แม้ G-Token จะถูกวางตำแหน่งว่าเป็น “นวัตกรรมระดมทุนของรัฐ” ที่คล่องตัว ทันสมัย และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ชูจุดขายว่าเป็นเครื่องมือระดมทุนแบบดิจิทัลครั้งแรกของโลก แต่ถามว่าเราต้องการเป็นคนแรกของโลกในเรื่องนี้จริง ๆ หรือ?
เพราะมีประเด็นที่ต้องตั้งคำถามและจับตาอย่างใกล้ชิด
ยิ่งเครื่องมือทางการเงินใหม่นี้…อยู่ในมือรัฐที่ไร้วินัยการคลัง ยิ่งต้องระวัง
⸻
ไม่ใช่เงิน แต่คล้ายเงิน: เสี่ยงรัฐใช้ “หลบ” ระบบการเงินปกติ
แม้รัฐจะยืนยันว่า G-Token ไม่ใช่เงินตราและไม่ใช่คริปโตเคอร์เรนซี แต่ความจริงคือมันมีลักษณะ “กึ่งเงิน” เพราะมีผลตอบแทนไม่ต่างจากพันธบัตรรัฐบาล
นี่คือเครื่องมือการเงินที่เปิดให้รัฐเข้าถึงเงินประชาชนโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านธนาคารกลาง จึงต้องตั้งคำถามว่านี่คือระบบ ไม่ต้องถูกตรวจสอบในระดับเดียวกับการกู้เงินแบบเดิมใช่หรือไม่?
⸻
ไม่ใช่เงิน แต่คือ “การปั๊มมูลค่าดิจิทัลบนเครดิตรัฐ”
แม้รัฐบาลจะอ้างว่า G-Token ไม่ใช่คริปโตและไม่ใช่เงินตรา
แต่ความจริงคือ:
นี่คือการออกตราสารดิจิทัลโดยไม่มีสินทรัพย์รองรับ ใช้เพียง “เครดิตของรัฐ” เป็นหลักประกันว่าจะจ่ายคืน
ประชาชนจ่ายเงินจริงเพื่อซื้อโทเคน
มันคือการสร้างมูลค่าขึ้นมาในโลกดิจิทัล โดยอาศัยความเชื่อว่า “รัฐไทยยังไม่ล้มละลาย”
การนำเงินประชาชนมาใช้…ก่อนชำระหนี้ในอนาคต
ก็ไม่ต่างจากการ “รูดบัตรเครดิต กดเงินสดประเทศ“ เพื่อมาปิดหีบงบประมาณ
⸻
เรียกว่า ”ออม“ แต่โครงสร้างเอื้อ ”ซื้อ-ขาย“
รัฐบาลระบุว่า G-Token คือพันธบัตรเพื่อการออม แต่พิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและรมว.คลัง ระบุในการแถลงเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 68 เปิดทางไว้แล้วว่า ในอนาคตหากมีเครื่องมือระดมทุนจะสามารถเข้าไปเทรดใน ”ดิจิทัล เอ็กซ์เชนจ์ได้“ อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงและสม่ำเสมอ
แม้รัฐยังไม่ยืนยันว่าการซื้อ-ขายจะเปิดเต็มรูปแบบ แต่สัญญาณจาก รมว.คลัง ถือเป็นการปูทางไปสู่การเทรดใน Exchange อย่างชัดเจน
G-Token มาพร้อม ”รอยร้าวความเชื่อมั่น“ จาก Moody’s
การออก G-Token ถูกวางให้อยู่ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2568 แปลว่า รัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ
ในขณะที่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา Moody’s Investors Service เพิ่งปรับแนวโน้มเครดิตประเทศไทยลงจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” (Negative Outlook)
โดยชี้ชัดว่า:
• นโยบายการคลังของรัฐบาลมีความไม่แน่นอน
• การจัดเก็บรายได้อ่อนแอ
• หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง
การที่รัฐบาลหันมาใช้ G-Token แทนพันธบัตรหรือกู้ผ่านรัฐสภา
แม้จะอยู่ในกรอบ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ แต่ในเชิง “รูปแบบการกู้” นั้น
คือการเปิดช่องทางใหม่ให้รัฐหยิบเงินจากประชาชนได้ง่ายขึ้น โดยไม่มีระบบถ่วงดุลเหมือนเดิม
หากใช้ซ้ำ ใช้พร่ำเพรื่อ และไม่มีแผนใช้คืนที่ชัดเจน
ความเชื่อมั่นต่อเครดิตของประเทศไทยจะยิ่งสั่นคลอน
และสิ่งที่เคยเป็น “Outlook Negative” อาจกลายเป็น “Credit Rating ที่ลดลงจริง” ในอีกไม่ช้า
สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งตอกย้ำว่า ”รัฐบาลเพื่อไทย“ ใช้เงินเก่ง แต่หารายได้จริงไม่เป็น จึงต้องสร้างเงินสมมติขึ้นมาดูดเงินประชาชนไปใช้หนี้
⸻
ไม่มีระบบเบรกแบบแบงก์ชาติ
G-Token อยู่ภายใต้ ก.ล.ต. และ สบน. เป็นหลัก
ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีอำนาจควบคุม
แม้จะรับทราบโครงการ แต่ไม่สามารถชะลอหรือยับยั้งหากรัฐบาลใช้ในเชิงการเมืองหรือขยายวงเงินเกินควบคุม
ในระบบแบบนี้เราไม่อาจรู้ได้เลยว่ารัฐสภาจะเข้าไปตรวจสอบได้หรือไม่
เงินที่ได้มาจากการระดมผ่าน G-Token จะถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง
ถ้ากู้เงินได้ง่ายขนาดนี้…แล้วเรายังต้องมีกรอบวินัยการคลังไปเพื่ออะไร?
⸻
“ทดลองระบบ” ที่อาจกลายเป็นกับดักถาวร
แม้จะระบุว่าเป็นเพียง “ทดลองระบบ” วงเงิน 5,000 ล้านบาท
แต่หากได้รับความนิยมจากประชาชน
รัฐบาลอาจใช้โมเดลนี้ซ้ำในหลายวาระ ทั้งเพื่อการคลังและทางการเมือง
เมื่อใดที่ “ทางลัด” ถูกใช้เป็น “ทางหลัก”
นั่นคือจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ไม่มีใครหยุดได้
⸻
G-Token = รัฐปิดหีบไม่ลง จึงหาทางกู้พิเศษ
อย่าลืมว่า G-Token ถูกออกมา กลางปีงบประมาณ 2568 และอยู่ในหมวด ”กู้เพื่อชดเชยงบขาดดุล“
แปลกว่า รัฐยังหารายได้ไม่เพียงพอที่จะปิดงบทั้งปี และจำเป็นต้องหาเงินเพิ่ม แต่ไม่เลือกเสนอรัฐสภาเพื่อกู้แบบปกติ—กลับใช้เครื่องมือดิจิทัลที่ตรวจสอบยากกว่า แต่คล่องตัวในการใช้จ่ายสำหรับรัฐ
นี่คือสัญญาณชัดว่า ”รัฐบาลกำลังปิดหีบงบไม่ลง“ และใช้ G-Token เป็นบันไดเลื่อนทางการคลัง
อันตราย G-Token ในมือรัฐบาลไร้วินัยการคลัง
G-Token คือเครื่องมือทางการเงินแบบใหม่ที่มีพลังมาก — ถ้าอยู่ในมือรัฐบาลที่ใช้เป็น ที่สำคัญต้องเป็นรัฐบาลที่มีวินัยการคลัง
แต่ถ้าอยู่ในมือรัฐบาลที่ไม่แยกแยะระหว่างการเงินกับการเมือง
G-Token อาจไม่ใช่นวัตกรรม แต่คือ การปั๊มเงินดิจิทัลภายใต้เครดิตรัฐ ที่โยนภาระคืนให้ประชาชนในอนาคต เพราะเป็นเพียงเครื่องมือสร้างหนี้ในคราบดิจิทัล ซึ่งยังต้องใช้ภาษีประชาชนไปจ่ายคืนอยู่ดี
และที่สำคัญคือรัฐบาลลูกสาว “แพทองธาร” ยังคงวิ่งไล่ทำตามแนวคิดของ “ทักษิณ” ที่ได้แสดงวิสัยทัศน์ไว้ก่อนหน้านี้
