- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
“เก่าไม่ไป ใหม่ประกาศเอง” ในบรรดาตำแหน่งการเมืองลำดับของ “โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” ความสำคัญจะอยู่หลังเก้าอี้คณะรัฐมนตรี และเมื่อต้องเป็น “กระบอกเสียงรัฐบาล” จึงไม่ใช่แค่คนอ่านตามโพย แต่ต้อง น่าเชื่อถือ พูดหรือแถลงแล้วถ่ายทอดสิ่งที่รัฐบาลต้องการสื่อสารกับประชาชนได้อย่างไม่ตกหล่น และรับรู้โดยทั่วกัน ยิ่งในยุคที่นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ในทำเนียบรัฐบาลไม่ถนัดการสื่อสารด้วยแล้ว โทรโข่งรัฐบาลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้องสื่อได้ตรงและชัดเจนที่สุด และเวลานี้ เก้าอี้ตัวนั้นกำลังตกอยู่ในภาวะ “เสียงซ้อน” เมื่อ จิรายุ ห่วงทรัพย์ ยังนั่งอยู่เต็มตัว แต่ จักรภพ เพ็ญแข ก็เดินหน้าเปิดเกมรุก ประกาศตัวเป็น “ว่าที่โฆษกรัฐบาล” กรอกประวัติส่งตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ทำเอาหลายคน “พูดไม่ออก” จังหวะก้าวข้าม หรือเกมดันออก? ขณะที่ จิรายุ นั่งโต๊ะแถลงผลการประชุม ครม. จักรภพ เพ็ญแข ก็โพสต์ข้อความรัวๆ ว่าด้วย “ว่าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” ขณะที่ จิรายุ วิ่งเข้าหา “อุ๊งอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร จักรภพก็อ้างว่า “ท่านขอให้มาช่วย” ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ก็ตามนายทักษิณ ชินวัตร เข้าประชุมทีมไทยแลนด์ที่บ้านพิษณุโลกอีกด้วย จึงไม่ใช่แค่ส่งสัญญาณ แต่มันคือ “การทวงไมค์” อย่างท้าทาย “การเลือก ประกาศเอง ทั้งที่เจ้าของเก่ายังอยู่ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องมารยาท แต่มันคือคำถามกับโครงสร้างอำนาจในทำเนียบฯ ว่าใครใหญ่” สำหรับจิรายุ เป็นอดีต สส. อดีตผู้ประกาศข่าว ที่สื่อสารตรง เข้าใจพรรค ส่วนจักรภพ มีดีกรีอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่กำกับดูแลสื่อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกฯ และผู้ใกล้ชิด “ทักษิณ” ดังนั้นการหวนคืนยุทธจักรโทรโข่งในยุครัฐบาลแพทองธาร อาจสื่อถึงการหวนคืนสู่ความรุ่งโรจน์ในวันวาน และสะท้อนความไม่มั่นใจในพลังการสื่อสารของทีมปัจจุบัน เกมนี้ต้องมีคนหายไปจากจอ เพราะแม้จะยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนตัวอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีภาพซ้อนที่รัฐบาลต้องเคลียร์ให้ชัดในเร็ววัน ใครจะมานั่งเบอร์ 1 ตึกนารีสโมสร อยู่ที่การลงนามของรักษาราชการแทนนายกฯ ภูมิธรรม เวชยชัย เร็วๆ นี้ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รัฐบาลแพทองธาร#ทักษิณชินวัตร#ตึกนารีสโมสร#โฆษกรัฐบาล#โทรโข่งรัฐบาล#จักรภพเพ็ญแข#จิรายุห่วงทรัพย์
ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ปรากฏรอยร้าวของปัญหาคอร์รัปชันและคุณภาพที่ถูกมองข้ามมาอย่างยาวนาน ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันท์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เปิดเผยข้อมูลสุดช็อกจากการลงพื้นที่ของ “ชุดตรวจการสุดซอย” ที่เผยให้เห็นถึงขบวนการผลิต “เหล็กเบา-เหล็กตกเกรด” และการลักลอบนำเข้า “ขยะพิษ” ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมอุตสาหกรรมไทยมาตั้งแต่ปี 2562 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลกว่า 28,000 ล้านบาทต่อปี! “เหล็กปลอม” ภัยเงียบใต้โครงสร้าง: พบความผิดปกติจากโรงงานเดียวซ้ำซาก ฐิติภัสร์ เปิดเผยถึงผลการตรวจสอบที่น่าตกใจว่า “เราตรวจพบว่าเหล็กไซส์ 20 มม. ตกในเรื่องของมวลต่อเมตร หรือเป็นเหล็กเบา ไม่เป็นมาตรฐาน และไซส์ 32 มม. ก็ตกในค่า Yield (แรงดึง) เป็นเรื่องของแรงดึงเน้นเลยว่าตก 2 ตัว เป็นของบริษัทเดียวกัน” นี่ไม่ใช่แค่ความบกพร่อง แต่เป็นสัญญาณอันตรายที่ชี้ให้เห็นถึงการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่องจากผู้ประกอบการรายเดิม “ตกใจเหมือนกันว่าทำไมเราปล่อยให้โรงงานแบบนี้ฝ่าฝืนมาตั้งแต่ปี 2562” เธอกล่าว การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของ นายเอกนัส พร้อมพันธ์ ได้นำมาซึ่งนโยบายเชิงรุก โดยมีการแต่งตั้งนางฐิติภัสร์เป็นหัวหน้าคณะทำงานฯ พร้อมจัดตั้ง “ชุดตรวจการสุดซอย” เพื่อลงพื้นที่รับฟังปัญหาและตรวจสอบโรงงานที่สร้างมลพิษและผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นนโยบายที่เน้นย้ำใน 3 ผลิตภัณฑ์สำคัญ ได้แก่ เหล็ก สายไฟ และยางรถยนต์ ขยะพิษลักลอบนำเข้า: มลพิษที่ถูก “สำแดงเท็จ” และฝังกลบในไทย นอกจากการตรวจสอบคุณภาพเหล็ก ชุดตรวจการสุดซอยยังได้ขยายผลไปสู่การตรวจสอบการนำเข้าขยะพิษ โดยพบหลักฐานชัดเจนถึง วัตถุอันตรายกว่า 8,000 ตัน ในพื้นที่โรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการ “สำแดงเท็จ” เป็น “Mix Metal” หรือ “เศษโลหะ” ในการนำเข้าผ่านพิธีศุลกากร แต่เมื่อตรวจสอบจริงกลับพบว่าเป็นแผ่น PCB, เศษสายไฟที่ติดมากับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้แล้ว หรือก็คือ “ขยะอันตราย” นั่นเอง “วันนั้น เราพบทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การนำเข้า เอามาคัดแยกเศษทองแดง เอามาล่อนจนเหลือทองแดงมีมูลค่าส่งออกไปต่างประเทศ แต่เศษพลาสติก คุณฝังและทิ้งไว้ในที่ดินในประเทศไทย มีการปล่อยน้ำเสียลงไปในพื้นที่” นางฐิติภัสร์กล่าวอย่างเปิดเผย สิ่งที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมานานกำลังถูกชุดตรวจการสุดซอยเปิดเผยอย่างหมดเปลือก ตึกถล่มสะท้อนปัญหา: สู่การกวาดล้างโรงงานเหล็กจากเตา IF ทั่วประเทศ ปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะเหล็ก ไม่ใช่เรื่องใหม่…
อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ หรือ “สัปปายะสภาสถาน” ที่ใช้งบประมาณมหาศาล กำลังเผชิญกับสภาพ “ผุ-พัง-ใกล้จมเจ้าพระยา” เผยให้เห็นถึงความบกพร่องในการก่อสร้างที่น่าตกใจ โดยเฉพาะบริเวณริมน้ำที่ตลิ่งเซาะจนเห็นโครงสร้างภายใน ขณะที่การขออนุมัติงบประมาณรีโนเวทอีก 2.7 พันล้านบาท ทั้งที่เพิ่งใช้งานได้ 5 ปี ยิ่งจุดประเด็นข้อสงสัยถึง “มหากาพย์แห่งการโกง” ที่ยังไม่สิ้นสุด ล่าสุด นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ และอดีตกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ซึ่งติดตามตรวจสอบโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง ได้นำสื่อมวลชนนั่งเรือสำรวจบริเวณท่าเรือเกียกกาย เผยให้เห็นถึงความผิดปกติที่ชวนให้ยกย่องว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์ของโลก” ที่สร้างขึ้นมาในลักษณะนี้ . เปิดปมพิกัด “ความพังพินาศ” ของรัฐสภาหมื่นล้าน นายวิลาศได้ชี้จุดสำคัญที่พบระหว่างการสำรวจ ดังนี้ เสาตอม่อค้ำยันริมน้ำที่ผิดแปลก: เสาหลายต้นมีลักษณะเอียงและหันสลับมั่วไปหมด ราวกับถูกติดตั้งอย่างเร่งรีบและไม่ได้มาตรฐาน แนวกันคลื่นริมตลิ่งร่อนหลุด: เผยให้เห็นโครงสร้างเหล็กและปูนที่อยู่ภายใน สะท้อนถึงคุณภาพงานที่ไม่ได้มาตรฐานและอาจเป็นอันตราย กระเบื้องร้าว-ปูนเปื้อย: นอกจากสภาพริมน้ำแล้ว การตรวจสอบยังพบว่าแผ่นหินวิชิตาสีส้มที่ปูทางเดินโดยรอบศาลาแก้วแตกหักง่าย เนื่องจากไม่มีพื้นปูนรองรับ ส่วนพื้นไม้สักทั้งศาลาและโดยรอบอาคารชั้นล่างกลับมีร่องห่างเกินมาตรฐาน แสดงว่าไม้ไม่ได้อบแห้งตามสัญญา นายวิลาศตั้งข้อสังเกตอย่างเผ็ดร้อนว่า “ถ้าอาคารมูลค่าหมื่นล้านขนาดนี้ ทำไมถึงพบการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานมากมายขนาดนี้” พร้อมย้ำว่านี่คือ “ที่สุดของความยอดแย่ในทุกด้าน” ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างที่เละเทะที่สุด สร้างผิดแบบมากที่สุด และโกงมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่นี้ถูกยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบแล้วถึง 56 กรณีด้วยกัน . “มหากาพย์โกง”: ขยายเวลากว่า 2,900 วัน งบบาน 10,707 ล้าน! . นายวิลาศยังได้เปิดโปงถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการ ขยายระยะเวลาก่อสร้างถึง 6 ครั้ง จากเดิม 900 วัน เพิ่มขึ้นไปอีกเกือบ 2,900 วัน รวมเป็นกว่า 3,700 วัน ด้วยเหตุผลที่เขาเรียกว่า “แสนพิลึกพิลั่น” เช่น การอ้างปัญหาการส่งมอบพื้นที่ที่จริงแล้วส่งมอบครบแล้ว หรือการนำสถานการณ์โควิด-19 และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการมาเป็นข้ออ้างในการขอขยายเวลา ทั้งที่การก่อสร้างยังคงดำเนินไปตามปกติ ผลจากการขยายเวลาอย่างไม่ชอบมาพากลนี้ ทำให้งบประมาณของโครงการบานปลายจากเดิม 12,280 ล้านบาท พุ่งทะยานไปถึง 22,987 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 10,707…
“สิ่งที่ทักษิณพูดเมื่อ 17 ปีก่อนมันน่าจะว้าว แต่ตอนนี้ต้องอุทานว่าว๊ายแทน” —รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ————— “แบก” จนหลังหัก? บทบาทของ ทักษิณ ชินวัตร หวนกลับมาอยู่กลางสปอตไลต์อีกครั้ง ในฐานะ เดอะแบก ของทั้งลูกสาว แพทองธาร ชินวัตร และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่กำลังเผชิญภาวะถดถอยในเชิงอำนาจ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว มองว่า นี่ไม่ใช่การวางแผนเชิงกลยุทธ์ หากแต่คือภาวะ “ไฟท์บังคับ” ที่ต้องออกมาสื่อสารเอง เนื่องจากแพทองธารขาดความน่าเชื่อถือในสายตาสาธารณะ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นทำให้หมดสภาพที่จะสื่อสารกับประชาชน ตอกย้ำว่ารัฐบาลเพื่อไทยกำลังก้าวสูจุดอับทางการเมือง ————- ทักษิณ “เสือกทุกเรื่อง” แต่ก็ “ไปไม่ถึงไหน” “พรรคเพื่อไทยไม่มีตัวละครอื่นที่น่าเชื่อถือแล้ว แม้ทักษิณจะออกมาพูดเองก็ไม่ได้ภาพบวก กลับกลายเป็นภาพลบ” — อาจารย์โอฬารกล่าว พร้อมเสริมว่า “สิ่งที่ทักษิณเคยพูดไว้เมื่อ 17 ปีก่อนมันน่าจะว้าว แต่วันนี้ต้องอุทานว่าว๊ายแทน” การพูดยกตัวเอง กลายเป็น การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนไทยอีก 65 ล้านคน เพราะทักษิณพยายามทำให้สังคมเห็นว่า ประเทศไทยมีเพียงเขาที่รู้และเก่งทุกเรื่อง “กลายเป็นเรื่องตลก เป็นการโกหกรายวัน เพราะตั้งแต่กลับมายังไม่มีอะไรที่เขาพูดแล้วเกิดขึ้นจริงได้สักเรื่องเดียว” ——————— สามทางรอดของทักษิณ (ถ้ายังควบคุมเกมได้) 1. แพทองธารรอด ต้องเคลียร์ภูมิใจไทยให้จบ โดยเฉพาะคดีเขากระโดง-ฮั้ว ส.ว. ถ้ายุบพรรคได้ ส.ส.จะไหลเข้าพท. 2. ส.ส.พรรคประชาชนถูกตัดสิทธิ์ หาก 44 คนร่วงจากกรณีเสนอแก้ ม.112 จะทำให้พรรคประชาชนอ่อนแอ และเพื่อไทยได้แต้มต่อ 3. คดีทักษิณชั้น 14 ออกมาเป็นลบ ทักษิณหลุดจากอำนาจ ส.ส.เพื่อไทยจะเทไปภูมิใจไทย กลับกัน ถ้ารอด – ยังคุมเกมต่อ แต่อาจารย์โอฬารไม่เชื่อว่าทักษิณจะตกกระป๋องเร็ว ๆ นี้ “เพราะอำนาจเก่ายังจำเป็นต้องใช้งานเขาอยู่” ————— ดีลลับกับ “เสือ” และ “ลูกหมา” อาจารย์โอฬารตั้งข้อสังเกตถึง “ดีลลับระหว่างทักษิณกับผู้นำจิตวิญญาณของพรรคประชาชนคือธนาธรและดีลลับลังกาวี”…
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เป็นท่าทีจากทางการจีนผ่าน นายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่กล่าวกับนาย มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ระหว่างการหารือนอกรอบการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนว่าจีนยินดีจะดำเนินบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการส่งเสริมการเจรจาและลดความตึงเครียดบนชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยนายหวังอี้ กล่าวว่าทั้งไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านและมิตรสหายที่ดีของจีน จึงหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะจัดการประเด็นนี้ผ่านการเจรจาและปรึกษาหารือด้วยไมตรีจิต เพื่อลดทอนความตึงเครียดและฟื้นฟูเสถียรภาพในเร็ววัน โดยจีนจะยังคงรักษาจุดยืนอันเป็นกลางและเป็นธรรม และดำเนินบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ ด้านมาริษ เน้นย้ำว่าการแก้ไขประเด็นชายแดนและดินแดนไม่ควรใช้กำลัง พร้อมขอบคุณจุดยืนอันเป็นกลางและสมดุลของจีนในการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจา โดยไทยมุ่งมั่นจะแก้ไขข้อพิพาทกับกัมพูชาผ่านช่องทางทวิภาคีด้วยจิตวิญญาณการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและไมตรีจิต ขอบคุณแฟ้มภาพซินหัว : หวังอี้ รมว.ต่างประเทศของจีน พบปะหารือกับนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศของไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย วันที่ 10 ก.ค. 2025 #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#กองทัพไทย#ไทยจีน#ชายแดนระอุ#ซินหัว#ความมั่นคง#อ้างสิทธิชายแดน#ชายแดนไทยกัมพูชา
ตลิ่งเซาะ! รัฐสภาหมื่นล้าน “ผุ-พัง-ใกล้จมเจ้าพระยา” อดีต กมธ.ป.ป.ช. ชี้ “สิ่งมหัศจรรย์ของโลก” ส่อทุจริต กลบหลักฐานงานห่วย งบบาน 10,707 ล้าน! อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ หรือ “สัปปายะสภาสถาน” ที่ใช้งบประมาณมหาศาล กำลังเผชิญกับสภาพ “ผุ-พัง-ใกล้จมเจ้าพระยา” เผยให้เห็นถึงความบกพร่องในการก่อสร้างที่น่าตกใจ โดยเฉพาะบริเวณริมน้ำที่ตลิ่งเซาะจนเห็นโครงสร้างภายใน ขณะที่การขออนุมัติงบประมาณรีโนเวทอีก 2.7 พันล้านบาท ทั้งที่เพิ่งใช้งานได้ 5 ปี ยิ่งจุดประเด็นข้อสงสัยถึง “มหากาพย์แห่งการโกง” ที่ยังไม่สิ้นสุด ล่าสุด นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ และอดีตกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ซึ่งติดตามตรวจสอบโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง ได้นำสื่อมวลชนนั่งเรือสำรวจบริเวณท่าเรือเกียกกาย เผยให้เห็นถึงความผิดปกติที่ชวนให้ยกย่องว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์ของโลก” ที่สร้างขึ้นมาในลักษณะนี้ เปิดปมพิกัด “ความพังพินาศ” ของรัฐสภาหมื่นล้าน นายวิลาศได้ชี้จุดสำคัญที่พบระหว่างการสำรวจ ดังนี้: เสาตอม่อค้ำยันริมน้ำที่ผิดแปลก: เสาหลายต้นมีลักษณะเอียงและหันสลับมั่วไปหมด ราวกับถูกติดตั้งอย่างเร่งรีบและไม่ได้มาตรฐาน แนวกันคลื่นริมตลิ่งร่อนหลุด: เผยให้เห็นโครงสร้างเหล็กและปูนที่อยู่ภายใน สะท้อนถึงคุณภาพงานที่ไม่ได้มาตรฐานและอาจเป็นอันตราย กระเบื้องร้าว-ปูนเปื้อย: นอกจากสภาพริมน้ำแล้ว การตรวจสอบยังพบว่าแผ่นหินวิชิตาสีส้มที่ปูทางเดินโดยรอบศาลาแก้วแตกหักง่าย เนื่องจากไม่มีพื้นปูนรองรับ ส่วนพื้นไม้สักทั้งศาลาและโดยรอบอาคารชั้นล่างกลับมีร่องห่างเกินมาตรฐาน แสดงว่าไม้ไม่ได้อบแห้งตามสัญญา นายวิลาศตั้งข้อสังเกตอย่างเผ็ดร้อนว่า “ถ้าอาคารมูลค่าหมื่นล้านขนาดนี้ ทำไมถึงพบการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานมากมายขนาดนี้” พร้อมย้ำว่านี่คือ “ที่สุดของความยอดแย่ในทุกด้าน” ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างที่เละเทะที่สุด สร้างผิดแบบมากที่สุด และโกงมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่นี้ถูกยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบแล้วถึง 56 กรณีด้วยกัน “มหากาพย์โกง”: ขยายเวลากว่า 2,900 วัน งบบาน 10,707 ล้าน! นายวิลาศยังได้เปิดโปงถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการ ขยายระยะเวลาก่อสร้างถึง 6 ครั้ง จากเดิม 900 วัน เพิ่มขึ้นไปอีกเกือบ 2,900 วัน รวมเป็นกว่า 3,700 วัน ด้วยเหตุผลที่เขาเรียกว่า “แสนพิลึกพิลั่น” เช่น การอ้างปัญหาการส่งมอบพื้นที่ที่จริงแล้วส่งมอบครบแล้ว หรือการนำสถานการณ์โควิด-19 และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการมาเป็นข้ออ้างในการขอขยายเวลา ทั้งที่การก่อสร้างยังคงดำเนินไปตามปกติ…
กว่า 3 ชั่วโมงหลังวงถกทีมไทยแลนด์และทีมที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี รับมือสหรัฐอเมริกาประกาศอัตราเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทย 36% ที่บ้านพิษณุโลก ซึ่งมีนายทักษิณ ชินวัตร บิดานางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมหารือด้วย ท่ามกลางข้อครหาว่าไปร่วมประชุมฐานะอะไร โดยระหว่างเดินทางกลับก็มีรัฐมนตรีหลายคนออกมาส่งอีกด้วย จากนั้นนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแถลงผลการประชุม โดยเริ่มจากชี้แจงการเชิญทีมที่ปรึกษารัฐมนตรี และปลัดกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หารือกรณีภาษีสหรัฐฯ ตามกรอบ 3 ข้อที่เคยหารือกับภาคเอกชนคือ 1.ต้องไม่ให้ผู้ผลิตภายในประเทศได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาคเกษตรฯ และภาคอุตสาหกรรมรายย่อย 2. อาจต้องรับซื้อสินค้าเข้ามา ซึ่งต้องหาวิธีการปรับตัวต่อไป และ 3.มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งทั้งหมดยังมีเวลาถึงวันที่ 1 สิงหาคมนี้ เพื่อให้ได้ข้อยุตินำไปสู่การเจรจาอีกรอบ ส่วนที่นายทักษิณร่วมประชุมวันนี้ด้วย นายพิชัยบอกตนเป็นผู้เชิญ ในฐานะที่นายทักษิณรู้เรื่องเหล่านี้ดี น่าจะให้ข้อคิดเห็นได้ดี ยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด เชื่อมั่นว่าหลายสิ่งที่ทำ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะอัตราภาษีอย่างเดียว มีเรื่องอื่นๆ ประกอบด้วย โดยเชื่อว่าไทยจะไม่ได้รับผลกระทบสูงกว่าประเทศอื่น ทั้งนี้จะมีการสรุปข้อมูลที่ได้ประชุมกัน รวมถึงที่ได้หารือกับภาคเอกชน ในวันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม ว่ามีข้อเสนอยื่นเพิ่มเติมจากเดิมที่เคยเสนอสหรัฐ ฯ ไปแล้วเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมหรือไม่ หากจำเป็นก็พร้อมจะเดินทางไปพูดคุยเจรจาเป็นลำดับต่อไป #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ภาษีนำเข้า#สหรัฐอเมริกา#การค้าไทย#โดนัลด์ทรัมป์#เศรษฐกิจไทย#รัฐบาลแพทองธาร#ทักษิณชินวัตร#ภาษีทรัมป์#เศรษฐกิจทรุด
พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกรณีการปล่อยข่าวปลอม โดยอ้างว่า แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์สั่งถอนกำลัง ที่เคลื่อนย้ายมาแนวหน้ากลับทั้งหมด เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และความจริงใจอย่างถาวรว่า ขอแจ้งเตือนพี่น้องประชาชน หลังพบว่า มีการเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ ผ่านทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีการใช้คำพูดลักษณะบิดเบือนเจตนายั่วยุ ปลุกปั่น และสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนทั่วไป ไม่เป็นความจริง ถือว่าเป็นข่าวปลอมหรือ เฟกนิวส์ ขอบคุณภาพจาก FB:กองทัพภาคที่ 2 #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#กองทัพไทย#กองทัพภาคที่2#ชายแดนระอุ#พลโทบุญสินพาดกลาง#ความมั่นคง#ชายแดนไทยกัมพูชา
สิงคโปร์ในอีกครึ่งศตวรรษจะเป็นอย่างไร ช่วงวันหยุดยาว 10–13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศ.ดร. กนก วงษ์ตระหง่าน ได้เดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ พร้อมตั้งคำถามถึงอนาคตของประเทศเล็กแต่มีบทบาทสูงในภูมิภาคว่า “อีก 50 ปี สิงคโปร์จะเป็นอย่างไร” — คำตอบจากสิงคโปร์: ศูนย์กลางยุทธศาสตร์–เมืองใหม่–เน็ตซีโร่ คำตอบที่เขาได้รับ สะท้อนภาพของการเตรียมการล่วงหน้าในหลายมิติ ทั้งด้านยุทธศาสตร์ ภูมิอากาศ เมืองใหม่ และการค้าโลก โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้ 1. สิงคโปร์จะเป็นศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์ ที่สามารถปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงที่สลับซับซ้อนและรวดเร็วของสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองใหม่ 2. เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนและการฟื้นฟูจากภัยพิบัติที่มากับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ผ่านแผนสีเขียวปี 2030 และการบรรลุเป้าหมาย net zero emission ในปี 2050 รวมถึงการปกป้องชายฝั่งทะเลจากระดับน้ำทะเลขึ้นสูง ด้วยการลงทุน 100,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์ 3. สร้างเมืองใหม่ด้วยการถมทะเล ภายใต้โครงการ Greater Southern Waterfront เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย 6,250 ไร่ 4. ขยายการส่งออกอีก 1 ล้านล้านเหรียญสิงคโปร์ และการค้านอกประเทศอีก 2 ล้านล้านเหรียญสิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์เน้นว่า “ประชาชนสิงคโปร์ต้องเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนและได้รับประโยชน์” — มองกลับมาบ้านเรา: เมื่อเห็นภาพสิงคโปร์แล้วคิดถึงประเทศไทย หลังได้เห็นภาพอนาคตของสิงคโปร์ อาจารย์กนก ระบุในโพสต์ว่า “คำตอบที่ผมได้รับจากสิงคโปร์ ทำให้ผมอดคิดถึงบ้าน (ประเทศไทย) ไม่ได้” พร้อมสะท้อนสถานการณ์ในประเทศไทยในประเด็นต่าง ๆ เช่น • เรายังยุ่งกับการแก้ต่างในศาลรัฐธรรมนูญ • เรายังวางแผนชุมนุมประท้วง • เรายังมุ่งแย่งชิงอำนาจกันเอง • เรายังหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากงานที่ทำเป็นส่วนรวม • เรายังปล่อยให้ยาเสพติดขยายตลาดอย่างไม่หยุด • เรายังคงแก้ปัญหาด้วยสามัญสำนึก (ไม่มีความรู้) บนฐานของความคับแคบส่วนตัว • เรายังเชื่อคนรอบข้างโดยไม่เปิดตามองความเป็นจริงของปัญหา • และอื่น ๆ อีกมาก — “ขอบคุณสิงคโปร์ที่ทำให้ผมต้องคิดและทบทวน” ท้ายโพสต์ อาจารย์กนกระบุว่า “การออกไปนอกประเทศที่เปิดโอกาสได้เห็นสิ่งใหม่ และมองย้อนกลับไปดูบ้านตัวเอง มันช่วยให้เห็นภาพเปรียบเทียบที่เป็นประโยชน์มาก…ขอบคุณสิงคโปร์ที่เป็นตัวเปรียบเทียบให้ผมต้องคิดและทบทวน” —…
“ตร.อย่าหยุดแค่ก๊กอาน ต้องกล้าตรวจสอบสัมพันธ์ ‘เฮียตือ–คนในตระกูลชินวัตร’ ด้วย” —รังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” — โรมจี้ตรง ๆ: กล้าพอไหมจะตรวจสอบสายสัมพันธ์ “เฮียตือ–ชินวัตร” ในขณะที่ตำรวจไทยเร่งกวาดล้างเครือข่ายก๊กอาน—สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา ผู้ใกล้ชิดฮุน เซน และผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมข้ามชาติ—ด้วยการบุกค้น 20 จุด ยึดทรัพย์กว่า 1,100 ล้านบาท รังสิมันต์ โรมกลับโยนคำถามแรงกว่านั้นไปยังผู้มีอำนาจในไทย “โดยเฉพาะที่สัมพันธ์กับคนไทย เช่น ‘เฮียตือ’ ชื่อย่อ ส.เสือ…เป็นเจ้าของที่ดินติดปอยเปต ที่ผ่านมาแก๊งคอลฯ ใช้ที่ดังกล่าวผ่านไปยังปอยเปต จึงต้องเรียกสอบ อาจจะออกหมายเรียกก็ได้” โรมชี้ว่า มีความน่าสงสัยว่า “เฮียตือ” อาจจ่ายส่วยให้ก๊กอาน และที่สำคัญคือ “กรณีเฮียตืออาจมีสายสัมพันธ์กับบางคนในครอบครัวชินวัตรด้วย ขอให้ตำรวจตรวจสอบว่า ความสัมพันธ์นั้นแค่รู้จักเฉย ๆ หรือมากกว่านั้น” ประโยคนี้เองที่ทำให้คำสัมภาษณ์ของโรม กลายเป็นคำท้าทายตรงไปยังรัฐ ว่าจะกล้าเอาจริงกับคนในเครือข่ายตัวเองหรือไม่ เขายังบี้ไปที่ตำรวจให้ตรวจสอบคำพูดของฮุน เซน ที่ระบุ ทักษิณมีส่วนเกี่ยวพันกับก๊กอานว่าเป็นจริงหรือไม่ โดยให้ตรวจสอบเส้นเงิน — ถามกลับ: ถ้าไม่มีคลิปหลุดฮุน เซน–แพทองธาร ตำรวจจะลุกไหม? โรมตั้งข้อสังเกตถึงจังหวะเวลาเปิดปฏิบัติการ ว่าอาจไม่ได้มาจากนโยบายปราบปราม แต่เป็นผลจากแรงสะเทือนทางการเมือง “เป็นการเอาคืนหลังคลิปหลุดหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร…ถ้ามันทำให้ตระหนักเรื่องภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แล้วลงมือปราบจริง ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี” เขาย้ำว่า หากมองข้ามถ้อยคำในคลิปของแพทองธารที่แย่มาก ๆ แพทองธารก็อาจมองได้ว่าเป็นเหยื่อของขบวนการแบล็กเมล์แบบเดียวกับประชาชนอีกมากมาย ซึ่งนั่นอาจทำให้รัฐบาลเริ่มเข้าใจปัญหามากขึ้น — แค่ก๊กอานไม่พอ ต้องถึง “ไทยเทา” โรมขยายประเด็นว่า ขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์ไม่ได้ทำงานลอย ๆ ข้ามประเทศ หากแต่มีเครือข่าย “ไทยเทา” ที่เกี่ยวพันอยู่ลึกและแนบแน่นกับการเติบโตของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “ในความเป็นจริง แก๊งคอลฯ ไม่สามารถเติบโตได้ขนาดนี้ถ้าไทยเทาไม่เอาด้วย” เขาเตือนว่า ปัญหาคือ เจ้าหน้าที่ไทยยังไม่กล้าแตะพอถึงไทยเทาเป็นใบ้กันหมด จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการตัดไฟและอินเทอร์เน็ต มีแต่กัมพูชาตัดเอง สะท้อนว่าไม่เอาจริงเอาจัง “ถ้าเป็นกัมพูชาก็จัดการได้ เพราะไม่ได้สัมผัสโดยตรง…แต่พอเจอไทยเทาก็เป็นใบ้กันหมด” — แค่ฉ้อโกงไม่พอ ต้องดำเนินคดีถึง “ค้ามนุษย์” ประเด็นสำคัญอีกเรื่องที่โรมเน้นย้ำคือ การตั้งข้อหาเรื่องค้ามนุษย์…
