Author: Writer Publisher

สมชาย สะกิดแรง ทีมกฎหมายอย่าแถ เทียบคดีประยุทธ์ไม่ได้—ถ้าศาลสั่งหยุด ต้องหยุดทุกตำแหน่ง สถานการณ์ทางกฎหมายของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าสู่จุดเปราะบาง เมื่อมีเสียงเตือนจาก สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ออกมา “ปิดเกม” แนวทางที่ทีมกฎหมายรัฐบาลอาจเตรียมใช้ เพื่อเปิดทางให้ “อุ๊งอิ๊งค์” ยังมีที่ยืนใน ครม. แม้ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ “ถ้าศาลรับคำร้อง 1 ก.ค. แล้วมีมติให้หยุดปฏิบัติหน้าที่… ไม่ใช่แค่เก้าอี้นายกฯ ที่ต้องหยุด แต่ต้องหยุด ทุกตำแหน่งในครม. ไปพร้อมกัน” — สมชาย แสวงการ เขาย้ำชัดว่า แนวทางให้แพทองธารควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อ “กันเหนียว” กรณีถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ แบบเดียวกับที่เคยเกิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2565 นั้น “ใช้ไม่ได้” เพราะเป็น “คนละกรณีกฎหมาย คนละมาตรา คนละบริบท” ⸻ ประยุทธ์หยุดได้แค่ “นายกฯ” เพราะตีความเรื่องวาระ 8 ปี แต่แพทองธาร โดน “จริยธรรมร้ายแรง – ขาดความซื่อสัตย์สุจริต” สมชายยกตัวอย่างชัดเจนว่า คำร้องกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นอิงมาตรา 158 ว่าด้วย “การดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี” ซึ่งรัฐธรรมนูญระบุเฉพาะ “ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งอื่น จึงยังคงหน้าที่เป็น รมว.กลาโหมได้ในระหว่างพิจารณา แต่กรณีของ แพทองธาร ถูกยื่นร้องตามมาตรา 160 (4)(5) เรื่อง “ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “ประพฤติผิดจริยธรรมร้ายแรง” จากคลิปเสียงสนทนากับผู้นำกัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อเกียรติภูมิของชาติและความมั่นคงของรัฐ “ถ้าโดนสั่งหยุด ต้องหยุดทั้งนายกฯ และ รมว.วัฒนธรรม อย่าเอาคดี 8 ปีของลุงตู่มาใช้เทียบ เพราะมันคนละโลก!” — สมชาย แสวงการ ⸻ ยื่นชื่อ “ตัวเอง” เป็น…

Read More

3 ยุค “ชินวัตร” กับการลุกฮือของมวลชน 2548–2568 เสียงขับไล่ดังขึ้นในทุกยุค เมื่อ “อำนาจ” สวนทางกับ “ประชาชน” 2548 — ม็อบพันธมิตรฯ จุดชนวนคำว่า “ทุจริตเชิงนโยบาย” 2557 — ม็อบ กปปส. จุดไฟต่อต้าน “นิรโทษกรรมสุดซอย” 2568 — ม็อบอนุสาวรีย์ชัยฯ เรียกร้องหยุด “สมคบต่างชาติ ทำลายอธิปไตย” คำถามคือ… ทำไม “ตระกูลเดียวกัน” ถึงต้องเผชิญเสียงขับไล่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า? ——— ความชอบธรรมทางอำนาจไม่ได้วัดจากแค่เสียงสส. หากเป็นพรรคเพื่อไทยหรือผู้สนับสนุนคงประสานเสียงบอก “ถูกกลั่นแกล้ง” มีแต่เจ้าเก่าขาประจำที่คอยตอกลิ่ม แต่เพราะคิดเช่นนี้เอง ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาทั้งทักษิณและลิ่วล้อจึงไม่เคยถอดบทเรียนได้อย่างจริงจังว่า — เหตุใด “ประชาชน” ถึงลุกฮือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ผู้นำแต่ละยุคได้อำนาจมาจาก “การเลือกตั้ง”? คำตอบอาจอยู่ตรงนี้: ความชอบธรรมจากประชาชน ไม่ได้วัดเพียงคะแนนเสียง — แต่วัดจากใช้อำนาจในฐานะ “ตัวแทนปวงชนชาวไทย” ด้วย ⸻ ยุคแรก: 2548 — “ทุจริตเชิงนโยบาย” วันนั้น คนไทยเพิ่งรู้จักคำนี้เป็นครั้งแรก “ทุจริตเชิงนโยบาย” ไม่ใช่การยัดเงินใต้โต๊ะ แต่ความเสียหายมากกว่านั้น จากการใช้เสียงข้างมากผลักดันนโยบายเอื้อตัวเอง เปลี่ยนรัฐเป็นบริษัท เปลี่ยนฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมายเอื้อธุรกิจ เปลี่ยนประชาธิปไตยเป็นประชานิยม เปลี่ยนนโยบายเพื่อชาติ เป็นนโยบายเพื่อทุน! ม็อบเสื้อเหลืองไม่ทน “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ก่อตัว ท้องถนนกลายเป็นที่ตั้งคำถามต่อ “อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง” และมวลชนเริ่มสวนกลับว่า เลือกตั้งไม่เท่ากับความชอบธรรม ที่จะทำอะไรก็ได้ โดยไม่เห็นหัวประชาชน บริบทแห่งการต่อสู้ในขณะนั้น…ไม่ใช่แค่การแสดงให้ผู้มีอำนาจเห็นว่า อำนาจต้องมาพร้อมความชอบธรรมในการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดปะทะระหว่างมุมมอง “ประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง” กับ “ประชาธิปไตยที่มีจริยธรรมและคุณธรรมกำกับ” ด้วย เสียงขับไล่ดังกระหึ่ม ทักษิณยุบสภา แต่ความขัดแย้งยังคุกรุ่น ก่อนสิ้นสุดลงด้วยการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ⸻ ยุคสอง: 2557 — “นิรโทษกรรมสุดซอย” จุดไฟกลางถนน เกือบสิบปีต่อมา ตระกูลเดิมกลับมาครองอำนาจ…

Read More

เพจเฟซบุ๊กของ “ฮุน มาเนต” โพสต์เรื่องนี้ พร้อมหนังสือทางการไทยที่ลงนามโดยผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา โดยระบุว่าเช้าวันนี้ ( 29 มิถุนายน 2568) เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้รับหนังสือจากฝั่งไทยในจังหวัดสระแก้ว ขอเปิดประตูชายแดนกัมพูชา-ไทยบางส่วน และให้รถบรรทุกเข้า-ออก เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการดํารงชีพของประชาชน ก่อนที่ “ฮุน มาเนต” จะยืนยันว่ากัมพูชาเข้าใจความยากลําบากของทั้งชาวกัมพูชาและชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากการปิดชายแดน จึงไม่ใช้มาตรการปิดชายแดนก่อน แต่กองทัพไทยเริ่มปิดประตูชายแดน ปรับเวลาปิด-เปิด และกําหนดมาตรการเดินทางเข้า-ออกด่าน ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2568 รวมถึงปรับเปลี่ยนเวลาปิดด่านบางแห่งภายใต้เหตุผลด้านความปลอดภัย เขายังย้ำว่าหากฝั่งไทยเริ่มเปิดชายแดนเหมือนก่อนวันที่ 7 มิถุนายน กัมพูชาจะเปิดประตูชายแดนกัมพูชาที่ยาว 5 ชั่วโมงหลังจากนั้น “กุญแจอยู่ในมือฝั่งไทย หากประชาชนชาวไทยประสงค์จะเปิดประตูชายแดนกัมพูชา-ไทยอีกครั้ง ไม่จําเป็นต้องแนะนำกัมพูชา โปรดแนะนําผู้ที่มีอํานาจจริงในประเทศไทย (ไม่ว่าทหารหรือใครก็ตาม) ให้เปิดประตูชายแดนอีกครั้งให้ปกติเหมือนเดิม 7 มิถุนายน 2568 ทุกอย่างจะกลับไปเป็นปกติ” สำหรับหนังสือที่ “ฮุน มาเนต” อ้างถึงเป็นเรื่องการขอผ่อนผันให้รถขนส่งสินค้าไทยข้ามไปยังกัมพูชา โดยอ้างถึงการหารือกับนายกรัฐมนตรี เรื่องผลกระทบมาตรการควบคุมด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยจึงให้ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการให้ผ่านเข้า-ออก ณ จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา และจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน ไม่เกิน 50 คันต่อวัน ในเวลา 8-16 นาฬิกา ส่นจุดผ่อนปรนการค้าบ้านหนองปรือวันละไม่เกิน 20 คนต่อวัน โดยให้หน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน ก่อนที่หนังสือฉบับนี้จะส่งถึงฝั่งกัมพูชา #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#แพทองธารชินวัตร#รัฐบาลแพทองธาร#ชายแดนไทยกัมพูชา#ฮุนเซน#ปิดด่านไทยกัมพูชา#กองกำลังบูรพา#ฮุนมาเนต

Read More

เป็นจุดยืนของพรรคประชาชนต่อการชุมนุมของ “คณะรวมพลังแผ่นดิน” ที่มองการปราศรัยของแกนนำบางคนบนเวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวาน มีเนื้อหาที่เปิดทางให้กับการรัฐประหาร รวมถึงปลุกปั่นกระแสชาตินิยมที่เกินเลยขอบเขต จึงขอประณามการสร้างความชอบธรรมให้กับการรัฐประหาร ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง พร้อมเรียกร้องประชาชนที่สนับสนุนการชุมนุมด้วยความไม่พอใจต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ถอนตัวจากการสนับสนุนคณะรวมพลังแผ่นดิน ที่มีแกนนำบางคนมีเจตนาสนับสนุนการรัฐประหารและการแทรกแซงการเมืองด้วยวิถีทางนอกประชาธิปไตย เพราะมีบทเรียนว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศชาติและประชาชนบอบช้ำเสียหายอย่างไม่อาจประเมินได้จากการรัฐประหาร 2 ครั้ง และปัญหาการเมืองไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิถีทางนอกประชาธิปไตย และยังซ้ำเติมปัญหาการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล การคอรัปชัน กระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว และการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องและกลุ่มทุนผูกขาด พรรคประชาชนเห็นว่า ต้องไม่ยินยอมให้ใครฉวยโอกาสเอาความผิดพลาดล้มเหลวของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล มาเปิดทางให้กับการรัฐประหารหรือการแก้ปัญหาการเมืองด้วยวิถีทางที่ขัดต่อประชาธิปไตยอีก ซึ่งมีแต่จะก่อวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันทางออกจากวิกฤตในขณะนี้ที่ดีที่สุด คือการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้แก่ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของบ้านเมืองด้วยตนเอง #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#แพทองธาร#รัฐบาลแพทองธาร#ม็อบ28มิย68#พรรคร่วมฯถอนตัว#ยุบสภา#สนธิลิ้มทองกุล#พรรคประชาชน#กลุ่มรวมพลังปแป้องอธิปไตย

Read More

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี โพสต์ถึงการชุมนุมของกลุ่มรวมพลังปกป้องอธิปไตยที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวานนี้ว่า เป็นไปตามคาดคนร่วมเยอะกว่าทุกครั้ง เห็นความเคลื่อนไหวเชิงเครือข่าย และการทำงานแนวร่วม รวมทั้งกลุ่มพลังทางสังคมต่างๆ และเมื่อเริ่มนับหนึ่งและเดินต่อแน่ๆ อีกไม่นานจะเห็นภาพพรรคการเมืองชัดขึ้น นายณัฐวุฒิบอกว่า ข้อเรียกร้องและเนื้อหาการปราศรัยทำให้เห็นจุดหมาย แต่น่ากังวลเรื่องปลายทาง เพราะไม่ใช่การมีรัฐบาลใหม่ในสภาชุดนี้ ถ้านายกฯ ลาออก พรรคเพื่อไทยยังมีแคนดิเดตนายกฯ อีกคนคือนายชัยเกษม นิติสิริ เชื่อว่าแกนนำก็ไม่ยอมรับ การชุมนุมต่อต้านยังมีต่อ และมีหลายข้อเสนอจากแกนนำ เช่นพูดถึงทหาร การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ “สัญญาณแบบนี้ปลายทางไม่ใช่วิถีประชาธิปไตย แต่เป็นการโยนโจทย์สำคัญสู่สังคมไทย ว่ากลุ่มนี้ทำทางยึดอำนาจมาแล้ว 2 รอบ สนใจทำแฮททริคหรือไม่” นายณัฐวุฒิบอกการยุบสภาไม่ใช่ทางออก โดยย้อนให้เห็นช่วงรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ของนายทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยุบสภา แต่ก็ไม่จบกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่ม กปปส. เคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลรักษาการณ์ ก่อนนำไปสู่การยึดอำนาจ 2 ครั้ง และเห็นว่าการปราศรัยและดูองค์ประกอบการชุมนุม มันให้ความรู้สึกคล้ายวันเหล่านั้น พร้อมระบุไม่เคยคิดว่าคนที่มาชุมนุมเป็นปฏิปักษ์ และไม่เชื่อว่าจะไปไกลถึงขั้นเห็นด้วยกับรัฐประหารทั้งหมด ในรอบกว่า 20 ปีที่ผ่านมา กลุ่มพลังที่เรียกร้องรัฐประหารไม่เคยเป็นอันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง จะกล่าวอ้างว่าเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ไม่ได้ “มีคนบอกว่าช้าไปจะถูกยึด ต้องยืนหลักให้ชัดว่ารัฐประหารคือวิธีการนอกระบบ ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ให้เกิดขึ้น เที่ยวนี้ถ้าจะยึดก็ให้ยึดทั้งที่ยังเป็นรัฐบาลเต็มตัวไม่ใช่รักษาการณ์ ผมว่าจะยึดยากกว่าถ้าเทียบกับ 2 ครั้งที่ผ่านมา” เขายังเรียกรร้องให้ช่วยกันรักษาหลักการประชาธิปไตย รักษาเสถียรภาพทางการเมือง ปกป้องอธิปไตยของประเทศ อายุขัยทางการเมืองของรัฐบาลนี้ก็ไม่เกิน 2 ปี หรืออาจจะเร็วกว่านั้น ให้กลไกประชาธิปไตยทำงานต่อไป พรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ถ้ายังหันหน้าเข้าหากันไม่ได้ก็ต้องเอาหลังพิงกัน ปฏิเสธอำนาจนอกระบบ ไม่ยอมรับการเคลื่อนไหวเพื่อเปิดทางให้รัฐประหาร เพื่อรักษาไว้ทั้งเอกราชและอำนาจประชาชน #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#แพทองธาร#รัฐบาลแพทองธาร#ม็อบ28มิย68#พรรคร่วมฯถอนตัว#ยุบสภา#สนธิลิ้มทองกุล#ณัฐวุฒิใสยเกื้อ

Read More

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นายจตุพร พรหมพันธุ์แกนนำแนวร่วมกลุ่ม “รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” ขึ้นเวทีปราศรัย พร้อมบทกลอนเปิดเวที: “รวมพลังหลั่งไหลดั่งสายธาร ปกป้องบ้านปกป้องเมืองของเราไว้ แผ่นดินไทยอธิปไตยคือหัวใจ ไม่ยอมให้มันผู้ใดรุกรานเรา” เขาระบุว่าแผ่นดินในรัชกาลที่สิบจะต้องไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และย้อนประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาที่ล่มสลายเพราะ “ไม่ได้จัดการคนขายชาติ” พร้อมเตือนว่า หากวันนี้คนไทยยังไม่ลุกขึ้นจัดการปัญหาเดียวกัน “จะไม่มีชาติให้หลงเหลือ” “บัดนี้โจรพายเรือให้โจรนั่ง” ซัดรัฐบาลตระบัดสัตย์-แบ่งเก้าอี้ไม่ฟังเสียงประชาชน จตุพรโจมตีรัฐบาลว่าปฏิเสธทุกข้อเรียกร้องของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการลาออก ยุบสภา หรือให้พรรคร่วมถอนตัว กลับแบ่งตำแหน่งกันอย่างแนบเนียน “เราบอกว่าพวกนี้พายเรือให้โจรนั่ง แต่วันนี้พิสูจน์แล้วว่าโจรพายเรือให้โจรนั่ง!” เขายังเย้ยการปรับ ครม. ที่นายกรัฐมนตรีนั่งควบ รมว.วัฒนธรรมว่าเป็นการเตรียมรับชะตากรรมทางกฎหมาย “เพราะคดีถึงตัวแล้ว”แต่ยังอยากนั่งในครม.ต่อ แฉคลิปหมิ่นสถาบันฯ มีจริง ให้เก็บข้าวของเตรียมหนีได้เลย จตุพรกล่าวถึงคลิปเสียงระหว่างแพทองธารกับฮุน เซน ว่าเป็นการ “ทำลายเกียรติภูมิประเทศ” “เสียงในคลิปคือผู้นำไทยตัดหัวแม่ทัพภาคสองบรรณาการฮุน เซน… ถ้าคลิปนี้ยังอยู่ อย่าว่าแต่แผ่นดิน แต่อากาศคุณก็ไม่มีสิทธิอยู่!” เขากล่าวต่อว่า คนไทยไม่ได้แตกแยกเพราะเขมรยุ แต่ “แตกแยกกับนายกฯ กับพ่อของนายกฯ และครม.” เขาระบุด้วยว่ามีผู้ได้ฟังคลิปที่ทักษิณหมิ่นพระมหากษัตริย์แล้ว บอกได้เลยว่าถ้าคนไทยได้ฟังคลิปนี้ “ไม่ใช่แค่ไม่มีแผ่นดินอยู่ อากาศก็ไม่มีสิทธิอยู่ เก็บข้าวของหนีไปได้เลย” เปิดแผน ครม.ร่วงทั้งกระดาน–แฉสัมพันธ์ทุนบ่อนกาสิโน จตุพรวิเคราะห์ต่อว่า หากศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ น.ส.แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 1 ก.ค. นายภูมิธรรม เวชยชัย จะรักษาการนายกรัฐมนตรี แต่จะเผชิญปัญหาเรื่อง “ฮั้ว ส.ว.” ต่อทันที “ถ้าป.ป.ช. ทำหน้าที่จริง ครม.–ส.ส.–ส.ว. จะปลิวทั้งกระดานด้วยมาตรา 144!” เขายังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณกับฮุน เซนว่าเคย “ตกลงแบ่งบ่อนกาสิโนและแหล่งพลังงานกันแบบ 50–50” ก่อนเกิดความขัดแย้ง นำไปสู่การเผยแพร่คลิปเสียง ย้อนอภิสิทธิ์ชน–วิจารณ์การกลับมาแบบลวงโลกของทักษิณ จตุพรกล่าวถึงกระบวนการรับโทษของทักษิณว่าเต็มไปด้วยอภิสิทธิ์ และประณามการถวายฎีกาว่าเป็นการ “ยอมรับผิดต่อพระเจ้าแผ่นดิน” แต่กลับปฏิเสธในภายหลังอ้างถูกยัดข้อหา “โกงพ่อมึงสิ” คนไทยจะยอมรับแบบนี้หรือ? “ก่อนหน้านี้มีคนตายให้คุณเพราะเชื่อว่าคุณถูกกลั่นแกล้ง… วันนี้คุณยอมรับกับพระเจ้าแผ่นดินว่าทำผิดจริง แล้วออกมาบอกสังคมว่าถูกยัดข้อหา? โกงพ่อมึงสิ!” จี้ประชาชนแข็งขืน–ประกาศชัยสมรภูมิใหม่เพื่อปกป้องอธิปไตย “เราไม่ได้มาชุมนุมที่ช่องบก เพราะเราคือแนวหลัง เราส่งหัวใจให้แนวหน้า กองทัพภาค 2…

Read More

วันที่ 28 มิถุนายน 2568 บนเวทีการชุมนุม “รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” ทนายนกเขา นิติธร ล้ำเหลือ ขึ้นปราศรัยด้วยถ้อยคำร้อนแรง เปิดฉากด้วยการย้ำเจตจำนงของประชาชนที่มาร่วมกันว่า “พวกเรามาเพื่อยืนยันว่า แผ่นดินนี้มีเจ้าของ!” เดือดกลางเวที! ฟาดคลิปเสียงแพทองธาร–ฮุน เซน “ตระกูลโกงชาติ” นิติธรกล่าวถึงคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีหญิงกับอดีตผู้นำกัมพูชาอย่างเผ็ดร้อน พร้อมโจมตีว่าเป็นการกระทำที่ไม่เพียงแค่ผิดพลาดทางการเมือง แต่คือการ “ขายชาติ” “แพทองธารคงไม่รู้ว่า บรรพบุรุษไทยไม่เคยมีกษัตริย์องค์ไหน ปู่ย่าคนใด อบรมลูกให้ขายชาติ… แต่ที่รู้คือ มึงขายชาติ และพ่อมึงก็โกงชาติ อามึงโกงชาวนา มึงอยู่ระดับต่ำสุดเพราะชาติ ตระกูลมึงคือตระกูลโกง!” เขาประกาศชัดว่า หากฝ่ายนั้นเป็นศัตรูกับชาติ ตนก็พร้อมเป็นศัตรูเช่นกัน “ถ้ามึงอยู่ตรงข้ามกับชาติ มึงกับกูคือศัตรูกัน รอบนี้พ่อมึงไม่รอดง่าย ๆ!” วิจารณ์การเมืองไทย–ทุนผูกขาดยึดประเทศ “เรายังมีอธิปไตยจริงหรือ?” ทนายนกเขาวิเคราะห์สถานการณ์เชิงโครงสร้าง โดยระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหาร ต่างก็ไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศชาติได้ เพราะกลุ่มอำนาจรัฐและทุนผูกขาดร่วมกัน “ยึดระบบ” ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และทรัพยากร “น้ำมันควรต้องถูก เกษตรกรต้องไม่จน ส่วนต่างดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ต่างกันพันเปอร์เซ็นต์ นักการเมืองก็ไม่แก้ รัฐประหารก็ไม่แก้!” เขาเน้นว่า ประชาชนตกเป็นเพียงเครื่องมือเข้าสู่อำนาจ ถูกกดขี่ หลอกลวง และตระบัดสัตย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เตือน “สามฉากหลังสงคราม” อย่าอยู่กับนักการเมืองชั่ว ในช่วงท้ายของการปราศรัย นิติธรชี้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคความขัดแย้งรุนแรง ทั้งทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยแบ่งออกเป็นสามช่วง: ก่อนเกิดสงครามใหญ่, ระหว่างสงครามใหญ่, และหลังสงครามใหญ่ “สามฉากนี้ เราจะอยู่กันยังไง ถ้ายังอยู่กับนักการเมืองชั่วและระบบแบบเดิม?” ศัตรูของชาติ ต้องไม่อยู่ในอำนาจ เขาระบุว่า วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่และถอดถอนนายกรัฐมนตรี เพราะเป็น “คนขายชาติ” และย้ำว่าหากไม่จัดการตอนนี้ ประเทศจะเดินสู่ความล่มสลาย “จะรอให้ประเทศชิบหายถึงไหน? พ่อมันอยู่ข้างนอกเป็นปี สร้างความเสียหายทั้งแผ่นดิน! ให้กำลังใจศาลฎีกาที่กำลังไต่สวนคดีชั้น 14” ตอกองค์กรอิสระ–กกต.–ศาลฯ “รู้แต่ไม่ตื่น เห็นแต่ไม่ทำ” นิติธรวิจารณ์ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญว่าล่าช้าในการดำเนินการกับนักการเมืองที่ใช้งบประมาณผิดตามมาตรา 144 และโจมตี กกต. ว่าปล่อยให้การโกงเลือกตั้งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา “เลือกตั้งทุกพื้นที่คนรู้หมดว่ามีโกง…

Read More

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 บนเวทีการชุมนุม “รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และนักกฎหมายอิสระ ขึ้นเวทีปราศรัยอย่างเผ็ดร้อน พร้อมเปิดฉากด้วยวลีที่เรียกเสียงฮือฮาทั่วพื้นที่: “เอาพ่อติดคุก เอาลูกออกไป! อุ๊งอิ๊งค์มีความรับผิดชอบแต่ไม่มีอำนาจ…จุดชิบหายอยู่ตรงนี้” จุดจบระบอบทักษิณ – ระบบที่ไม่มีคำว่าไว้วางใจ แก้วสรรกล่าวถึงภาวะอัปลักษณ์ของโครงสร้างอำนาจในระบบการเมืองไทย พร้อมย้ำว่า การต่อสู้ในครั้งนี้ต้องนำไปสู่ จุดจบของระบอบทักษิณ “พ่อติดคุก ลูกออกไป! อย่าให้บ้านเมืองนี้มีแค่คนชุมนุมเหนื่อยอยู่ข้างถนน ” จวกองค์กรอิสระ-ศาลรัฐธรรมนูญ “อย่าทำตัวเป็นของตกแต่งระบอบ” ในช่วงหนึ่งของการปราศรัย แก้วสรรพาดพิงถึงองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ ป.ป.ช. และ กกต. ว่าไม่ได้ทำหน้าที่ตามบทบาทที่ประชาชนฝากไว้ “กกต.ตอนนี้คือ กูเกาตูด ไม่ได้ทำอะไรเลย… ป.ป.ช.คดีชั้น 14 จะลากกันไปถึงไหน?” เขาเรียกร้องให้ ศาลรัฐธรรมนูญ กล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในคดีจริยธรรมร้ายแรงของนายกรัฐมนตรี โดยเชื่อว่าศาลจะรับคำร้องในวันที่ 1 ก.ค.นี้ และอาจมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามมา “มีนะในศาลฎีกากลัวจะถูกโยงเมีส่วนร่วมในนิติสงคราม ศาลฯ อย่าเข่าอ่อน บ้านเมืองจะชิบหายหมดแล้ว ต้องยืนขึ้นมา” ฟาดคลิปเสียง-จี้นายกฯ ลาออก “ขอโทษไม่พอ ต้องรับผิด” แก้วสรรยืนยันว่าเนื้อหาในคลิปเสียงที่เผยแพร่ต่อสาธารณะชัดเจนว่าส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติ แต่ผู้นำรัฐบาลกลับพูดเพียง “ขออภัย” และไม่ยอมลาออก “อันนี้ทำเห…ต้องขอโทษ ไม่ใช่ขออภัย แล้วลาออกไป บ้านเมืองอื่นถ้านายกฯ ทำแบบนี้ เขาไปแล้ว!” “พรรคการเมืองอย่าผิดต่อความไว้วางใจของกู ด้วยการไปไว้วางใจคนที่ผิดต่อความไว้วางใจของชาติ! พรรคร่วมรัฐบาลต้องถอนตัวทันที” เทียบเขมร-ไทย: เผด็จการสองฝั่ง แต่ของไทย “โง่กว่า” แก้วสรรกล่าวถึงสถานการณ์ในกัมพูชา โดยยกกรณี ระบอบฮุน เซน ที่สืบทอดอำนาจผ่านครอบครัวและการควบคุมทุกสถาบัน ก่อนเปรียบเทียบอย่างเจ็บแสบกับผู้นำไทย “คนเขมรกับเราน่าเห็นใจเหมือนกัน ได้ผู้ปกครองที่เห…เหมือนกัน แต่น่าเห็นใจคนไทยที่ผู้นำของเราโง่กว่า!” ทางแยกของชาติ – หรือถึงเวลาต้องตัดไฟทั้งต้นลม แก้วสรรเตือนว่า หากไทยยังปล่อยให้ความอ่อนแอในบ้านลุกลามไปเรื่อย ๆ ประเทศจะไม่รอด “มึงอย่าข้ามหัวกู เขมรทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเราไม่สามารถเอาความโง่ในบ้านเราออกไป!” พร้อมตะโกนปิดท้ายปลุกมวลชนทั่วลานอนุสาวรีย์: “พ่อติดคุก ลูกออกไป ๆ ๆ ๆ…

Read More

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่เวทีการชุมนุม “รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตโฆษกพันธมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีปราศรัย เริ่มต้นด้วยการฉายภาพแผนที่ประเทศไทยในอดีตก่อนสูญเสียดินแดน โดยย้ำว่าไทยเคย “เสียแผ่นดินมากกว่าที่เหลืออยู่” ปลุกสำนึกรักษาอธิปไตย – “ดินแดนที่บรรพบุรุษแลกด้วยเลือด” “หลังจากเราสูญเสียดินแดนไปถึง 15 ครั้ง พวกเราทุกคนต้องไม่ลืมว่า บรรพบุรุษได้พลีชีพเพื่อรักษาแผ่นดินนี้ไว้ วันนี้ภารกิจนั้นตกอยู่ที่เรา” เขาเสนอว่า หากกัมพูชายังคงยืนยันจะนำข้อพิพาทขึ้นศาลโลก ไทยก็ควรใช้สิทธิทวงคืนพื้นที่สำคัญที่เคยเป็นของไทยกลับมา “ถ้ากัมพูชาอยากขึ้นศาลโลก ผมเสนอให้ไทยขึ้นศาลโลกเพื่อทวงคืนพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณกลับคืนมาให้คนไทยอีกครั้ง” ไม่ต้องปักปัน แค่ปักหลัก – ขอให้ทหารยืนหยัดบนสันปันน้ำ ปานเทพย้ำถึงหลักการทางภูมิศาสตร์ที่ไทยควรยึดถือในการป้องกันดินแดน ว่าควรใช้ “สันปันน้ำ” เป็นเกณฑ์สำคัญในการยืนยันเขตแดน และไม่จำเป็นต้องหลงกลทางการทูตที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ “อย่าให้ใครมาหลอกว่าต้องเอ็มโอยู ต้องเจบีซี ต้องปักปันเขตแดน เราไม่ต้องปักอะไรทั้งนั้น แค่ยึดสันปันน้ำไว้ ถ้าใครรุกขึ้นหน้าผาเมื่อไหร่ ไล่ไปอย่างเดียว!” จี้ถอนตัวจากรัฐบาล-ยกเลิกข้อตกลงที่ทำไทยเสียเปรียบ ปานเทพยังกล่าวเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวทันที หากรัฐบาลยังมีความเกี่ยวข้องหรือผลประโยชน์กับกัมพูชา พร้อมเสนอให้ยกเลิกข้อตกลงที่เขาเห็นว่าเป็นการลดทอนอธิปไตยของไทย “คนที่จะมาเป็นรัฐบาลต้องไม่มีผลประโยชน์กับกัมพูชา พรรคร่วมรัฐบาลต้องถอนตัวทันที และต้องยกเลิก MOU 43, 44 รวมถึง JC ปี 2544” นอกจากนี้ เขายังเสนอให้รัฐบาลไทย “ปิดด่าน” ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา “ปิดด่านที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำเหมือนเมียนมาร์ ทำให้เด็ดขาด” #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#แพทองธาร#รัฐบาลแพทองธาร#ม็อบ28มิย68#ปานเทพพัวพงษ์พันธุ์

Read More

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นายสนธิ ลิ้มทองกุลผู้ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในรอบ 17 ปี โดยกล่าวว่า การขึ้นเวทีครั้งนี้เป็น “การสู้ครั้งสุดท้ายในชีวิต” และประกาศว่าไม่มีทาง “เสมอ” ในการต่อสู้ครั้งนี้ “มีแต่ได้กับเสีย ไม่มีเจ๊า และเราต้องได้… กูต้องได้ กูต้องไม่เสีย” ย้อน 20 ปีพันธมิตรฯ ถึงวันนี้ – “อุ๊งอิ๊งค์ยับเยิน” แต่ระบบยังเน่า สนธิกล่าวถึงการต่อสู้ตั้งแต่ปี 2548 ในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยบอกว่าในวัย 78 ปี วันนี้คือการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของตน พร้อมจวกการเมืองไทยว่า “เป็นระบบเห… ๆ” ที่เปลี่ยนแค่นักการเมืองหน้าเก่าเป็นหน้าใหม่ที่ไม่ต่างกัน “เราไล่อุ๊งอิ๊งค์ไปก็มีตัวเห…มาแทน เพราะเป็นระบบเห… ๆ ประชาธิปไตยของไทยมีแค่สี่วินาทีตอนหย่อนบัตร แล้วคนไทยต้องเป็นหนี้กันทั่วประเทศ” จวกแบงก์-รัฐเอื้อทุนใหญ่ – คนรวยใช้การเมืองซื้อหนี้ในราคาถูก สนธิกล่าวโจมตีระบบเศรษฐกิจที่ “เอื้อประโยชน์ให้คนรวยหรือมีเส้นสายทางการเมือง” โดยระบุว่ามีการรวมหนี้เสียให้รัฐเข้าไปซื้อจากธนาคาร และมีนักการเมืองบางคนได้ประโยชน์จากการซื้อหนี้ในราคาต่ำแล้วตามเก็บจากประชาชน “ระบบการเมืองเอื้อให้คนรวย รวยเอา ๆ บนความพินาศฉิบหายของประชาชน นี่หรือคือประชาธิปไตย?ถ้ามีประชาธิปไตยแล้วคนไทยต้องล้มละลาย ไม่ต้องมี” ไม่ยุรัฐประหาร แต่ขอ “อย่าเอาพล.อ.กลับมาบริหารอีก” สนธิกล่าวถึงข้อกล่าวหาว่ายุทหารปฏิวัติ โดยยืนยันว่าไม่เคยยุ และไม่เคยรู้ล่วงหน้าเมื่อเกิดรัฐประหาร แต่แสดงจุดยืนชัดว่า หากจะมีการเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ควรย้อนกลับไปใช้ “พล.อ.” เป็นผู้นำประเทศอีก “ผมไม่ได้ยุให้ทหารปฏิวัติ เขาปฏิวัติก็ไม่เคยบอกผม แต่ถ้าทำแบบนั้น สาธุ ขออย่างเดียว อย่าเอาพล.อ.มาบริหารบ้านเมืองอีก” จวกเขมร “ลิ้นสองแฉก” – ไม่ยอมรับแผนที่ 1:200,000 สนธิวิจารณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างรุนแรง พร้อมยกปมข้อพิพาท “เขาพระวิหาร” และแผนที่ 1:200,000 ว่าไม่สมควรยอมรับ โดยกล่าวหาว่าผู้นำไทยอ่อนแอ และปล่อยให้ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศใช้แผนที่ผิดมาตรฐาน “ตั้งแต่เราคบเขมรมาเราเคยมีอะไรที่ดีบ้าง มีแต่มันกะล่อน โกงเรา… เขาพระวิหารอยู่บนชะง่อนผา เขมรอยู่ข้างล่าง จะเป็นของเขมรได้ยังไง?” “แผนที่หนึ่งต่อสองแสนเกิดขึ้นมาได้ยังไง ในเมื่อทหารยืนยันหนึ่งต่อห้าหมื่น แล้วทำไมกระทรวงการต่างประเทศใช้หนึ่งต่อสองแสนกับไทย? ข้าราชการ กต.ที่ยืนยันแบบนี้คือคนทรยศ!” ตอบโต้ฮุน เซน –…

Read More