เศรษฐกิจไทยในวงล้อมสงครามภาษี
ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้าระลอกใหม่ สหรัฐฯ ใช้นโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) เป็นอาวุธบีบคู่ค้า ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ซึ่งได้รับผลกระทบเต็ม ๆ ผ่านภาคส่งออกและห่วงโซ่อุปทาน
สภาพัฒน์ประเมินว่า GDP ไทยปี 2568 จะขยายตัวได้เพียง 1.8% ในกรณีฐาน และอาจลดลงเหลือ 1.2% หากการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจล้มเหลว
⸻
รัฐเร่งอัดฉีดเงิน หวังพยุงเศรษฐกิจ
เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ รัฐบาลจึงตัดสินใจโยกงบประมาณ 1.57 แสนล้านบาทจากโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต มาดำเนินแผนกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ โดยเน้น “เติมสภาพคล่อง” ให้กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย เอสเอ็มอี และกลุ่มเปราะบาง
มีมาตรการสำคัญ เช่น
• สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) จากธนาคารออมสิน 100,000 ล้านบาท
• การค้ำประกันสินเชื่อจาก บสย. 5,000 ล้านบาท
• ขยายโครงการเดิมอย่าง PGS11 เพื่อช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยและไมโครเอสเอ็มอี
⸻
ธปท.ชี้ปัญหาอยู่ที่ “โครงสร้าง” ไม่ใช่แค่ “เงิน”
ในขณะที่ฝ่ายบริหารมุ่งอัดฉีดเม็ดเงิน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ กลับเสนอให้เปลี่ยนทิศทางสู่การ “แก้โครงสร้าง” โดยชี้ว่ามาตรการควรเน้นการช่วยเหลือภาคธุรกิจที่เผชิญแรงกระแทกจากต่างประเทศอย่างแท้จริง
กลุ่มเป้าหมายหลักคือ:
• ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ
• ผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานที่ต้องรับแรงสะเทือนจากการนำเข้าสินค้าราคาถูก
• SMEs ที่ไม่มีความสามารถในการปรับตัวได้ทันท่วงที
⸻
ส่องมาตรการเชิงรุกที่ ธปท. เสนอ
ข้อเสนอของ ธปท. ไม่ใช่แค่การแจกเงิน แต่คือการวางแนวทางป้องกันในระดับโครงสร้าง เช่น
• คุมเข้มการนำเข้าสินค้าและตรวจสอบมาตรฐานอย่างจริงจัง
• บังคับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติตั้งสำนักงานในไทย เพื่อเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม
• พิจารณาจัดเก็บภาษีสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ซึ่งเป็นช่องโหว่สำคัญของระบบ
มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ไทยกลายเป็น “ลานระบายสินค้า” ของประเทศที่เผชิญกำแพงภาษีจากตลาดอื่น
ไม่เพียงดับไฟตรงจุด…ยังวางรากฐานถึงการปรับโครงสร้างอย่างยั่งยืนด้วย
⸻
ทิศทางต่าง ผลลัพธ์ต่าง?
แม้ว่าทั้งรัฐบาลและ ธปท. จะเห็นตรงกันในภาพรวมเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนของการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่แนวทางกลับต่างกันอย่างมีนัย
รัฐบาลมุ่งเน้นการเยียวยาระยะสั้นและเจาะจงกลุ่มเปราะบาง ขณะที่ ธปท. มองว่าควรใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสเร่ง “ยกเครื่องระบบ” ให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันและตั้งรับแรงกระแทกจากสงครามการค้าโลกได้จริง
⸻
ถ้าไม่ปรับ ตอนจบอาจไม่ต่างจากเดิม
หากรัฐบาลยังคงดำเนินตามแนวทางเดิมโดยไม่นำข้อเสนอเชิงโครงสร้างของ ธปท. ไปปฏิบัติ เม็ดเงินกว่า 1.5 แสนล้านบาทอาจเป็นเพียง “ยาแก้ปวด” ที่บรรเทาอาการชั่วคราว แต่ไม่รักษาต้นตอของโรค
ไทยอาจเสี่ยงซ้ำรอยกับหลายครั้งในอดีต ที่เม็ดเงินไหลออกจากรัฐโดยไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการผลิตหรือภาคธุรกิจได้จริง
⸻
ต้องสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ไม่ใช่แค่พยุงชีวิต
บทบาทของ ธปท. ครั้งนี้ไม่ใช่การวิจารณ์หรือคัดค้านแนวทางรัฐบาล แต่คือคำเตือนให้เปลี่ยนเลน จากการพยุงเศรษฐกิจไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันในระบบ
ในสงครามการค้าระลอกใหม่ ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่มีเงินมากที่สุด แต่คือประเทศที่มีโครงสร้างพร้อมที่สุด
และในเกมนี้ ถ้าไม่วางรากฐานใหม่ตั้งแต่ตอนนี้ การอัดฉีดเงินเท่าไรก็ไม่มีวันเพียงพอ
.#ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #รัฐบาลแพทองธาร #แพทองธาร #สงครามภาษีทรัมป์ #แบงก์ชาติ #วิกฤตเศรษฐกิจ #มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

