จะล้อมรั้วปักรั้วทำเถอะครับในแผ่นดินของเรา… การสถาปนากำลังแบบนี้จะทำให้เขาเห็นว่าเรามีความเข้มแข็ง”
— รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร”
⸻
พลิกสถานการณ์: จากตั้งรับสู่ตั้งหลัก
เหตุการณ์ที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิดบริเวณชายแดน ซึ่งตรวจสอบชัดเจนแล้วว่าเป็น “ทุ่นระเบิดใหม่” ที่ถูกฝังในแผ่นดินไทย กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สะท้อนให้เห็นถึงจังหวะที่รัฐบาลไทยไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร วิเคราะห์ว่า “ไม่มีอะไรพิสดารหรืออยู่เหนือความคาดหมายเลย กัมพูชาวางทุ่นระเบิดก่อนล่าถอยในวันที่ 28 มิถุนายน เอาอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามา ไปอยู่ในจุดสูงข่ม ขุดสนามเพาะ วางทุ่นระเบิด ยิงเราก่อน หรือจะต้องรอให้ชัดถึงขั้นมีขีปนาวุธยิงข้ามหัวเรา”
อาจารย์ปณิธานตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่าไทยยังไม่ได้ประกอบกำลังอย่างเต็มรูปแบบ จึงฉวยโอกาสเดินเกมรุกในพื้นที่พิพาท
“เขามองว่าเรายังประกอบกำลังรบได้ไม่เต็มที่ เพราะยังเป็นกำลังของกองทัพภาคที่สองเป็นหลัก ขณะที่กัมพูชามาทุกองคาพยพ” อาจารย์ปณิธานชี้ว่า ผบ.สส.เพิ่งเข้าพื้นที่ในช่วงหลังเกิดเหตุ และหากไทยจะใช้กำลังอย่างเป็นทางการจริง ต้องประกอบกำลังสามเหล่าทัพให้พร้อมครบถ้วน “กัมพูชาจึงมองว่าเรายังไม่พร้อม หรือทำช้า ตามตำราทางทหาร เราอ่อนแอ เขาก็วางกับดัก รุกเข้ามาในพื้นที่ ปฏิเสธความร่วมมือในทุกด้าน”
⸻
ใช้เวทีนานาชาติ “ล้อมกลับ” ให้ทันเกม
“ทั้งหมดนี้ชี้ให้สหประชาชาติเห็นได้ว่าปัญหาอยู่ที่กัมพูชา” อาจารย์ปณิธานเสนอให้เปลี่ยนจากท่าทีตั้งรับมาเป็นเชิงรุก ด้วยการใช้กลไกระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้วอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวาที่กัมพูชาเป็นภาคี แต่กลับละเมิดอย่างชัดเจน “น่าจะเปิดพื้นที่ให้กลไกของสหประชาชาติ และภาคเอกชนเข้าพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อเร่งรัดในการหาข้อเท็จจริง”
เขายังเสนอให้รัฐบาลไทยเร่งรณรงค์ไม่ให้ประเทศมหาอำนาจส่งทุ่นระเบิดสังหารให้กัมพูชา โดยอาศัยสถานะพันธมิตรของไทยกับประเทศเหล่านั้นเป็นฐานการเจรจา ถ้าทำแบบนี้ สถานการณ์จะเปลี่ยนไปเยอะ แต่ตอนนี้รัฐบาลไม่ดำเนินการ เพราะไม่อยากขยายความขัดแย้งไปในระดับเวทีนานาชาติ จะอาศัยกลไกปกติด้วยการตั้งรับทั้งที่ในความเป็นจริง กลไกระหว่างประเทศเช่น UNHCR หรือหน่วยงาน UN อื่น ๆ กว่า 50 แห่งที่มีสำนักงานอยู่ในประเทศไทยสามารถลงพื้นที่จริงได้ทันที “สถานการณ์จะพลิกเลย กัมพูชาต้องถอยไป เพราะเขาพึ่งพาความช่วยเหลือของสหประชาชาติในการกู้ทุ่นระเบิดด้วย”
⸻
สถาปนากำลังแบบเปิดเผย เพื่อ “ยุติการรุก โดยไม่ต้องรบ”
จุดสำคัญที่อาจารย์ปณิธานย้ำคือ การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์และทางยุทธศาสตร์ว่า “ไทยพร้อม” ต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การรอให้สถานการณ์เลวร้ายแล้วค่อยตั้งรับ “จะล้อมรั้วปักรั้วทำเถอะครับในแผ่นดินของเรา กัมพูชาจะมารื้อ หรือยื้อ ก็ให้เห็นชัดในระบบนานาชาติเลย ว่าเขารุกรานเราก่อน”
เขาอธิบายว่า การแสดงความพร้อมอย่างชัดเจนผ่านการจัดกำลังรบที่เปิดเผยนั้น ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่สงคราม แต่คือการ “ส่งสัญญาณ” ให้ฝ่ายตรงข้ามหยุดยั่วยุ “การสถาปนากำลังแบบนี้จะทำให้เขาเห็นว่าเรามีความเข้มแข็ง โดยกองกำลังที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างเข้มข้น และต้องประกอบกำลังรบแบบเปิดสวิตซ์อย่างเป็นทางการ ซึ่งไม่ได้หมายถึงรบจริง แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าเราพร้อม”
⸻
การทูตต้องรุก ผู้นำต้องนำ ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายประจำตั้งรับ
ในภาวะที่กระทรวงการต่างประเทศยังดูจะประคองความสัมพันธ์แบบ “ไว้ไมตรี” มากกว่าตอบโต้อย่างจริงจัง อาจารย์ปณิธานระบุว่า “ฝ่ายการเมืองที่เป็นผู้คุมนโยบายควรต้องเป็นผู้ออกมานำ” เขาชี้ว่า กระทรวงการต่างประเทศทำได้เพียงในระดับเจ้าหน้าที่ประจำ ไม่สามารถเป็นผู้ผลักดันนโยบายเชิงรุกได้
เขายกตัวอย่างยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ฝ่ายการเมืองออกโรงเองในการตอบโต้กัมพูชาอย่างทันท่วงที จนทำให้ “ฮุน เซน ปั่นป่วน” แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน “ถ้าเราไม่พอใจ ต้องเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองมาเป็นผู้นำในการแถลงตอบโต้กัมพูชา ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายประจำ”
⸻
ถ้าเราพร้อม กัมพูชาจะถอย — ถ้าเราเฉย เขาจะยั่วยุต่อ
การแสดงกำลังแบบเปิดเผย ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อรบ แต่อาจกลายเป็น “ทางออกที่ไม่ต้องรบ” ด้วยซ้ำ “ต้องให้ชัดเจนว่าเราสถาปนากำลังแบบแนวต้าน หรือแบบตั้งรับ หรือ Defensive ทำให้สหประชาชาติรับรู้ด้วยว่า เราทำเพราะมีการวางทุ่นระเบิดสังหารในแผ่นดินของเราอย่างชัดเจน”
อาจารย์ปณิธานเชื่อว่าหากไทยดำเนินการอย่างเด็ดขาดในเวลานี้ ไม่เพียงแต่จะสามารถผลักดันกัมพูชาให้ถอยกลับ แต่ยังสามารถขยายฉันทามติจากประชาคมโลกได้มากขึ้นด้วย “ตอนนี้สถานการณ์พลิกที่จะทำให้เราเปิดช่องรุกกัมพูชา ต้องคลี่ให้คนกัมพูชาและนานาชาติเห็นว่า รัฐบาลกัมพูชาแสวงประโยชน์จากทุ่นระเบิดสังหาร จนคนกัมพูชาเองก็บาดเจ็บ สูญเสียด้วย”
—————
รักษาการนายกฯ ต้องดูแลความปลอดภัยประเทศ
ในช่วงท้ายของบทสัมภาษณ์ อาจารย์ปณิธานได้ฝากข้อความถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีโดยตรงว่า “ดูแลบ้านเมืองให้ปลอดภัยตามระบบกติกา ประกอบทีมอย่างจริงจัง เปลี่ยนการตั้งรับเป็นแนวที่สมดุลขึ้น” พร้อมทั้งสะท้อนข้อจำกัดของรัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่านว่า “แม้จะฝากความหวังไม่ได้มากนัก เพราะมีปัญหาการเมืองหลายอย่างในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งความไม่ชัดเจนในเรื่องผู้นำ ใช้การทูตและระบบราชการนำมากเกินไป”
เขายังย้ำว่าความล่าช้าในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ทุ่นระเบิดนั้น ไม่ได้เกิดจากการขาดข้อมูล แต่เกิดจากการไม่ตัดสินใจเชิงนโยบาย “ผลกระทบตอนนี้คือเราตรวจพบกับระเบิด แต่ไม่มีการดำเนินการอะไร กระทั่งมีทหารสูญเสียขาซ้ายไปจากการเหยียบกับระเบิด เป็นความสูญเสียที่ไม่น่าเกิดขึ้น สถานการณ์ขณะนี้ไม่ดีเลย การเก็บกู้ก็ทำไม่ได้ เพราะพื้นที่ไม่เปิด จึงต้องชะลอไปก่อนจนกว่าจะปลอดภัยมากกว่านี้”
#ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #เที่ยงเปรี้ยงปร้าง #รัฐบาลแพทองธาร #แพทองธาร #แพทองธารชินวัตร #ชายแดนไทยกัมพูชา #ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา #ไทยกัมพูชา #ทางออกประเทศไทย #ทุ่นระเบิด #ปณิธานวัฒนายากร

