ในวันที่ 19 เมษายน 2568 ที่รัฐบาลไทยมีแผนเตรียมจะลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนหลายราย ภายใต้โครงการ Feed-in Tariff (FiT) เฟสแรก กำลังผลิตรวม 5,203 เมกะวัตต์ — รศ.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค ออกมาแสดงความกังวลผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร
“ถ้าเซ็นวันนี้…ก็แก้ไม่ได้แล้วอีก 25 ปี”
⸻
ราคานี้…ใครได้ ใครจ่าย?
รศ.ชาลีเปิดเผยว่า สัญญานี้ต่อยอดจากที่รัฐลงนามไปแล้ว 3,668 เมกะวัตต์ และกำลังจะเพิ่มอีกกว่า 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งราคาที่รัฐเสนอซื้ออยู่ที่ 2.17 บาทต่อหน่วย เป็นตัวเลขที่ใช้มาตั้งแต่ยุค คสช. และยังไม่มีการปรับใหม่ ทั้งที่วันนี้ต้นทุนโซลาร์เซลล์ในตลาดโลกถูกลงกว่าครึ่ง
“บริษัทไทยที่ไปประมูลที่อินเดียเสนอราคาต่ำถึง 1.09 บาทต่อหน่วย — แปลว่าเราจ่ายแพงเกินจริงเท่าตัว”
และเมื่อคำนวณตลอดอายุสัญญา 25 ปี ส่วนต่างราคานี้จะกลายเป็น ภาระค่าไฟกว่า 6–8 หมื่นล้านบาทที่ประชาชนต้องจ่าย
⸻
ทำไมต้องรีบเซ็น? ก่อน PDP ใหม่จะออก
อาจารย์ชาลีตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้นภายใต้แผน PDP 2018 ซึ่งกำลังจะหมดอายุ และ PDP 2025 กำลังจะออกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
นี่คือช่วงสุญญากาศของแผนพลังงาน…แล้วทำไมรัฐต้องเร่งเซ็นในเวลานี้? หรือกำลังรีบผูกพันบางอย่างไว้ก่อนแผนใหม่จะเปลี่ยนเกม?
⸻
อย่าเอา “พลังงานหมุนเวียน” มาเป็นข้ออ้าง…
แล้วกำไรเข้ากระเป๋าใครบางคน
แม้ชื่อของโครงการนี้จะดูดีว่าเป็นการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน แต่ รศ.ชาลีเตือนว่า
“นี่อาจไม่ใช่การหนุนพลังงานสะอาด…แต่คือการล็อกราคาให้เอกชนที่เสนอแพงกว่าตลาด และถ้าลงนามแล้ว “จะกลายเป็นคำตอบตายตัวอีก 25 ปี ว่าทำอะไรไม่ได้ เพราะลงนามไปแล้ว”
⸻
คำถามสำคัญ…อยู่ที่เจตนา
“รัฐบาลกำลังห่วงผลประโยชน์ทุนพลังงานมากกว่าค่าไฟของประชาชนหรือไม่?”
นี่คือคำถามที่ รศ.ชาลี ทิ้งไว้ให้คิด พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนช่วยกันติดตามและตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐบาล
“หากวันนี้เรายังหยุดอะไรไม่ได้ แต่วันหน้าเลือกตั้ง…คือโอกาสของประชาชน เลือกคนที่เข้าใจต้นตอปัญหาพลังงานจริง ๆ เพื่อเข้ามาแก้ปัญหา”

