รัฐบาลต้องเลิกหลงเงาตัวเอง ก่อนที่ประเทศจะติดหล่มอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
เพิ่งปรับลดประมาณการ GDP ปี 2568 ของไทย จาก 2.8% เหลือเพียง 1.8%
แต่น่าแปลก…
ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลยังกล้า “ตีปี๊บ” ว่าเศรษฐกิจไทย “โตต่อเนื่อง 3 ไตรมาส” เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี
ทั้งที่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ไทยกลับ โตต่ำสุดในภูมิภาค
- เวียดนาม 6.9%
- ฟิลิปปินส์ 5.4%
- อินโดนีเซีย 4.9%
- มาเลเซีย 4.4%
- สิงคโปร์ 3.8%
- ไทย…เพียง 3.1% ในไตรมาส 1
แต่เบื้องหลังตัวเลขที่ดูดี…กลับเปราะบางยิ่งกว่าฟองสบู่
ข้อมูลวิเคราะห์จากฝ่ายค้าน โดย ศิริกัญญา ตันสกุล
เปิดเผยอย่างชัดเจนว่า การเติบโต 3 ไตรมาสติดนั้น ไม่ได้มาจากฝีมือรัฐบาล แต่คือ “ผลจากเหตุบังเอิญ + แรงส่งจากอดีต” ดังนี้:
- Q3/67 โต 3.0%
อุ่นเครื่องจากงบลงทุนปี 66 ที่ยังค้างอยู่
- Q4/67 โต 3.3%
งบปี 67 ออกล่าช้า พอเบิกจ่ายได้จริงก็มาลงใน Q4
→ โตจากรัฐใช้เงิน ไม่ใช่เศรษฐกิจฟื้นตัวจริง
- Q1/68 โต 3.1%
ส่งออกพุ่งเพราะหนีตายภาษีทรัมป์–สหรัฐฯ โต 25%
แต่ไม่มีการผลิตเพิ่มในประเทศ → สงสัยมีการสวมสิทธิ
- Q2/68 → ?
งบใหม่ยังไม่ลง
ส่งออกหมดแรง
นักท่องเที่ยวแผ่วลง
→ คำถามใหญ่: GDP จะยังโตอยู่หรือเริ่มหดตัว?
⸻
จาก “ความคุยโต” สู่ “สัญญาณเตือนภัย”
การปรับลดประมาณการ GDP จาก 2.8% เหลือ 1.8%
ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข…
แต่มันสะท้อนถึง ความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจ
และ ความล่าช้าในการตอบสนองของรัฐ อย่างชัดเจน
ในขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้าใช้นโยบายกีดกันทางการค้า
ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเร่งปรับโครงสร้าง–เร่งการทูตเศรษฐกิจ
ประเทศไทยยังคงเดินเกม “รอดูสถานการณ์”
ราวกับไม่รู้ว่ากำลังตกขอบการแข่งขัน
⸻
ถ้ายังหลงเงาตัวเอง
เดินยังไงก็ไม่ถึงเป้าหมาย
แต่จะติดหล่มอยู่กับ
“ความไร้วิสัยทัศน์ที่มากไปด้วยราคาคุย”
รัฐบาลไทยต้องหยุดมองแค่ตัวเลขสวย ๆ
แล้วเริ่มวางแผนเชิงรุกที่จริงจังและทันยุค
ก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะหลุดวงจรฟื้นตัว…และพังลงอย่างไม่มีที่ยืน

