- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ออกแถลงการณ์ โดยระบุ “ขอปฏิเสธโดยเด็ดขาด ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เนื่องจากไม่มีมูลความจริง และขาดหลักฐานรองรับ โดยกัมพูชาในฐานะรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ได้แสดงถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการเก็บกู้ระเบิดและทุ่นระเบิด ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมระบุพื้นที่ที่เกิดระเบิดเกิดที่หมู่บ้านเตโชมรกต อำเภอจวมกสัน จังหวัดพระวิหาร ตั้งอยู่ในเขตแดนกัมพูชา ตามพิกัดอ้างอิงตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 โดยทหารไทยล่วงล้ำไปในพื้นที่ อันเป็นการละเมิด MOU43 ในแถลงการณ์ยังชี้ว่าไทยออกแถลงการณ์บิดเบือนและขาดความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ ทั้งที่ไม่ได้เก็บกู้ทุ่นระเบิดจากฝ่ายไทยเกิดขึ้น เพราะพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในอาณาเขตกัมพูชา แทนที่จะยอมรับและแสดงความรับผิดชอบ ไทยกลับนำเสนอเรื่องนี้ต่อสาธารณชนและประชาคมโลก ดังนั้นเรียกร้องให้ไทยให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว และแก้ไขข้อมูลที่บิดเบือนให้ถูกต้อง ขณะที่สมเด็จฮุนเซน ก็ปฏิเสธเรื่องวางทุ่นระเบิดเช่นกัน พร้อมกับแชร์โพสต์ของกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาเผยแพร่อีกด้วย ขอบคุณภาพจาก FB:Samdech Hun Sen of Cambodia #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#อนุสัญญาออตตาวา#กองทัพไทย#ชายแดนไทยกัมพูชา#ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา#ลอบวางทุ่นระเบิด#ทุ่นระเบิด#ฟ้องun#ล้ำอธิปไตยไทย
โดย “ฮุน มาเน็ต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาโดยระบุรับทราบถึงการที่ผู้นำรัฐบาล กองทัพ และสื่อมวลชนของไทยกล่าวหากัมพูชาอย่างไม่มีมูลความจริงในหลายประเด็น เช่น การแทรกแซงการเมืองภายในของไทย การวางทุ่นระเบิด และการข่มขู่ว่าจะใช้มาตรการฝ่ายเดียวในพื้นที่พิพาท โดยกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกัมพูชา ได้ดำเนินการตอบโต้ข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างแข็งขัน เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเตรียมการบังคับใช้มาตรการที่จำเป็นเพิ่มเติมเพื่อปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศกัมพูชา “ฮุน มาเน็ต” ยังเตือนด้วยว่า ไม่มีฝ่ายใดมีสิทธิ์ดำเนินการหรือใช้มาตรการฝ่ายเดียวในพื้นที่พิพาท ทั้งหมดสามารถดำเนินการได้ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย ส่วนเส้นเขตแดนยังคงเป็นเส้นแดง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ห้ามละเมิดเด็ดขาด และกัมพูชามีความสามารถ พร้อมที่จะปกป้องตนเองและบูรณภาพแห่งดินแดนด้วยทุกวิถีทางหากมีการละเมิด พร้อมระบุการใช้กำลังไม่ใช่วิธีการที่มีศีลธรรมและชอบธรรม ไม่ควรนำมาใช้หากเราต้องการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง โดยกัมพูชายังมุ่งมั่นที่จะหาทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่ไม่ใช้ความรุนแรง แต่ให้ชัดเจน รวดเร็ว และยั่งยืน ขอบคุณข้อมูล-ภาพ FB: Hun Manet #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#อนุสัญญาออตตาวา#กองทัพไทย#ชายแดนไทยกัมพูชา#ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา#ลอบวางทุ่นระเบิด#ทุ่นระเบิด#ฟ้องun#ล้ำอธิปไตยไทย
จำได้ไหม ใครเคยพูดว่า “ข่าวกัมพูชาวางกับระเบิดไม่จริง” เมื่อรองนายกฯ-รมว.กลาโหม กล้าพูดชัดว่า “ข่าวไม่จริง” แต่เวลาไม่นาน ความจริงก็ระเบิดขึ้นมาในแผ่นดินไทย — พร้อมขาข้างหนึ่งของทหารไทยที่ต้องพิการไปตลอดชีวิต ⸻ “ข่าวไม่จริง” คำยืนยันจากรองนายกฯ–รมว.กลาโหม 4 มิถุนายน 2568 ภูมิธรรม เวชยชัย ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวกรณีที่มีสื่อมวลชนรายงานว่า ทหารกัมพูชาได้เข้ามาวางกับระเบิดใหม่ในพื้นที่ของไทย ระหว่างปรับกำลังหลังเกิดการปะทะเมื่อวันที่ 28 พ.ค.68 คำตอบของภูมิธรรมในวันนั้นชัดเจน: “ข่าวทหารกัมพูชาวางกับระเบิดไม่เป็นความจริง เป็นเพียงกระแสข่าวที่บั่นทอน…” ข้อมูลนี้มีผลมาก — ทำให้สังคมหยุดตั้งคำถามกับฝั่งกัมพูชา และหันไปมองคนที่รายงานข่าวว่า “หวังปั่น” หรือ “ไม่รับผิดชอบ” แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อ… ⸻ 16 ก.ค. ระเบิดในแผ่นดินไทย —ทหารไทยขาขาด เช้าวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เกิดเหตุ ทหารพรานไทยเหยียบกับระเบิด ระหว่างลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาในเขตจังหวัดศรีสะเกษ ผลคือ: • ทหารไทย ขาซ้ายขาด 1 นาย • บาดเจ็บอีก 2 นาย • ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลด่วน ต่อมา กองทัพภาคที่ 2 ได้ส่งทีมเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด พร้อมหลักฐานแน่ชัดว่า: กับระเบิดที่ภูมิธรรมเคยยืนยันว่า “ไม่มีจริง”—วันนี้กลายเป็นอาวุธที่ทำลายขาทหารไทย ที่สำคัญ — จุดที่วางระเบิดนั้นอยู่ “ในฝั่งไทย” อย่างชัดเจน ⸻ คำพูดที่ย้อนมาทิ่มตัวเอง ย้อนกลับไปดูคำพูดของภูมิธรรมเมื่อ 4 มิ.ย.อีกครั้ง “ข่าวไม่เป็นความจริง เป็นการบั่นทอน” ขณะที่เพียง 42 วันให้หลัง ทหารไทยต้องสูญเสียอวัยวะจากสิ่งที่รัฐบอกว่า “ไม่มีจริง” ไม่มีคำขอโทษ มีคำชี้แจงใหม่จากรัฐมนตรีคนเดิม ที่ตอนนี้มีสถานะเป็นรักษาการนายกฯ ว่าจะมีมาตรการตอบโต้ด้วยการยื่นประท้วงกัมพูชาละเมิดข้อตกลงออตตาวา แต่… ไม่มีการแสดงความรับผิดชอบต่อคำพูดที่ผิดพลาด ⸻ เมื่อ “ความมั่นคง” คือวาทกรรม คนรับกรรมคือทหารไทย คำถามสำคัญในตอนนี้คือ: • ข้อมูลที่รัฐใช้ยืนยันว่า “ไม่จริง” มาจากไหน?…
หลังกองกำลังสุรนารี และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุกำลังพลเหยียบกับระเบิดระหว่างลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี จนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย และพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด PMN2 ในสภาพใหม่พร้อมทำงาน จำนวน 2 ทุ่น ห่างจากหลุมระเบิดเดิม 30 เซนติเมตรก่อนที่จะรื้อถอนทุ่นระเบิดที่ตรวจพบใหม่ออกแล้วทั้ง 2 ทุ่น โดยกองทัพบกได้ขอความร่วมมือประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงนานาประเทศ ร่วมประณามการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรงของประเทศกัมพูชา และวันนี้ได้เชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย มารับทราบข้อเท็จจริงในกรณีเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ถือว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และแสดงถึงเจตนาในการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารไทย ทั้งเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ทางไทยและกัมพูชาล้วนได้ให้สัตยาบัน เข้าเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญาดังกล่าวด้วย #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#อนุสัญญาออตตาวา#กองทัพไทย#ชายแดนไทยกัมพูชา#ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา#ลอบวางทุ่นระเบิด#ทุ่นระเบิด#ฟ้องun#ล้ำอธิปไตยไทย
วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 — รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ราษฎรอาวุโส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมแนบจดหมายเปิดผนึก เรียนถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เสนอให้ออกหมายเรียก นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มาให้ปากคำในกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณี “ทักษิณชั้น 14” ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง อาจารย์เจิมศักดิ์ระบุว่า ขณะนายทักษิณ ชินวัตร อ้างว่าป่วยหนักและรักษาตัวอยู่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ นางสาวแพทองธาร ซึ่งเป็นบุตรสาว ได้เข้าเยี่ยมหลายครั้ง และยังเป็นผู้รับตัวกลับจากโรงพยาบาลในวันพ้นโทษ จึงย่อมทราบข้อเท็จจริง “ถึงสภาพการทั้งหลายทั้งปวงได้ดีกว่าไม่น้อยกว่าคนอื่น” เขาระบุด้วยว่า “นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของราชอาณาจักรไทย ย่อมต้องรักษาเกียรติภูมิ ความน่าเชื่อถือ ประกอบคุณธรรมและจรรยาบรรณระดับสูง” และการเข้ามาให้ข้อมูลกับศาลในฐานะพยาน จะช่วยให้การไต่สวนข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อาจารย์เจิมศักดิ์ยังอ้างถึงคลิปวิดีโอที่นางสาวแพทองธารให้สัมภาษณ์สื่อ ว่านายทักษิณ “ป่วยและได้รับการผ่าตัด” แต่ยังไม่มีรายละเอียดว่า ผ่าตัดเมื่อใด ที่บริเวณใด และมีสภาพการทางกายภาพตลอดระยะเวลา 181 วันที่อยู่ในโรงพยาบาลอย่างไรบ้าง “มีแพทย์ พยาบาล และหรือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวอย่างไร รับประทานยาจากภายในโรงพยาบาลและภายนอกโรงพยาบาลอย่างไร แล้วทำไมเมื่อออกจากโรงพยาบาลกลับบ้าน จึงมีร่างกายแข็งแรงได้อย่างอัศจรรย์” — ตอนหนึ่งในจดหมายระบุ ก่อนปิดท้ายว่า “ควรไม่ควรแล้วแต่จะกรุณา” ลิงก์ที่แนบในโพสต์ดังกล่าว: คลิปสัมภาษณ์แพทองธาร โพสต์ต้นทางบนเฟซบุ๊ก #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#ทักษิณชินวัตร#จริยธรรมนายก#เจิมศักดิ์ปิ่นทอง#แพทองธารชินวัตร#ชั้น14#ศาลฏีกา
จะล้อมรั้วปักรั้วทำเถอะครับในแผ่นดินของเรา… การสถาปนากำลังแบบนี้จะทำให้เขาเห็นว่าเรามีความเข้มแข็ง” — รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ⸻ พลิกสถานการณ์: จากตั้งรับสู่ตั้งหลัก เหตุการณ์ที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิดบริเวณชายแดน ซึ่งตรวจสอบชัดเจนแล้วว่าเป็น “ทุ่นระเบิดใหม่” ที่ถูกฝังในแผ่นดินไทย กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สะท้อนให้เห็นถึงจังหวะที่รัฐบาลไทยไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร วิเคราะห์ว่า “ไม่มีอะไรพิสดารหรืออยู่เหนือความคาดหมายเลย กัมพูชาวางทุ่นระเบิดก่อนล่าถอยในวันที่ 28 มิถุนายน เอาอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามา ไปอยู่ในจุดสูงข่ม ขุดสนามเพาะ วางทุ่นระเบิด ยิงเราก่อน หรือจะต้องรอให้ชัดถึงขั้นมีขีปนาวุธยิงข้ามหัวเรา” อาจารย์ปณิธานตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่าไทยยังไม่ได้ประกอบกำลังอย่างเต็มรูปแบบ จึงฉวยโอกาสเดินเกมรุกในพื้นที่พิพาท “เขามองว่าเรายังประกอบกำลังรบได้ไม่เต็มที่ เพราะยังเป็นกำลังของกองทัพภาคที่สองเป็นหลัก ขณะที่กัมพูชามาทุกองคาพยพ” อาจารย์ปณิธานชี้ว่า ผบ.สส.เพิ่งเข้าพื้นที่ในช่วงหลังเกิดเหตุ และหากไทยจะใช้กำลังอย่างเป็นทางการจริง ต้องประกอบกำลังสามเหล่าทัพให้พร้อมครบถ้วน “กัมพูชาจึงมองว่าเรายังไม่พร้อม หรือทำช้า ตามตำราทางทหาร เราอ่อนแอ เขาก็วางกับดัก รุกเข้ามาในพื้นที่ ปฏิเสธความร่วมมือในทุกด้าน” ⸻ ใช้เวทีนานาชาติ “ล้อมกลับ” ให้ทันเกม “ทั้งหมดนี้ชี้ให้สหประชาชาติเห็นได้ว่าปัญหาอยู่ที่กัมพูชา” อาจารย์ปณิธานเสนอให้เปลี่ยนจากท่าทีตั้งรับมาเป็นเชิงรุก ด้วยการใช้กลไกระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้วอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวาที่กัมพูชาเป็นภาคี แต่กลับละเมิดอย่างชัดเจน “น่าจะเปิดพื้นที่ให้กลไกของสหประชาชาติ และภาคเอกชนเข้าพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อเร่งรัดในการหาข้อเท็จจริง” เขายังเสนอให้รัฐบาลไทยเร่งรณรงค์ไม่ให้ประเทศมหาอำนาจส่งทุ่นระเบิดสังหารให้กัมพูชา โดยอาศัยสถานะพันธมิตรของไทยกับประเทศเหล่านั้นเป็นฐานการเจรจา ถ้าทำแบบนี้ สถานการณ์จะเปลี่ยนไปเยอะ แต่ตอนนี้รัฐบาลไม่ดำเนินการ เพราะไม่อยากขยายความขัดแย้งไปในระดับเวทีนานาชาติ จะอาศัยกลไกปกติด้วยการตั้งรับทั้งที่ในความเป็นจริง กลไกระหว่างประเทศเช่น UNHCR หรือหน่วยงาน UN อื่น ๆ กว่า 50 แห่งที่มีสำนักงานอยู่ในประเทศไทยสามารถลงพื้นที่จริงได้ทันที “สถานการณ์จะพลิกเลย กัมพูชาต้องถอยไป เพราะเขาพึ่งพาความช่วยเหลือของสหประชาชาติในการกู้ทุ่นระเบิดด้วย” ⸻ สถาปนากำลังแบบเปิดเผย เพื่อ “ยุติการรุก โดยไม่ต้องรบ” จุดสำคัญที่อาจารย์ปณิธานย้ำคือ การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์และทางยุทธศาสตร์ว่า “ไทยพร้อม” ต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การรอให้สถานการณ์เลวร้ายแล้วค่อยตั้งรับ “จะล้อมรั้วปักรั้วทำเถอะครับในแผ่นดินของเรา กัมพูชาจะมารื้อ หรือยื้อ ก็ให้เห็นชัดในระบบนานาชาติเลย ว่าเขารุกรานเราก่อน” เขาอธิบายว่า การแสดงความพร้อมอย่างชัดเจนผ่านการจัดกำลังรบที่เปิดเผยนั้น ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่สงคราม แต่คือการ “ส่งสัญญาณ” ให้ฝ่ายตรงข้ามหยุดยั่วยุ…
“ถ้ายังดันทุรังใช้ก๊าซแพง ๆ อีกต่อไป… คุณทำแล้วคุณเจ๊งแน่” — ผศ.ประสาท มีแต้ม เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ⸻ PDP ใหม่…ต้องไม่เป็นแค่แผนบนกระดาษ “PDP ใหม่ควรเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาเดิม ทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง เป็น PDP เพื่อประชาชนไม่ใช่เพื่อทุน” — นี่คือประโยคเปิดจาก ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค ที่ชี้ชัดว่า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับเดิมสร้างปัญหาไว้ 2 เรื่องใหญ่: โรงไฟฟ้าสำรองล้นเกินถึง 40–50% มีค่าความพร้อมจ่ายเป็นภาระค่าไฟของประชาชน และการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงถึง 65% ไม่ให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนที่ราคาถูกกว่า ขณะที่ไทยยังยึดติดกับก๊าซ แต่ก๊าซกลับเป็นพลังงานที่ราคาแกว่งและต้นทางเริ่มร่อยหรอในประเทศ ตัวเลือกใหม่จึงต้องเปลี่ยนเกม — และคำตอบที่ชัดเจนในสายตาของผศ.ประสาท คือ “พลังงานหมุนเวียนตอนนี้ถูกกว่าทุกพลังงาน รวมถึงนิวเคลียร์” ⸻ ทำไมแดดไทยถึงแพงกว่าแดดอินเดีย? “วันนี้แสงแดดและลม ถูกกว่าทุกพลังงาน แม้แต่น้ำหรือถ่านหิน” ผศ.ประสาทยืนยัน ก่อนยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ขณะนี้อินเดียสามารถซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมแบตเตอรี่ ได้ในราคาเพียง 1.40 บาทต่อหน่วย แต่ประเทศไทยกลับเซ็นซื้อไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ไม่มีแบตเตอรี่ ที่ 2.17 บาท/หน่วย “มันก็น่าเกลียดมาก” เขาวิจารณ์ตรงไปตรงมา ⸻ ประเทศอื่นใช้แดด เราใช้ก๊าซ ผศ.ประสาทหยิบตัวเลขแบบเรียลไทม์ขึ้นมาเทียบ: • ขณะที่ไทยผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ 8% ในช่วงพีค • เวียดนามผลิต 20% • เยอรมนีผลิตได้ถึง 70% “ประเทศไทยใช้ก๊าซ 65% แต่ใช้แสงแดด 3% ต่อปี… แบบนี้ไม่สมเหตุสมผล” เขาบอก และย้ำว่าราคาต้นทุนไฟจากแสงแดดตอนนี้สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เหลือไม่ถึง 1.50 บาทต่อหน่วย ในขณะที่คนไทยจ่ายค่าไฟจริงเกือบ 4 บาท (ยังไม่รวมภาษี) ⸻ งานวิจัยฟันธง: ไม่ต้องมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลเพิ่มอีกแล้ว “ไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลเพิ่มในอีก 20…
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.โพสต์ถึงกรณี กกต.มีมติให้เพิกถอนการเป็น สว.ของ พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สว. กรณีวุฒิการศึกษา เข้าข่ายเป็นการหลอกลวงในการลงสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็น สว. โดยให้ข้อมูลที่สะท้อนถึงการทำงานของ กกต.ว่า กกต. มีคำวินิจฉัยตั้งแต่ 30 เมษายน 2568 แต่ระยะเวลากว่าที่ กกต.จะจัดทำเอกสารคำวินิจฉัยหลังจากการมีมติใช้เวลาเกือบ 3 เดือน ซึ่งถือว่าล่าช้ามาก และถึงวันนี้ยังไม่ได้ส่งถึงศาลฎีกา ซึ่งศาลต้องใช้เวลาก่อนจะมีคำวินิจฉัยว่าเห็นชอบกับ กกต.หรือไม่ นายสมชัยบอก ความล่าช้าดังกล่าว สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพการทำงานของ กกต. ซึ่งส่งผลเสียต่อกระบวนการทางนิติบัญญัติ เนื่องจากยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ในวุฒิสภาได้ตามกฎหมายตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำวินิจฉัย อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อตัว สว. ที่ถูกวินิจฉัยด้วย คือ หากศาลมีคำวินิจฉัยว่ามีความผิด จะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทุกอย่าง เช่น เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเดือนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วย สว. ทุกคน และค่าใช้จ่ายทุกอย่างนับแต่วันแรกของการเป็น สว. ส่วนการดำเนินคดีอาญานั้นเป็นไปตามกฎหมายที่ กกต.ต้องแจ้งความดำเนินคดีอาญาหากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผิด ซึ่งอัยการอาจฟ้องหรือไม่ฟ้อง ก็ได้ ยังเป็นเรื่องในอนาคต #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#หมอเกศ#กกต#ศาสตราจารย์ปลอม#เลือกตั้งสว#คดีอาญา#ตัดสิทธิ์ทางการเมือง#ธรรมาภิบาล#การเมืองไทย#บทเรียนการเมือง#ความโปร่งใส#สมชัยศรีสุทธิยากร#ความรับผิดชอบ
ผู้ที่เปิดเผยเรื่องนี้คือ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ซึ่งเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยบอกว่าเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมาตนได้รับมติคำวินิจฉัย ของ กกต. คำร้องในคดีให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สว.กรณีวุฒิการศึกษา เข้าข่ายเป็นการหลอกลวงในการลงสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็น สว. เป็นคำร้องคดีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและคดีอาญากรณีที่ นางสาวเกศกมล กรณีใช้คำว่า “ศาสตราจารย์” เข้าข่ายเป็นการหลอกลวงในการลงสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็น สว. ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกเป็นเวลา 10 ปี และตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี ทนายอั๋นยังเรียกร้อง กกต.ให้ส่งเรื่องของนางสาวเกศกมล ไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ภายในวันศุกร์นี้ (25 ก.ค.68) หลังจากที่ กกต.ได้ส่งคำวินิจฉัยไปให้ตน และได้รับเอกสารเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จึงหวังว่า กกต.จะส่งเรื่องไปให้ศาลพิจารณาต่อไป #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#หมอเกศ#กกต#ศาสตราจารย์ปลอม#เลือกตั้งสว#คดีอาญา#ตัดสิทธิ์ทางการเมือง#ธรรมาภิบาล#การเมืองไทย#บทเรียนการเมือง#ความโปร่งใส#ทนายอั๋น#ความรับผิดชอบ
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. ประชุม ศบ.ทก. ซึ่งมีตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศร่วมประชุมด้วยเพื่อกำหนดแนวตอบโต้กัมพูชา กรณีละเมิดอธิปไตยวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ประเทศไทยที่บริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ทำให้กำลังพล 3 นายได้รับบาดเจ็บขณะลาดตระเวน โดยพบเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมรับ ท่ามกลางความเห็นในโลกโซเชียลที่เห็นว่าไทยยังไม่ตอบโต้ที่เหมาะสม ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน เบื้องต้นได้เก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมด เพื่อทำการประท้วงทางการกัมพูชา และนำข้อมูลและหลักฐานฟ้องยูเอ็นกัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ขณะที่ พล.อ.ณัฐพลชี้แจงที่ไทยต้องดำเนินการตามขั้นตอน และรัดกุมรอบคอบ โดยบอกเข้าใจที่หลายฝ่ายต้องการให้ตอบโต้กัมพูชาอย่างฉับไว และถูกมองว่าทางการดำเนินการล่าช้าไม่ทันใจ เหมือน ฮุนเซน, ฮุนมาเนต ที่โพสต์ลงในโซเชียล ซึ่งเราทำตัวแบบนั้นไม่ได้ ถ้าทำอย่างนั้นเราก็จะศีลเสมอกัน ต้องยึดว่าต้องใช่ ต้องถูกให้มากที่สุด อาจจะผิดพลาดได้ แต่ต้องน้อย ขอความเห็นใจด้วย พล.อ.ณัฐพล ระบุด้วยว่าเหตุการณ์กำลังพลเหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 16 ก.ค.นั้น ตนอยู่ระหว่างตรวจเยี่ยมกำลังพลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พอทราบข่าวก็ไปเยี่ยมกำลังพลในวันรุ่งขึ้น พร้อมสั่งการให้กองทัพภาคที่ 2 สำรวจเพิ่มเติม และเมื่อพบเป็นระเบิดใหม่ ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเพราะอะไรถึงบอกว่าใหม่ และพบที่อื่นอีกหรือไม่ มีจำนวนเท่าไหร่ และเป็นชนิดมีใช้ที่ไหน หรือมีใช้เฉพาะกัมพูชา ทั้งนี้การตรวจค้นทุ่นระเบิด ต้องรอบคอบค่อยเป็นค่อยไป เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และได้ รับคำตอบใน 3 วัน โดยทราบชนิดของทุนระเบิดเป็น PMN-2 ซึ่งเป็นของรัสเซีย เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าของที่วางนั้นเป็นของประเทศอื่น ไม่ใช่ของไทยแน่นอน พร้อมกับมีคำตอบสังคมโลกที่ว่าใหม่นั้นดูจากการกลบเกลื่อนร่องรอย ดูใบไม้ วัชพืช และตรวจโลหะที่ยังคงวาวไม่เก่าขึ้นสนิม เพื่อไม่ให้มีการโต้เถียงในภายหลัง #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#วางกับระเบิดของกัมพูชาในเขตแผ่นดินไทย#ทุ่นระเบิด#กองทัพบก#กระทรวงการต่างประเทศ#ชายแดนไทยกัมพูชา#สนธิสัญญาออตตาวา#ศบทก
