“ถ้านายกฯ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้มีครม.ใหม่ก็จะเหมือนอยู่บนเส้นด้าย ที่ขออยู่ต่อก็มีคำถามว่าต้องการบริหารอำนาจมากกว่าบริหารนโยบายหรือเปล่า?”
—ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร”
⸻
รัฐบาลใหม่บนเส้นด้าย: เมื่อ “อำนาจ” สำคัญกว่านโยบาย?
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า มองว่า ทางออกการเมืองในห้วงเวลานี้ไม่มีสูตรสำเร็จ และทุกอย่างกำลังสลับซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ฝั่งรัฐบาลเองก็พยายามประคองอำนาจให้นานที่สุด โดยเลือกเดินเกมปรับครม.ใหม่ ทั้งที่ยังต้องลุ้นว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อใด
“แม้มีรายชื่อรมต.ใหม่ทูลเกล้าฯ ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะโปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่… ถ้าศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ แล้ว ครม.ใหม่ยังไม่โปรดเกล้าฯ ลงมา คำถามคือ ใครจะเป็นคนรับสนองพระบรมราชโองการ?”
สถานการณ์นี้เปรียบได้กับการตั้งครม.บนเส้นด้าย — เพราะขณะนั้นอาจไม่มีนายกฯ เป็นหัวโต๊ะ และรมต.หลายตำแหน่งเพิ่งเปลี่ยนหน้าใหม่ กระทบต่อการบริหารประเทศ รักษาการนายกฯ อาจไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องสำคัญ
———
เกมการเมืองที่แหลมคมกว่านโยบาย
การชี้แจงของผู้ใกล้ชิดรัฐบาลว่าการปรับครม.ครั้งนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพ—โดยเฉพาะเมื่อพรรคเพื่อไทยได้กระทรวงมหาดไทยมาไว้ในมือ—กลับยิ่งสะท้อนในมุมดร.สติธรว่า จุดมุ่งหมายแท้จริงคือการขยายฐานอำนาจมากกว่าผลักดันนโยบาย
“นโยบายก็เหมือนถูกพับไปหมดแล้ว… ที่ขออยู่ต่อ เพราะจะเข้าสู่ช่วงแต่งตั้งโยกย้าย รองบฯ 69 กำลังจะมา ถามว่าแบบนี้คือบริหารอำนาจ หรือบริหารนโยบาย?”
และเมื่อคนในสังคมเริ่มตั้งคำถามต่อรายชื่อรัฐมนตรีที่หลุดออกมา ดร.สติธรชี้ว่า “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หน้าตาแค่รายบุคคล แต่สะท้อนว่ากระบวนการตั้งครม.นี้อยู่บนสมการการต่อรองโควตาพรรคทั้งหมด ไม่มีเรื่อง ‘ประโยชน์ชาติ–ประชาชน’ อยู่ในนั้นเลย”
————
คลื่นใต้น้ำที่รัฐบาลประเมินต่ำไป
การชุมนุมใหญ่เมื่อ 28 มิ.ย. ที่รัฐบาลเชื่อว่าจะ “ไม่จุดติด” กลับปรากฏว่ามีมวลชนออกมารวมตัวจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ของประชาชนต่อผู้นำรัฐบาลยังคงคุกรุ่น
“เริ่มต้นจากคลิปหลุด—แต่สิ่งที่ประชาชนไม่พอใจคือท่าทีของนายกฯ ที่ปัดความรับผิดชอบ แล้วตอบสนองด้วยการปรับครม.”
ดร.สติธรเสนอว่า ถ้ารัฐบาลวางแผนอยู่ต่อเพื่อยุบสภาในภายหลัง ควรพูดให้ชัดเพื่อสร้างเสถียรภาพและความเข้าใจร่วมในสังคม มากกว่าพูดว่าอยู่ครบเทอมเพียงเพื่อรักษาอำนาจ “ความมชัดเจนต่อสาธารณะสำคัญไม่แพ้การสร้างเสถียรภาพในรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ”
————-
ผิด ม.144 คำตัดสินที่อาจล้างกระดาน
อีกหนึ่งปัจจัยที่ยังเป็นกับระเบิดอยู่ใต้พรม คือการโยกงบประมาณที่เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. หากมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญและศาลฯ ชี้ว่ามีความผิดจริง อาจส่งผลสะเทือนไปทั้งครม. ส.ส. และ ส.ว. ที่ร่วมลงมติผ่านงบประมาณปี 68 ที่ต้องพ้นตำแหน่ง
“คนโหวตงบฯ ปี 68 มี ส.ส. เกือบ 370 ส.ว. อีก 175… ถ้ามาตรา 144 ทำงาน ฝ่าย ส.ว. จะกระทบน้อย เพราะมีสำรองขึ้นแทนได้ ส่วน ส.ส. ต้องเลือกตั้งซ่อม อาจถึงร้อยเขต แต่นั่นอาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์การเมือง ให้ประชาชนได้เลือกใหม่ และอาจได้เสียงข้างมากในสภาฯ ใหม่เพียงแต่วาระจะจบในเดือน พ.ค.70 เพราะเป็นการเลือกตั้งซ่อมจากวาระเดิม“
—————
คืนอำนาจให้ประชาชน: ทางออกภายในปีนี้?
ดร.สติธรประเมินว่า หากสถานการณ์ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน รัฐบาลอาจต้องประกาศยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนภายในปีนี้ ซึ่งจะไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านนอกระบบรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการปลดล็อกสถานการณ์ด้วยกลไกตามรัฐธรรมนูญ
“นายกฯ ยังมีตัวแปรอีกมาก ทั้งคดีความ ทั้งแรงกดดันจากสังคม คำถามคือจะเลือกลาออก หรือยุบสภา?”
#ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย #หยุดปฏิบัติหน้าที่ #ยกระดับขับไล่รัฐบาล #พรรคประชาชน #รัฐบาลแพทองธาร #จตุพรพรหมพันธุ์ #ไม่เอารัฐประหาร #ศาลรัฐธรรมนูญ #พรรคเพื่อไทย #เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#ประชาธิปไตยต้องซื่อตรง #ครมบนเส้นด้าย

