- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะ กมธ. งบประมาณปี 2569 ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) และ สส.ที่ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติหรือ พ.ร.บ.งบประมาณปี พ.ศ. 2569 ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือสิ้นสุดสมาชิกภาพตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 1 สิงหาคม 2568 หรือไม่ และ สส. 121 คน (ผู้ร้อง) หรือ สว.ที่ไม่เสนอความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป จะมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายเรืองไกรระบุการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ตามมติ ครม ซึ่งมีงบของสภาผู้แทนราษฎรที่มีปัญหารวมอยู่ด้วย และในการอภิปรายงบประมาณฯ วาระหนึ่ง สส.ฝ่ายค้านได้อภิปรายเรื่องนี้ แต่ ครม.ไม่ได้ถอนร่างกลับไปแก้ไข และสภาฯลงมติเห็นชอบในวาระที่หนึ่ง 322 เสียง จากนั้น สส. 121 คนเข้าชื่อร้องศาลรัฐธรรมนูญว่า ผู้ถูกร้องคือนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน กระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ซึ่งคำวินิจฉัยรวมไปถึงขั้นตอนการจัดทำงบประมาณของ ครม.และการลงมติในวาระที่หนึ่งของสภาฯ ดังนั้นจึงไม่ควรร้องเฉพาะตัวนายพิเชษฐ์เพียงคนเดียว ผลคำวินิจฉัยประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า ครม.ทั้งคณะมีส่วนในการจัดทำงบประมาณของนายพิเชษฐ์ ด้วยแล้ว และ สส.ได้ลงมติรับหลักการในวาระหนึ่ง ทั้งที่มีการอภิปรายเกี่ยวกับความไม่ชอบของงบประมาณของสภาฯ ทั้ง 3 รายการ ครม.กลับไม่ถอนร่างกลับไปแก้ไขให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ม.144 และ สส.ไม่ลงมติไม่รับหลักการเพื่อไม่ให้เกิดการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ม.144 ดังนั้น ครม.และ สส. ต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกับนายพิเชษฐ์ จึงมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสี่ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#พิเชษฐ์เชื้อเมืองพาน#ศาลรัฐธรรมนูญ#พ้นสภาพสส#มาตรา144#โยกงบผิดรัฐธรรมนูญ ่ #งบประมาณ2568#รัฐบาลแพทองธาร#ตรวจสอบอำนาจ#ม144
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการศูนย์เฉพาะกิจสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ชี้แจงกรณี พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ อ้างว่ามีตัวแทนรัฐบาลโทรศัพท์สั่งการไม่ให้เกิดการปะทะตามแนวชายแดนเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 68 รัฐบาลได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก. ที่ตัดสินใจบริหารสถานการณ์พื้นที่ชายแดน 7 จังหวัด ยืนยันว่าไม่มีการกระทำตามที่ได้กล่าวอ้าง ยืนยัน รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง ทำงานเป็นทีมอย่างมีเอกภาพ ในการปฎิบัติภารกิจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติไทย โดยปัจจุบัน สถานการณ์ชายแดนอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพเป็นที่เรียบร้อย และอยู่ระหว่างการเยียวยา ฟื้นฟู และชี้แจงข้อเท็จจริงไปยังนานาชาติ ขอประชาชนสามัคคีกัน อย่าเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่มีข้อเท็จจริง เพราะอาจจะสร้างความสับสนและความขัดแย้งในสังคม #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#กัมพูชายิงก่อน#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด#CambodiaOpenedFire#ทหารมีไว้ปกป้องอธิปไตย#TruthFromThailand#ละเมิดหยุดยิง#อาชญากรสงคราม#ประณามกัมพูชา
เพจกองทัพอย่าง SMART Soldiers Strong ARMY ได้โพสต์ประเด็นนี้เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในพื้นที่ “ช่องอานม้า” โดยระบุว่า ก่อนเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 กำลังทหารของไทยไม่เคยสามารถเข้าไปยึดพื้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ตาอมได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาวางกำลังตรึงพื้นที่ไว้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ข้อสังเกต: เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 กองทัพกัมพูชาได้นำคณะทูตทหารจาก 13 ประเทศเข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ โดยพบว่า พื้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ตาอมขณะนั้น มีกำลังทหารไทยควบคุมพื้นที่ทั้งหมดแล้ว แนวปฏิบัติร่วมในพื้นที่อ้างสิทธิ์ “ช่องอานม้า” เพื่อป้องกันเหตุปะทะและรักษาเสถียรภาพในพื้นที่อ่อนไหว ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงแนวทางปฏิบัติร่วมกันไว้ ดังนี้: 1. จัดกำลังฝ่ายละ 5 นาย – แต่ละฝ่ายส่งเจ้าหน้าที่ 5 นายเข้าไปในพื้นที่ร่วมตรวจสอบ เพื่อป้องกัน การเพิ่มเติมกำลัง 2. ไม่มีการพกพาอาวุธ – เจ้าหน้าที่ทุกนายต้องงดเว้นการพกพาอาวุธในขณะปฏิบัติภารกิจ 3. ลาดตระเวนร่วมกัน – ทั้งสองฝ่ายร่วมเดินลาดตระเวนบริเวณรอบ “ตาอม” (ฝั่งกัมพูชา) และพื้นที่ใกล้เคียง 4. ไม่จำกัดช่วงเวลาในการเข้า-ออกพื้นที่ – สามารถเข้าปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนได้ ตลอดเวลา โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา ปัจจุบัน: กองทัพไทยควบคุมสถาปนาพื้นที่ได้อย่างมั่นคง จากสถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุด กองทัพไทยได้ดำเนินการ ผลักดันกำลังฝ่ายกัมพูชาออกจากพื้นที่ที่รุกล้ำอธิปไตยไทย ได้อย่างเด็ดขาดและสามารถ เข้ายึดพื้นที่ในแนวภูมิยุทธศาสตร์สำคัญได้สำเร็จ เมื่อยึดพื้นที่ได้แล้ว ฝ่ายไทยได้จัดกำลังตรึงพื้นที่ ในเขตดินแดน อธิปไตยของไทย และสามารถครอบครองได้โดยชอบธรรม เพื่อรักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ และป้องกันการกระทบกระทั่งที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต ขอบคุณข้อมูลจาก FB: SMART Soldiers Strong ARMY #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#กัมพูชายิงก่อน#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด#CambodiaOpenedFire#ทหารมีไว้ปกป้องอธิปไตย#TruthFromThailand#ละเมิดหยุดยิง#อาชญากรสงคราม#ประณามกัมพูชา
“กัมพูชาอาจเสียทหารสูงสุด 3,000 นาย แต่รัฐปิดเงียบ เพราะผู้นำอยู่ได้ด้วยภาพวีรบุรุษ ไม่ใช่ความจริง” — พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” —————— สูญเสียจริง…แต่ปิดเงียบ “ถ้าคนกัมพูชารู้ว่าเขา รบแพ้ เสียทหารมาก ฮุน มาเนตจะอยู่ไม่ได้” พล.ท.พงศกร รอดชมภู สรุปภาพสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างไม่อ้อมค้อม พร้อมประเมินว่าในการสู้รบ 5 วันที่ผ่านมา “ทหารกัมพูชาเสียชีวิตต่ำสุดประมาณ 1,000 นาย สูงสุดอาจมากถึง 3,000 นาย” แต่รัฐบาลกัมพูชาไม่มีวันยอมรับตัวเลขเหล่านี้ เพราะการสร้างเรื่องราวว่าฮุน มาเนต เป็นวีรบุรุษผู้กล้าเผชิญหน้าไทย คือสิ่งที่ใช้ “ต่ออายุสร้างความมั่นคงทางอำนาจ” ไม่ใช่แค่ชิงพื้นที่ แต่เพื่อปักหมุดผู้นำให้มั่นคงในประเทศที่ยังไม่เคยผ่านการเลือกตั้งแบบเสรีจริงจัง “ระบอบแบบนี้อยู่ได้ด้วยภาพบารมี ไม่ใช่ความจริง ถ้าภาพฮุน มาเนตรบแพ้ หมดบารมี การเมืองภายในจะปั่นป่วน” —————- ไทยได้เปรียบในสนามรบ แม้หยุดยิงแล้ว แต่ในสนามจริง พล.ท.พงศกรระบุว่า กองทัพไทย “ได้พื้นที่คืน” มากกว่าก่อนการสู้รบ “เราผลักดันทหารกัมพูชาที่ตรึงกำลังอยู่ออกไปได้เป็นส่วนใหญ่ ปราสาทตาควายไม่จำเป็นต้องยึด เพราะมันแค่สิ่งปลูกสร้าง สิ่งสำคัญคือการได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์” อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ฝ่ายไทยได้เปรียบมากกว่า คือ “หลักฐาน” ว่ากัมพูชาใช้ ทุ่นระเบิดใหม่ วางรอบปราสาท ซึ่งละเมิด ข้อตกลงออตตาวา ที่ห้ามใช้กับระเบิดสังหารบุคคล และมีทหารไทยบาดเจ็บจริง พร้อมพยานหลักฐานครบ “ญี่ปุ่นที่เป็นประธานอนุสัญญาออตตาวาคงไม่พอใจแน่ และนี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ควรนำขึ้นเวทีโลก” —————— สมรภูมิข่าวสาร: ไทยแพ้ สนามรบเราชนะ แต่สมรภูมิข่าวสารกลับตรงข้าม — แพ้โดยสิ้นเชิง “เราตั้งรับตลอด ไม่เคยชิงพื้นที่ข่าว ไม่มีข้อมูลเชิงลึกให้ต่างชาติอ้างอิง กัมพูชาเขาเล่นข่าวทุกวัน แต่เรากลับกลัวที่จะใช้ความจริงเปิดเผยความรุนแรงที่เขาทำ เช่น ยิงพลเรือน ยิงโรงเรียน โจมตีวัด ซึ่งเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม” พงศกรเสนอว่าไทยควร เลิกตั้งรับ แล้วเปิดเกมรุกด้วยการส่งข้อมูลให้สื่อโลก ให้คนไทยได้แชร์สิ่งที่รัฐสื่อสารอย่างมีระบบ พร้อมนำทูตต่างชาติเยี่ยมพื้นที่จริง “ถ้าอยากให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการประชุม GBC 4 ส.ค.…
“ดีลภาษี 19% ยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย ภาษีอื่นยังรออยู่” — รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร —————— สำเร็จหรือล้มเหลว? ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากเชียร์หรืออยากรู้ความจริง “ภาษี 36% เหลือ 19% จะมองว่าสำเร็จก็ได้ เพราะดูเหมือนลดลงตั้งเยอะ แต่ถ้ามองลึก ๆ มันก็คือได้เท่ากับประเทศอื่น—อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และที่เจ็บที่สุดคือ ‘ได้เท่ากับกัมพูชา’ ซึ่งเขาลดจาก 49 เหลือ 19% ได้อย่างไร?” รศ.ดร.อัทธ์ ชี้ว่าไทยอาจลดภาษีได้จริง แต่กัมพูชาลดได้มากกว่าในเชิงสัดส่วน สะท้อนว่าเราอาจไม่ได้ต่อรองได้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างที่หลายฝ่ายพยายามโหมเชียร์ ⸻ ระวัง! 19% อาจไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นแค่จุดเริ่มของภาษีลูกใหม่ แม้ดีลภาษี 19% จะดูเป็นข่าวดี แต่ รศ.ดร.อัทธ์ เตือนว่า ต้องเตรียมใจสำหรับภาษีถัดไป โดยเฉพาะภาษีสวมสิทธิ์ (evasion/tariff circumvention) ที่สหรัฐฯ ยังไม่ได้ประกาศ “เวียดนามโดนไป 40% แล้วจะให้ไทย 0% มันเป็นไปไม่ได้ 19% อาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เราอาจโดนอีกชุดก็ได้” ⸻ เปิดเอาอะไรไปแลก? และภาคการผลิตไทยพร้อมรับมือแค่ไหน สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ภาษี แต่คือ รัฐบาลไทยแลกอะไรไปกับอัตราภาษีนี้ “ต้องกางให้ชัดว่าเราเปิดนำเข้าสินค้าอะไร โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เพราะกระทบตรง ๆ ต่อผู้ผลิตไทย” สินค้าที่น่ากังวลที่สุดในสายตาของ ดร.อัทธ์ คือ “เนื้อหมู” เพราะไวต่อการแข่งขันที่สุด และเกี่ยวพันกับห่วงโซ่ภายในประเทศ ขณะที่สินค้านำเข้าอย่างแอปเปิลหรือเชอรี่ ยังไม่กระทบมากเพราะเราไม่ได้ผลิตและมีคู่แข่งจากจีน–ออสเตรเลียอยู่แล้ว ตรงข้ามประชาชนจะได้ซื้อผลไม้เหล่านี้ในราคาที่ถูกลง เขาเตือนว่ารัฐบาลต้องหยุดปิดข้อมูลเพื่อหลีกเลี่ยงแรงต้านทางการเมือง แต่ควร “กางไพ่” ทั้งหมดให้ภาคการผลิตรู้และเตรียมรับมือ ⸻ เอสเอ็มอี–เกษตรกร: เสียเปรียบซ้ำซ้อน ต้องได้รับการเยียวยา “วันนี้เราจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 19% ในขณะที่สินค้าเวียดนามถูกกว่า 5–10% แค่เสียภาษีน้อยกว่าเวียดนาม 1% ไม่พอจะพลิกสมรภูมิการส่งออก…
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งต่อรัฐบาลไทย ที่ได้บรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐ ในการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยลงเหลือ 19% จาก 36% ถือเป็นพัฒนาการที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยและเศรษฐกิจไทยโดยรวม รวมถึงลดความไม่แน่นอนที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุน “สมาคมฯ ขอแสดงความชื่นชมทีมเจรจาการค้าของไทยอ ที่ได้ทุ่มเททำงานหนักอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา จนนำไปสู่ความสำเร็จของข้อตกลงในครั้งนี้ ช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกกับประเทศเพื่อนบ้าน และรักษาการจ้างงานภายในประเทศ” โดยความสำเร็จของการเจรจาดังกล่าว จะเอื้อและสนับสนุนให้ประเทศไทยเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง คู่ขนานไปกับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ทั้งการยกระดับกระบวนการผลิต มาตรฐานสินค้า และการใช้เทคโนโลยี โดยอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันกำหนดเป้าหมาย และจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาให้ภาคเอกชนมีความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง สอดคล้องกับเมกาเทรนด์ต่างๆ ของโลก ทั้งนี้สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก สนับสนุนรัฐบาลในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และกำลังเร่งร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดัน “โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและสินเชื่อเพื่อการพัฒนาศักยภาพ” สนับสนุนภาคธุรกิจ ตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ SME ลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ยกระดับมาตรฐานการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างครอบคลุม และทั่วถึงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
รัฐบาล โดย ศบ.ทก. กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรี และกรมประชาสัมพันธ์ นำคณะเอกอัครราชทูต 3 ประเทศ อุปทูต 2 ประเทศ ผู้แทนทางการทูตระดับต่าง ๆ 6 ประเทศ และทูตทหาร รวม 23 ประเทศ อาทิ จีน มาเลเซีย สหรัฐฯ ฝรั่งเศส อิตาลี ปากีสถาน เกาหลีใต้ รัสเซีย พร้อมสื่อมวลชนไทย สำนักข่าว/หน่วยงาน และสื่อต่างประเทศ รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย และข้อเท็จจริงเรื่องการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชา โดยลำดับเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชายั่วยุตั้งแต่ต้นปี 2568 ผ่านกิจกรรมทางทหารและพลเรือน เช่นพานักท่องเที่ยวร้องเพลงปลุกใจในปราสาทตาเมือนธม เผาศาลาตรีมุข ดัดแปลงพื้นที่ เสริมกำลังและยุทโธปกรณ์ประชิดชายแดน ลักลอบขุดคูติดต่อในเขตไทย และวางทุ่นระเบิด PMN-2 ทำให้ทหารไทยขาขาด 2 นาย และบาดเจ็บหลายราย ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง ส่งมวลชนและทหารจัดกิจกรรมยั่วยุในพื้นที่ปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือน ทำให้เกิดการปะทะกับคนไทยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายไทยจึงใช้มาตรการควบคุมชายแดน โดยล้อมรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันการบุกรุก แต่ฝ่ายกัมพูชายกระดับการโจมตียิงใส่ทหารไทยบริเวณปราสาทตาเมือนธม ก่อนใช้ปืนใหญ่และจรวด BM-21 โจมตีเป้าหมายพลเรือนลึกเข้าไปในประเทศไทย เช่น รพ., ปั๊มน้ำมัน, ร้านสะดวกซื้อ, โรงเรียน และบ้านเรือนมีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก และต้องอพยพมากกว่า 150,000 คน ฝ่ายไทยตอบโต้ตามหลักป้องกันตนเอง อย่างจำเป็นและได้สัดส่วน โดยมีเป้าหมายทางทหาร ขณะที่กัมพูชายิงจากเขตพลเรือนและใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ หลังเจรจาหยุดยิงที่มาเลเซีย ฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ได้บุกรุกพื้นที่ 6 จุด โดยดำเนินการ ต่อถึงวันที่ 30 ก.ค. และวันที่ 31 ก.ค. 68 พบว่ากัมพูชาเพิ่มกำลังตามแนวชายแดน และใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ล้ำเข้ามาในเขตไทยเพื่อสอดแนม ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่บ่งชี้ถึงความไม่จริงใจในการเคารพข้อตกลงหยุดยิง ไทยยังตอบโต้การบิดเบือนข้อมูลของฝ่ายกัมพูชาอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาว่าไทยรุกรานและละเมิดอธิปไตย ใช้ระเบิดเคมี หรือกล่าวหาใช้ F-16 และอาวุธหนักเพื่อโจมตี ซึ่งเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง รวมถึงกล่าวหาทิ้งระเบิด MK-84…
“พงศกร” คาดทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1-3 พันนาย แต่ถูกปกปิดไว้ เพื่อการเมืองภายใน “ผมคาดว่าทหารกัมพูชาเสียชีวิตสูง 1- 3 พันคน แต่ไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขสูญเสีย เพราะจะกระทบต่อบารมี และเครดิตของผู้นำกัมพูชา และทำให้เกิดความปั่นป่วนการเมืองภายใน” พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการ สมช. เปิดเผยในรายการเที่ยงเปรี้ยงปร้าง โดยคุณสมจิตต์ นวเครือสุนทร #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #เที่ยงเปรี้ยงปร้าง #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire #ทหารมีไว้ปกป้องอธิปไตย #TruthFromThailand #ละเมิดหยุดยิง #อาชญากรสงคราม #ประณามกัมพูชา
เป็นการแถลงเจตนารมณ์การจัดชุมนุมใหญ่ครั้งที่ 2 ของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 10 โมงถึง 3 ทุ่ม โดยครั้งนี้สาระหลักที่แกนนำแถลงคือการส่งกำลังใจและสนับสนุนทหารในแนวหน้า และประชาชนที่ประสบภัยการสู้รบ นอกจากนี้ยังระดมทรัพย์ปัจจัยเพื่อช่วยเหลือทหารแนวชายแดนด้วย นอกจากนี้ยังจะสะท้อนปัญหาอธิปไตย และบูรณภาพดินแดนในขณะนี้เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร ใครก่อ ใครรุกราน ซึ่งชัดเจนแล้วว่าเป็นความขัดแย้งผู้นำ 2 ประเทศที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเช่นนี้ ซึ่งนำไปสู่การออกมาเรียกร้องให้นายกฯ แพทองธาร ชินวัตรลาออก พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว ด้านนายแก้วสรร อติโพธิ ระบุเรื่องการปะทะจนเกิดความสูญเสีย เป็นความรับผิดชอบของตระกูลชินวัตร และต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกของนางสาวแพทองธาร ยืนยันกลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ ไม่เรียกร้องรัฐประหารหรือเปิดทางอำนาจนอกระบบแต่อย่างใด #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire #ทหารมีไว้ปกป้องอธิปไตย #TruthFromThailand #ละเมิดหยุดยิง #กัมพูชาชิงธงนำ #อาชญากรสงคราม #ประณามกัมพูชา #กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน #แนวหลังแนวหน้าหัวใจ
การเก็บภาษีนำเข้าที่ประกาศโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในปี 2025 เป็นนโยบายที่สะท้อนถึงกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาผ่านกรอบแนวคิด Realpolitik ซึ่งเน้นการใช้พลังอำนาจและผลประโยชน์แห่งชาติเป็นตัวกำหนดนโยบายมากกว่าอุดมการณ์หรือความร่วมมือระหว่างประเทศแบบเสรีนิยม บทความนี้จะวิเคราะห์ที่มาของอัตราภาษี 19% โดยเปรียบเทียบกับระบบภาษีของประเทศไทย และสำรวจผลกระทบต่อการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ในบริบทของโลกที่เผชิญกับความท้าทายใหม่จากนโยบายของทรัมป์ โดยเชื่อมโยงกับแนวคิด Realpolitik เพื่อทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ และปฏิกิริยาของนานาชาติ การเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกา: วัตถุประสงค์และกลยุทธ์ในกรอบ Realpolitik การกำหนดอัตราภาษีนำเข้า 19% โดยสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มรายได้รัฐบาล ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (Bown, 2025) แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับหลักการ Realpolitik ที่เน้นการรักษาอำนาจและผลประโยชน์สูงสุดของชาติ ทรัมป์ได้ใช้ภาษีนี้เป็นเครื่องมือในการปรับสมดุลการค้า โดยเฉพาะกับประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ เช่น ไทย ซึ่งในปี 2024 มีการขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ ประมาณ 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (SCB EIC, 2025) อัตราภาษี 19% จึงถูกออกแบบมาเพื่อกดดันประเทศคู่ค้าให้ยอมรับเงื่อนไขการค้าที่เอื้อต่อสหรัฐฯ มากขึ้น เช่น การเปิดตลาดให้สินค้าอเมริกันหรือการลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาของทรัมป์ที่มุ่ง “นำอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจกลับคืนมา” (White House Statement, 2025) แนวคิด Laffer Curve ซึ่งทรัมป์นำมาใช้เป็นรากฐานทางทฤษฎี ระบุว่าอัตราภาษีที่เหมาะสม (ในกรณีนี้ 19%) จะเพิ่มรายได้รัฐโดยไม่ทำลายการค้าโลกอย่างสิ้นเชิง (Gale & Samwick, 2025) อย่างไรก็ตาม ในมุมมอง Realpolitik อัตราดังกล่าวไม่ใช่แค่การคำนวณทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นการแสดงพลังเพื่อรักษาความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ท่ามกลางการแข่งขันกับจีน ซึ่งถูกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 145% ในบางช่วง (BBC, 2025) การตั้งภาษี 19% กับไทยและบางประเทศในอาเซียนจึงเป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมใช้ “ไม้แข็ง” กับพันธมิตรที่ยังไม่ยอมจำนนต่อนโยบายการค้าใหม่ เปรียบเทียบกับระบบภาษีในประเทศไทย: ความแตกต่างเชิงโครงสร้าง ระบบภาษีของประเทศไทยมีลักษณะแตกต่างจากสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยเน้นการเก็บภาษีภายในประเทศเป็นหลัก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีอัตราตั้งแต่ 0% ถึง 35% ขึ้นอยู่กับรายได้ (Revenue Department, 2025) ขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่ที่ 20%…
