“อย่าโลกสวย คิดแต่มุมบวก ถ้าคุยกับจิ๊กโก๋ เขาก็เอาแต่ได้”
——ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร”
——————
ภาษีทรัมป์ 36% คือสึนามิที่มาในวันที่เราการ์ดตก
ดร.ธนิต โสรัตน์ เตือนแบบตรงไปตรงมา ถึงผลกระทบที่รออยู่หลังสหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 36% มีผลบังคับ 1 สิงหาคมนี้ — แม้จะยังพอมีเวลาเจรจา แต่เขาไม่เชื่อว่าจะมีอะไรดีขึ้น หากยังคิดแบบ “โลกสวย”
“อย่าคิดแต่มุมบวก ถ้าไม่นับลาว เมียนมา กัมพูชา ไทยคือประเทศที่โดนเก็บภาษีสูงสุดในอาเซียน ต้องถามแล้วว่าเพราะอะไร? หรือเพราะเราเดินหมากพลาดตั้งแต่แรกที่เชื่อในสูตร win-win ไปคุยกับจิ๊กโก๋ เขาก็เอาแต่ได้อย่างเดียว”
——————
แรงกระเพื่อม 1.9 ล้านล้าน กระทบชีวิตคน 20 ล้าน
เขาย้ำว่าผลกระทบของภาษี 36% จะรุนแรงและรวดเร็ว เพราะภาคส่งออกของไทยมีขนาดใหญ่มหาศาล—คิดเป็น 57% ของ GDP หรือ 1.9 ล้านล้านบาทต่อปี และในห่วงโซ่การผลิตนั้นมีผู้คนเกี่ยวข้องราว 18-20 ล้านคน ทั้งแรงงานและเกษตรกร
“จะเห็นผลตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไปแน่นอน เราแข่งขันไม่ได้เพราะเวียดนามเสียภาษีน้อยกว่า ค่าแรงถูกกว่า ค่าเงินก็อ่อนกว่า ผู้ซื้อก็ต้องเลือกของถูกกว่าอยู่แล้ว”
————————
“รัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพ ทำให้เราอ่อนแอ”
ในสายตาเขา รัฐบาลขาดความเชื่อมั่น ไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และรับมือปัญหาได้ไม่ทันกับคลื่นสึนามิที่กำลังมากวาดทุกภาคส่วน “นี่คือช่วงเวลาที่อ่อนแอสุด ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ชายแดน และเสถียรภาพของรัฐบาล ใครจะแก้ปัญหา?”
———————
คำปาถกฐาเรื่อง “คนไทยจะร่ำรวย” คือยาหอม ไม่ใช่ยาแก้โรค
เมื่อพูดถึงคำพูดของนายกฯ ในเวที SPLASH 2025 ที่ว่า “ความยากจนจะหมดไป คนไทยจะร่ำรวย” ดร.ธนิตตอบทันทีว่า “ไม่เป็นไร มันคือยาดม ยาหอม” และเตือนว่าอย่าใช้แค่ความหวังนำ เพราะ 1 ใน 5 การส่งออกของไทยยังพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูงมาก
“แรก ๆ อาจยังอุ้มคนไว้ได้ แต่ถ้ายาวนาน เราไหวหรือ? ยอดขายจะตกแรง และท้ายที่สุดก็ต้องมีการลดกำลังการผลิต ลดจำนวนแรงงานแน่นอน ไม่อยากให้ตระหนก แต่ก็ต้องอยู่บนฐานความจริง”
————
“สงครามราคาจะเกิดขึ้น หาตลาดใหม่แทนสหรัฐฯ ไม่ง่าย”
เขายังไม่เห็นด้วยกับแนวคิดกระทรวงพาณิชย์ที่ชี้ว่าไทยควรหาตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐฯ เพราะ “ไม่ใช่เรื่องง่าย ตลาดใหญ่อย่างอเมริกาแทนกันไม่ได้ ทุกประเทศก็เจอปัญหาเหมือนกันหมด แล้วจะเกิดสงครามราคาที่ใครถูกกว่าอยู่รอด”
และที่ต้องจับตาอีกประเด็นคือ “ภาคการลงทุนจะถดถอย คนไม่กล้าใช้จ่าย ต้องตุนเงินไว้ เงินเฟ้อก็อาจติดลบ เพราะคนไม่ซื้อของ”
——————-
อย่าฉีดสเปรย์กลบกลิ่น! ต้องพูดความจริงกับประชาชน
รัฐบาลต้องบอกสถานการณ์ที่แท้จริง อย่าทำเพียงแต่งหน้าให้ดูดี
“อย่ายาหอมหรือผักชีโรยหน้า ไม่ดีบอกดี เหม็นก็ฉีดน้ำหอมกลบ มันไม่แก้ที่ต้นตอ ต้องเตรียมรับสถานการณ์จริง คนต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และผู้ประกอบการจะรับมือยังไง”
————————
ถ้าไม่เตรียมการ NPL จะตามมา แบงก์ไม่รอด
หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ดร.ธนิตเตือนว่า “ถ้าผู้ส่งออกทรุด จะเกิดการเบี้ยวหนี้ เป็น NPL แบงก์ก็ไม่รอด” สภาพคล่องจะตึงตัวและกระทบเป็นลูกโซ่
——————
แรงงานต้องได้รับการช่วยเหลือแบบ “เอาจริง” ไม่ใช่อัพสกิลเล่น ๆ
เขาวางแผนจะเข้าพบ รมว.แรงงานในสัปดาห์หน้า เพราะยังไม่เห็นมาตรการจริงจังในการรองรับแรงกระแทกจากภาษีใหม่ “ที่ผ่านมาแค่รีสกิล อัพสกิล แต่นี่คือสถานการณ์เจ๊งแล้ว”
ดร.ธนิตทิ้งท้ายว่า “ผมเป็นนักธุรกิจ ถ้าเราป่วย ต้องบอกว่าป่วยเป็นอะไร ไม่ใช่แต่งหน้าแล้วบอกว่าสบายดี แบบนั้นหมอไม่รู้จะรักษาอย่างไร — ตอนนี้ยังไม่มีใครบอกว่ารัฐจะรับมือกับแต่ละฉากทัศน์อย่างไรเลย”
คำเตือนสุดท้ายถึงมนุษย์เงินเดือน
“เก็บตังค์ไว้ก่อน เพราะยอดขายจะหายไปอย่างน้อย 15%”
#ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #ภาษีนำเข้า #สหรัฐอเมริกา #การค้าไทย #โดนัลด์ทรัมป์ #เศรษฐกิจไทย #รัฐบาลแพทองธาร #แพทองธาร #ภาษีทรัมป์ #เศรษฐกิจทรุด

