- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
เพจดัง CSI LA โพสต์แฉแบบไม่ไว้หน้า ปมกระแสโซเชียลเขมรปั่นว่า “ไทยยึดดินแดน – ต้องเตรียมรบ!” ว่าเป็นแค่มุกเบี่ยงเบนความจริง เพื่อกลบ “แผลใหญ่ระดับโลก” ที่สหรัฐฯ เพิ่งเปิดโปง เรื่องจริงที่เขาไม่อยากให้รู้: • กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพิ่งประกาศ แบล็กลิสต์ Huione Group บริษัทของ Hun To หลานชาย ฮุน เซ็น • ฐานเป็นเครือข่ายฟอกเงินมูลค่ากว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ • ใช้ช่วยเหลือแก๊งหลอกลวงออนไลน์, เว็บพนันผิดกฎหมาย และแม้แต่แฮกเกอร์เกาหลีเหนือ แทนที่จะสอบสวน–ปราบโกง–ล้างประเทศ… เขมรกลับทำอะไร? • เลือก “ปลุกกระแสชาตินิยมปลอม ๆ” • สร้างศัตรูสมมติว่าถูกไทย “รุกล้ำอธิปไตย” • เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน CSI LA สรุปแรง: “ประเทศไหนที่ต้องใช้คำว่า ‘ศักดิ์ศรี’ กลบ ‘ความเน่าใน’ ก็คือรัฐที่กำลังหมดทาง และใกล้ล้มไม่เป็นท่า” ฝากถึงคนไทย: อย่าตกเป็นเหยื่อของสงครามข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อกระแส “เขมรจะรบไทย” เพราะบางที… ศัตรูที่แท้จริง อาจไม่ได้ถือปืน แต่อยู่ในวงจร ฟอกเงิน – พนัน – ยาเสพติด – โอนเงิน Scammer #JBC#ศาลโลก#ชายแดนไทยเขมร#ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#กองทัพไทย#รัฐบาลแพทองธาร#ฟอกเงิน#หลานฮุนเซน
พล.ต. ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความแสดงจุดยืนเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ระบุหมายเหตุ 5 ข้อ ที่กล่าวถึงเนื้อหาของข้อตกลง MOU43 และกลไก JBC (คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา) พร้อมทิ้งท้ายด้วยข้อความที่แรงและชัดเจนว่า: “กัมพูชา เป็นเด็กที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม ไม่ต้องมีข้อตกลงใดๆดีไหม เอาให้เละก่อนโต” ในโพสต์ดังกล่าวได้แยกเนื้อหาหลักและหมายเหตุประกอบแต่ละข้อไว้ ดังนี้: ⸻ 1. เจตนารมณ์แห่งมิตรภาพ “รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และราชอาณาจักรกัมพูชา เชื่อว่าการปักปันเขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรทั้งสอง จะช่วยระงับความขัดแย้งตามชายแดนที่เกิดจากปัญหาเขตแดน และจะกระชับความสัมพันธ์ฉันมิตรที่มีอยู่ระหว่างประเทศทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเอื้ออำนวยต่อความร่วมมือของประชาชนของประเทศทั้งสอง” หมายเหตุ: เจตนาที่ดี? ⸻ 2. กลไก JBC เพื่อการเจรจา “ด้วยปรารถนาที่ดีของทั้งสองประเทศ จึงได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ขึ้นในปี พ.ศ.2540 เพื่อเป็นกลไกหลักในการเจรจาการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา” หมายเหตุ: ตามหลักสากลและประเทศที่เจริญทางความคิด? ⸻ 3. บันทึกความเข้าใจ MOU43 “ต่อมาได้จัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลทั้งสอง ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกในปี พ.ศ.2543 (MOU43) เพื่อเป็นกรอบ และกลไกในการปฏิบัติงานของทั้งสองฝ่าย มีอำนาจหน้าที่ในข้อ 3(1)(จ) ระบุว่า ‘จัดทำแผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบกที่ได้สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกแล้ว’” หมายเหตุ: ถ้าตีความก็คงหมายถึง ให้ได้แผนที่ใหม่และหลักเขตแดนทางบกที่ลากตามสันปันน้ำที่ถูกต้องตามที่ระบุในสนธิสัญญา อนุสัญญา ที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย? ⸻ 4. ห้ามเปลี่ยนสภาพพื้นที่ – แต่ใครละเมิด? “MOU43 ข้อ 5 ระบุว่า ‘เพื่ออำนวยความสะดวกให้การสำรวจตลอดแนวเขตแดนทางบกร่วมกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล ทั้งสองฝ่ายจะงดเว้นการดำเนินการใดๆที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน’” หมายเหตุ: ตั้งแต่มี MOU43 ฝ่ายกัมพูชาละเมิดโดยสร้างกาสิโน สร้างอาคารสิ่งปลูกสร้าง ตัดเส้นทาง ปลูกพืชไร่ กว่า 600 ครั้ง ฝ่ายไทยประท้วงให้แก้ไขแต่ได้รับความร่วมมือน้อยมาก ล่าสุดเผาศาลาตรีมุข นำกำลังเข้าขุดคูเลทล้ำอธิปไตยของไทย เราเจรจาก็ไม่ยอมถอน นำมาซึ่งการปะทะ ท้ายสุดกดดันทุกทางกว่าจะถอนกำลังออกไป เพื่อนบ้านที่ดีควรทำหรือไม่? ⸻ 5. ทำไมถึงต้องฟ้องศาลโลก? “MOU43 ข้อ 8 ระบุว่า ‘ให้ระงับข้อพิพาทใดๆที่เกิดขึ้นจากการตีความหรือการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา’”…
รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ 10 ข้อแนะนำหลังกัมพูชาส่งหนังสือถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เริ่มจาก 1. คนไทยควรทำจิตใจให้เข้มแข็ง เข้าใจสภาพความเป็นจริงชายแดนไทยเกือบ 800 กิโลเมตร มีความขัดแย้ง 4 จุด อย่าให้ 4 จุดกลายเป็นความเกลียดชังกัน และเข้าใจว่านี่คือผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มอำนาจการเมืองในกรุงเทพฯ กับพนมเปญ ขณะที่คนไทย-กัมพูชามีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตลอด 2. คนไทยต้องศึกษาข้อมูลให้มาก อย่าให้ใครมาชี้นำ ทั้งเอกสาร MOU 2543, MOU 2544 , คำตัดสินกรณีเขาพระวิหาร (ทั้ง 2 รอบ) แผนที่ 1:200000 ระวางดงรัก, และ แผนที่ 1:50000 3.เป้าหมายสำคัญ ของไทยและกัมพูชา คือการสร้างชายแดนให้เป็นจุดเชื่อมโยงแห่งโอกาสในการพัฒนาทุกๆ ด้าน ยึดเอาประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นหลัก อย่าละทิ้งโอกาสเพราะนักการเมืองชั่วๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันของเครือญาติครอบครัว 4. ตั้งศูนย์เฉพาะกิจของสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. เป็นเสมือน War room ติดตามสถานการณ์ วางยุทธศาสตร์ยุทธวิธี และสื่อสาจากจุดเดียวให้คนไทย และประชาคมโลกเข้าใจถูกต้องตรงกัน แบบช่วงการระบาดโควิด ผ่านช่องทางที่เป็นทางการเพื่อป้องกันความสับสน 5. ต้องยืนยันเป็นเอกสารอย่างชัดเจนว่าไม่ยอมรับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ICJ ในทุกวาระ 6. ต้องแสดงหลักฐานว่ามีกลไกระงับข้อพิพาทอยู่แล้วนั่นคือ MOU2543 ดังนั้นสิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาทำเสียมารยาท กลับ รละเมิดเสียเองโดยการนำเรื่องขึ้นสู่ ICJ 7. ต้องแสดงหลักฐานทั้งหมด ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาเขมร ของการละเมิด MOU 2543 มาแล้วกว่า 400 ครั้งในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้การสำรวจตลอดแนวเขตแดนทางบกร่วมกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล 8. ให้ทุนการศึกษานักเรียนที่เก่งที่สุดในทุกระดับจากกัมพูชามาเรียนหนังสือในไทย , สนับสนุนงานวิจัย การพัฒนาร่วมกันของไทย-กัมพูชา , ส่งเสริมให้เอกชนไทยไปลงทุนในกัมพูชา…
“กัมพูชาเขาถ่วงเราซ้อนแผนเรา… ส่วนเราไม่ได้แค่เดินตามเกมเขา แต่ยังวนอยู่กับเกมเก่าของตัวเอง” ไทยติดกับดัก JBC – กัมพูชาเดินเกมศาลโลก รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ วิเคราะห์กับ The Publisher ว่า แม้ไทยกับกัมพูชาจะเดินหน้าประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) แต่แท้จริงแล้ว “ไทยได้ประโยชน์น้อยมาก” เพราะขณะที่ไทยคุยตามกรอบเดิม กัมพูชากลับยกระดับข้อพิพาท 4 จุดขึ้นศาลโลก “เราไม่มีข้อเสนอใหม่ ไม่มีคำอธิบายชัดว่า 28 พ.ค.ที่ช่องบกเกิดอะไรขึ้น กลายเป็นแค่ข้ออ้างไปชี้แจงว่าเราไม่ได้รุกรานเขา… ซึ่งเขาเองก็ไม่กล้าทำลายกรอบ JBC แต่ก็เดินเกมศาลโลกคู่ขนานไปเรียบร้อย” —– ชนะทุกทาง–ไทยไม่มีแต้ม อาจารย์ปณิธานชี้ว่า การประชุม JBC รอบล่าสุด ไทยไม่ได้เสนอสิ่งใดใหม่ ขณะที่กัมพูชาได้หลายแต้มพร้อมกัน ทั้งใช้ JBC กดไทยในทางการเมืองระหว่างประเทศ เดินหน้าในศาลโลก และกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธก่อน “เขาได้คุย JBC กับไทย ได้ไปศาลโลก ได้กล่าวหาเรา แต่เรายังไม่สามารถชี้แจงอะไรกับนานาชาติได้เลย” —– เสี่ยงถูกลากเข้าสหประชาชาติ แม้ไทยจะประกาศไม่รับอำนาจศาลโลก แต่กัมพูชาอาจยื่นเรื่องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อบีบให้ไทยเข้าร่วม หรือให้มีมติประณาม “แม้อาจมีชาติมหาอำนาจวีโต้ แต่เขาก็สะสมแต้มระหว่างทาง ส่วนเราแทบไม่ได้แต้มอะไรเลย” —- ฝรั่งเศสคือจุดเปลี่ยน – ไทยยังนิ่ง อาจารย์ปณิธานเตือนว่า รัฐบาลไทยควรรีบล็อบบี้ฝรั่งเศส หลังฮุน มาเนตไปพบประธานาธิบดีฝรั่งเศสแล้ว “ภาพที่ออกมาคือฝรั่งเศสอยู่ข้างเขา เราต้องล็อบบี้ด่วน เพราะศาลโลกมีกรรมการลูกขุนที่สัมพันธ์กับฝรั่งเศสอยู่มาก” เกมสามง่ามของกัมพูชา – ไทยช้าเกินไป กัมพูชาเดินเกมพร้อมกันทั้งผู้นำ การทูต และทหาร ใช้โดรนขึ้นบิน เสริมกำลังบนจุดสูงข่ม ขณะที่ไทยยังขยับช้า กองทัพเคลื่อนไหวยาก ฝ่ายการเมืองไม่ส่งสัญญาณชัด “ขณะที่ประชาชนสงสัยปลายทางไม่รู้จะไปไหน แต่ระหว่างทางอาจมีบางครอบครัวได้เยอะ” —– ต้องส่งสัญญาณว่า “เราเอาจริง” ในทางทหาร อาจารย์ปณิธานเสนอว่า ไทยควรแสดงศักยภาพโดยไม่ต้องปะทะ แต่ต้องชัดว่าไทยไม่ยอมถอย “ขึ้นจุดสูงข่มบ้าง แจ้งให้รู้ว่าเราเสริมกำลัง ไม่ต้องรบก็รู้เรื่อง แต่ตอนนี้เขาไม่เกรงเพราะคิดว่าเราไม่จริงจัง ฝ่ายการเมืองไม่ส่งสัญญาณ ทหารก็ไม่กล้าประกาศกฎอัยการศึก” —— ยิ่งเดิน ยิ่งสงสัย – รัฐบาลไทยสู้จริงหรือไม่?…
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ในช่วงเช้าวันนี้ (15 มิ.ย.68) หน่วยทหารในพื้นที่กองกำลังสุรนารี ได้ดำเนินการปรับปรุงเส้นทางบริเวณ เนิน 469 และเนิน 745 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อใช้ในภารกิจลาดตระเวนและส่งกำลังบำรุง โดยยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายในเขตราชอาณาจักรไทยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ระหว่างการปฏิบัติงาน ได้มีทหารกัมพูชาเข้ามาสอบถาม และขอให้ชะลอการดำเนินการชั่วคราว เพื่อตรวจสอบในรายละเอียดเกี่ยวกับเขตพื้นที่ ส่งผลให้ผู้บังคับบัญชาของทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือกัน ผลการหารือฝ่ายกัมพูชายอมรับว่า ถนนที่กำลังก่อสร้างอยู่ภายในเขตแดนของประเทศไทยอย่างถูกต้อง จึงตกลงกันได้ และหน่วยทหารไทยสามารถดำเนินภารกิจต่อไปได้ตามแผนที่วางไว้ โฆษกกองทัพบกยืนยันว่า การดำเนินการของหน่วยทหารไทยทั้งหมดเป็นไปตามกรอบ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา (MOU 2543) ซึ่งฝ่ายไทยยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และไม่เคยมีการละเมิดข้อตกลง โดยภารกิจในพื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงเส้นทางที่ดำเนินการมาแล้วในหลายจุด เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนของกองทัพบก ทั้งนี้ การหารือกับฝ่ายกัมพูชาได้เสร็จสิ้นลงด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน และฝ่ายกัมพูชาได้แสดงท่าทีเห็นพ้องและยอมรับในข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน #เล่ห์เขมร#JBC#ศาลโลก#ปราสาทตาเมือนธม#ช่องบก#ปราสาทตาเมือนโต๊ด#ปราสาทตาควาย#ชายแดนไทยเขมร#ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ศาลโลก#เสียชาติเกิด#กองทัพไทย#รัฐบาลแพทองธาร#ฮุนเซน
เอกอัครราชทูตประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ฝ่ายไทย และนายฬำ เจีย รัฐมนตรีรับผิดชอบกิจการชายแดนและหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการกิจการชายแดนแห่งชาติกัมพูชา ประธานร่วมฝ่ายกัมพูชา เป็นประธานร่วมในพิธีปิดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 6 (JBC) และลงนามบันทึกการประชุมร่วมกัน ที่กรุงพนมเปญ การหารือเป็นไปอย่างราบรื่น ฉันมิตร และสำเร็จลุล่วงด้วยดี เน้นย้ำความสำคัญและประสิทธิภาพของ JBC ซึ่งเป็นกลไกทวิภาคีหลักในการเจรจาเขตแดนระหว่างสองประเทศ เป็นอีกก้าวสำคัญที่แสดงความคืบหน้าในการจัดทำหลักเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาประมาณ 800 กิโลเมตร และมีส่วนช่วยลดความตึงเครียดบริเวณชายแดน ทั้งสองฝ่ายยังมีภารกิจที่ต้องหารือและดำเนินการร่วมกันต่อไป โดยฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JBC สมัยพิเศษครั้งต่อไปในเดือนกันยายนนี้ ทั้งนี้มีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาใช้เวทีการประชุมนี้ประกาศว่าจะเสนอเรื่อง “สิทธิใน 3 ปราสาท” 1 พื้นที่ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ และให้บันทึกไว้ในการประชุมด้วย แต่ฝ่ายไทยคัดค้าน ไม่ยอมให้บันทึกในเอกสารอย่างเป็นทางการ เกรงเป็นหลักฐานทางการทูตทำให้ไทยตกอยู่ในฐานะผู้รับรู้ ไม่คัดค้าน โดยพลเอก ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ภาพและข้อความว่า ได้ยื่นหนังสือถึงศาลโลกอย่างเป็นทางการ เพื่อขอให้วินิจฉัยข้อพิพาทในพื้นที่ 4 จุดรอบปราสาทตาเมือน–ตาควาย–ช่องบก ซึ่งเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทยแต่กัมพูชาอ้างเป็นของตัวเอง ขอบคุณภาพ-ข่าว FB:กระทรวงการต่างประเทศ #เล่ห์เขมร#JBC#ศาลโลก#ปราสาทตาเมือนธม#ช่องบก#ปราสาทตาเมือนโต๊ด#ปราสาทตาควาย#ชายแดนไทยเขมร#ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ศาลโลก#เสียชาติเกิด#กองทัพไทย#รัฐบาลแพทองธาร#ฮุนเซน
วันที่ 15 มิ.ย. 2568 – วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหาร โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X (เดิมชื่อ Twitter) ถึงเบื้องหลังการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ซึ่งกำลังจัดขึ้นที่กรุงพนมเปญ โดยระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาใช้เวทีการประชุมนี้ประกาศชัดว่า จะเสนอเรื่อง “สิทธิใน 3 ปราสาท” 1 พื้นที่ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) “กัมพูชา แจ้งในที่ประชุมว่า กัมพูชาจะเสนออ้างสิทธิ์ 3 ปราสาท 1 พื้นที่ ต่อศาลโลก และจะให้ลงบันทึกการประชุม แต่ฝ่ายไทยค้าน” — วาสนา นาน่วม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้โอกาส “กล่าวในช่วงการกล่าว Remarks” แทนการบันทึกเป็นรายงานการประชุม โดยฝั่งไทย ไม่ยอมให้มีการบันทึกลงในเอกสารอย่างเป็นทางการ เพราะเกรงว่าจะกลายเป็น “หลักฐานทางการทูต” ซึ่งอาจทำให้ไทยตกอยู่ในฐานะผู้รับรู้หรือไม่คัดค้าน “ไทยอย่ายอม! เพราะจะเป็นหลักฐานว่าไทยรับทราบต้องประท้วงแย้ง” — วาสนา เตือนผ่านโพสต์ ⸻ ศึกชายแดนขยายแนวรบ – จากเวที JBC สู่ศาลโลก การเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ภาพและข้อความว่า ได้ยื่นหนังสือถึงศาลโลกอย่างเป็นทางการ เพื่อขอให้วินิจฉัยข้อพิพาทในพื้นที่ 4 จุดรอบปราสาทตาเมือน–ตาควาย–ช่องบก ซึ่งเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทยแต่กัมพูชาอ้างเป็นของตัวเอง ⸻ ไทยยังตั้งรับ–ขณะเขมรขยับเกมเต็มรูปแบบ แม้ฝ่ายไทยจะยังอยู่ในระหว่างการเจรจาเชิงเทคนิคบนโต๊ะ JBC และย้ำไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลโลก แต่ภาพที่ปรากฏในวันนี้ คือการที่กัมพูชาใช้ทุกเวที—ทั้งการทูต การประชุม และการสื่อสารสาธารณะ—เพื่อเดินหน้า “บันทึกประวัติศาสตร์ตามมุมมองของตนเอง” ท่ามกลางเสียงเตือนจากผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ฝ่ายไทยจะต้องไม่เพียงแต่เจรจา แต่ต้องเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศให้ทัน เพื่อไม่ให้เพลี่ยงพล้ำในสายตานานาชาติมากไปกว่านี้ #เล่ห์เขมร#JBC#ศาลโลก#ปราสาทตาเมือนธม#ช่องบก#ปราสาทตาเมือนโต๊ด#ปราสาทตาควาย#ชายแดนไทยเขมร#ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม
คดี “ชั้น 14” เริ่มร้อนอีกครั้ง เมื่ออดีต ส.ว. สมชาย แสวงการ โพสต์เฟซบุ๊กพาดพิงคำชี้แจงของ วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของทักษิณ ชินวัตร ที่อธิบายต่อสาธารณชนว่า “ไม่มีค่ายาในใบเสร็จ เพราะใช้ยาต่างประเทศ จึงไม่เบิกผ่านระบบราชการ” สมชายโพสต์ข้อความว่า:“ทะแนะอ้างฉะฉาน ใบเสร็จไม่มีค่ายาเพราะนำเข้ายารักษาจากตปท.เองขอเตือนย้ำว่า อย่าปั้นพยานเบิกความเท็จ #อย่าล้อเล่น#ศาลฎีกา#เจอคุกจริงแน่#ถุงขนมภาค2” โดยก่อนหน้านี้เขาได้แนบภาพ ใบเสร็จโรงพยาบาลตำรวจ ที่แสดงรายการ “ค่าห้องและค่าอาหาร” 80,290 บาท และ “ค่าบริการทางการพยาบาล” 2,100 บาทแต่ไม่ปรากฏ “ค่ายา” หรือ “ค่ารักษาโรคเฉพาะด้าน” แต่อย่างใด________________________________________ สังคมตั้งคำถาม:ไม่มีค่ายาเพราะใช้ยานอก…หรือเพราะไม่มีการรักษาจริง?คำชี้แจงของทนายความฝ่ายทักษิณ อ้างว่า ยาที่ใช้ในการรักษานำมาจากต่างประเทศ และเอกสารดังกล่าวถือเป็นข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลจึงไม่สามารถเปิดเผยได้แต่นักกฎหมายและบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากออกมาตั้งคำถามว่า“แม้ใช้ยานอก ก็ต้องมีการบันทึกไว้ในเวชระเบียน และชื่อแพทย์ผู้ดูแล ต้องระบุในเอกสารราชการ”“ไม่มีค่ายา ไม่มีเวชระเบียน ไม่มีผลตรวจ แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่า ‘ป่วยจริง’?”________________________________________เตือนแรง! ถ้าพยานเบิกความเท็จ = เจอคดีซ้อนสมชายส่งสัญญาณชัดเจนว่า หากพยานฝ่ายจำเลยเบิกความเท็จ อาจเข้าข่ายความผิดอาญาตามกฎหมาย และ “ถุงขนมภาค 2” อาจกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งทั้งนี้ ศาลฎีกาฯ กำหนดยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติมจากฝ่ายทนายความภายในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ก่อนจะเริ่มไต่สวนพยานต่อเนื่องตลอดเดือนกรกฎาคมยาว 5 นัด คือ 4,8,15,25 และ 30________________________________________ถามชวนคิด:• ไม่มีค่ายาเพราะ “ใช้ยานอก” จริง?• หรือ “ไม่มีการรักษา” ตั้งแต่ต้น? คำอธิบายจะฟังขึ้นหรือไม่? ขึ้นอยู่กับ “หลักฐานที่เห็น” — ไม่ใช่แค่ “คำที่พูด” #คดีชั้น14#ไม่มีค่ายา#ทักษิณ#สมชายแสวงการ#ศาลฎีกา#อย่าล้อเล่นกับศาล#บิลไม่มีค่ายา#ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม
หลัง The Publisher นำเสนอข้อมูลพี่สส.-น้องสจ.รุมกระทืบ “ผู้รับเหมาเมืองคอน”ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.68 โดยเหตุเกิดกลางดึก 23 พ.ค.68 กลางงานบวช โดยมีการแจ้งความในวันรุ่งขึ้น แต่ถอนแจ้งความตอนเย็นวันเดียวกัน เนื่องจากถูกกดดัน และมีความพยายามทำให้เรื่องเงียบ แต่เมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยจนสังคมให้ความสนใจเป็นวงกว้าง ทำให้ปัจจุบันคดีขยับไปมาก มีการเรียกทั้งสส.และสจ.ที่ก่อเหตุมาให้ปากคำแล้ว โดยนายพิชิตชัย เดชเดโช สจ.นครศรีธรรมราช ได้เข้ามอบตัวแล้วเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมาร ส่วนนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และประธานกรรมาธิการตำรวจ สภาฯ ยังไม่ได้เข้าพบตำรวจ ตามที่ได้เสนอข่าวอย่างต่อเนื่องไปแล้วนั้น ล่าสุดมีผู้ร้องเรียนมายัง The Publisher ว่ามีความพยายามจากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ระดับจังหวัดกดดันให้มีการช่วยเหลือด้านคดีให้เป็นบวกกับ พี่สส.และน้องสจ. จนทำให้ตำรวจชั้นปฏิบัติการหวั่นเกรงว่าจะถูกดำเนินคดีมาตรา 157 จึงข้อให้ช่วยนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องไม่ให้เรื่องเงียบไป “ฝากช่วยตำรวจชั้นปฏิบัติด้วยนะครับ กรณีสส.รุมกระทืบชาวบ้านในงานบวชที่นครศรีธรรมราช ตำรวจระดับผู้ปฏิบัติกลัวจะมีปัญหา 157 เพราะผู้บังคับบัญชาระดับสูง ผู้ปฏิบัติกล้ำกลืน พอถึงเวลามีปัญหา ต้องพลอยติดร่างแห แต่เข้าไม่กล้าที่จะออกความเห็น”________________________________________ขณะที่ทนายอาร์ม สุวรรณรักษา โพสต์ข้อความระบุ ยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการภาค 8 ร้องเอาผิด พล.ต.ต.ศรุต ยศวิมล ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช กรณี ไม่สอบสวน–ไม่ดำเนินคดีตามหลักฐาน ในคดีนี้แล้ว โดยโพสต์ระบุว่า “ทนายอาร์ม หาเรื่องใส่ตัว…เพื่อปกป้องกระบวนการยุติธรรม เพื่อปกป้อง “สันหลังของประเทศนี้” ผมได้ยื่นหนังสือต่อผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ร้องขอให้ดำเนินคดี กรณี พล.ต.ต. จารุต ศรุตยาพร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช จากกรณีให้สัมภาษณ์สื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง มีลักษณะเจตนาช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม ขณะนี้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ทนายอาร์มย้ำในโพสต์ว่า“ผมไม่รู้จัก ไม่เคยมีเรื่องโกรธเคือง และไม่อยากมีปัญหากับตำรวจ แต่ต้องทำเพราะเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมต้องอยู่บนความจริง ไม่ใช่ความเกรงใจ เราต้องไม่ปล่อยให้ความยุติธรรมล้มลงในเงื้อมมือของอิทธิพลใด ๆ เพื่อให้ความยุติธรรมยังคงเป็นเสาหลักของประเทศนี้ต่อไป” #กระทืบกลางงานบวชเมืองคอน#พี่สส.น้องสจ. #ชัยชนะเดชเดโช#สจทอ#เป่าคดี#ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม
รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภาโพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้ผู้อำนวยการพุทธมณฑลเร่งยุติการอนุญาตให้นำดินจากโครงการก่อสร้างของเอกชนมาทิ้งในพื้นที่พุทธมณฑล พร้อมเตือนว่า การถมดินลักษณะนี้อาจเทียบได้กับ “การฆาตกรรมต้นไม้” ⸻เปิดพื้นที่พุทธมณฑลให้เอกชนทิ้งดิน? รสนาตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่บริเวณถนนอ้อมหลังพุทธมณฑลสาย ค ถูกใช้เป็นที่ทิ้งดินจากภายนอก โดยไม่มีป้ายแสดงโครงการก่อสร้างใด ๆ ซึ่งทำให้เธอสงสัยว่าอาจเป็นดินจากการขุดของบริษัทเอกชนที่ไม่มีที่ทิ้ง จึงมาติดต่อขอใช้พื้นที่ของพุทธมณฑลเป็นจุดทิ้ง ⸻ต้นไม้ถูกกลบดินสูงเกือบครึ่งลำต้น จากภาพถ่ายที่รสนาเผยแพร่ พบว่ามีการถมดินสูงเกือบครึ่งลำต้นต้นไม้ใหญ่หลายต้น ซึ่งถือเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบบรากและการหายใจของต้นไม้ โดยรสนาได้สอบถามนักภูมิสถาปัตย์และรุกขกร ซึ่งยืนยันตรงกันว่า “ต้นไม้จะตายหมดในไม่ช้า” “ถือเป็นการฆาตกรรมต้นไม้ที่ผู้บริหารพุทธมณฑลไม่ควรจะทำเช่นนี้เลย” — รสนา โตสิตระกูล ⸻ทำลายทั้งต้นไม้และภูมิทัศน์ รสนาเผยว่า เดิมเข้าใจว่าอาจมีการปรับภูมิทัศน์เพื่อโครงการใหม่ แต่เมื่อไม่เห็นป้ายโครงการ กลับพบว่าเป็นการขยายพื้นที่ทิ้งดินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่เพียงแต่ต้นไม้จะเสียหาย แต่ยังทำลายภาพลักษณ์โดยรวมของพุทธมณฑล ซึ่งควรเป็นสถานที่สงบและร่มรื่น ⸻ชาวบ้าน–ผู้แสวงบุญห่วงต้นไม้ยืนต้นตาย รสนาระบุว่า ชาวบ้านในพื้นที่และผู้ที่เดินทางมาวัดญาณเวศกวัน ต่างเป็นห่วงต้นไม้ใหญ่ที่อาจยืนต้นตายอย่างเงียบ ๆ จากการถูกถมดินครึ่งลำต้น และเรียกร้องให้ผู้บริหารพุทธมณฑลรีบดำเนินการแก้ไข “ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา ต้องใช้เวลานานนับสิบปี…ไม่ควรสูญเสียไปเพียงเพราะขาดการดูแลและการตัดสินใจที่ผิดพลาด” ⸻จี้หยุดทิ้งดิน–แก้ไขสภาพพื้นที่ด่วน รสนาทิ้งท้ายในโพสต์ว่า ขอให้ผู้อำนวยการพุทธมณฑลสั่งยุติการอนุญาตให้นำดินมาทิ้งในพื้นที่ทันที และให้รีบดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อรักษาชีวิตต้นไม้และความสมบูรณ์ของพุทธมณฑลในระยะยาว 📌 โพสต์ต้นฉบับ: เฟซบุ๊กรสนา โตสิตระกูล
