“เราไม่ต้องการนโยบายสวยๆ ผ่านคลิปโซเชียล เราต้องการผลลัพธ์ที่จับต้องได้—คือความปลอดภัยและความสุขของผู้สูงอายุ”
— ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน
⸻
เป็นข้อความในโพสต์ของศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานที่ปรึกษารมว. พม. ชวนสังคมคิด ท้าทายไปถึงภาครัฐผลักดันงานผู้สูงวัยให้มากกว่าอีเวนต์
ประเทศไทยมีผู้สูงอายุมากถึงกว่า 14.8 ล้านคน หรือราว 22.5% ของประชากรทั้งประเทศ เท่ากับเราเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” แล้วเต็มตัว แต่โครงสร้างรัฐยังไม่พร้อม — แม้แต่กับบ้านพักที่มีคิวรอถึง 5 ปี สำหรับบั้นปลายชีวิต… ที่ยังต้องปากกัดตีนถีบหาที่พังพิงสุดท้ายด้วยตัวเอง
“แค่มีเงิน ก็ไม่ได้หมายความว่าบั้นปลายจะหาบ้านพักที่มีคุณภาพอยู่ได้ ถ้าคุณไม่ได้อยู่ระดับเศรษฐี”
ถ้าผู้สูงอายุคือกระจกสะท้อนอนาคตของเราทุกคน — คำตอบที่สะท้อนกลับมาก็ชวนหดหู่ไม่น้อย
⸻
บ้านพักมีคิวรอ 5 ปี = ระบบที่ไม่เตรียมไว้ล่วงหน้า
ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานที่ปรึกษา รมว.พม. เล่าในบันทึกจากการเยี่ยมบ้านพักคนชรา วาสนะเวศม์ ว่า ที่นี่รับผู้สูงอายุได้ราว 200 คน แต่มี คิวรอถึง 5 ปี ทั้งที่เงื่อนไขการอยู่ร่วมไม่ได้หรูหราอะไรเลย — ค่าบริการรายเดือน 2,000 บาท (รวมอาหารสามมื้อ) มีห้องพักหลายแบบ โดยห้องพักรวมสำหรับคนยากจนไม่ต้องเสียค่าแรกเข้า
ราคาที่จับต้องได้ บริการที่มั่นคง และสภาพแวดล้อมที่เข้าใจความต้องการของผู้สูงอายุ คือสิ่งที่ทำให้ “วาสนะเวศม์” มีความต้องการล้นเกินกำลังจะรับไหว
นี่จึงไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะบ้านพักแห่งหนึ่ง — แต่มันคือ หลักฐานของความล้มเหลวในการวางแผนระยะยาวของรัฐไทย
การแก่ลงไม่ใช่ปัญหา แต่การที่รัฐยังใช้ความคิดเมื่อสิบปีก่อนมารองรับโลกที่เปลี่ยนไปแล้วทุกวัน—นั่นต่างหากคือวิกฤต
“ผู้สูงอายุที่ลำบากวันนี้ ไม่ใช่แค่คนจน แต่คือมนุษย์เงินเดือนที่เคยทำงานเต็มชีวิตมาเหมือนกัน” ศ.ดร.กนก
⸻
สังคมสูงวัยไม่ใช่ปัญหา — ถ้ารัฐไม่ล้าสมัย
การที่ประเทศไทยมีผู้สูงวัยมากขึ้นไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลก มันคือธรรมชาติของการพัฒนา แต่น่าเศร้าที่รัฐยังคิดว่า “ผู้สูงอายุ = ภาระ” มากกว่า “ประชากรกลุ่มสำคัญที่ควรได้รับการออกแบบระบบเพื่อรองรับ”
ไม่มีการวางโครงสร้างสวัสดิการที่เพียงพอ
ไม่มีงบประมาณแบบบูรณาการสำหรับการดูแลหลังเกษียณ
ไม่มีแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐานราคาประหยัด
และที่สำคัญ — ไม่มีการส่งเสริมทุนทางสังคมให้กลับมา
⸻
อนาคตของคนรุ่นใหม่จะยิ่งหนัก ถ้ารัฐยังไม่ปรับตัว
ในอีก 15 ปีข้างหน้า คนรุ่นวัยทำงานวันนี้จะเริ่มทยอยเกษียณ หากรัฐยังไม่สร้างระบบที่ช่วยให้การแก่เป็นเรื่อง ‘ปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี’ ภาระทั้งหมดจะถูกผลักไปยังคนรุ่นลูก — ทั้งค่าเลี้ยงดู ค่ารักษาพยาบาล และความไม่มั่นคงทางใจ
หนี้ครัวเรือนจะพุ่ง แต่คุณภาพชีวิตกลับต่ำลง
ภาษีจะขึ้น แต่รัฐสวัสดิการก็ยังไม่ครอบคลุม
คนจะแก่ลงพร้อมกับความรู้สึก “ไม่มั่นคงในชีวิต”
⸻
เราจะแก่ไปพร้อมกับความกลัว หรือแก่ไปพร้อมกับความหวัง?
ศ.ดร.กนก เสนอทางออกว่า รัฐไม่ควรทำคนเดียว แต่ต้องมีภาคเอกชนโดยเฉพาะมูลนิธิและชุมชนเข้ามาร่วม เช่น:
• ส่งเสริมบ้านพักคนชราแบบไม่แสวงหากำไร
• ให้แรงจูงใจทางภาษีแก่ผู้บริจาคหรือผู้ร่วมพัฒนา
• ฟื้น “ทุนทางสังคม” ให้ชุมชนช่วยดูแลผู้สูงวัยใกล้บ้าน
• สร้างระบบสื่อสารที่ให้ผู้สูงอายุเป็นผู้พูด ไม่ใช่แค่เป็น “ตัวแสดงเงียบ” ในคลิปโปรโมตรัฐ
“เราไม่ต้องการคลิปไวรัล เราต้องการระบบที่เวิร์กจริง”
⸻
แก่ไม่ใช่จุดจบ แต่ระบบล้าสมัยต่างหากที่ไม่เพิ่มทางเลือก
ถ้ารัฐไม่เปลี่ยน สังคมจะแก่ลงพร้อมกับความรู้สึก ‘โดดเดี่ยว’
ถ้ารัฐลุกขึ้นออกแบบอนาคต เราก็สามารถแก่ไปอย่างมีศักดิ์ศรีได้ทุกคน
เพราะ “สังคมชรา” ไม่ได้น่ากลัวเท่า “รัฐล้าสมัยที่ไม่เท่าทันปัญหา” — และโจทย์นี้ต้องมีคำตอบก่อนจะสายเกินไป
”แล้วคุณล่ะ…อยากแก่ไปในระบบแบบไหน?“

