Author: Writer Publisher

วันนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกำหนดนัดประชุมเพื่อพิจารณาลงมติและจัดทำคำวินิจฉัยคดีสำคัญที่ 36 ส.ว. ยื่นขอให้วินิจฉัยสถานะความเป็นรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ว่าสิ้นสุดลงหรือไม่ จากประเด็นคลิปเสียงสนทนาล่าสุดกับสมเด็จฮุน เซน โดยคำวินิจฉัยจะถูกอ่านในช่วงบ่ายสามโมง และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ย่อมส่งผลสะเทือนต่อการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ร้อนระอุ นางสาวแพทองธาร ปักหลักอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล และเตรียมแถลงข่าวทันทีที่มีคำวินิจฉัย ไม่ว่าผลจะ “รอด” หรือ “ไม่รอด” ก่อนที่จะเข้าพบ ส.ส. พรรคเพื่อไทย และกลุ่มมวลชนที่มารอให้กำลังใจและลุ้นผลชี้ชะตาว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะยังคงอยู่บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ต่อไปหรือไม่ หากรอด..รอดแบบสะบักสะบอม หากผลคำวินิจฉัยออกมาเป็นคุณกับนางสาวแพทองธาร ขุมอำนาจของ “ทักษิณ” ก็จะได้เดินหน้าต่อไป แต่ ต้องเผชิญหน้ากับขวากหนามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันจากถนนของกลุ่มมวลชนต่างๆ ความเปราะบางตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หรือการกอบกู้เศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างหนัก ภายใต้ ครม.ที่ดูเหมือนจะขาดแรงขับเคลื่อน แต่กระนั้นก็ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่เธออาจจะตัดสินใจลาออกหลังคำวินิจฉัยได้เช่นกัน แม้ว่าหนทางนี้จะดูริบหรี่ก็ตาม หากไม่รอด ล้มทั้งกระดาน…ถึงทางตัน ในทางกลับกัน หากผลคำวินิจฉัยเป็นไปในทางลบ นั่นหมายถึงจุดจบทางการเมืองของนางสาวแพทองธารอย่างถาวร และอาจรวมถึงตระกูลชินวัตรด้วยทันที สุญญากาศทางการเมืองจะเกิดขึ้นในพริบตา เพราะนอกจากนางสาวแพทองธารจะต้องพ้นจากตำแหน่งแล้ว คณะรัฐมนตรีทั้งคณะก็ต้องพ้นตามไปด้วย เท่ากับเป็นการ “ล้างไพ่” กันใหม่ ต้องมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจากบัญชีรายชื่อแคนดิเดตของแต่ละพรรค โดยพรรคร่วมรัฐบาลยังคงมีชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จากรวมไทยสร้างชาติ นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ และฝ่ายค้านอย่างพรรคภูมิใจไทย ก็มีชื่อของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในสถานการณ์ที่เสียงในสภาปริ่มน้ำ และสัญญาณจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ดูเหมือนจะสงวนท่าทีและอึดอัดใจ หากต้องหนุน นายชัยเกษม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะจากประเด็นมาตรา 112 ทำให้การรวมเสียงเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ดูจะเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าตอนที่นายเศรษฐา ทวีสิน ลงจากตำแหน่งเสียอีก ในขณะเดียวกัน การที่พรรคเพื่อไทยจะยอมยกมือให้แคนดิเดตจากพรรคอื่นก็เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะจะทำให้พรรคเพื่อไทยไม่เหลือแต้มต่อใดๆ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไร้อำนาจในการคุมเกมการเมือง นโยบายที่เคยประกาศไว้ก็จะพังครืนลงมาไม่เป็นท่า กระแสของพรรคก็ตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “ลุยถั่ว” และเลือกคนที่พรรคสามารถควบคุมได้เท่านั้น รอตัดสินใจขั้นสุดท้าย ฉะนั้นเย็นวันนี้ต้องจับตาไปที่ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ว่าประมุขบ้านจะตัดสินใจอย่างไร ยอม “เฉือนเนื้อ” เพื่อเอาใจพรรคร่วมรัฐบาลและหนุนนายชัยเกษมให้ไปต่อ หรือยอมให้ดีลล่ม พรรคร่วมฉีกสัตยาบันไปจับมือกับพรรคประชาชนเพื่อดัน นายอนุทิน…

Read More

พลตรีเบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ลงนามคำสั่งประกาศกองกำลังบูรพา เรื่อง การกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย โดยระบุว่า ตามที่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ซึ่งต่อมาได้มีพระบรมราชโองการเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ และให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 31 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 โดยจังหวัดสระแก้ว มีพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก จำนวน 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ อำเภอคลองหาด อำเภอวัฒนานคร อำเภอวังสมบูรณ์ และอำเภอวังน้ำเย็น นั้น โดยที่ปรากฏว่าประเทศกัมพูชาได้นำประชาชนเข้ามาก่อเหตุจลาจลในราชอาณาจักรไทย พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จึงมีความจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่ต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคนเพื่อป้องกันประเทศให้พ้นจากภัยคุกคามดังกล่าว เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยและจำเป็นต้องกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 จึงให้กำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย แนวรักษาความสงบเรียบร้อย และมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ให้พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ข้อ 2 ให้ถนนศรีเพ็ญ ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วเป็นแนวรักษาความสงบเรียบร้อย ข้อ 3 มาตรการในการเข้าไปในพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ดังนี้ 3.1 ห้ามพกพาอาวุธทุกชนิด หรือสิ่งเทียมอาวุธเข้ามาในพื้นที่ 3.2 ห้ามปิดเส้นทางที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ 3.3 ห้ามถ่ายภาพฐานปฏิบัติการทางทหาร 3.4 ห้ามทะเลาะวิวาท และดื่มของมึนเมา 3.5 ห้ามนำเครื่องขยายเสียงเข้าในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568 #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #mou43 #WarCrimes #HumanRights #ฮุนเซนอาชญากรสงคราม #hunsenwarcriminal #กัมพูชายิงก่อน #CambodiaOpenedFire…

Read More

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า ตามข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ข่าวที่ 30/2568 วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่ามีการเผยแพร่คลิปและข่าวในสื่อสารมวลชนหลายช่องทางอันเป็นเท็จบิดเบื่อนข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวนของศาลลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อศาลรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 38 และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 และข้อ 10 และ ข้อ 11 ของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการทางกฎหมายแก่บุคคลที่กระทำการบิดเบือนและเผยแพร่คลิปดังกล่าวต่อไปนั้น เมื่อวันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้ดำเนินการทางกฎหมายกับ Facebook The Critics และ YouTube สถาบันทิศทางไทย ซึ่งได้เผยแพร่ข่าวอันเป็นเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวนของศาล ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #พรรคเพื่อไทย #ควบเก้าอี้รมววัฒนธรรม #หยุดปฏิบัติหน้าที่ #ลาออก #ยุบสภา #แพทองธาร #รัฐบาลแพทองธาร #ศาลรัฐธรรมนูญ #ทักษิณชินวัตร #กระดานการเมือง #29สิงหาคมวันชี้ชะตา #ก่อแก้วพิกุลทอง

Read More

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุถึงการนัดอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซนในบ่ายวันพรุ่งนี้ว่า 29 ส.ค. เป็นวันชี้ชะตา อนาคตของประเทศ เป็นวันที่คนไทยต้องลุ้น ยิ่งกว่าวันออกหวย ว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง จะถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนอีกหรือไม่ จากกรณีคลิปหลุด ถ้าท่านนายกฯแพทองธาร ไม่ถูกถอดถอน การบริหารประเทศสามารถเดินต่อได้ทันที หลังจากที่ได้วางแนวทางและทำงานในการขับเคลื่อนประเทศเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจไว้หลายเรื่อง ถ้าท่านนายกฯแพทองธาร ถูกถอดถอน (ทำให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งไปพร้อมกัน) ต้องเลือกนายกรัฐมนตรีกันใหม่ การบริหารงานแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหาที่มีหลายเรื่อง จะหยุดชะงัก ไม่ต่อเนื่อง เสียเวลาอีกหลายเดือน ดีไม่ดี อาจจะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ในกรณีที่จะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ ถ้าดูจากรายชื่อแคนดิเดตที่เหลืออยู่ ล้วนแต่มีปัญหาที่แตกต่างกัน ผมขอยกมาแค่ 3 ท่านที่เป็นไปได้ 1. คุณชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ในแง่ของการยอมรับ อาจจะทำให้การให้ความร่วมมือจาก สส.ในพรรคร่วมรัฐบาล หรือแม้กระทั่งในพรรคเพื่อไทยเอง จะน้อยกว่า ท่านนายกฯแพทองธาร 2. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากพรรครวมไทยสร้างชาติ องคมนตรี ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการยึดอำนาจ ในช่วงที่ดำรงค์ตำแหน่งนายกฯกว่า 8 ปี ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในความชอบธรรม ความสามารถและผลงานเป็นอย่างมาก 3. คุณอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี จากการที่กำลังถูกสอบสวนเพื่อดำเนินคดีฮั้วการเลือกตั้ง สว. ทำให้เกิดคำถามในเรื่องจริยธรรมและการยอมรับ โดยเฉพาะจากผู้นำนานาชาติ และนักลงทุนต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าถ้าท่านนายกฯแพทองธาร ถูกถอดถอน จะมีปัญหาตามมาสารพัดเรื่อง เกิดสุญญากาศ และ เกิดความไม่เชื่อมั่นในกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง ความเห็นส่วนตัวผม สรุปได้ว่า “ถ้าท่านนายกฯแพทองธารรอด ประเทศไทยรอด แต่ถ้าท่านนายกฯแพทองธารไม่รอด ประเทศไทยไปต่อยาก” ผมขอให้ประเทศไทยรอดครับ #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #พรรคเพื่อไทย #ควบเก้าอี้รมววัฒนธรรม #หยุดปฏิบัติหน้าที่ #ลาออก #ยุบสภา #แพทองธาร #รัฐบาลแพทองธาร #ศาลรัฐธรรมนูญ #ทักษิณชินวัตร #กระดานการเมือง #29สิงหาคมวันชี้ชะตา #ก่อแก้วพิกุลทอง

Read More

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เดินสายหารือกับองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสัญญา หรือ ออตตาวา ทั้งการพบหารือทวิภาคีกับนางสาวอิชิกาวะ โทมิโกะ เอกอัครราชทูต/ผู้แทนถาวรญี่ปุ่นประจำการประชุมด้านการลดอาวุธ ประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 22 โดยมีนางสาวแคโรลีน-เมลานี เรกิมบัล หัวหน้าสำนักงานกิจการลดอาวุธแห่งสหประชาชาติ (UNODA) เข้าร่วมการหารือด้วย ก่อนที่จะพบรัฐภาคีและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญในกรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครเจนีวา โดยเน้นย้ำว่าไทยรักสันติภาพ และมุ่งมั่นปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฯ โดยเฉพาะด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พร้อมกับสรุปเหตุการณ์ที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส และทุพพลภาพจากการเหยียบทุ่นระเบิดที่วางใหม่ รวมถึงการโจมตีชุมชนไทยทำให้พลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศดำเนินการทุกอย่างที่จะนำกัมพูชากลับสู่การปฏิบัติตามอนุสัญญาอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ ศบ.ทก.โพสต์ข้อมูล เป็นหนังสือของเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ที่มีถึงเลขาธิการสหประชาชาติ เกี่ยวกับการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา ในอาณาเขตของประเทศไทย เมื่อ 22 สิงหาคม 2568 พร้อมระบุข้อความสำคัญ และข้อมูลการเหยียบทุ่นระเบิดของทหารไทยทั้ง 6 ครั้งอีกด้วย “… ในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่ง ให้โลกปราศจากทุ่นระเบิด และแสดงความห่วงกังวลอย่างสูง ต่อการใช้อาวุธที่สร้างความเสียหายอย่างไม่จำกัด ซึ่งเป็นภัยคุกคามรุนแรงและสร้างความเสียหายถาวรต่อชีวิต เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดน และบั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาค …” ข้อมูลการเหยียบทุ่นระเบิดของทหารไทย : จำนวน 6 ครั้ง ครั้งที่ 1 : 16 กรกฎาคม 2568 ที่เนิน 481 ช่องบก จ.อุบลราชธานี – ขาขาด 1 นาย (พลทหาร ธนพัฒน์ หุยวัน) – บาดเจ็บรวม 3 นาย ครั้งที่ 2 : 23 กรกฎาคม 2568 ที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี – ขาขาด 1 ราย (จ.ส.อ.พิชิตชัย บุญชูหล้า) ครั้งที่ 3…

Read More

โดยที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กลุ่มมวลชนไทยหลายร้อยคนที่มาจากหลากหลายพื้นที่ เดินทางมารวมพลังแสดงสัญลักษณ์ทวงคืนผืนแผ่นดินไทย พร้อมร้องเพลงชาติไทยผ่านเครื่องขยายเสียง ดังกึกก้องไปทั่วถึงฝั่งกัมพูชา และที่ทำให้บรรยากาศที่บ้านหนองจานคึกครื้นเป็นพิเศษ คือคนที่เข้ามาในพื้นที่วันนี้ มีกลุ่มน้ำไม่อาบ นำทีมโดย เมลาย รัชดา,เสือ ดุสิต รวมถึงกัน จอมพลัง ที่ได้นำรถบรรทุกสิ่งปฏิกูล 20 คันมาเตรียมพร้อมที่หน้าด่าน ตามคำท้าของฝ่ายเขมร นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิธีสดุดีไว้อาลัยทหารกล้า 15 คนที่เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตยของชาติไทย และสดุดีทหารที่ได้รับบาดเจ็บทุกนาย พร้อมกับส่งเสียงตะโกนไปฝากถึงผู้นำเขมรว่าให้เอาทหารและคนเขมรออกจากแผ่นดินไทยให้หมด ขณะที่ทางจังหวัดสระแก้ว พร้อมกับกองกำลังบูรพา จัดกำลังเพื่อดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัย โดยกั้นระยะห่างไม่ให้ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน รวมถึงพ.อ.ชัยณรงค์ ผู้บังคับหน่วยฯ กกล.บูรพา อนุญาตให้รถดูดส้วมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ได้เท่านั้น โดยระบุจุดดังกล่าวเป็นจุดที่ทหาร-ตำรวจตรึงกำลัง #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#mou43#WarCrimes#HumanRights#ฮุนเซนอาชญากรสงคราม#hunsenwarcriminal#กัมพูชายิงก่อน#CambodiaOpenedFire#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด#TruthFromThailand#ทุ่นระเบิดผิดสนธิสัญญา#อนุสัญญาออตตาวา

Read More

บ่าย 3 วันพรุ่งนี้ก็จะทราบว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะยังนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อหรือไม่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ที่ 36 สว.ร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวจากกรณีดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดปรึกษาหารือ และลงมติกันในช่วงเช้า ก่อนจัดทำคำวินิจฉัยและอ่านคำวินิจฉัยในช่วงบ่าย 3 จนถึงวินาทีนี้นางสาวแพทองธาร ยังสามารถเลือกลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย แต่ก็ทำให้เธอติดบ่วงนี้ไปจนตายทางการเมือง เพราะหากศาลฯ จำหน่ายคดี (ถ้าเป็นเช่นนั้น) แต่ถ้าจะกลับมาเล่นการเมือง ก็จะถูกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีก และการลาออกในวันนี้ก็ไม่มีผลทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะเธอผ่านช่วงที่ดีที่สุดในการแสดงความรับผิดชอบไปแล้ว ดังนั้นเชื่อว่านางสาวแพทองธาร จะกลั้นใจอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนถึงวันพรุ่งนี้ เพื่อวัดดวง วัดดีลวันพรุ่งนี้ หากพรุ่งนี้ผลคือ “ไม่รอด” ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง กระเด็นตกเก้าอี้ พร้อมถูกตัดสิทธิปิดฉากชีวิตทางการเมือง ต้องกลับบ้านไปเลี้ยงลูก ปิดฉากเครือข่าย “ชินวัตร” คนที่ 4 ที่ตกเก้าอี้นายกฯ ตั้งแต่นายทักษิณ ชินวัตร สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ แพทองธาร ชินวัตร นี่ยังไม่นับรวมสมัคร สุนทรเวช – เศรษฐา ทวีสิน และคนต่อไปที่ชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยคนที่ 3 ที่ “ทักษิณ” และพรรคเพื่อไทยต้องเริ่มของดีลใหม่กับพรรคร่วมรัฐบาลให้ยกมือสนับสนุน ซึ่งน่าจะเกิดความชุลมุนทางการเมืองอีกรอบ และส่อนำไปสู่การยุบสภาเร็วยิ่งขึ้น แต่หากผลออกมา “แพทองธาร” ไม่มีความผิดได้ไปต่อ ใช่ว่าจะบริหารงานได้สะดวกโยธิน เพราะต่อแต่นี้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสารพัดปัญหาทั้งชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงสารพัดม็อบ สารพัดกลุ่ม ที่จะเข้ามารุมถล่มกะให้ยับ ท่ามกลางกระแสเพื่อไทยช่วงขาลง กระแสนิยมตกต่ำสุด ดังนั้นนอกจากทางเลือก 1.ลาออกก่อนคำวินิจฉัย และ 2.รอลุ้นคำวินิจฉัย ไม่ผิดได้ไปต่อแล้ว ยังมีข้อที่ 3.คือไม่ผิด แต่ “อุ๊งอิ๊งค์” ลาออก อ้างเหตุที่ไม่ลาออกตอนแรกเพราะต้องการพิสูจน์ข้อเท็จจริง เมื่อมีทางลงและข้ออ้างจบแบบสวยๆ ก็จะเปิดทางพรรคเพื่อไทยได้ไปต่ออีกสักหน่อย ปิดทางม็อบที่จะก่อหวอดให้ฝ่อไป “โอกาสของแพทองธารในทางกฎหมาย และในทางการเมือง ถือว่ายังอยู่ในเส้นทาง และยังมีคนของตระกูลชินวัตร รอคั่วตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป” นี่คือทางเลือกของ ทักษิณ-แพทองธาร กับการเมืองหลังบ่าย 3 ของวันที่ 29…

Read More

หลังเมื่อวาน (27 ส.ค. 68) ที่โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกมาปฏิเสธเหตุการณ์ที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด โดยระบุว่ากัมพูชาไม่ได้ใช้หรือวางทุ่นระเบิดใหม่ และยังคงปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาออตตาวา ว่าด้วยการห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลนั้น เรื่องนี้พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาตอบโต้โดยไล่เรียงเหตุการณ์ว่าพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา มีผู้เกี่ยวข้องสองฝ่ายคือไทยและกัมพูชา มีเพียงฝ่ายไทยที่เป็นผู้ประสบเหตุมาโดยตลอด โดยเมื่อวันที่ 4 ส.ค.68 บริเวณพื้นที่ภูมะเขือตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 ทั้งที่เตรียมไว้รอนำไปติดตั้ง และที่ติดตั้งแล้ว บริเวณแนววางกำลังเดิมของฝ่ายกัมพูชา วันที่ 22 ส.ค. 68 พบทหารกัมพูชา 2–3 นายดักซุ่มที่เนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย ตรวจสอบพบทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ทุ่น ต่อมาพบเพิ่มอีก 2 ทุ่น รวมเป็น 3 ทุ่น นอกจากนี้ ยังมีคลิป พร้อมเสียงสนทนาของทหารกัมพูชาที่กำลังเก็บและเคลื่อนย้ายทุ่นระเบิด PMN-2 เพื่อไปวางในพื้นที่ใหม่ คลิปจากโทรศัพท์ที่ทหารกัมพูชาทิ้งไว้ในพื้นที่ภูมะเขือ เมื่อ 19 ส.ค. 68 พบคลิปวิดีโอและภาพถ่ายทหารกัมพูชากำลังถือทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 พร้อมเสียงสาธิตการใช้งาน ก่อนนำไปลักลอบฝังในพื้นที่ชายแดนไทย ประกอบกับท่าทีในการประชุม GBC เมื่อ 7 ส.ค. 68 ที่กัมพูชาไม่ยอมรับข้อเสนอของไทยในการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด และล่าสุด ในเวทีการประชุม RBC แม้กัมพูชาจะเริ่มรับข้อเสนอ แต่ก็พยายามยื้อโดยขอให้ไปหารือรายละเอียดกันอีกครั้งในเวที GBC ลักษณะเหมือนเป็นการซื้อเวลา ส่วนที่กัมพูชาอ้างว่า พื้นที่บางส่วนในเขตแดนของกัมพูชายังมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามกลางเมืองในอดีต ก็ไม่เป็นความจริง เพราะหน่วยงาน TMAC ของไทย เคยเก็บกู้ทุ่นระเบิดตกค้างเสร็จสิ้นแล้วเมื่อปี ค.ศ. 2019 รวม 1,300 ลูก และในจำนวนนั้น ไม่พบว่ามีทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ที่มีลักษณะเป็นพลาสติกแข็ง ผิวมันวาวแตกต่างจากทุ่นระเบิดเก่าชัดเจน นอกจากนี้ยังไม่ให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในหลายพื้นที่ใกล้แนวเส้นเขตแดน ถือเป็นข้อพิรุธที่สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสของฝ่ายกัมพูชา รวมถึงมีรายงานว่ากัมพูชายังคงครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และชนิดอื่น ๆ รวมกว่า 3,700 ลูก โดยอ้างว่าเก็บไว้เพื่อการฝึกตามมาตรา 3…

Read More

มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 68 เวลา 15.45 น. ได้เกิดเหตุ พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 23 เหยียบกับระเบิด ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ เนิน 350 (ช้างศึก) ปราสาทตาควาย เบื้องต้นได้รับบาดเจ็บ บริเวณขาขวาท่อนล่างขาด หน่วยในพื้นที่ได้เข้าดำเนินการช่วยเหลือ และนำส่งเพื่อรับการรักษาแล้ว รายละเอียดอื่นๆ จะรายงานให้ทราบต่อไป #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #mou43 #WarCrimes #HumanRights #ฮุนเซนอาชญากรสงคราม #hunsenwarcriminal #กัมพูชายิงก่อน #CambodiaOpenedFire #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #TruthFromThailand #ทุ่นระเบิดผิดสนธิสัญญา #อนุสัญญาออตตาวา

Read More

เป็นเหตุการณ์ที่เพจเฟซบุ๊ก “สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 กรมประชาสัมพันธ์” เผยว่าเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ที่มวลน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ อย่างรวดเร็ว ชาวบ้านเผยมวลน้ำมาแรง เข้าท่วมบ้านเรือน ร้านค้า และพื้นที่เกษตรเป็นวงกว้าง ชาวบ้านในหลายหมู่บ้านต่างเร่งขนย้ายทรัพย์สินหนีน้ำ ก่อนหน้านี้มีฝนตกหนักตั้งแต่กลางดึกที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำป่าและดินถล่มในพื้นที่หมู่บ้านปางอุ๋ง ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ พบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย เป็นหญิงวัย 47 ปี บาดเจ็บ 15 คน ในจำนวนนี้สาหัส 2 ราย และยังมีรายงานผู้สูญหายอีก 5 ราย ส่วนตัวอำเภอแม่แจ่มเองน้ำแม่แจ่มล้นตลิ่งเข้าท่วมหลายพื้นที่ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.เชียงใหม่ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ระดมเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ อุปกรณ์ช่วยกู้ภัย และเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในอำเภอแม่แจ่ม โดยเฉพาะในหมู่บ้านปางอุ๋ง ซึ่งอยู่บนดอยสูง ที่ฝนตกหนักบ้านถูกดินโคลนถล่มพังเสียหายนับสิบหลัง แต่การระดมกำลังออกค้นหา เป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากยังมีฝนตกลงมาในพื้นที่ และในหมู่บ้านเต็มไปด้วยเศษซากความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตามทางอำเภอได้ประกาศแจ้งเตือนให้ชาวบ้านริมน้ำ และอยู่ในที่ลุ่มต่ำ รวมทั้งพื้นที่ที่เสี่ยงน้ำป่าดินถล่มขนย้ายข้าวของขึ้นที่สูง จุดเสี่ยงให้เร่งอพยพออกมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เนื่องจากมวลน้ำขุนแม่หยอด จากพื้นที่หมู่บ้านปางอุ๋ง ตำบลแม่ศึก ที่เกิดน้ำป่าดินถล่มเช้านี้ กำลังจะไหลมาทางน้ำแม่แจ่มถึงตัวอำเภอในช่วงค่ำของวันนี้ ขอบคุณ FB:สนง.ประชาสัมพันธ์เขต 3 กรมประชาสัมพันธ์ #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #น้ำท่วมแม่แจ่ม #เชียงใหม่อ่วม

Read More