- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
“มาตรา 144 มีไว้สกัดนักการเมืองชั่ว—คนชั่วจะอยู่ไม่ได้ ประเทศชาติต้องอยู่รอด” —ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ————— “ผิดชัดเจน ไม่ต้องพิสูจน์ซ้ำ” ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ เปิดบทสัมภาษณ์อย่างมั่นใจว่า การโยกงบประมาณจากการชำระหนี้-ดอกเบี้ยเงินกู้ ธนาคารรัฐ 5แห่ง ไปใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 3.5 หมื่นล้านบาท และการโอนงบเข้า ‘กองทุน ส.ส.–ส.ว.’ ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคหนึ่งและสองอย่างชัดเจน โดยคำร้องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของป.ป.ช. “ตอนนี้ผมมีรายชื่อประชาชน 20,000 คน รออยู่แล้ว ถ้าป.ป.ช.ตีตกเมื่อไหร่ เจอถอดถอนทันที” เขากล่าวพร้อมย้ำว่านี่ไม่ใช่การขู่ แต่เป็นการดำเนินการตามกฎหมายที่เขามั่นใจว่ามีหลักฐานครบถ้วน เขาอ้างถึงรายงานการประชุมกรรมาธิการงบประมาณว่า มีการบันทึกอย่างชัดเจนว่าเงิน 3.5 หมื่นล้านบาทนั้น ถูกกันไว้เพื่อชำระหนี้ให้กับธนาคารของรัฐ 5 แห่ง ก่อนจะมีการขอเปลี่ยนไปใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถือว่า “สารภาพกันกลางกรรมาธิการฯ ไปแล้ว” ————— “ผิดก็ต้องรับผิด—ทั้ง ครม. และ 484 สมาชิกรัฐสภา” ในคำร้องที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ชาญชัยและคณะระบุรายชื่อผู้เกี่ยวข้องถึง 484 ราย ประกอบด้วย ส.ส. 309 คน ส.ว. 175 คน และสมาชิก ครม. ทั้งของนายเศรษฐาและของนางสาวแพทองธาร หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่ามีความผิด ทั้งหมดจะต้องพ้นจากตำแหน่ง ตัดสิทธิทางการเมือง และร่วมกันคืนเงินให้แผ่นดิน “ผมมั่นใจว่าทำผิดแน่ ๆ ป.ป.ช. ไม่สามารถตีตกได้ ถ้าทำแบบนั้นก็ผิดมาตรา 157” เขาเปิดเผยว่าขณะนี้ ป.ป.ช. อยู่ระหว่างพิจารณาและอาจส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญในต้นเดือนสิงหาคม “แต่ถ้าไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ รายชื่อสองหมื่นคนจะถูกใช้เพื่อยื่นถอดถอนทันที” ————— เตือนศาลรัฐธรรมนูญ: “อย่าทำผิดเสียเอง” อีกประเด็นหนึ่งที่ชาญชัยตั้งข้อสังเกต คือคำวินิจฉัยเบื้องต้นของศาลรัฐธรรมนูญกรณีรองประธานสภา พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่นำงบสัมมนาไปใช้ในพื้นที่เลือกตั้งของตัวเอง โดยศาลระบุว่าจะพิจารณาเฉพาะร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี…
23 กรกฎาคม 2568 — นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือถึงนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขอให้สั่งการให้กรมปศุสัตว์และกรมอนามัย ตรวจสอบข้อร้องเรียนของชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรณีโรงเลี้ยงไก่ไข่จำนวน 50,000 ตัว ส่งกลิ่นเหม็นสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน นายวัชระระบุว่า โรงเลี้ยงไก่ดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 1 ตำบลหน้าเมือง อ.เกาะสมุย และเป็นของวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ ซึ่งชาวบ้านได้ออกมาประท้วงเรื่องกลิ่นขี้ไก่รบกวนมานาน โดยมีรายงานข่าวจากสื่อโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์หลายแห่ง “ขอให้กระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบว่า โรงไก่ 50,000 ตัวแห่งนี้สร้างตามหลักสุขลักษณะหรือไม่ ปริมาณไก่เกินกฎหมายกำหนดหรือไม่ และส่งกลิ่นเหม็นจริงหรือไม่ ซึ่งหากเป็นจริงย่อมถือเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชน กระทบต่อคุณภาพชีวิตและบรรยากาศเมืองท่องเที่ยวของชาวสุราษฎร์ฯ” นายวัชระกล่าว ทั้งนี้ ยังได้ยื่นหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้กรมอนามัยร่วมตรวจสอบด้านผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ด้วย โดยเน้นย้ำให้รัฐเร่งดำเนินการโดยเร็วและให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องตามสิทธิที่พึงมีตามรัฐธรรมนูญ “อย่าให้ประชาชนผู้รักษาสิทธิของตนเองต้องกลายเป็นลูกไก่เสียเอง” นายวัชระกล่าวปิดท้ายอย่างเผ็ดร้อน. #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#วัชระเพชรทอง#กรมอนามัย#กรมปศุสัตว์#ขัดหลักสุขลักษณะ#เกาะสมุยสุราษฎร์ธานี#โรงเลี้ยงไก่ส่งกลิ่นเหม็น
“เพื่อไทย-แพทองธาร หมดความชอบธรรม ไม่คิดหวนคืนร่วมรัฐบาลอีก” — ภราดร ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคภูมิใจไทย เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ⸻ ไม่โต้ทักษิณ แต่ยืนยัน “ไม่ร่วมรัฐบาลเพื่อไทยอีก” ภายหลัง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและบิดาของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กล่าวในงานดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาลพาดพิงพรรคภูมิใจไทยว่า “ถอนตัวจากรัฐบาลในจังหวะได้เปรียบทางการเมือง แต่ไม่เป็นสุภาพบุรุษ” — ภราดร ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคภูมิใจไทย ปฏิเสธจะตอบโต้ตรง ๆ โดยกล่าวว่า “สังคมได้ตัดสินไปแล้ว” พร้อมยืนยันชัดว่า แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสองพรรคจะไม่ได้อยู่ในระดับ “ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ” เพราะในสภายังพูดคุยกันตามปกติ แต่สำหรับสมัยประชุมนี้ พรรคภูมิใจไทยจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยอีกเด็ดขาด แม้ภายหลังจะมีท่าทีจากนายชัยเกษม นิติสิริ ว่าหากได้เป็นนายกฯ อาจเชิญไปร่วมรัฐบาลอีกครั้งก็ตาม —————- “หมดความชอบธรรม” เพราะคลิป–วุฒิภาวะผู้นำ เหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยปิดประตูร่วมรัฐบาล คือ “พรรคเพื่อไทยและแพทองธารหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว” โดยเฉพาะเรื่องคลิปสนทนากับฮุน เซน ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง “ประชาชนไม่เชื่อว่าจะแก้ปัญหาชายแดนได้ และเมื่อไม่มีวุฒิภาวะทางการเมือง ความชอบธรรมก็หมดไป” ภราดรยังตั้งข้อสังเกตว่า ความสัมพันธ์ทักษิณ–ฮุน เซน อาจก่อให้เกิดความเคลือบแคลงในหมู่ประชาชนว่า มีการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวไปแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือไม่ “เรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวบอกให้เห็นว่าอาจมีการพูดคุยนอกรอบ โดยไม่ได้เอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก” ———————- เตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจกลางเดือน ส.ค. สำหรับการตรวจสอบรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยร่วมมือกับพรรคประชาชนและฝ่ายค้านอื่น ๆ เตรียมยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 โดยไม่ลงมติ และคาดว่าจะได้ยื่นญัตติในสัปดาห์นี้ “จากนั้นน่าจะใช้เวลาราว 2-3 สัปดาห์ในการนัดวันอภิปราย คาดว่ากลางเดือนสิงหาคมจะได้อภิปรายแน่นอน” ประเด็นที่จะอภิปรายมีทั้งเรื่อง ภาษีทรัมป์, ปากท้องประชาชน, ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และ ภัยพิบัติ ที่รัฐบาลยังขาดความชัดเจนในการชี้แจงต่อสาธารณะ ———————— สอบงูเห่า–มั่นใจไม่โผล่ซ้ำ เมื่อถูกถามถึงกรณี 3 ส.ส.ของพรรคโหวตสวนมติสนับสนุนรัฐบาลในการถอนร่างกฎหมายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ภราดรยืนยันว่า “ตั้งกรรมการสอบสวนแล้ว” และมั่นใจว่าจะไม่มีงูเห่าเพิ่ม “นับองค์ประชุมเมื่อไหร่ก็ล่มเมื่อนั้น แสดงว่าเสียงรัฐบาลมีอยู่เท่าเดิม ดึงจากคนอื่นไม่ได้ เพราะคนมีชนักเป็นงูเห่าเคยมีบทเรียนมาแล้วว่าลงเลือกตั้งจะไปได้ยาก” —————— รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำอยู่ได้…ถ้ารับผิดชอบ ท้ายที่สุด ภราดรชี้ว่า…
23 กรกฎาคม 2568 – ภายหลังศาลมณฑลทหารบกที่ 12 จ.ปราจีนบุรี อ่านคำพิพากษาคดีการเสียชีวิตของนายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ “น้องเมย” นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 จากการถูกธำรงวินัยโดยรุ่นพี่ 2 นาย และพบว่า 1 ในจำเลยปัจจุบันรับราชการตำรวจอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าในวันนี้ว่า ได้รับรายงานแล้ว และมีความประสงค์จะพบกับพ่อและแม่ของน้องเมย เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการทางวินัยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ “ในขณะเกิดเหตุ คู่กรณีไม่ได้อยู่ในสถานะตำรวจ จึงยังไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ. 2565 ซึ่งจะใช้บังคับกับผู้ที่เป็นตำรวจเท่านั้น ขณะนั้นเขายังอยู่ในสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย” ผบ.ตร. กล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อคู่กรณีเข้ารับราชการตำรวจแล้ว จึงมีคำสั่งให้ จเรตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาและพยานหลักฐาน เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายดำเนินการทางวินัยตามระเบียบหรือไม่ โดยจะพิจารณาควบคู่กับจริยธรรมตำรวจ “เราต้องดูรอบด้าน ทั้งข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และจริยธรรม” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว พร้อมยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่ละเลย และให้ความเป็นธรรมทั้งต่อครอบครัวน้องเมยและผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนกรณีที่ประชาชนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการให้ผู้มีประวัติเคยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เสียชีวิตของบุคคลหนึ่งมารับราชการตำรวจนั้น ผบ.ตร. ระบุว่า จริยธรรมเป็นกรอบหลักของตำรวจ และจเรตำรวจฯ จะนำประเด็นนี้เข้าพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดทางวินัยหรือไม่ ด้านประเด็นที่ครอบครัวตัญกาญจน์อาจดำเนินการฟ้องแพ่งเพิ่มเติม รวมถึงการแจ้งความกับแพทย์ผู้ชันสูตรศพคนแรกกรณีอวัยวะของน้องเมยหายไปนั้น ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้สั่งการให้จเรตำรวจฯ เข้ามาร่วมพิจารณาในทุกประเด็นแล้วเช่นกัน คดีน้องเมยยังคงเป็นบาดแผลในสังคม และการเคลื่อนไหวของครอบครัวสะท้อนถึงความหวังในการได้คำตอบและความยุติธรรมที่ชัดเจน — ครั้งนี้จึงอาจเป็นบททดสอบใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ศาลทหาร#คดีน้องเมย#โรงเรียนเตรียมทหาร#นักเรียนเตรียมทหาร#ธำรงวินัยน้องเมย#ธำรงวินัยไม่เท่ากับฆ่าได้#ศาลทหาร#ผบตร
โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่ม จากอิทธิพลของพายุ “วิภา” และการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึง ลดผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งประชุมผ่านระบบออนไลน์จากกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า)กับ ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือฯ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวม 22 จังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ มาตรการสำคัญ เริ่มจากเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย: โดยเฉพาะการปรับปรุงระบบแจ้งเตือนผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรกลสาธารณภัยขนาดใหญ่ติดตั้งไว้ในพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า และจัดตั้งกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า) สั่งการให้หน่วยงานราชการและผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยเฝ้าระวัง ป้องกัน และรับมือสาธารณภัยตลอด 24 ชั่วโมง และเน้นความปลอดภัยของประชาชน เป็นอันดับแรก รวมถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน พร้อมเน้นย้ำให้จังหวัดในพื้นที่เสี่ยงเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วมขังเป็นประจำหรือเขตเศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงเร่งตรวจสอบซ่อมแซมคันดินริมแม่น้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และปรับแผนการบริหารจัดการน้ำ นอกจากนี้ ยังกำชับให้เฝ้าระวังพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร และเตรียมอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงทันที นอกจากนี้ได้จัดตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์พายุวิภาตั้งแต่ก่อนพายุเข้า และยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัย และส่งเฮลิคอปเตอร์ KA-32 พร้อมเจ้าหน้าที่ The Guardian Team ไปประจำที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เข้าถึงยาก ทั้งนี้ได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยควรติดตามพยากรณ์อากาศ ข้อมูลข่าวสาร และการแจ้งเตือนภัยจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากพบเห็นหรือได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ทาง Line Official Account “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” (Line ID @1784DDPM) และทาง สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง ขอบคุณภาพจาก : กระทรวงมหาดไทย PR #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#กรมทางหลวง#พายุวิภา#น้ำท่วม#ดินสไลด์#ภาคเหนือ#ความปลอดภัยบนท้องถนน#แจ้งเตือนภัย
พล.ต.วันชนะ สวัสดี ผู้อำนวยการสำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคงกับ กอ.รมน.กรมยุทธการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย โพสต์เรื่องนี้ระบุถึงหลักฐานดังกล่าวคือที่แนวต้นพญาสัตบรรณ กัมพูชายอมรับว่าล้ำแนวไทยจริง จึงยอมกลบคูเลตและถอยออกจากแนว ไม่ล้ำแล้วถอยทำไมกลบแนวคูเลตทำไม เขาบอกว่านิสัย เขมรๆ แบบฮุนเซน ถ้าจับไม่ได้คาหนังคาเขา ไม่มีวันยอมรับ ขนาดวันแรก นายแฮง รัตนา ผอ สนง. ปฏิบัติการทุระเบิดแห่งชาติกัมพูชา ออกมาแถลงข่าวว่าทุนระเบิดอยู่ในแผ่นดินไทย แต่ในวันถัดมาแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กลับคำบอกว่าทุนระเบิดอยู่ในพื้นที่กัมพูชา พล.ต.วันชนะบอกด้วยว่า ที่ยืนยันชัดเจนว่า จุดที่ระเบิดนั้นอยู่ในฝั่งไทยคือ 1 กัมพูชายอมกลบแนวคูเลตที่ตัวเองขุดขึ้นและถอย ย้ำยอมถอยออกจากพื้นที่แนวพญาสัตบรรณ (ยืนยันชัดว่า ถ้ามั่นใจจริงว่าไม่ล้ำ แล้วถอยทำไม่) 2 การวางระเบิดเพื่อป้องกัน หลักการทางทหารต้องวางหน้าแนววางกำลัง หรือหน้าแนว คูเลต ไม่มีใครวางหลังแนวตัวเอง ก็ตรงตามจุดโดนระเบิด คือ อยู่หน้าแนวคูเลต เมื่อมองจากฝั่งกัมพูชา ขนาดคูเลตยังล้ำแดน ฉะนั้น หน้าแนวคูเลต ก็ยิ่งล้ำเข้ามาอีก พล.ต.วันชนะยังสันนิฐานถึงหน่วยที่วางทุ่นระเบิด โดยบอกว่าหน่วยในพื้นที่ ที่เผชิญหน้ากันอยู่ หรือหน่วยวางระเบิด ชื่อหน่วยและผู้นำในพื้นที่ก็รู้กันอยู่แล้ วเพราะไปมาหาสู่กันมานาน พูดได้ว่ารู้จักกัน หน่วยที่วางกำลังเผชิญหน้าอยู่คือ พัน สสน.392 สน. มี พ.ต. ชุน โซะพอล เป็น ผบ.พัน ส่วน หน่วยที่มาวางกับระเบิด คือ หน่วย ช. พล.สสน.๓ มี พ.ท. ลำ โซะเคน ผบ.พัน 2 หน่วยนี้มาเดินเก็บกู้พร้อมกันไหม? แต่ถามหาความรับผิดชอบคงไม่มี เพราะฮุนเซนคงให้ปฏิเสธ ไป ตามนิสัยจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน อย่ารับผิด “แต่ที่แน่นอนคือ อยู่ในดินแดนไทย เพราะเขมร ยอมถอย เนื่องจากรู้ดีว่าล้ำแดนจริง จำนนต่อหลักฐาน แผนที่ 1:200,000 ที่ทำมาเป็นเพียงการนำเสนอให้รู้ว่า แม้แผนที่หยาบมาก ก็ยังอยู่ในแผ่นดินไทย” ขอบคุณ FB:Wanchana Sawasdee #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รุกล้ำอธิปไตยไทย#ปราสาทตาเมือน#อนุสัญญาออตตาวา#กองทัพไทย#วางทุ่นระเบิด#ลอบวางทุ่นระเบิด#ข้อพิพาทชายแดนไทยกัมพูชา#กัมพูชาล้ำอธิปไตยไทย
ศาลทหาร VS แม่น้องเมย ศาลทหาร 22 ก.ค.68 “…การจะลงโทษจำเลยไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัว รับราชการรับใช้ชาติต่อไป จะเป็นประโยชน์มากกว่า” แม่น้องเมย สุกัญญา ตัญกาญจน์ 22 ก.ค.68 “…ถ้าลูกพี่ยังมีชีวิตอยู่ เขาสามารถทำคุณประโยชน์ ให้กับประเทศชาติได้ไหม แต่ลูกพี่ไม่ได้มีโอกาสไง” #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ศาลทหาร#คดีน้องเมย#โรงเรียนเตรียมทหาร#นักเรียนเตรียมทหาร#ธำรงวินัยน้องเมย#ธำรงวินัยไม่เท่ากับฆ่าได้#ศาลทหาร
ภาพแห่งความชื่นมื่นในงานเลี้ยงดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาลเมื่อคืนที่ผ่านมา (22 ก.ค.68) ที่พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพในธีมงาน “เพื่อไทยปลุกพลังพรรคร่วมรัฐบาล สามัคคีประเทศไทย ปกป้องอธิปไตย แก้ปัญหาเพื่อประชาชน” เหมือนยอมรับกลายๆ ว่าเป็นการฮึดสู้อีกเฮือก เพราะเดือนหน้าสิงหาคม เป็นเดือนแห่งการตัดสินคดีสำคัญที่ชี้ชะตารัฐบาลแพทองธาร และนายทักษิณ ชินวัตรว่าจะอยู่หรือไป การร่วมงานของนายทักษิณเมื่อคืนก็ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวอีกแล้วกับข้อหาครอบงำ บงการรัฐบาล เพราะในสถานการณ์ง่อนแง่นของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ จำเป็นที่นายทักษิณต้องออกโรงเอง หงายไพ่ใบสุดท้ายเพื่อเรียกความเชื่อมั่นว่าจะนำพาพรรคร่วมรัฐบาลไปต่อกันอีกหน่อย อย่างที่นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ผันตัวเป็นนักวิจารณ์การเมืองมองปรากฎการณ์เชิญนายทักษิณ มาเป็นแบ็กอัพ มาค้ำประกันรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ก็เพื่อการันตีว่ารัฐบาลชุดนี้ยังอยู่ต่อได้ และยังผูกมัดผูกมิตรพรรคร่วมฯ ว่าหลังเลือกตั้งครั้งหน้าจะจับมือร่วมกัน โดยเขาจะช่วยเป็นแบ็กอัพต่อ คือได้รัฐบาลแพทองธาร ก็ได้ทักษิณ ส่วนนางสาวแพทองธาร ก็เดินประกบนายทักษิณตลอด และสร้างจุดเด่นด้วยชุดสีเหลืองทั้งชุด ขึ้นเวทีเรียกคืนความมั่นใจประกาศพร้อมที่จะกลับมารับใช้ประชาชน และรับใช้สถาบัน สุดท้ายนายเทพไทบอกดินเนอร์เมื่อคืนเป็นงานเลี้ยงเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล หรือเป็นการเลี้ยงส่งท้าย หรือเลี้ยงอำลารัฐบาลชุดนี้กันแน่ ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ มองปรากฎการณ์เมื่อคืน และทำนายอนาคตพรรคประชาธิปัตย์ โดยบอกนายทักษิณประกาศเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้จะตั้งรัฐบาลร่วมกันอีก เท่ากับเป็น “ไล่ตะครุบ”พรรคร่วมรัฐบาลไว้ล่วงหน้าแล้ว แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ที่นั่งดื่มนั่งกินในงานเลี้ยงอย่างสนุกหารู้ไม่ว่า นั่นเป็นการที่คุณทักษิณ ตอกฝาโลงพรรคประชาธิปัตย์ไว้อย่างแน่นหนาแล้ว ไม่รวมถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทยนั่งเครื่องบินส่วนตัวลงใต้มุดบ้านใหญ่ 2 จังหวัดภาคใต้ กะกวาดพื้นที่ภาคใต้แบบถล่มทลาย สุดท้ายเหลือเพียงร่องรอยของพรรคประชาธิปัตย์ให้เหลือเพียงตำนานไว้เล่าขานเท่านั้น ขอบคุณภาพ FB:พรรคเพื่อไทย #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#นิพิฏฐ์อินทรสมบัติ#แพทองธารชินวัตร#เทพไทเสนพงศ์#ทักษิณชินวัตร#พรรคร่วมรัฐบาล#พรรคประชาธิปัตย์
“เรื่องอาวุธสงครามสองตู้คอนเทนเนอร์… ทักษิณกับจักรภพควรต้องออกมาชี้แจง” — สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ⸻ ปมชายชุดดำ–อาวุธจากฮุน เซน: ใครเป็นคนรู้ดีที่สุด? กรณี “ชายชุดดำ” ที่กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังนักวิชาการหนีคดี ม.112 อย่าง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อ้างอิงบทความของ “อาคม ซิดนี่ย์” ระบุว่า กลุ่มชายชุดดำที่ก่อเหตุในปี 2553 ได้รับ อาวุธสงครามสองตู้คอนเทนเนอร์จากฮุน เซน เพื่อใช้ต่อสู้ในการชุมนุมเสื้อแดงนั้น สมชาย แสวงการ อดีต ส.ว. ผู้เคยทำหน้าที่เป็นประธานกรรมาธิการสอบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงปี 2553 ออกมาตั้งคำถามชัดเจนว่า: “ทั้งจักรภพ และทักษิณ ทำไมไม่ออกมาชี้แจงเรื่องอาวุธสงครามสองตู้คอนเทนเนอร์จากฮุน เซน?” เขายืนยันว่า ชายชุดดำมีอยู่จริง ใช้อาวุธสงครามจริง และมีความเชื่อมโยงกับกัมพูชาอย่างแนบแน่น โดยชี้ไปที่ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง ทักษิณ ชินวัตร กับ ฮุน เซน ที่แน่นแฟ้นมาตั้งแต่ปี 2549 จนถึงขั้นที่ฮุน เซน เคยแต่งตั้งทักษิณเป็น “ที่ปรึกษาเศรษฐกิจส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา” ⸻ “ฝึกยิง M79 ที่เสียมเรียบ” — แผนฝึกกองกำลังส่งตรงจากกัมพูชา สมชายเผยข้อมูลว่า เคยมี ผู้ต้องหาสารภาพว่าฝึกใช้อาวุธที่เสียมเรียบและพนมเปญ มีจำนวนหนึ่งกองร้อย 40 คน ฝึกยิง M79, RPG, ปืนกล และสไนเปอร์ โดยทหารกัมพูชาเป็นผู้ฝึก “มี 11 คนถูกจับได้ที่เชียงใหม่ พวกเขาได้รับการฝึกโดยทหารกัมพูชา ขณะนั้นทักษิณเป็นที่ปรึกษาฮุน เซน แล้วจะไม่รู้เห็นกับการฝึกกองกำลังนี้ได้อย่างไร?” เขาย้ำว่าหากอาวุธสองตู้คอนเทนเนอร์มีอยู่จริง คนที่ต้องรู้และออกมาชี้แจงคือทักษิณและจักรภพ เพราะเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ⸻ เงื่อนงำการจัดหาอาวุธ: สายเหนือ–ตะวันออก–ตะวันตก ในการสอบสวนในฐานะประธานกรรมาธิการ สมชายยังพบร่องรอยของการจัดหาอาวุธจากหลายแนวชายแดน โดยระบุว่า: • ชายแดนเหนือและตะวันออก มีการจัดหาอาวุธโดยนักการเมืองท้องถิ่น (ชื่อย่อ ส.เสือ ร.เรือ…
22 กรกฎาคม 2568 – นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่าในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ค.) กลุ่ม “รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” เตรียมหารือกันถึงพัฒนาการล่าสุดของปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา หลังจากเกิดเหตุการณ์ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจาก ทุ่นระเบิดสังหาร ที่ ถูกฝังอยู่ในฝั่งไทย จนทำให้ทหารขาขาด 1 นาย และบาดเจ็บอีก 2 นาย นายสมชายระบุว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็น การละเมิดข้อตกลงอนุสัญญาออตตาวา อย่างร้ายแรง ซึ่งไทยและกัมพูชาต่างเป็นภาคีด้วยกันทั้งคู่ “ได้พูดคุยกับแม่ทัพภาคที่ 2 แล้ว และเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องใช้ มาตรการเข้มข้นในการปกป้องอธิปไตย หากมีกองกำลังจากฝั่งกัมพูชาบุกล้ำเข้ามา ต้องมีการแจ้งเตือน และหากไม่ถอยจำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้ตามความเหมาะสม” นอกจากนี้ นายสมชายยังเสนอให้ เปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อนำภาพและข้อมูลมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่อความโปร่งใส และให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์อย่างถูกต้อง ⸻ เสนอ “ปิดปราสาทตาเมือนธม” หวั่นบานปลาย–ยั่วยุจนกลายเป็นสงคราม สำหรับกรณี ปราสาทตาเมือนธม ที่อยู่บริเวณชายแดน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายสมชายเสนอให้ปิดการเข้าชมฝั่งกัมพูชาอย่างน้อยเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หรือปิดถาวร จนกว่าจะมีการเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลไทย–กัมพูชา “สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดการยั่วยุระหว่างประชาชน โดยเฉพาะจากฝั่งกัมพูชา ซึ่งอาจบานปลายเป็นเหตุปะทะรุนแรง จึงควรมีมาตรการเชิงป้องกันล่วงหน้า” ⸻ บริจาคโดรน 30 ล้าน มอบให้กองทัพภาค 2 ใช้ลาดตระเวนชายแดน นายสมชายยังเปิดเผยด้วยว่า กลุ่มรวมพลังฯ ได้นำ โดรนลาดตระเวน ซึ่งซื้อจากเงินบริจาคของประชาชนในกิจกรรมชุมนุมเมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา จำนวนกว่า 30 ล้านบาท ไปมอบให้กับ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 “โดรนเหล่านี้จะใช้ในการลาดตระเวน ติดตามการเคลื่อนไหวของกองกำลังฝ่ายตรงข้าม หากใครล้ำแดน ก็สามารถบันทึกภาพเป็นหลักฐานได้ทันที” นายสมชายกล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้แม่ทัพภาคที่ 2 และกำลังพลมีขวัญกำลังใจดี พร้อมปกป้องอธิปไตยและความสงบเรียบร้อยของประเทศอย่างเต็มที่ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#พลโทบุญสินพาดกลาง#รวมพลังแผ่นดินฯ#อนุสัญญาออตตาวา#กองทัพไทย#ชายแดนไทยกัมพูชา#ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา#ลอบวางทุ่นระเบิด#ทุ่นระเบิด#ปิดปราสาทตาเมือน#ล้ำอธิปไตยไทย
