- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
เรียกว่ารวดเร็วทันใจนายใหญ่จริงๆ เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย ประสานเสียงกับนายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รุมสับนายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่งถูกปรับออกจากการร่วมรัฐบาล ประเด็นหลักอยู่ที่การแฉข้อมูลในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวาน (15 ก.ค.68) กับการใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาทของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น วงเงินกว่า 4 หมื่นล้านบาท เพราะที่ผ่านมา 2-3 ปี มีการปรับงบประมาณท้องถิ่นอย่างที่มีการกระจุกตัวและมีปัญหาค่อนข้างมาก บางพื้นที่เทลงฐานเสียงภูมิใจไทยสูงถึง 700 ล้าน ถึงกับมีการใช้คำว่า “น่าเกลียด” และคนที่โวยกลางที่ประชุม ครม.ว่าจัดงบฯกระจุกแต่ไม่กระจาย คือ 2 รัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงไทย และนายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไม่ใช่รัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยคู่ขัดแย้งหลักแต่อย่างใด เจ้ากระทรวงคนใหม่อย่างนายภูมิธรรมจึงนำมาเปิดเผยรายละเอียดกับสื่อมวลชนในวันนี้ ใจความสำคัญอยู่ที่การจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจในสมัยพรรคภูมิใจไทยดูแลกระทรวงมหาดไทย ที่นายภูมิธรรมระบุว่า มีบางพื้นที่ร้องเรียนว่าขออะไรไม่ได้เลย หรือได้เพียง 1-3 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นบุรีรัมย์ สุรินทร์ ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยๆ ล้านบาท บางแห่งได้ถึง 700 ล้านบาท พร้อมระบุสำนักงบประมาณ ก็บอกว่ามีปัญหาจริง รวมถึงกรณีนายอนุทิน เซ็นเอกสารไปไม่ตรงกับที่คีย์เข้าระบบ จนเกรงว่าจะจัดงบฯไม่ทันอีกด้วย ส่วนนายเดชอิศม์ ให้ข้อมูลเพิ่มว่าบางพื้นที่เป็น อบต.ขนาดเล็ก ได้งบประมาณถึง 60-70 ล้านบาท แต่บางพื้นที่กลับไม่จัดส่งงบประมาณลงไป พร้อมชี้เป้าพื้นที่กระจุกของงบประมาณ อย่างพื้นที่ จ.กระบี่ สตูล และบุรีรัมย์ ซึ่งนายเดชอิศม์ยอมรับว่าเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นจำเป็นต้องเกลี่ยงบฯ ใหม่ไม่ให้กระจุกแบบที่เขาใช้คำว่า “น่าเกลียด” ทั้งหมดนี้ต้องรอฟังเสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทยอีกครั้งว่า เป็นอย่างที่เขากล่าวหาหรือไม่ ศึกนี้จะไม่จบลงที่เจ๊ากันไปอย่างเคยๆ อนันต์ จารุนันทภาคย์ เรียบเรียง #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เดชอิศม์ขาวทอง#ภูมิธรรม#อนุทินชาญวีรกูล#กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น#งบกระจุก#กระทรวงมหาดไทย#การเมืองไทย
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.โพสต์จั่วหัวเรื่องว่า “นัยยะ ขอขยายเวลาชี้แจงของแพทองธาร” โดยกล่าวถึงกรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ปมคลิปเสียงสนทนากับฮุนเซน ว่านายกแพทองธาร ได้ส่งหนังสือขอขยายเวลาชี้แจงกรณีคลิปเสียงสนทนากับฮุนเซ็น ไปอีก 15 วัน โดยให้เหตุผลว่าเตรียมเอกสารไม่ทัน กรณีนี้มีนัยยะอะไรได้บ้าง นัยยะเทคนิคทางการเมืองทำให้ได้เวลาเพิ่มเติมในการอยู่ในตำแหน่งที่นานขึ้น และอาจใช้เวลาในคลี่คลายคดีเพื่อเจรจากับองค์อำนาจโดยหวังว่าเวลาที่เพิ่ม จะสามารถเปลี่ยนให้เรื่องร้ายกลายเป็นดี ส่วนนัยยะทางการบริหาร แสดงถึงความล้มเหลวของกลไกการบริหารที่อยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ที่มีทั้งฝ่ายกฎหมายและข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่ในมือ แต่ไม่สามารถใช้กลไกดังกล่าวในการรวบรวมเอกสารชี้แจงประเด็นคลิปเสียงที่มีความยาว 17 นาทีได้ แม้จะใช้เวลาถึง 15 วัน นายสมชัยบอกด้วยว่า สำหรับนัยยะในเรื่องความรับผิดชอบทางการเมือง การที่นายกรัฐมนตรีถูกสั่งให้พักการปฏิบัติหน้าที่ เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการไม่มีนายกฯ ตัวจริงในการบริหารราชการแผ่นดิน สมควรรีบเร่งและให้ความร่วมมือในการส่งคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สถานการณ์กลับไปสู่ภาวะปกติโดยเร็ว การชะลอเรื่อง จึงเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ขาดความรับผิดชอบทางการเมือง “นักเลง นักเลงหน่อย จะได้หรือจะเสียก็ควรเร็ว เพื่อประเทศจะได้มีนายกตัวจริง ไม่ใช่รักษาการณ์แบบนี้ไปเรื่อย ๆ” นายสมชัยระบุ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ดีลส่วนตัวหรือดีลประเทศไทย#สมชัยศรีสุทธิยากร#แพทองธาร#ฮุนเซน#คลิปสนทนา#รัฐบาลแพทองธาร#ศาลรัฐธรรมนูญ#ขยายเวลาชี้แจง#คลิปเสียงแพทองธารฮุนเซน#ทรยศชาติ
จับตา “ฮุน เซนหมดมุก” จุดไฟสงครามชายแดน จากคลิปเสียงถึงสงครามชายแดน — เมื่อฮุน เซนเริ่มไม่มีมุกใหม่ ความได้เปรียบเริ่มถดถอย อาจถึงคราวหน้ามืดยกระดับสู่การปะทะทางทหาร! ⸻ 14 กรกฎาคม 2568 ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ผู้มีอำนาจล้นในพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ประกาศต่อหน้าสมาชิกวุฒิสภากัมพูชา ว่า “หากประเทศไทยสร้างรั้วล้อมปราสาทตาเมือนธม จะเกิดสงครามแน่นอน” คำพูดนี้ไม่ใช่แค่สัญญาณทางวาทกรรม แต่นำไปสู่เหตุวุ่นวายเล็ก ๆ ที่ ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ เพียงข้ามวัน ⸻ เมื่อการเมืองในประเทศตัน — คนอย่างฮุน เซนหันออกนอก คำขู่แบบนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของฮุน เซน หากแต่เป็น “สูตรคลาสสิก” ที่เขาเคยใช้มาก่อน: เมื่อความนิยมในประเทศเริ่มอ่อนแรง คนไม่เชื่อมั่น รัฐบาลต้องหาศัตรูภายนอกมาฉุดเรตติงตัวเอง คลิปเสียงแพทองธารที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้ ทำให้ทั้งไทยและกัมพูชาเข้าสู่จุดอ่อนไหว ฮุน เซน เปิดเกมรุก แรง เร็ว แต่ผลลัพธ์ไม่ได้บวกดังที่คาดไว้ แม้จะทำให้เกิดความปั่นป่วนต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและเก้าอี้นายกฯ ไทย แต่ภายในประเทศของเขาเองกลับไม่สามารถดึงคะแนนนิยมได้อย่างเต็มที่ ตรงกันข้ามเขาและลูกชายยังต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงต่อกระแสตีกลับจากความเดือดร้อนของประชาชน จากการลดระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในการควบคุมการปิด-เปิดด่านด้วย” ⸻ 15 กรกฎาคม – ชายแดนเดือดแค่ชั่วพริบตา เหตุการณ์บานปลาย ณ ปราสาทตาเมือนธมเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังคำปราศรัยของฮุน เซน นักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาเดินล้ำเข้ามาในฝั่งไทย ที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ หญิงชาวกัมพูชารายหนึ่ง ตะโกนเสียงดังใส่ทหารไทย จนเกิดการปะทะคารม สถานการณ์ลุกลามจนทหารกัมพูชา เกือบหนึ่งกองร้อยวิ่งข้ามเข้ามาในฝั่งไทย ผ่านบันไดทางขึ้นปราสาทตาเมือนธม ขณะเดียวกันทหารไทยก็เข้าประจำจุดรับมือทันที — มีการ ผลักอก ตะโกนไล่ และโวยวาย ต่อหน้าประชาชนและนักท่องเที่ยว จนเจ้าหน้าที่ต้องรีบเคลียร์พื้นที่และอพยพนักท่องเที่ยวทั้งไทย-กัมพูชาออกจากจุดเกิดเหตุ แม้สุดท้ายสถานการณ์จะคลี่คลายลงได้ในไม่กี่ชั่วโมง — แต่ เหตุการณ์ครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ⸻ “ตาเมือนธม” คือจุดที่มากกว่าชายแดน ปราสาทตาเมือนธม เป็น 1 ใน 3…
เป็นรายงานข่าวจากเพจ Army Military Force ที่เผยว่าเมื่อช่วงเย็นวานนี้เจ้าหน้าตำรวจกัมพูชาได้บุกเข้าจับกุมแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ที่ตึก Sangkat Phsar Kandal 1 ตั้งอยู่เลขที่ 15 ถนนข่านตวลขุก 128 เขตข่านตวลขุก กรุงพนมเปญ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นฐานบริหารของแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ และยังเป็นสถานที่ดูแลเว็บไซต์การพนันข้ามชาติที่เข้าข่ายฉ้อโกงทางออนไลน์ระดับโลก เป็นครั้งแรกที่กัมพูชาดำเนินการจับกุมแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติกลางกรุงพนมเปญ ตามรายงานระบุได้จับกุมแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ 234 คนพบเป็นชาวเวียดนาม 149 คนและชาวกัมพูชา 85 คน โดยชาวกัมพูชาถูกใช้แรงงานภายในตึกดังกล่าว พร้อมยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อาทิ เครื่องดักฟัง, เครื่องตัดสัญญาณมือถือ, เครื่อง SIM BOX, คอมพิวเตอร์เกมมิ่ง, อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบเชื่อมต่อกับเครือข่าย (NAS), ซิมการ์ดจำนวนมาก และวัสดุต่างๆ จึงดำเนินคดีกับชาวเวียดนามที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นอกจากนี้จะสอบสวนต่อด้วยว่าชาวเวียดนามกลุ่มนี้เข้าประเทศกัมพูชาถูกต้องหรือไม่ หากพบว่ามีการลักลอบเข้าประเทศ จะมีโทษฐานลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายเพิ่มอีก 1 กระทง ทั้งนี้เพจ Army Military Force ตั้งข้อสังเกตว่าการปราบปรามแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 5 นาทีหลังจากนายกรัฐมนตรีฮุน มาเน็ต โดยมีเป้าหมายลบข้อครหาดินแดน SCAMBODIA หรือกัมพูชาดินแดนแก๊งค์คอลเซนเตอร์-เป็นที่ตั้งเว็บการพนันออนไลน์ข้ามชาติ ขอบคุณเพจ FB: Army Military Force สำรอง #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ฮุนมาเนต#ชายแดนตึงเครียด#ทหารไทย#แก๊งคอลเซ็นเตอร์#ชายแดนไทยกัมพูชา#Scambodia
กกต. ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีสื่อฯ รายงานว่า กกต.จะพิจารณาคำร้องขอยุบ 6 พรรคการเมืองในวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 โดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับการที่ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรค มีพฤติกรรม ครอบงำ ชี้นำ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมือง ทั้ง 6 พรรค ว่า “ไม่เป็นความจริง” อยู่ขั้นสำนักงาน ยังไม่ถึงขั้นพิจารณาของ กกต. โดยระบุคำร้องยังอยู่ในขั้นตอนของ การรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. แต่อย่างใด พร้อมให้ข้อมูลการดำเนินการยุบพรรคการเมืองว่า ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 และมาตรา 93 ประกอบกับระเบียบ กกต. ว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พ.ศ. 2566 ซึ่งมีขั้นตอนหลายชั้นก่อนเข้าสู่การพิจารณาของ กกต. สรุปขั้นตอนการพิจารณา “ยุบพรรค” ยังอีกไกล สรุปมีขั้นตอนดังนี้ • เริ่มจากการตรวจสอบเบื้องต้น โดยพนักงานในสำนักงานว่ามีพฤติการณ์ตามมาตรา 92 เพียงพอรับไว้ดำเนินการหรือไม่ภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับมอบหมาย • จากนั้นแต่งตั้งคณะบุคคลเพื่อ รวบรวมพยานหลักฐาน อย่างเป็นทางการ โดยให้โอกาสพรรคการเมืองที่ถูกร้อง ชี้แจงและแสดงหลักฐานโต้แย้ง • กระบวนการทั้งหมดต้องเสร็จภายในกรอบเวลา 30 วัน และอาจขยายได้หากมีเหตุจำเป็น • เมื่อแล้วเสร็จนายทะเบียนพรรคการเมืองจะเสนอความเห็นต่อ กกต. เพื่อพิจารณาภายใน 30 วัน หากเห็นชอบ จึงจะสามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ยุบพรรคได้ • หากเห็นว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอ อาจสั่งให้ตรวจสอบเพิ่มเติม หรือยุติเรื่องตามความเหมาะสม • กรณีเห็นว่าไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีการกระทำผิดให้ยกเลิกหรือยุติเรื่อง แจ้งให้ผู้ร้องทราบและรายงานให้ กกต.ทราบ กกต.ขอ “สื่อ–โซเชียล” ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเสนอข่าว สำนักงาน กกต. ย้ำในตอนท้ายว่า เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน และผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อนเผยแพร่ เพื่อป้องกันความสับสนของประชาชน #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ทักษิณชินวัตร#ศาลรัฐธรรมนูญ#ครอบงำพรรค#กกต#พรปพรรคการเมือง
อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ยื่นคำร้องศาลฎีกา ขอเปิดคำเบิกความพยานคดีทักษิณ หลังทนายจำเลยยื่นขอไม่ให้เปิดเผย ย้ำสิทธิสาธารณะต้องมาก่อน ชี้คำวินิจฉัยทางแพทย์ชัด อาการป่วยไม่วิกฤต-ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ⸻ ร้องศาลเปิดคำเบิกความพยานคดีชั้นที่ 14 วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้ศาลมีคำสั่ง เปิดเผยคำเบิกความของพยานในคดีชั้นที่ 14 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบังคับโทษจำคุกนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคำร้อง นายชาญชัยชี้ว่า การไม่เปิดเผยคำเบิกความจะทำให้ประชาชน ไม่สามารถเข้าถึงข้อเท็จจริงในคดีที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในกรณีที่จำเลยคืออดีตนายกฯ ที่มีอิทธิพลสูง ⸻ ทนายทักษิณยื่นขอศาลงดเปิดเผย — ชาญชัยแย้ง “ขัดสิทธิประชาชน” คำร้องของนายชาญชัย ระบุชัดว่า การร้องขอไม่ให้เปิดเผยคำเบิกความในคดีนี้ เป็นการร้องขอของนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ โดยให้เหตุผลว่าการเปิดเผยคำเบิกความอาจถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ แต่นายชาญชัยเห็นว่า การปิดบังดังกล่าว “ไม่ใช่การคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว” และอาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 34–35 และ พ.ร.ป. วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาตรา 31 ซึ่งกำหนดให้การไต่สวนพยานหลักฐานต้องกระทำโดยเปิดเผย เว้นแต่มีเหตุจำเป็นจริง “คดีนี้กระทบต่อศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ คำเบิกความที่ไต่สวนมาแล้วควรเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชน“ ⸻ เปิดความเห็น 3 ราชวิทยาลัย อาการทักษิณไม่วิกฤต นายชาญชัยยังแนบ มติแพทยสภาและความเห็นของราชวิทยาลัย 3 แห่ง ที่วินิจฉัยกรณีอาการป่วยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ณ วันที่ 15 กันยายน 2566 ว่า ไม่มีภาวะวิกฤต ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ได้แก่: • ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย: “โรค อาการ และอาการแสดง ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตที่คุกคามต่อชีวิต หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะวิกฤต ณ ขณะนั้น” • ราชวิทยาลัยประสาทศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย: “กลุ่มอาการและโรคเป็นโรคเรื้อรัง ไม่มีเหตุหรือความจำเป็นต้องถูกรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล” • ราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย: “โดยปกติการผ่าตัดนิ้วล็อกไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และไม่ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วน” คำวินิจฉัยเหล่านี้เป็นหลักฐานที่ทำให้แพทยสภาลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของกรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ ⸻…
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระบรมราชโองการ ยกเลิกพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์และประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ แก่พระสงฆ์จำนวน 81 รูป ซึ่งโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งไว้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568 และในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 บัดนี้ ทรงมีพระราชดำริว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับพระภิกษุ ซึ่งประพฤติตนไม่เหมาะสมแ่กสมณสารูป และพระราชาคณะกระทำผิดพระธรรมวินัย เป็นเหตุให้พุทธศาสนิกชนได้รับผลกระทบต่อจิตใจเป็นอย่างยิ่ง จึงประกาศยกเลิกพระบรมราชโองการประกาศสถาปนาสมณศักดิ์และพระราขทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ประกาศ ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม
ศาลสูงสุดชี้แล้ว ที่ดินเขากระโดงเป็นของรัฐ — แต่ รฟท. กลับเดินหมากผิดเอง ในสมรภูมิทางกฎหมายที่ยืดเยื้อมานานหลายปี คดีที่ดินเขากระโดงกว่า 5,000 ไร่ในจังหวัดบุรีรัมย์ กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะมีคำตัดสินใหม่จากศาล แต่เพราะ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เองที่ “ฟ้องผิด” และทำให้คดีวนไปไม่จบ “ความจริงควรยกคำร้องทั้งหมดด้วยซ้ำ เพราะรฟท.ไปฟ้องซ้ำ ทั้งที่คำพิพากษาศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดชี้ขาดไปแล้วว่า ที่ดินเป็นของ รฟท.” คมสัน โพธิคง นักวิชาการด้านกฎหมาย กล่าวอย่างตรงไปตรงมา อาจารย์คมสันอธิบายว่า แทนที่ รฟท.จะไป “ขอบังคับคดี” ตามคำพิพากษาที่มีอยู่ กลับไปยื่นเรื่องใหม่ที่ศาลปกครอง ทำให้ศาลต้องพิจารณาว่าเป็นการ “ฟ้องซ้ำ” ซึ่งสุดท้ายก็มีบางข้อถูกยกคำร้อง และรับไว้เพียงบางส่วน “เมื่อศาลฯ รับไว้บางข้อ ทางที่ดีรฟท.ควรไปถอนคำร้อง แล้วไปฟ้องบังคับคดีให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนด เพราะการที่กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 มาชี้ใหม่ว่าเป็นที่ของใคร คือการใช้อำนาจ ‘เหนือคำพิพากษาศาล’ ซึ่งทำไม่ได้” ————— จากคดีที่ดินรัฐ สู่แรงสั่นสะเทือนทางการเมือง การรื้อคดีที่ดินเขากระโดงกลับมาสู่เวทีการเมือง นำโดยพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย ที่ตั้งคำถามต่อกรมที่ดินว่าเหตุใดไม่เพิกถอนโฉนดตามคำพิพากษา และยังขีดเส้นตายชี้แจงภายใน 7 วัน กำลังกบายเป็นสนามประลองกำลังสำคัญระหว่างเพื่อไทยกับภูมิใจไทย จุดที่ถูกจับตามากที่สุดคือ ที่ดินกว่า 288 ไร่ ที่มีตระกูลชิดชอบครอบครองอยู่เกี่ยวพันถึง “เนวิน ชิดชอบ” ผู้นำทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นของศึกเอาคืนระหว่างสองขั้วการเมือง ที่ตอนนี้แยกย้ายจากพรรคร่วมรัฐบาล กลายเป็นพรรคต่างขั้ว แต่ในทางกฎหมาย คำถามสำคัญคือ ฝ่ายการเมืองจะบีบให้กรมที่ดิน “เพิกถอนโฉนด” ได้จริงหรือ? ————- กฎหมายไม่เปิดทางให้นักการเมืองสั่งกรมที่ดิน “ประมวลกฎหมายที่ดินรวมอำนาจไว้ที่กรมที่ดินคนเดียว ทั้งการออกโฉนด ระเบียบ และวินิจฉัยอุทธรณ์ นักการเมืองจะเข้าไปเปลี่ยนอะไรตรงนั้นไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้” อาจารย์คมสันยกตัวอย่างในอดีตสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ กรณีบ้านทับยาง จังหวัดพังงา ที่ฝ่ายการเมืองเห็นว่าควรเพิกถอนโฉนด แต่กรมที่ดินยืนยันว่าถูกต้อง สุดท้ายต้องให้ประชาชนไปฟ้องเองโดยใช้ “กองทุนยุติธรรม” ช่วยค่าใช้จ่าย และชนะคดีได้ที่ดินกว่าร้อยไร่กลับมาเป็นของรัฐในที่สุด ——————- คำพิพากษาศาลสูงสุดยังคงอยู่ — แต่ รฟท. ต้องใช้เครื่องมือให้ถูก…
ความตึงเครียดบริเวณกลุ่มปราสาทตาเมือน ชายแดนไทย-กัมพูชา ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นบริเวณปราสาทตาเมือนธม ปราสาทใหญ่ที่สุดในกลุ่มปราสาทตาเมือน ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเพียงเพราะหญิงชาวกัมพูชาคนหนึ่งปะทะคารมกับทหารไทยเรื่องเขตแดน ได้นำไปสู่การเผชิญหน้ากันของทหารทั้งสองฝ่ายอย่างฉับพลัน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ ความไม่พอใจระหว่างคนสองชาตินี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ได้ปะทุหนักขึ้นนับตั้งแต่เกิดข้อพิพาทบริเวณช่องบก และทำให้กัมพูชาต้องการให้ศาลโลกตัดสินพื้นที่พิพาท 4 แห่ง คือช่องบก และกลุ่มปราสาททั้ง 3 แห่ง โดยไม่ยอมรับกระบวนการเจรจาผ่านคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ร่วมกับฝ่ายไทย ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้เห็นความพยายามแสดงสัญลักษณ์จากทั้งชาวกัมพูชาและคนไทยที่เข้าไปในพื้นที่ เกิดความชุลมุนกับเจ้าหน้าที่อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการที่ชาวกัมพูชาเข้ามาก่อความวุ่นวายเพื่อทวงคืนปราสาท หรือกรณีที่คนไทยมีเรื่องกับทหารกัมพูชาจนถูกดำเนินคดีไปเมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นว่าความตึงเครียดไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในระดับนโยบาย แต่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้คนในพื้นที่และอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ในอนาคต ปัญหาที่ซับซ้อน: จากชาวบ้านสู่การเผชิญหน้าทางทหาร เหตุการณ์ความวุ่นวายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทะเลาะวิวาทธรรมดา แต่ได้นำไปสู่การเผชิญหน้าของทหารทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง แม้ในขณะนี้ทั้งสองฝ่ายจะตกลงที่จะไม่พกอาวุธในพื้นที่ปราสาท แต่ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก และจะไม่ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ ผู้คนต่างไม่ต้องการเห็นการเผชิญหน้า ปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และตระหนักดีว่าสันติภาพไม่ได้มาจากการเพิ่มกำลังทหารเพื่อกดดันกันและกัน แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลทั้งสองประเทศ ที่ต้องหาทางยุติข้อพิพาทอย่างแท้จริง ดับไฟที่ต้นตอ การแก้ไขปัญหาต้องถอนฟืนออกจากกองไฟ กลับไปสู่การเจรจาอย่างสันติ ใช้ช่องทางที่มีอยู่และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน หยุดการเผชิญหน้าและหันมาสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน จะเป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียด หากรัฐบาลทั้งสองฝ่ายยังคงปล่อยให้ความขัดแย้งเชิงสัญลักษณ์และเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มเชื้อเพลิงให้กับกองไฟที่พร้อมจะลุกไหม้ได้ตลอดเวลา “ถึงเวลาแล้วที่ต้อง ดับชนวนก่อนสายเกินไป” #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ปราสาทตาเมือนธม#ชายแดนตึงเครียด#ทหารไทย#กองทัพบก#ชายแดนไทยกัมพูชา
“ทักษิณผลักลูกสาวสู่ทางแคบ หวังพลิกเกมจากความสงสาร” —รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” —————— ศาลยังไม่ทันชี้ขาด พรรคเพื่อไทยก็ปูทางสู้ยืดเยื้อ คดี “คลิปฮุน เซน” ที่ทำให้ชื่อของแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองของไทย กำลังจะกลายเป็นอดีตหากถูกชี้ขาดจากศาลรัฐธรรมนูญว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง แต่เกมนี้อาจไม่ได้จบลงแค่คำวินิจฉัย — หากแต่กำลังเปิดฉากเกมการเมืองครั้งใหม่ที่ยืดเยื้อและมีเดิมพันที่สูงขึ้น รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย วิเคราะห์ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ว่า ยุทธศาสตร์ที่กำลังเห็นอยู่ขณะนี้ไม่ใช่การแก้ต่างทางกฎหมายปกติ แต่คือแผนการที่ ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะบิดาและผู้อยู่เบื้องหลัง กำลัง “ผลักลูกสาวสู่ทางแคบ” เพื่อพลิกสถานการณ์ด้วยการเรียกความสงสารจากสังคม ———— ด้านได้ อายอด – กวนน้ำให้ขุ่นจับปลา แล้วโยงไปถึงแก้รัฐธรรมนูญ “เขาตั้งใจให้แพทองธารเข้าสู่ที่แคบ เพื่อให้ดูเหมือนถูกรุมทำร้าย เพื่อเรียกความสงสารจากคนไทยว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งกำลังถูกรุมทำร้าย” อาจารย์เจษฎ์กล่าว พร้อมชี้ว่านี่คือการเดินหมาก “ด้านได้ อายอด” ซื้อเวลาเพื่อปรับสมดุลเกม ถืออำนาจให้อยู่ในมือยาวนานที่สุด ไม่เพียงแต่โยนภาพแพทองธารให้กลายเป็นผู้ถูกกระทำ แต่แผนนี้ยังมีเป้าหมายทางการเมืองที่ลึกกว่านั้น — กล่าวหาศาลรัฐธรรมนูญว่ากลั่นแกล้ง ดึงพรรคประชาชนเข้าร่วมแนวรบบนข้ออ้างนิติสงคราม เพื่อเบี่ยงประเด็นไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด พร้อมโยนความผิดไปให้ฮุน เซน “พวกเขาไม่เชื่อถือศาลรัฐธรรมนูญ และใช้ประเด็นนี้สร้างแรงส่งไปถึงการแก้รัฐธรรมนูญ กระทั่งอาจลากไปถึงเรื่องนิรโทษกรรม… มันไม่ใช่แค่ปกป้องแพทองธาร แต่มันคือการก่อคลื่นเพื่อตั้งโจทย์ใหม่ทางการเมืองด้วยวิธีการแบบเดิม” ——————- คำอธิบายจากพ่อ ทำร้ายทั้งลูกและทีมรอบข้าง ท่ามกลางข้อสงสัยว่าใครอยู่เบื้องหลังคลิป ฮุน เซน — ทักษิณกลับออกมาเล่าว่าการโทรจากผู้นำกัมพูชาเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้ช่วยระดับสูงสามคนไม่อยู่ ทำให้ลูกสาวต้องรับสายตามลำพัง และกลายเป็นบทสนทนาอื้อฉาว แต่นักวิชาการด้านกฎหมายผู้นี้กลับเห็นว่า คำอธิบายนี้ทำให้ทุกฝ่ายดูแย่ลง “ไม่เป็นผลดีทั้งกับสามคนที่ทิ้งคุณแพทองธารไป และตัวคุณแพทองธารเอง… ถ้าทักษิณรู้ตั้งแต่ต้น ก็แปลว่าทุกคนที่เกี่ยวข้อง ‘ไม่ได้เรื่อง’ ทั้งหมด” เขาเตือนว่า การพยายามโยนผิดให้ฮุน เซน โดยอ้างเจตนาดีของแพทองธารนั้น “ไม่น่าจะได้ผล” ในทางกฎหมาย ————— คลิปพูดถึงแม่ทัพ – ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แตะจริยธรรมโดยตรง จุดอันตรายที่สุดในคดีนี้คือ “เนื้อหาในคลิป” ซึ่งแพทองธาร ให้ร้ายแม่ทัพภาคที่สองว่าอยู่ฝั่งตรงข้าม…
