Author: Writer Publisher

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ศาลได้นัดไต่สวนในคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 กรณีตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบังคับโทษจำคุกในคดีถึงที่สุดของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ 5 โดยเป็นกระบวนการต่อเนื่องจากการไต่สวนเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และกลุ่มพยานจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้ สำหรับวันนี้ เป็นการไต่สวนพยานกลุ่มแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ จำนวน 6 ราย ประกอบด้วย: 1. พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร. 2. พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ แพทย์ใหญ่ (สบ 8) 3. พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ รอง ผบช. 4. พล.ต.ต.ศุภฤกษ์ พัฒนปรีชากุล 5. พ.ต.อ.ชนะ จงโชคดี นายแพทย์ (สบ 5) 6. พล.ต.ท.สุรพล เกษประยูร —————— ศาลไต่สวนแพทย์ 3 รายในช่วงเช้า ยืนยันกระบวนการรักษาและอาการเจ็บป่วย ช่วงเช้า ศาลได้ไต่สวนพยานแพทย์ 3 รายแรก ได้แก่ อดีตแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ, แพทย์ใหญ่คนปัจจุบัน และแพทย์ผู้เข้าเวรดูแลนายทักษิณในคืนวันที่ 23 สิงหาคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยถูกส่งตัวจากเรือนจำมารักษาที่ รพ.ตำรวจ ——————- แพทย์ผู้ช่วยผ่าตัดชี้ “ใบรับรองแพทย์” เป็นข้อมูลจริง แต่ไม่ทราบการนำไปใช้ ในช่วงบ่าย เวลา 13.30 น. ศาลได้เบิกความพยานรายที่ 4 ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ช่วยในการผ่าตัดอาการบาดเจ็บของนายทักษิณ และควบคุมการพักฟื้นหลังผ่าตัด พยานรายนี้ให้การยืนยันว่า ใบรับรองแพทย์ที่มีลายเซ็นตน เป็นเอกสารที่แสดงอาการเจ็บป่วยตามจริงของจำเลยเท่านั้น และไม่ทราบว่าเอกสารดังกล่าวถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ใด ——————- แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจชี้ ทักษิณมีโรคประจำตัวและความเสี่ยงระดับกลาง พยานรายที่ 5 เป็นแพทย์อายุรกรรมผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ รพ.ตำรวจ ให้การว่า ตนดูแลนายทักษิณตามอาการโรคประจำตัวเดิมที่มีประวัติการรักษาจากต่างประเทศ และได้ให้คำปรึกษาเรื่องความเสี่ยงระดับกลางก่อนเข้ารับการผ่าตัด พร้อมให้ความเห็นต่อศาลว่า มีความจำเป็นทางการแพทย์ที่ต้องพักรักษาตัวต่อ ที่โรงพยาบาลตำรวจ ———————— แพทย์รายสุดท้ายชี้…

Read More

“ทักษิณมั่นใจไม่ปิดฉากการเมืองเดือนสิงหาคม” — รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ————— ศักยภาพ–อำนาจ–เครือข่าย ยังครบ ทักษิณมั่นใจไม่จบเกม “สิงหาคมที่ฝั่งตรงข้ามประเมินว่าทักษิณจะปิดฉากนั้น ทักษิณไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น” — คือบทสรุปจาก รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว นักรัฐศาสตร์จาก ม.บูรพา ที่มองการเคลื่อนไหวล่าสุดของทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่แค่การพูดเพื่อปลุกฐานเสียง แต่เป็นการแสดงศักยภาพ สื่อสารถึงอำนาจเก่าว่า “เขายังจำเป็น” และไม่อาจถอดเขาออกจากเกมการเมืองไทยได้ง่าย ๆ ————— วิสัยทัศน์ซ้ำเดิม แต่ยังดึงดูดคนได้ อาจารรย์โอฬารประเมินว่า เวที “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทยสู้วิกฤติโลก” ที่ทักษิณขึ้นพูดนั้น แม้เนื้อหาจะเป็นเรื่องเดิม ๆ อย่างการโจมตีฝ่ายตรงข้าม แต่กลับยังดึงดูดผู้ฟังได้จำนวนมาก “เป็นความสามารถจริง ๆ ในการสื่อสารเรื่องเดิม ๆ เรื่องเก่า ๆ เรื่องโจมตีทางการเมือง แต่คนก็สนใจฟัง แต่ความเชื่อถือก็ลดลงไปเรื่อย ๆ ” ————— เดอะแบกของรัฐบาลที่ไร้คนเชื่อถือ สาเหตุที่ทักษิณต้องออกมาในจังหวะนี้ ไม่ใช่เพราะแค่อยากพูด แต่เพราะ “ไม่มีใครพูดแทนได้แล้ว” อาจารย์โอฬารชี้ว่า รัฐมนตรีหลัก ๆ ของรัฐบาลเพื่อไทยในขณะนี้ เช่น ภูมิธรรม รัฐมนตรีการคลัง และรัฐมนตรีพาณิชย์ ต่างล้มเหลวในการสร้างความเชื่อมั่น “ไม่มีใครที่พูดไปแล้วสามารถครองใจประชาชนได้… จึงเป็นหน้าที่ของ ‘เดอะแบก’ อย่างคุณทักษิณ แต่พูดไปแล้วก็ไม่ได้ครองใจคนได้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา” สิ่งนี้สะท้อนถึง “ความล้มเหลวของรัฐบาลเพื่อไทย” ที่ไม่สามารถผลิตผู้นำความน่าเชื่อถือจากภายในได้ และยังต้องพึ่งพาทักษิณอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งในรัฐบาล ————— ส่งสัญญาณถึงอำนาจเก่า: ถ้าไม่มีเขา ประเทศอยู่ไม่ได้ อาจารย์โอฬารมองว่า การพูดของทักษิณในครั้งนี้ ไม่ได้สื่อสารกับประชาชนเท่านั้น แต่เจาะจงส่งสัญญาณถึงกลุ่มอำนาจเก่าที่อาจมีอิทธิพลต่อกระบวนการยุติธรรม “เขายังมีความจำเป็นและมีความสำคัญ… เหมือนกับส่งสัญญาณให้รู้ว่า คุณอยู่ได้เพราะคุณทักษิณและตระกูลชินวัตร… ถ้าทักษิณปิดสวิตช์ถอดลมหายใจ คุณก็ตาย ไปต่อไม่ได้” แม้สังคมจะตาสว่างแล้ว แต่คนที่ “ยังไม่รู้ทัน” คือเจ้าของดีลที่ยังเชื่อว่าไม่มีเบื้องหลังการเมืองในดีลเหล่านี้ ————— หลงทาง–หลงตัวเอง–หรือยังมีอิทธิพล? สมจิตต์ถามตรงว่า ทักษิณหลงทางหรือหลงตัวเองหรือไม่?…

Read More

“สีกากอล์ฟเอฟเฟกต์” : สะเทือนวงการสงฆ์ทั่วประเทศ ปรากฏการณ์เดียว…ที่ทำพระสึกไปแล้ว 13 รูป จากพระผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ ไปถึงเจ้าคณะในต่างจังหวัด มี พระบรมราชโองการยกเลิกสมณศักดิ์ ถึง 81 รูป ในคราวเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งศูนย์เฉพาะกิจ “ศูนย์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาฯ” รับแจ้งเบาะแสพระผิดธรรมวินัย ⸻ จากไวรัลสีกากอล์ฟ…สู่คำถามที่ใหญ่กว่าแค่เรื่องชู้สาว • วงการสงฆ์ไทยป่วยเรื้อรังมานานแค่ไหน? • ทำไมพระผิดธรรมวินัยถึง “มีเส้น” จนอยู่รอดได้? • บทบาทของ “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” (พศ.) ควรถูกปฏิรูปอย่างไร? • ตำรวจควรเข้าไปมีบทบาทตรวจสอบพระหรือไม่? ⸻ เสียงจากสังคมเริ่มดังขึ้น: “พระสงฆ์ที่ดีควรเป็นผู้นำทางธรรม ไม่ใช่ดาราดังบน TikTok” “การสึกไม่พอ ต้องเอาผิดทางกฎหมายด้วย” “พศ.ไม่เคยทำอะไรเลย นอกจากตั้งโต๊ะแถลง” “ถ้าพระระดับสูงยังไม่มีวินัย รักษาศีลไม่ได้ ศรัทธาจะอยู่ได้ยังไง?” นี่ไม่ใช่แค่คดีฉาว แต่คือโอกาสทองในการปฏิรูปวงการสงฆ์ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#วงการสงฆ์#วงการผ้าเหลือง#สีกากอล์ฟ#ผิดวินัยสงฆ์#สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ#สงฆ์ผิดเสพเมถุนติดคุก#สีกากอล์ฟเอฟเฟกต์

Read More

“ทักษิณเป็นเสมียนประเทศไม่ได้…เป็นได้แค่เสมียนในเรือนจำ” — จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ⸻ พูดเหมือนเจ้าของประเทศ ไม่ใช่แค่ “เสมียน” จตุพร พรหมพันธุ์ เปิดฉากฟาดแบบไม่ยั้งต่อบทบาทของ ทักษิณ ชินวัตร ที่แสดงวิสัยทัศน์รายสัปดาห์ในช่วงที่ลูกสาว—แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และ รมว.วัฒนธรรม—อยู่ระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่าทักษิณกำลัง “พูดในฐานะเจ้าของกิจการประเทศ ไม่ใช่แค่เสมียนประเทศตามที่ทักษิณระบุ” “ทักษิณเป็นเสมียนประเทศไม่ได้ แต่เป็นเสมียนในเรือนจำได้…การตอบแต่ละเรื่องย้อนแย้งทั้งนั้น พูดแต่สิ่งที่ตัวเองจะได้ประโยชน์ ไม่พูดความจริงกับประชาชน” จตุพรยังตั้งข้อสังเกตว่า วิสัยทัศน์เรื่องกาสิNO-พนันออนไลน์ คือการเปิดประตูสู่การ “สูบเลือดสูบเนื้อคนไทยของจริง” ⸻ “ถ้าจะเฮงซวย ใครคือคนเฮงซวย?” สำหรับคำพูดที่ทักษิณบอกว่าลูกสาวถูกพักงาน “ด้วยเรื่องเฮงซวย” จตุพรโต้กลับทันทีว่า ควรตั้งคำถามใหม่ว่า “คำพูดเฮงซวย หรือคนเฮงซวย?” เขายังเตือนว่าทักษิณกำลังประเมินคดีของตัวเองผิด แบบคิดเองเออเอง พูดให้ตัวเองสบายใจ โดยเฉพาะคดี 112 ที่ศาลจะอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 สิงหาคม และ คดีชั้น 14 ที่เจ้าตัวยังต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาว่าไม่ได้จำคุกแม้แต่วันเดียวตามพระบรมราชโองการ “ถ้าพิสูจน์ว่าทักษิณไม่ปฏิบัติตามพระบรมราชโองการที่พระราชทานอภัยโทษจาก 8ปี เหลือ 1 ปีเพราะไม่เคยติดคุกแม้แต่วันเดียว ก็อาจต้องหลอนว่าจะเจอกรณีเดียวกับพระที่มีพระบรมราชโองการยกเลิกพระบรมราชโองการสถาปนาสมณศักดิ์ก่อนหน้านี้หหรือไม่” ⸻ ไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถเพื่อชาติ แค่เป็นพลเมืองดีให้ได้ก่อน จตุพรชี้ว่าทักษิณเลือกหยิบเอาแต่บางตอนจากพระบรมราชโองการที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง โดยเฉพาะเรื่องการนำความรู้ความสามารถมาช่วยประเทศชาติ ประชาชน เพราะพฤติกรรมที่ทำคือเข้ามาก้าวก่ายการบริหารประเทศแบบผิดกฎหมาย ทำตัวเหนือนายกฯ ทั้งที่ถูกตัดสิทธิตลอดชีวิตเนื่องจากต้องคดีทุจริต “แบบนี้เป็นพลเมืองดียังไม่ได้เลย” เขาย้ำว่าในพระบรมราชโองการระบุว่า ทักษิณสารภาพทำผิด สำนึกผิด ยอมรับโทษ จึงได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปีแต่กลับไม่รับโทษตามนั้น เท่ากับไม่ปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ “การที่ยังไม่เคยติดคุกแม้แต่วันเดียว แต่ทำเสมือนตัวเองมีอำนาจเหนือกว่านายกฯ ลูกสาวตัวเอง ถือเป็นการแทรกแซง ไม่ใช่การรับใช้ชาติ” ⸻ “ดีลกลับบ้านมีจริง ไม่ต้องแถ” ในฐานะอดีตคนใกล้ชิด จตุพรชี้ชัดว่า สีหน้าและท่าทางของทักษิณในการสัมภาษณ์ล่าสุด เต็มไปด้วยความกังวล โดยเฉพาะตอนถูกถามเรื่องดีลกลับบ้าน “ถ้าไม่มีการดีล จะมี ส.ว.มาโหวตให้เศรษฐาได้อย่างไร? ถ้าไม่มีดีลจะมีรัฐบาลข้ามขั้วได้หรือ? การอ้างว่าไม่มีดีลคือการพูดเท็จตั้งแต่คำถามแรก จะเห็นว่าอึกอักอยู่พักใหญ่…

Read More

วิสัยทัศน์ทักษิณ เป็นแค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ— ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ————— “ขายฝันซ้ำซาก” จนไร้น้ำหนัก ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา วิสัยทัศน์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ออกมาเดินสายพูดในหลายเวที กลับกลายเป็นสิ่งที่ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน มองว่า “ไม่ต่างจากการขายฝันลม ๆ แล้ง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก” เพราะสิ่งที่พูดนั้นเป็นเรื่องเดิมที่พูดมาเป็นปีแล้ว แต่ไม่เคยสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมเลยแม้แต่เรื่องเดียว “มีอำนาจเต็มมือ แต่ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมเลย” ศิริกัญญาย้ำ พร้อมยกตัวอย่างว่า รัฐบาลภายใต้การนำของแพทองธาร ชินวัตร ก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่ทักษิณเคยประกาศไว้ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟเหลือ 3.20 บาทต่อหน่วย หรือการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตที่สุดท้ายก็กลายเป็นการแจกเงินสด ไม่ตรงกับที่สัญญาไว้ ———————- แผนตั้ง AMC ซื้อหนี้ก็เงียบหาย โครงการจีโทเคนที่ดูจะง่ายที่สุด ยังไม่สามารถเริ่มต้นได้ ยังมีสเตเบิลคอยน์ ล่าสุดไปถึงไอเดีย “e-Money ใช้ Bitcoin ซื้อสินค้า” ก็ยังไม่มีความชัดเจนใด ๆ และยิ่งเสี่ยงต่อปัญหาใหญ่ในอนาคต “หลังจากทักษิณไปอยู่ต่างประเทศนาน คงคิดว่าออกคำสั่งแล้วขับเคลื่อนได้เลย แต่มันไม่ใช่แบบนั้น ความฝันก็เลยกลายเป็นแค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ระวังการให้ความหวังจากลมปากจะยิ่งทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาบ” ————— “แทรกแบงก์ชาติไม่ได้ง่าย ๆ” ศิริกัญญาเตือนว่า การพูดถึงการใช้ Bitcoin แทนเงินสด พร้อมระบุว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความร่วมมือ เป็นเรื่องที่ “คิดผิด” เพราะลืมไปว่า ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ไม่สามารถทำตามคำสั่งการเมืองได้ทุกอย่าง ”คุณทักษิณอาจคิดว่าจะแทรกแซงผู้ว่าฯ แบงก์ชาติคนใหม่ได้ บังคับทำนโยบายที่ต้องการได้ แต่คิดผิด เพราะผู้ว่าฯ ไม่ใช่จะสั่งทุกอย่างได้ องค์กรนี้มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีบทบาทตามกฎหมาย และหากนโยบายดังกล่าวขัดกับ พ.ร.บ.เงินตรา ก็จะถูกต้านจากภายในแน่นอนเพราะมีความเสี่ยงที่จะควบคุมปริมาณเงินไม่ได้“ ที่สำคัญคือความเสี่ยงด้านการฟอกเงินต่อจากนี้จะทำได้ง่ายมาก เพราะตรวจสอบไม่ได้เงินมาจากไหน ใช้ทำอะไร ————— “กาสิNO ที่เพิ่งถอน แล้วจะกลับมาอีกทำไม?” ศิริกัญญายังตั้งคำถามต่อ…

Read More

หลังเมื่อวานเรียกเสียงฮือฮาเมื่อมีเอกสารจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ สถ.ส่งถึงสื่อมวลชนชี้แจงปมถูกกล่าวหางบกระตุ้นเศรษฐกิจ ยืนยันงบฯ ไม่กระจุก แต่กระจายหลักเกณฑ์ รวมถึงไม่ได้เทงบฯ 700 ล้านใน อบต. หรือ อบจ.ในจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์ วันนี้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการนายกรัฐมนตรี นั่งไม่ติดสั่งให้ตรวจสอบด่วน เพราะเอกสารออกไปโดยไม่เป็นไปตามกระบวนการ พร้อมยืนยันข้อมูลที่ตนเองนำเสนอว่าถูกต้อง เพราะมีการจัดทำงบฯ แบบกระจุกตัวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2567-2568 ไม่เฉพาะงบฯ กระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาทเท่านั้น โดยบาง อบต.ในจังหวัดบุรีรัมย์มี 700 กว่าโครงการ มีโครงการหนึ่งได้เงินไปถึง 700 ล้านบาท “อยากจะสอบถามว่าการปล่อยเอกสารดังกล่าวหวังวัตถุประสงค์อะไร และได้ตอบคำถามที่ได้ถามไปหรือไม่ และไม่ได้ยื่นเป็นทางการอีกด้วย ต้องให้มีการชี้แจงเรื่องนี้” เมื่อถามว่าหมายถึงอธิบดีใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุต้องมีการสอบสวนว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเอกสารนี้ไม่ได้ผ่านมาตามขั้นตอน แต่กลับถูกเผยแพร่และหายไป ในขณะที่ตัวอธิบดีถูกสั่งให้เปลี่ยนแปลง ยังมีการสั่งการหรือไม่อย่างไร หรือว่ามีรองอธิบดีคนไหนหรือมีผู้อำนวยการคนไหนที่เข้าเกี่ยวข้องเรื่องนี้ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เดชอิศม์ขาวทอง#ภูมิธรรม#กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น#งบกระจุก#กระทรวงมหาดไทย#การเมืองไทย

Read More

“เงินอยากได้ แต่ต้องไม่แลกด้วยการสูญเสียวัฒนธรรมกระเหรี่ยง” คือถ้อยคำจากยายชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่ง ที่เปล่งออกมาจากหัวใจแห่งผืนป่า — เป็นคำพูดที่ทำให้ ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถึงกับต้องย้อนถามตัวเองว่า “คนไทยบนพื้นราบ สูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไปตั้งแต่เมื่อไร และอย่างไร” การเดินทางสู่บ้านไร่ อุทัยธานี และด่านช้าง สุพรรณบุรี ระหว่างวันที่ 16–17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา อาจเรียกได้ว่าเปิดโลกของ ”ทุนวัฒนธรรม“ ที่ซ่อนอยู่ในเส้นใยผ้ากะเหรี่ยง ให้คณะทำงานจากกระทรวง พม. ได้สัมผัสถึงหัวใจของผ้าทอ—ไม่ใช่เพียงศิลป์แห่งหัตถกรรม แต่คือโจทย์ของการแปรอัตลักษณ์เป็นเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน ————— จากด้ายฝ้ายโรงงาน สู่ “ผ้าย้อมหิน” ชาวกะเหรี่ยงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีทักษะด้านเกษตรและหัตถกรรม โดยเฉพาะ “การทอผ้า” ซึ่งเป็นทั้งภูมิปัญญาและความภาคภูมิใจ แต่เมื่อพื้นที่เพาะปลูกมีจำกัด พวกเขาจึงต้องเลือกปลูกข้าวไร่เพื่อกิน มากกว่าจะปลูกฝ้ายเพื่อทอผ้าเหมือนในอดีต “ชาวกระเหรี่ยงจึงซื้อด้ายฝ้ายสำเร็จรูปจากโรงงาน และนำมาย้อมสีธรรมชาติตามอัตลักษณ์ของตน” ศ.ดร.กนก เล่า และสิ่งที่น่าทึ่งคือ คนรุ่นใหม่เริ่มกลับมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม — ปฏิเสธการใช้สีเคมี และหันมาใช้ “เปลือกไม้” และวัสดุจากธรรมชาติย้อมผ้าอีกครั้ง “โจทย์ที่ผมได้รับจากกระเหรี่ยง คือการนำหินสีมาเปลี่ยนเป็นสีย้อมผ้า ที่ต่อไปอาจจะเรียกชื่อว่า ‘ผ้าย้อมหิน’ ที่เป็นผ้าทอกระเหรี่ยงแบบใหม่” ————— วัฒนธรรม…ที่ไม่มีวันขาย เรื่องราวที่ทำให้ศ.ดร.กนกประทับใจอย่างมากคือ ชาวกะเหรี่ยงให้ความสำคัญกับ “ความสัมพันธ์” มากกว่า “ผลกำไร” ไม่ใช่เพราะไม่ต้องการเงิน แต่เพราะไม่อยากแลกมันกับสิ่งที่เป็นรากเหง้าของพวกเขา “คุณยายกระเหรี่ยงคนหนึ่งพูดกับผมชัดว่า ‘เงินอยากได้แต่ต้องไม่แลกด้วยการสูญเสียวัฒนธรรมกระเหรี่ยง’” ศ.ดร.กนก ย้ำถ้อยคำที่ตรึงตราอยู่ในใจ แม้เป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายบนภูเขา แต่เมื่อถูกทดสอบด้วยคำถามเชิงปรัชญา ชาวกะเหรี่ยงกลับแสดงให้เห็นถึงความลุ่มลึกทางความคิด “ผมทดลองให้พวกเขาเลือกเงินกับความยั่งยืนของธรรมชาติ ความรวยกับเพื่อนบ้านและชุมชน ครอบครัวกับอาชีพที่ทำ เป็นต้น พวกเขาเลือกญาติพี่น้อง ครอบครัว เพื่อน ชุมชน ป่า น้ำ ดิน ก่อนเงินและประโยชน์ส่วนตัว” ————— โจทย์ที่ท้าทาย…เพื่อไม่ให้ “ความงาม” หายไป ความเข้าใจในวิถีของชาวกระเหรี่ยง นำมาสู่โจทย์การทำงานที่ยากขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ทำให้ผ้าทอสวยขึ้น ขายได้มากขึ้น แต่ต้องไม่ละเมิดจิตวิญญาณที่ถักทออยู่ในผืนผ้า “แนวคิดการดำเนินชีวิตที่พวกเขาหวงแหน ทำให้โจทย์การพัฒนาคุณภาพผ้าทอและการประยุกต์ลายผ้ากระเหรี่ยงให้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ผ้าทอที่ทีมกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต้องทำยากขึ้น แต่ท้าทายมากขึ้นไปพร้อมๆ กัน” ————— ในวันที่กรุงเทพฯ ถูกโอบล้อมด้วยแบรนด์และวัฒนธรรมนำเข้า… “ผ้าย้อมหิน”…

Read More

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ประกาศว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง (CVI) ชนิดทั่วไปและไม่ร้ายแรง หลังจากมีอาการบวมที่ขาส่วนล่าง ซึ่งเป็นภาวะที่มักพบบ่อยในผู้มีอายุมากกว่า 70 ปี โดยผลตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าทรัมป์ไม่มีสัญญาณของภาวะหัวใจล้มเหลว ความบกพร่องของไต หรือการเจ็บป่วยทั่วร่างกาย ประธานาธิบดีทรัมป์ อายุ 79 ปี ถูกถ่ายภาพระหว่างเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 2025 หรือฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ นัดชิงชนะเลิศ ที่เมืองอีสต์รัทเทอร์ฟอร์ดของรัฐนิวเจอร์ซีย์เมื่อไม่นานนี้ ซึ่งทำให้เห็นข้อเท้าของทรัมป์มีอาการบวมอย่างชัดเจนจนจุดกระแสคาดเดาจากสาธารณชนเกี่ยวกับสุขภาพของเขา ทั้งนี้ในข้อมูลทางการแพทย์พบว่า ภาวะหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง (CVI) นี้ จะพบได้มากขึ้นในผู้สูงอายุ แต่ก็เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม ต้องหมั่นสังเกต หากพบว่ามีอาการดังกล่าวควรรีบรักษา ก่อนลุกลาม และอันตรายถึงชีวิต #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ภาษีทรัมป์#โดนัลทรัมป์#สหรัฐฯ#ข้อตกลงไทยสหรัฐ#หลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง

Read More

จากคำพูดของ “ทักษิณ ชินวัตร” สะท้อนความล้มเหลวของวุฒิภาวะทางการเมือง ในวันที่ลูกสาวต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเพราะคลิปหลุด “เรื่องเฮงซวย” หรือ “วิกฤตจริยธรรมระดับผู้นำประเทศ”? “…ถูกพักงานด้วยเรื่องเฮงซวย อาสามาทำหน้าที่ ถ้าเขาไม่ให้ทำ ก็กลับไปเลี้ยงลูก” ถ้อยคำนี้ของนายทักษิณ ชินวัตร บิดาของแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงที่เพิ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ จากปมคลิปอังเคิล-หลานอิ๊งค์ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญว่า เมื่อผู้นำครอบครัวการเมืองใหญ่สุดในไทย ดูแคลนศาลฯ สั่งพักงานด้วยเรื่องเฮงซวย ทั้งที่ลูกสาวทำผิดระดับชาติ ยิ่งสะท้อนดีเอ็นเอที่ขาดจริยธรรม “ตำแหน่งนายกฯ” ไม่ใช่มรดกที่ลูกอาสารับช่วง การกล่าวว่า “อาสาทำหน้าที่ เขาไม่ให้ทำก็กลับไปเลี้ยงลูก” สะท้อนความ ขาดสำนึกอย่างรุนแรงต่อปัญหาที่ลูกสาวสร้างขึ้น “ไม่รับผิด คิดแต่โทษคนอื่น” ทำท่าไม่ยี่หระต่อตำแหน่งนายกฯ ที่แพทองธารได้รับเลือก โดยผ่านการโหวตในรัฐสภา ก็หมายความว่าเธอ ได้รับอำนาจบริหารจากประชาชนทั้งประเทศผ่านกลไกรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่จากครอบครัวชินวัตร คำพูดของผู้เป็นพ่อ กลายเป็นการลดทอนตำแหน่งผู้นำประเทศให้กลายเป็น ตำแหน่งที่ไร้คุณค่า ไม่ต่างจากการ บิดเบือนอำนาจอธิปไตยของประชาชน ให้กลายเป็นเรื่องส่วนตัวของตระกูล เมื่อการเมืองกลายเป็นของตระกูล ความรับผิดชอบก็หายไป “ถ้าเขาไม่ให้ทำ ก็กลับไปเลี้ยงลูก” คำพูดนี้ไม่เพียงลดทอนความร้ายแรงของคลิปหลุดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ แต่ยังสื่อว่า หากตกเก้าอี้ ก็ไม่มีอะไรต้องรับผิดชอบต่อ ในมุมนี้เองที่สะท้อนว่า ครอบครัวชินวัตรไม่ได้มองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็น “ความรับผิดชอบสูงสุดของรัฐ” แต่เป็นเพียง “พื้นที่ของครอบครัว” ที่จะอยู่ก็ได้ จะกลับบ้านก็ได้ ความเข้าใจเช่นนี้ทำลายหลักการสำคัญของรัฐสมัยใหม่ที่ว่า “อำนาจเป็นของประชาชน และต้องใช้ภายใต้การตรวจสอบและความรับผิด” และทักษิณอาจลืมไปว่า ความผิดพลาดของแพทองธารอาจไม่หยุดแค่พ้นตำแหน่ง เพราะใน ป.ป.ช.ยังมีการไต่สวนซึ่งหากชี้มูลว่ามีความผิดส่งศาลฎีกาตัดสินว่าผิดเหมือนกัน อาจนำไปสู่คดีอาญาตามมาด้วย ใครเฮงซวย? คำว่า “เฮงซวย” อาจสะท้อนอารมณ์ของพ่อที่ปกป้องลูก แต่สำหรับประชาชน มันคือการ เหยียดหยามระบบตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ หากคำร้องของ ส.ว. ไม่มีมูลจริง ศาลรัฐธรรมนูญคงไม่สั่ง “หยุดปฏิบัติหน้าที่” การตัดสินของศาลชี้ว่า กรณีนี้มีน้ำหนักพอสมควร ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ และในฐานะอดีตนายกฯ ที่เคยมีประสบการณ์ยาวนาน ควรเคารพกลไกของรัฐ มากกว่าที่จะวิจารณ์อย่างปัดความผิด แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเพราะในคดีทุจริตของตัวเอง “ทักษิณ” ก็ไม่เคยยอมรับ และยังมีชนักติดหลังเรื่องชั้น 14 ป่วยทิพย์ จนไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียว ความเงียบของลูก กับการพูดแทนของพ่อ อีกสิ่งที่สะท้อนปัญหาทางการเมืองเชิงโครงสร้างคือ แพทองธารแทบไม่ได้ออกมาพูดเองอย่างมีหลักการ แต่กลับปล่อยให้ “พ่อ”…

Read More

ความรับผิดชอบทางการเมือง : เทียบกรณีลาออกของรมว.แรงงานคิวบา กับความเงียบของแพทองธาร “คิวบาไม่มีขอทาน มีแต่คนปลอมตัวเป็นขอทาน” — Marta Elena Feitó Cabrera, รัฐมนตรีแรงงานคิวบา (ลาออกใน 3 วัน) “แม่ทัพภาค 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามกับเรา… อังเคิล บอกได้ว่าต้องการอะไร เดี๋ยวจัดการให้” — แพทองธาร ชินวัตร, นายกฯ – รมว.วัฒนธรรม (ยังดำรงตำแหน่ง) ⸻ ถ้อยคำที่สะท้อนภาวะไร้ภาวะผู้นำ ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2025 รัฐมนตรีแรงงานและประกันสังคมของคิวบา กลายเป็นประเด็นร้อนแรงระดับชาติ หลังเธอแสดงความเห็นกลางที่ประชุมรัฐสภาว่า “คิวบาไม่มีขอทาน” และกล่าวหาว่าผู้ที่คุ้ยขยะหรือเช็ดกระจกรถเป็นแค่คนที่ “แกล้งจน” เพื่อหาประโยชน์ สังคมคิวบาทั้งในและนอกประเทศระอุทันที เสียงเรียกร้องให้ลาออกดังกระหึ่มภายในวันเดียว แม้ไม่ได้มีการบีบบังคับจากศาลหรือฝ่ายค้าน Feitó กลับเลือก “รับผิดชอบ” ด้วยการยื่นใบลาออกด้วยตนเองภายในเวลาไม่ถึง 72 ชั่วโมง แต่ในเวลาไล่เลี่ยกัน แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ไทยกำลังเผชิญแรงกระเพื่อมจาก “คลิปหลุด” ซึ่งเป็นบทสนทนา กับ ฮุน เซน ประธานวุฒสภากัมพูชา มีเนื้อหาพาดพิงแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม และถึงขั้น เสนอให้ฮุน เซนบอกมาว่าต้องการอะไรจะจัดการให้ ⸻ การแสดงความรับผิดชอบที่หายไป ในทางการเมือง คำพูดของผู้นำหรือผู้มีบทบาทสาธารณะมีน้ำหนักเสมอ ไม่ว่าจะพูดในที่แจ้งหรือที่ลับ ยิ่งเป็นบุคคลในตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะผูผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การสื่อสารที่คลุมเครือ ผิดจังหวะ หรือขัดต่อผลประโยชน์ของชาติ ล้วนก่อให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่น และสร้างความเสียหายต่อบ้านเมือง กรณีคิวบา การลาออกของรัฐมนตรีแรงงานแม้ไม่ได้ทำให้ปัญหาความยากจนหายไป แต่คือการ “ปกป้องความน่าเชื่อถือของรัฐบาล” และ “ลดแรงเสียดทานของสังคม” ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ตรงข้ามกับประเทศไทย กรณีคลิปแพทองธารกับฮุน เซน ท่องคาถา “ดิฉันไม่ได้อะไร ประเทศก็ไม่ได้เสียอะไร” และคำขออภัยแบบไร้ท่าทีสำนึกผิด หรือยอมรับความผิดพลาด กระทั่ง สว.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จนถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ และคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฯ ว่าจะต้องพ้นตำแหน่งหรือไม่ ⸻ ไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือความเชื่อมั่นของรัฐ…

Read More