เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร
—
วันที่ 12 มิถุนายนนี้ อาจกลายเป็นอีกวันประวัติศาสตร์ของวงการแพทย์ไทย
เมื่อแพทยสภาต้องลงมติชี้ขาดคดีที่สะเทือนความน่าเชื่อถือของทั้งระบบ — กรณีแพทย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษา ทักษิณ ชินวัตร
และสำหรับ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ มองว่า
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของหมอ แต่คือเส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “อำนาจการเมือง”
“อยากเรียกร้องให้ประชาสังคม และประชาชนทุกภาคส่วนมาช่วยสนับสนุนแพทยสภาลงมติ ถ้าเสียงสนับสนุนส่งถึงแพทยสภา พวกท่านก็จะมีกำลังใจที่จะมาประชุม 12 มิถุนายน เพื่อจะยืนหยัดในมติเดิม”
—
เส้นทาง “สมศักดิ์” ที่ไม่ควรมองข้าม
นพ.ตุลย์ฟันธงทันทีว่า สมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ “สภานายกพิเศษ” จะใช้สิทธิวีโต้แน่นอน
“อันนี้ก็เป็นเรื่องแน่นอน ตามความประสงค์ของนาย ถ้าไม่วีโต้ก็ไม่รู้จะดึงมาเป็น รมว.สาธารณสุขทำไมครับ”
เขามองว่า การโยกย้ายตำแหน่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมานั่งกระทรวงสาธารณสุข คือสัญญาณที่ชัดว่า มี “ภารกิจ” บางอย่างรองรับอยู่
“อย่าลืมว่าเขาสไลด์ตัวมาจาก รมว.ยุติธรรม ไปที่สาธารณสุข ใครเขาทำกันแบบนี้… ดึงมาเพื่อดำเนินการต่อครับ ถ้ามีอะไรที่เกี่ยวกับแพทยสภา ถ้ามีอะไรเกี่ยวกับคุณหมอโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ ต้องโดนสอบสวน เขาคงพยากรณ์ไว้ว่าคงโดนฟ้องแน่ๆ”
—
เมื่อ ‘ห้องพิเศษ’ กลายเป็นที่พักโทษ
ในสายตาหมอตุลย์ เส้นทางการส่งตัวทักษิณไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจเต็มไปด้วย “การยกเว้น” ที่ไม่เคยเกิดกับผู้ต้องขังคนอื่น
“ถือว่าเป็นผู้รับประโยชน์… ทักษิณก็ไม่อยากขึ้นชื่อว่าติดคุกห้องไม่สบายหรูหราเท่าโรงพยาบาลตำรวจ… ส่งไปโรงพยาบาลตำรวจเลย ตรงไปห้องพิเศษเลย โดยไม่ผ่านกระบวนการต่างๆ”
เขาอ้างถึงการตีความกฎหมายผิดมาตรา และชี้ว่าเหตุผลที่ใช้ส่งตัวผู้ต้องขังออกนอกเรือนจำ ไม่ควรนำมาใช้กับทักษิณ
“อ้างผิดมาตรา ไม่ครบมาตรา อ้างมาตรา 55 สำหรับผู้ป่วยโรคจิต และโรคติดต่อ หวังว่าทักษิณคงไม่เป็นโรคจิตหรือโรคติดต่อ”
—
“เราไม่อยากลงโทษพวกเดียวกันเอง…แต่เมื่อผิด ก็ต้องกล้า”
หมอตุลย์ยอมรับตรง ๆ ว่า การพิจารณาคดีลักษณะนี้ในวงการแพทย์เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน เพราะไม่มีใครอยากลงโทษ “พวกเดียวกัน”
“เราจำเป็นต้องทำอย่างนั้น เราไม่อยากลงโทษพวกเดียวกันเอง อย่างเช่นว่ากล่าวตักเตือน ไม่ต้องไปพักใบอนุญาต”
แต่ในเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัด ทั้งเรื่องการเขียนใบรับรอง การส่งตัว และการข้ามขั้นตอนตามกฎหมาย แพทยสภาจึงต้องแสดงจุดยืน
“ข้อเท็จจริงเป็นอย่าง… ออกใบรับรองรูปแบบต่างๆ ไปถึงกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ว่าต้องรักษาต่อ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไปรักษาที่เรือนจำ หรือโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็ได้”
และแม้จะถูกกล่าวหาว่าแพทยสภาให้ข้อมูลไม่ครบ หมอตุลย์ก็ยืนยันชัดว่าแพทยสภาทำตามขั้นตอนแล้ว
“เขามีสิทธิกล่าวหา แต่ความจริงคือความจริงวันยันค่ำ”
—
“แพทยสภาไม่ได้เล่นการเมือง…แต่ถูกการเมืองเล่น”
หมอตุลย์ยืนยันว่า การพิจารณาครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลว่าเป็นใคร แต่เป็นการวินิจฉัยพฤติกรรมของแพทย์ตามจริยธรรมวิชาชีพล้วน ๆ
“แพทยสภาพิจารณาไม่ได้คำนึงถึงว่าใครเป็นผู้ป่วย… มีแต่ฝ่ายการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้อง พยายามที่จะกดดันเปลี่่ยนแปลง”
เขาย้ำคำแถลงของ นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภา ว่าแพทยสภายึดถือความถูกต้องเป็นหลัก และเรียกร้องให้สังคมเห็นถึงความพยายามนั้น
“อยากให้ฝ่ายการเมือง ประชาชนรับรู้และมั่นใจว่าแพทยสภายืนหยัดเช่นนั้นจริงๆ”

