“โรงพยาบาลรัฐ 218 แห่งขาดทุน” กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการสาธารณสุขช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2568 จากการเปิดข้อมูลโดยนพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ อดีตประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ.รพท.) ในงานเสวนาเรื่อง “ทิศทางการดำเนินงานระบบบัตรทองในปัจจุบันและอนาคต” พร้อมเสียงสะท้อนว่า “ระบบงบประมาณที่จ่ายไม่เท่าทุนรักษา” กำลังผลักโรงพยาบาลให้ยิ่งรักษายิ่งเข้าเนื้อ
ขณะเดียวกัน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผู้บริหารงบ “บัตรทอง” กลับออกมาชี้แจงว่าความจริงอาจไม่ได้หนักขนาดนั้นและตัวเลข 218 แห่งอาจตีความเกินจริง
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างฝ่ายโรงพยาบาลกับหน่วยบริหารงบ—คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ “ใครผิด” แต่คือเราจะรักษาคุณภาพระบบสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างไร ท่ามกลางทรัพยากรที่ไม่พอ?
ตัวเลขหนี้ที่ทำให้สะดุ้ง
ข้อมูลจากนพ.อนุกูลระบุว่า
- โรงพยาบาลในสังกัด สธ. มี “เงินบำรุงติดลบ” รวม4,219.4 ล้านบาท (ไตรมาส 1 ปี 2568)
- โรงพยาบาล218 แห่งจาก 902 แห่ง มีสถานะเงินสดติดลบ
- 10 อันดับโรงพยาบาลที่ขาดทุนมากที่สุดรวมกันเกือบ1,918 ล้านบาทโดยอันดับ 1 คือ รพ.ขอนแก่น ติดลบ848.3 ล้านบาท
ต้นทุนที่ไม่เคยถูกชดเชยเต็ม
ต้นตอสำคัญคือ “ค่าถ่วงน้ำหนักโรค” หรือadjRW ที่รัฐใช้คำนวณงบรายหัวผู้ป่วยใน
- ต้นทุนจริงต่อ 1 adjRW อยู่ที่ราว 13,000 บาท
- สปสช. เคยจ่าย8,350 บาทและมีข่าวว่าถูกหั่นลงเหลือ7,100 บาทในปี 2568
แพทย์จึงตั้งคำถามว่า
“ถ้าเงินที่ได้ยังไม่ถึงต้นทุนจริง ระบบจะรักษาคุณภาพได้อย่างไร?”
ฝั่ง สปสช. ออกโรงโต้ทันที
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ออกมาชี้แจงหลายประเด็นสำคัญ:
1. ตัวเลข 218 แห่ง “ไม่สะท้อนภาพรวม”
สปสช.ระบุว่าถ้าใช้หลักบัญชีทุนหมุนเวียนสุทธิ (Net Working Capital) จริง มีเพียง13 โรงพยาบาลที่ติดลบไม่ใช่ 218 แห่ง
2. “ไม่ได้ลด” ค่าจ่ายต่อ adjRW
ยังยืนยันว่าจ่าย8,350 บาท/adjRW เท่าเดิม ข่าวลดเหลือ 7,100 บาทไม่เป็นความจริง
3. งบเพิ่มต่อเนื่อง
ปี 2567 ได้งบ217,629 ล้านบาท
ปี 2568 ได้เพิ่มเป็น236,387 ล้านบาท
ปี 2569 ตั้งงบไว้265,296 ล้านบาท
4. จ้าง Big Four ตรวจบัญชี
เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสโรงพยาบาล 13 แห่งที่ติดลบจริง แต่ไม่ได้เกิดจากบัตรทอง โดยมีแผนเร่งลงพื้นที่ใน 3 เดือน
ไม่ว่าจะตีความ “ขาดทุน” อย่างไร ก็หนีไม่พ้นความจริงว่าโรงพยาบาลจำนวนมากกำลังเจอกับงบประมาณที่ไม่เพียงพอ
- รักษาผู้ป่วยมากขึ้น = ขาดทุนมากขึ้น
- สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่กลไกชดเชยไม่ชัด
- ความไม่สอดคล้องระหว่าง “สิทธิ” และ “ทรัพยากร” อาจบั่นทอนคุณภาพในระยะยาว
ข้อเสนอทางออก
- ทบทวนอัตรา adjRW ให้สะท้อนต้นทุนจริง
- สร้างกลไกชดเชยฉุกเฉินสำหรับโรงพยาบาลที่มีภาระสูง
- เปิดข้อมูลโปร่งใสทุกฝ่ายใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน
- เพิ่มการมีส่วนร่วมของแพทย์–รพ.ในกระบวนการจัดงบ ไม่ใช่แค่รับคำสั่ง
ในวันที่ต้นทุนสูงขึ้น แต่ทรัพยากรมีจำกัด: เราจะรักษาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไว้ได้อย่างไร?
ภาระงบประมาณด้านสุขภาพมีแต่จะพุ่งสูงขึ้นโดยเฉพาะในยุคที่ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” อย่างเต็มรูปแบบ ผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรังและผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในระบบ ทำให้ต้นทุนต่อหัวแพงกว่าที่เคยเป็นมา
ในขณะเดียวกันรายได้ของรัฐกลับมีแนวโน้มลดลงจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รายได้ภาษีฝืดเคือง และความไม่แน่นอนทางการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลก
ยิ่งประชาชนต้องพึ่งพาระบบหลักประกันมากเท่าไร รัฐยิ่งต้องจริงจังกับการจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมมากขึ้นเท่านั้น
ระบบสุขภาพไทยในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ตัวเลขงบ” หรือ “ดุลบัญชี” แต่คือคำถามว่า
เราจะรักษาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไว้ได้แค่ไหน…หากไม่ยอมแก้โครงสร้าง?
หากระบบงบยังบกพร่อง กลไกจ่ายเงินยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง โรงพยาบาลยังถูกปล่อยให้สะสมหนี้โดยไม่มีทางออก —คนที่จะเจ็บปวดที่สุดในท้ายที่สุด…คือประชาชน
เพราะการรักษา “ฟรี” จะไม่มีความหมายเลย
หากคุณภาพที่ได้…ต่ำกว่าที่ชีวิตควรจะได้รับ

