ศึก “วาระทรู” ใน กสทช. เข้มข้นขึ้นอีกขั้น เมื่อที่ประชุมอนุกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของ กสทช. ซึ่งมี ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล เป็นประธาน มีมติให้นำ มาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาใช้กรณีการคัดค้านกรรมการที่ถูกมองว่าเป็น “คู่กรณี” ผลคือ “ศ.กิตติคุณ ดร. พิรงรอง รามสูต” จะต้องออกจากห้องประชุมหากมีการคัดค้าน – และหากจะกลับเข้ามาทำหน้าที่ ต้องได้เสียงสนับสนุนถึง 2 ใน 3 จากบอร์ดที่เหลือ
⸻
เสียงแตก 6–6 ก่อน “จรัญ” ชี้ขาด
เมื่อวานนี้ (15 พ.ค. 2568) ที่ประชุมอนุฯ มีสมาชิกเข้าร่วม 13 คน
เสียงโหวตในประเด็น “ต้องใช้ ม.15 หรือไม่” ออกมา เสมอกัน 6 ต่อ 6
สุดท้าย จรัญ ภักดีธนากุล ในฐานะประธาน ใช้สิทธิชี้ขาดให้นำมาตราดังกล่าวมาใช้ ทำให้ มติรวมกลายเป็น 7–6 ถือเป็นการตอกย้ำกลไกที่อาจนำไปสู่การกันพิรงรองออกจากวาระสำคัญ
⸻
ขั้นตอนต่อจากนี้ – ออกจากห้อง / โหวตลับ / ต้องได้ 2 ใน 3
การตีความนี้หมายความว่า หากมีการคัดค้าน ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต ในวาระที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทรู จะต้องเข้าสู่กระบวนการตาม ม.15 คือ:
- พิรงรองต้องชี้แจงต่อที่ประชุม
- จากนั้นต้อง ออกจากห้องประชุม
- ที่ประชุมจะโหวตลับ – โดยต้องได้เสียง 2 ใน 3 จากกรรมการที่เหลือ
ด้วยบริบทบอร์ด กสทช. ที่ “แบ่งขั้วชัดเจน” หลายฝ่ายมองว่าโอกาสได้เสียงถึง 2 ใน 3 นั้นยาก เท่ากับว่า หากมีการคัดค้านในวาระทรู พิรงรองจะถูกกันออกโดยอัตโนมัติ
⸻
เกมไม่ได้มีแค่ “พิรงรอง” คนเดียวที่ถูกจ้อง
ก่อนหน้านี้ ทรู เพิ่งยื่นหนังสือคัดค้าน นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา หรือ “หมอลี่” ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามการประเมินผลหลังการควบรวมทรู–ดีแทค แต่กรณีนั้น หมอลี่ยังได้ทำหน้าที่ต่อ สวนทางกับกรณีพิรงรองที่ดูจะโดน “ล็อก” อย่างจริงจัง
⸻
บวรศักดิ์ เดินเกมลากเข้ามาตรา 15
มีรายงานว่าในที่ประชุมอนุฯ มีการพิจารณาประเด็นต่อเนื่องจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา กรณีหากกรรมการที่ถูกคัดค้านว่าเป็นคู่กรณียืนยันว่า ตนเองไม่มีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง เพียงพอแล้วหรือไม่ที่กรรมการผู้นั้นจะเข้าร่วมพิจารณาระเบียบวาระที่เสนอต่อไป ซึ่งหนี่งในอนุฯ เสนอให้โหวตว่าจะต้องใช้กลไกตามมาตรา 15 หรือไม่ และสุดท้ายผลก็ออกมาด้วยมติ 6 ต่อ 6 ก่อนจะจบที่ 7 ต่อ 6จากการลงคะแนนตัดสินของประธานอนุฯ ตามที่กล่าวไปในข้างต้น
ข้อพิจารณา: ใครร้อง – ร้องได้แค่ไหน?
ที่ประชุมยังตีความชัดเจนว่า
เฉพาะผู้มีส่วนได้เสียในคำสั่งทางปกครอง และมีปัญหาขัดแย้งกับกรรมการเท่านั้น จึงจะร้องคัดค้านได้
เช่น กรณีนี้ “ทรูมูฟ H” อาจร้องได้
แต่ไม่สามารถอ้างคำพิพากษาคดีอาญาของ “ทรูไอดี” ซึ่งเป็นคนละนิติบุคคลได้
นอกจากนี้ การคัดค้านต้องทำแบบ “เจาะจงเป็นวาระ”
ไม่สามารถคัดแบบเหมาเหมารวมให้กรรมการหมดสิทธิพิจารณาทุกเรื่องที่เกี่ยวกับกลุ่มทรู
⸻
แผนตอบโต้ของทรู – ส่งจดหมายทุกครั้ง จ้องคัดค้านเป็นรายวาระ
ทรูเริ่มใช้ “ยุทธศาสตร์ส่งจดหมาย” เข้าทุกครั้งที่มีประชุมบอร์ด
และระบุวาระที่จะคัดค้าน “พิรงรอง” อย่างเฉพาะเจาะจง
อย่างเช่นการประชุมเมื่อ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา
ทรูเพิ่งส่งหนังสือคัดค้านพิรงรองในเรื่อง “การปรับแก้มาตรการหลังควบรวม”
ขณะเดียวกัน วันที่ 21 พ.ค. ที่จะถึงนี้
มีวาระ “ปรับเปลี่ยนมาตรการหลังควบรวมทรู-ดีแทค” อยู่ในระเบียบวาระ
จึงต้องจับตาว่า… จดหมายคัดค้านฉบับใหม่ของทรู จะมาถึงทันเวลาหรือไม่
และสุดท้ายกรรมการ กสทช. ที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ไม่อ่อนข้อให้ทุน จะได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่หรือไม่?
⸻

