณะที่ผู้มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญกลับหายไปจากโต๊ะเจรจา
“มันกลายเป็นบทบาทที่ตรวจสอบไม่ได้
แต่ได้ผลประโยชน์ทางภาพลักษณ์แบบส่วนตัวของทักษิณมากกว่าประโยชน์ประเทศ”
และเมื่อถูกถามว่า “เป็นไปได้ไหมที่ประเทศอื่นจะมองว่าไทยมีนายกฯ สองคน?”
รศ.ดร.ปณิธาน ตอบว่า
“ถ้าแยกแยะได้ว่าทำเพื่อชาติ มันอาจเป็นปัจจัยเสริม
แต่ตอนนี้…มันยังมีข้อกังขาอยู่มาก”
⸻
บนโต๊ะเจรจา อาเซียน…ไทยกลับกลายเป็นเพียงเจ้าของสถานที่
แม้ท่าทีของอันวาร์จะดูแข็งขัน รุกคืบ ขณะที่ทักษิณเดินเกมพา “ผู้นำทหารเมียนมา” กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่นั่นก็แลกมากับความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจ มองว่าไทยไปเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลทหารเมียนมา
“แต่ถ้าทำให้สหรัฐฯ ได้ประโยชน์ เขาก็พร้อมจะตีความให้เข้าทางตัวเองเช่นกัน ประเทศมหาอำนาจไม่มีเพื่อน มีแต่ผลประโยชน์”
และถึงแม้การมีโต๊ะเจรจาในกรุงเทพฯ จะเป็นเรื่องดีในแง่ภาพลักษณ์ แต่
“บทบาทไทยยังน้อยไป จนไม่มีใครเกรงใจเราอีกต่อไป”
⸻
สหรัฐฯ มอง ไทยเปิดพื้นที่ให้ทหารเมียนมา
จีนมอง ไทยมีอาเซียนอยู่ในมือ
แต่ไทย…ได้แค่ยิ้มมุมปาก
รศ.ดร.ปณิธาน ย้ำว่า แม้จะได้ภาพการเจรจา แต่นั่นไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าจะหยุดความขัดแย้งในเมียนมาได้จริง เพราะ
“มิน อ่อง หล่าย ยังไม่คิดจะแบ่งอำนาจ เขาเชื่อว่าสู้จนชนะ และชนะเลือกตั้งก็มีความชอบธรรม ไม่จำเป็นต้องเจรจา”
⸻
ฟันน้ำนม–เขี้ยวลากดิน
และเมื่อถูกถามตรง ๆ ว่า ถ้าเทียบผู้นำไทยกับชาติอื่น จะเป็น “ฟันน้ำนม” ท่ามกลาง “เขี้ยวลากดิน” หรือไม่?
“ผมมีลูกฟันน้ำนมก็น่ารักดีนะ แต่เวลาฟันหักก็น่าสงสาร
เวทีนี้ต้องระวัง…เพราะใครก็เอาเปรียบเราได้หมด
สัญญาไว้ก็ไม่ทำ เราเสียเปรียบรอบบ้านเลย”
⸻
ติดอันดับใน Young Global Leaders ไม่ได้แปลว่าเป็นผู้นำได้จริง
แม้นายกฯ แพทองธาร จะติด 1 ใน 114 ผู้นำรุ่นใหม่ของโลกจากเวที YGL (WEF)
แต่ รศ.ดร.ปณิธาน เตือนว่า
“มันคือบัญชีที่ใครก็เข้าออกได้ทุกปี
หลายคนก็มีอันเป็นไป
ขอแค่สมราคากับตำแหน่งนี้จริง ๆ”
⸻

