- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
รัฐบาลประชาธิปไตย…ทำไมต้องกลัวคำถามสื่อ? “เสรีภาพของสื่อ คือกระจกสะท้อนเสรีภาพของประชาชน” แล้ววันนี้…กระจกบานนั้น กำลังถูกบีบให้แตกร้าวในทำเนียบรัฐบาล ภาพที่ถูกถ่ายไม่ใช่แค่ “ภาพข่าว” แต่กลายเป็น “ภาพข่มขู่” ที่มีเป้าหมายเพื่อปิดปากคนถาม เมื่อทีมงานสื่อสารของรัฐบาลใช้กล้องถ่ายภาพนักข่าวขณะถามคำถามเรื่องชายแดน แล้วนำไปเผยแพร่ต่อบนโซเชียลมีเดีย — ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ — สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว ในพื้นที่ที่ควรเป็นศูนย์กลางของประชาธิปไตย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ชัดเจนว่า การกระทำดังกล่าวคือ “การคุกคาม” แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือรัฐบาลยัง “นิ่งเฉย” ⸻ ไม่ใช่แค่คุกคามสื่อ — แต่คือบั่นทอนสาธารณะ การถ่ายภาพนักข่าวขณะถาม แล้วปล่อยให้ถูกด่าว่าบิดเบือน เจตนาไม่ดี หรือแม้แต่ประณามในฐานะ “ศัตรูของรัฐ” — นี่ไม่ใช่แค่การล้ำเส้นจริยธรรมสื่อ แต่คือการล้ำเส้นเสรีภาพของประชาชนทุกคน เพราะหากสื่อไม่กล้าถาม… ใครจะเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชน? ⸻ ทำเนียบฯ ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคำถาม การทำงานของสื่อในพื้นที่รัฐ ไม่ใช่บุกรุก แต่เป็นหน้าที่ ไม่ใช่การหาเรื่อง แต่คือการค้นหาความจริง หากคำถามยังต้องมาคอยระวังว่าจะถูก “แอบถ่าย” แล้วปล่อยภาพประจาน รัฐบาลควรตอบให้ได้ว่า ทำเนียบฯ คือที่ของใครกันแน่? ของประชาชน หรือของอำนาจที่กลัวคำถาม? ⸻ ถ้าไม่หยุดวันนี้ — จะเหลืออะไรให้ถามพรุ่งนี้ สิ่งที่สมาคมนักข่าวฯ เรียกร้องไม่ใช่เรื่องใหญ่โตเกินไป แค่ขอให้ “หยุดคุกคาม หยุดทำให้สื่อกลัว” และ “เคารพในหน้าที่ของผู้ตรวจสอบ” แต่ถ้ารัฐบาลไม่เห็นด้วย ยังปล่อยให้กล้องในทำเนียบฯ กลายเป็นอาวุธเล่นงานคนถือไมค์ ใช้ปากกา ต่อไปคงไม่เหลือใครกล้ายกไมค์ และประชาชน…ก็จะไม่มีใครพูดแทนอีกต่อไป ⸻ สื่อคือกระจก ถ้าผู้มีอำนาจไม่กล้าส่อง นั่นหมายถึงว่า…กำลังกลัวเงาตัวเอง เพราะสิ่งที่สะท้อนกลับมา อาจไม่ใช่แค่คำถาม แต่คือความจริงที่เขาไม่อยากยอมรับ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#รัฐบาล#ครม#คุกคามสื่อ#สมาคมนักข่าว#หยุดคุกคามสื่อ#เสรีภาพไม่ใช่ศัตรูของรัฐ #ทำเนียบต้องปลอดภัยสำหรับคำถาม
ตามที่ The Publisher รายงานตั้งแต่เมื่อวานว่าวันนี้ที่ห้องประชุม ชั้น 14 อาคารมหิตลาธิเบศร จะมีการประชุมคณะกรรมการแพทยสภา โดยมี ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา เป็นประธานการประชุม โดยเปิดให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ที่ทำหนังสือแจ้งความประสงค์ก่อนหน้านี้ให้เข้าประชุมด้วยเพียงคนเดียว เพราะ เป็นการประชุมลับ ทั้งนี้แพทยสภาจัดระเบียบวาระสำหรับสภานายกพิเศษฯ เป็นเรื่องประธานแจ้งที่ประชุมเพื่อทราบในเวลา 12.00-12.15 น. เพื่อให้สภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ได้ชี้แจงและแสดงความเห็นต่อคณะกรรมการแพทยสภา กรณีวีโต้มติแพทยสภาที่ลงโทษ 3 นายแพทย์ที่รักษานายทักษิณ ชินวัตร บนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ขณะที่วันนี้นายสมชาย แสวงการ อดีต สว.โพสต์ เรื่องการประชุมแพทยสภาวันนี้เช่นกัน โดยติด #saveแพทยสภา และข่าวความเคลื่อนไหวเพื่อให้กำลังใจแพทยสภาของบรรดาแพทย์ และประชาชน รวมถึงของสำนักข่าว The Publisher โดยระบุว่า เสียงเชียร์ล้นหลามจากสมาชิกแพทย์และคนไทย ทั้งประเทศ สำคัญยิ่งต่อการลงมติเพื่อธำรงเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และจรรยาบรรณในวิชาชีพ ในการลงมติให้ได้ 2 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 47 เสียง เพื่อยืนยันสนับสนุนเห็นชอบตามมติแพทยสภาเดิม 8 พ.ค 2568 กำลังใจจากแพทย์ทั่วประเทศครั้งนี้มากมายจริงๆ ทำให้คนไทยที่รักความยุติธรรม เชื่อมั่นว่า แพทยสภาน่าจะได้รับเสียงสนับสนุนเกิน 2 ใน 3 ในที่สุด แม้จะมีกระแสข่าวลือต่างๆนานา ที่สมาชิกแพทยสภาและสื่อมวลชนรับรู้กัน แต่เชื่อมั่นว่า คงไม่เป็นผลต่อเกียรติและศักดิ์ศรีของแพทย์ที่ต้องปกป้องรักษาความถูกต้องไว้ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#สมศักดิ์เทพสุทิน#ทักษิณ#ทักษิณชินวัตร#แพทยสภา#ป่วยทิพย์#ชั้น14#จริยธรรม#ศาลฎีกา#คดีทักษิณ#อภิสิทธิ์ชนไม่ติดคุก#จับตา23มิถุนา
ในการประชุม กสทช. วันที่ 12 มิถุนายน 2568 มีวาระที่ต้องจับตาอย่างยิ่ง 3 เรื่องติดต่อกัน ตั้งแต่วาระ 4.39–4.41 โดยทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการ “คัดค้านการปฏิบัติหน้าที่” ของศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ก่อนเข้าสู่วาระที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือทรูไม่น้อยกว่า 10 เรื่อง อาทิ การปรับปรุงเงื่อนไขการรวมกิจการทรู–ดีแทค แม้จะไม่ใช่วาระเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่รูปแบบการจัดวาระเช่นนี้ ถูกตั้งคำถามได้ว่า เป็นการพยายามเคลียร์ “สนามประชุม” ก่อนเข้าสู่ประเด็นใหญ่ที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาลหรือไม่? ——- “กันคน” ก่อนโหวตวาระใหญ่ • วาระ 4.39: รายงานผลการหารือของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ว่าด้วยประเด็น “เหตุสภาพร้ายแรง” ตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ที่อาจทำให้กรรมการ “ขาดความเป็นกลาง” และต้องเว้นวรรคจากการพิจารณา • วาระ 4.40 และ 4.41: เป็นหนังสือคัดค้านจากบริษัทในเครือทรู ได้แก่ ทรูดิจิทัล กรุ๊ป, ทรูมูฟ เอช และทรู คอร์ปอเรชั่น ที่เรียกร้องให้พิรงรองเว้นวรรคจากการพิจารณาวาระใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทรูทั้งหมด โดยอ้างเหตุคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เธอแพ้คดีทรูไอดี และคดียังไม่ถึงที่สุดอยู่ระหว่างการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ ——— เคยมีมติ “ไม่รับพิจารณา” แต่กลับมาอีกครั้ง ย้อนกลับไปเมื่อ 23–27 พฤษภาคม ปี 2567 ที่ประชุม กสทช. เคยมีมติ “ไม่รับพิจารณา” คำคัดค้านพิรงรองมาแล้ว ด้วยเหตุผล 3 ประการ ได้แก่: 1. ผู้ยื่นไม่ใช่คู่กรณีโดยตรง — ตามที่กฎหมายกำหนด 2. คัดค้านแบบเหมารวม — ไม่มีการระบุเรื่องที่เฉพาะเจาะจง 3. ยังไม่ทราบว่าจะพิจารณาเรื่องของบริษัทใด — จึงไม่สามารถระบุได้ว่ามีสิทธิคัดค้านจริงหรือไม่ แต่เรื่องราวไม่จบแค่นั้น ทรูยังยื่นคัดค้านอีก หลังศาลมีคำพิพากษา ทรูให้เหตุผลว่า พิรงรองเป็นคู่ความในคดีอาญาที่ทรูไอดี เป็นโจทก์ จึงไม่อาจพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือของตนได้อย่างเป็นกลาง…
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2568 แสดงความกังวลและไม่สบายใจต่อกรณีทีมงานด้านภาพลักษณ์และสื่อสังคมออนไลน์ของนายกรัฐมนตรี บันทึกและเผยแพร่ภาพใบหน้าสื่อมวลชนที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับปมข้อพิพาทไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า พฤติกรรมดังกล่าวอาจเข้าข่ายคุกคามเสรีภาพสื่อ สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว และเป็นการบั่นทอนบทบาทการตรวจสอบของสื่อในระบอบประชาธิปไตย และหวังให้รัฐบาลเคารพเสรีภาพสื่อ และสร้างสภาพแวด้อมที่เอื้อต่อการทำหน้าที่อย่างปลอดภัย ปมเริ่มจากคำถามถึงนายกฯ เรื่องชายแดน เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลได้ตั้งคำถามต่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรื่องแนวทางแก้ปัญหาพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา ก่อนที่ภาพใบหน้าของผู้สื่อข่าวรายดังกล่าวจะถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของทีมงานนายกฯ และตามมาด้วยการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล โดยทั้งหมดเกิดขึ้นหลังนายกฯ แสดงท่าทีไม่พอใจต่อคำถามของสื่อมวลชน สมาคมฯ ย้ำ เสรีภาพสื่อคือหลักการประชาธิปไตย แถลงการณ์ของสมาคมฯ ระบุข้อสังเกต 3 ประการ ได้แก่ 1. การถ่ายภาพและเผยแพร่ภาพสื่อมวลชนขณะตั้งคำถามผู้บริหารประเทศ อาจเป็นการกดดันหรือข่มขู่ และบั่นทอนหลักเสรีภาพของวิชาชีพ 2. พฤติกรรมดังกล่าวสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในประเด็นอ่อนไหวที่ประชาชนต้องการคำอธิบาย 3. สมาคมฯ เรียกร้องให้ทีมงานนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หยุดพฤติกรรมที่อาจตีความได้ว่าเป็นการคุกคาม และขอให้รัฐบาลส่งเสริมเสรีภาพสื่อโดยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและเป็นอิสระ ขอรัฐบาลเคารพบทบาทสื่อ-หยุดสร้างแรงกดดัน ในช่วงท้ายของแถลงการณ์ สมาคมนักข่าวฯ ย้ำว่า สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกตรวจสอบและกระบอกเสียงของประชาชน และรัฐบาลควรแสดงความเคารพต่อบทบาทดังกล่าว พร้อมทั้งร่วมกันสร้างบรรยากาศเอื้อต่อการทำงานของสื่อมวลชนอย่างมีคุณภาพเป็นอิสระ #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #เที่ยงเปรี้ยงปร้าง #รัฐบาลแพทองธาร #รัฐบาล #ครม #คุกคามสื่อ #สมาคมนักข่าว
“ทักษิณไม่ไปศาลฯ 13 มิ.ย. เสี่ยงถูกออกหมายจับ” คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมาย เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ⸻ คดีชั้น 14 ทางตันทักษิณ? คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมาย มองว่าทั้ง 12–13 มิ.ย. คือสองวันชี้เป็นชี้ตายในเส้นทางสู้คดีของทักษิณ ชินวัตร — วันที่ 12 คือวันประชุมแพทยสภาที่อาจมีมติยืนยันให้ลงโทษสามแพทย์ผู้เกี่ยวข้องกับการให้ทักษิณรักษาตัวนอกเรือนจำในชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ส่วนวันที่ 13 คือวันที่ศาลฎีกาฯ นัดไต่สวนคดีชั้น 14 เป็นครั้งแรก “การที่ทักษิณมอบหมายทนายไปแทน โดยไม่ไปศาลด้วยตัวเอง เสี่ยงมากที่จะถูกออกหมายจับ เพราะนี่ไม่ใช่จำเลยธรรมดา แต่เป็นผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การพิจารณาคดีต่อหน้าจำเลยเป็นหลัก ถ้าไม่ไป ต้องขออนุญาตศาล และต้องมีเหตุผลที่ศาลเชื่อได้จริง ๆ จะคิดว่าตัวเองเป็นผู้พ้นโทษแล้วไม่ได้ เพราะศาลฯ กำลังวินิจฉัยว่ามีการบังคับคดีถูกต้องหรือไม่ การไม่ไปศาลฯ อาจถูกมองว่าหลบหนีหรือไม่” เขาย้ำว่า แม้ศาลจะอนุโลมให้ขยายเวลาส่งเอกสารถึง 23 มิ.ย. แต่ไม่ได้แปลว่าเลี่ยงได้ทุกเงื่อนไข โดยเฉพาะการมาศาล “หากศาลเห็นว่าพฤติการณ์มีลักษณะหลีกเลี่ยง อาจไต่สวนทันที และออกหมายจับได้” และคาดว่าศาลฯ อาจมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งภายในเดือนหน้า (ก.ค.68) ⸻ ซัดกรมราชทัณฑ์อ่านกฎหมายไม่แตก อ้างมาตราผิด อาจารย์คมสันยังชี้ประเด็นข้อกฎหมายที่กรมราชทัณฑ์อ้างในการส่งตัวทักษิณไปรักษาที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจว่า เป็นการอ้างกฎหมายผิดมาตรา อ่านกฎหมายไม่แตกซึ่งถือเป็นความผิดพลาดค่อนข้างร้ายแรง โดยกรมราชทัณฑ์อ้างมาตรา 55 วรรคสองของกฎหมายราชทัณฑ์ แต่กลับไม่ดูวรรคหนึ่งที่กำหนดชัดว่า ผู้ต้องโทษที่จะส่งไปรักษาตัวนอกเรือนจำตามกฎหมายนี้ได้มีสองเงื่อนไขเท่านั้นคือ เป็นโรคจิต หรือ โรคติดต่อร้ายแรง ซึ่งทักษิณไม่ได้ป่วยด้วยสองโรคนี้ ถ้าจะอ้างป่วยวิกฤตก็ต้องอ้างมาตรา 56 แต่กรมราชทัณฑ์ก็ไม่ได้อ้างมาตรานี้ ——- วีโต้แพทยสภา จุดเปราะของสมศักดิ์ สำหรับบทบาทของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแพทยสภา ที่จ่อเข้าร่วมประชุมในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ อาจารย์คมสันฟันธงว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และสุ่มเสี่ยงขัดหลักจริยธรรม “เขาเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพราะเป็นคนออกกฎหมายราชทัณฑ์ที่ใช้เอื้อทักษิณมาก่อน ยังจะมานั่งกดดันการตัดสินใจของคณะแพทย์ที่อยู่ในสังกัดตนเองอีก แถมยังมีกระแสข่าวว่ามีการขู่กรรมการแพทยสภา…
9 มิ.ย. 68 – อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย เซ็นคำสั่งแต่งตั้ง “จิตรา หมีทอง” เป็นคณะที่ปรึกษารองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย แต่สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่ชื่อในคำสั่ง แต่คือความเชื่อมโยงตรง ๆ กับ “สันติ พร้อมพัฒน์” เพราะ “จิตรา” คืออดีตทีมงานคนสนิทของสันติ และ “สันติ” ยังมี ส.ส.กลุ่มมะขามหวานในมือ 6 คน จากเพชรบูรณ์ ในสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ดีลนี้อาจไม่ใช่แค่ “ตำแหน่งที่ปรึกษา” แต่อาจเป็นการเปิดเกม “ซื้อใจก่อนดูด” ในจังหวะที่พลังประชารัฐอ่อนแรง เหลือเพียง 20 ที่นั่ง โหวตแบบไม่ต้องย้ายก็ได้ ถ้าใจย้ายไปแล้ว? #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #เที่ยงเปรี้ยงปร้าง #รัฐบาลแพทองธาร #รัฐบาล #ครม #พรรคภูมิใจไทย #พรรคพลังประชารัฐ #อนุทิน #สันติพร้อมพัฒน์ #สสเพชรบูรณ์
ข้อมูลจากศูนย์ข่าวภาคใต้ ผู้จัดการออนไลน์ รายงานความคืบหน้าคดีอื้อฉาวที่มีรายชื่อ ส.ส. และ ส.อบจ. พัวพันเหตุรุมทำร้ายร่างกายนักธุรกิจในพื้นที่ ล่าสุด นายพิชิตชัย เดชเดโช ส.อบจ.นครศรีธรรมราช เขตอำเภอร่อนพิบูลย์ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ร่อนพิบูลย์ ตามหมายเรียกเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2568 และได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ควบคุมตัวหลังรับทราบข้อกล่าวหา จากเอกสารรายงานคดีของตำรวจระบุว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 มีผู้ต้องหาประมาณ 10 คน รวมถึงนายพิชิตชัย และนายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 5 พรรคประชาธิปัตย์ และรองหัวหน้าพรรค ซึ่งยังไม่มารับทราบข้อกล่าวหาในขณะนี้ เหยื่อในคดีถูกของแข็งตีเข้าที่ศีรษะจนเย็บ 5 เข็ม และร่างกายบอบช้ำ ก่อนเข้าแจ้งความในวันที่ 24 พ.ค. และมีการถอนแจ้งความในคืนวันเดียวกัน พ.ต.อ.ชัยรัตน์ บัวขม ผกก.สภ.ร่อนพิบูลย์ ได้รายงานคดีนี้ในฐานะเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยลงบันทึกคดีอาญาที่ 221/2568 และแจ้งข้อหาต่อ “สจ.พิชิตชัย” ว่าร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตในที่สาธารณะ ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ “ชัยชนะ” ยังไม่มารับข้อกล่าวหา – อยู่ระหว่างพาคณะ กมธ.ตำรวจดูงานบ่อนต่างประเทศ ด้านนายชัยชนะ เดชเดโช ซึ่งมีชื่อเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่เข้ารับทราบข้อหา โดยมีรายงานว่าอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจนำคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ไปดูงานเกี่ยวกับบ่อนคาสิโนและระบบต่อต้านการฟอกเงินที่เขตบริหารพิเศษมาเก๊า ประเทศจีน แม้จะมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้จำกัดการเปิดเผยข้อมูลคดีนี้ แต่กระแสในพื้นที่ยังจับตาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางแรงกดดันที่ผู้เสียหายและพนักงานสอบสวนต้องเผชิญ ทั้งจากมวลชนและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ โดยมีเจ้าหน้าที่บางรายยอมรับว่าการดำเนินคดี “เต็มไปด้วยความลำบากใจ” ขณะเดียวกัน บนโลกออนไลน์มีการวิพากษ์วิจารณ์กรณี “ดูงานบ่อนมาเก๊า” อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการเปรียบเปรยว่า “ผู้นำ กมธ.ดูงานเรื่องการพนัน แต่ตัวเองมีคดีรุมทำร้ายประชาชน” กระทบภาพลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์อย่างหนัก อ่านข่าวต้นฉบับโดยศูนย์ข่าวภาคใต้ MGR Online: #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #นักการเมืองกร่าง #ลูกไหมลูกใคร #สอบจนครศรีฯ #สจกอล์ฟ #สสเมืองคอน
มีรายงานว่า ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา ลงนามในหนังสือเรื่องการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ลงวันที่ 10 มิ.ย.2568 ระบุว่า ตามหนังสือที่อ้างถึงกระทรวงสาธารรสุขแจ้งว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา มีความประสงค์ขอเข้าร่วมฟังการประชุมคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งที่ 6/2568 วันที่ 12 มิ.ย.2568 โดยแจ้งเข้าร่วมการประชุมพร้อมด้วยผู้ติดตาม เพื่อชี้แจงและแสดงความเห็นตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ความละเอียดทราบแล้วนั้น แพทยสภาพิจารณาแล้วขอเรียนว่า การประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ประกอบข้อ 12 แห่งข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการประชุมกำหนดให้เฉพาะสภานายกพิเศษเท่านั้น ที่สามารถเข้าฟังการประชุม และชี้แจงแสดงความเห็นในที่ประชุมคณะกรรมการได้ โดยที่ให้ถือเป็นการประชุมลับ ในการประชุมดังกล่าว มีระเบียบวาระในการพิจารณาจำนวนมาก แพทยสภาจึงได้จัดระเบียบวาระสำหรับสภานายกพิเศษฯ ไว้ในวาระเรื่องประธานแจ้งที่ประชุมเพื่อทราบในเวลา 12.00-12.15 น. เพื่อให้สภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ได้ชี้แจงและแสดงความเห็นต่อคณะกรรมการแพทยสภา ทั้งนี้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ จะเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการแพทยสภาในวันที่ 12 มิ.ย.2568 เพื่อชี้แจงเหตุผลการวีโต้มติแพทยสภา ลงโทษ 3 แพทย์ที่รักษานายทักษิณ ชินวัตร บนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ก่อนกรรมการแพทยสภาลงมติอีกครั้ง #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #สมศักดิ์เทพสุทิน #ทักษิณ #ทักษิณชินวัตร #แพทยสภา #ป่วยทิพย์ #ชั้น14 #จริยธรรม #ศาลฎีกา #คดีทักษิณ #อภิสิทธิ์ชนไม่ติดคุก #จับตา23มิถุนา
“โรงพยาบาลรัฐ 218 แห่งขาดทุน” กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการสาธารณสุขช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2568 จากการเปิดข้อมูลโดยนพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ อดีตประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ.รพท.) ในงานเสวนาเรื่อง “ทิศทางการดำเนินงานระบบบัตรทองในปัจจุบันและอนาคต” พร้อมเสียงสะท้อนว่า “ระบบงบประมาณที่จ่ายไม่เท่าทุนรักษา” กำลังผลักโรงพยาบาลให้ยิ่งรักษายิ่งเข้าเนื้อ ขณะเดียวกัน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผู้บริหารงบ “บัตรทอง” กลับออกมาชี้แจงว่าความจริงอาจไม่ได้หนักขนาดนั้นและตัวเลข 218 แห่งอาจตีความเกินจริง ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างฝ่ายโรงพยาบาลกับหน่วยบริหารงบ—คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ “ใครผิด” แต่คือเราจะรักษาคุณภาพระบบสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างไร ท่ามกลางทรัพยากรที่ไม่พอ? ตัวเลขหนี้ที่ทำให้สะดุ้ง ข้อมูลจากนพ.อนุกูลระบุว่า โรงพยาบาลในสังกัด สธ. มี “เงินบำรุงติดลบ” รวม4,219.4 ล้านบาท (ไตรมาส 1 ปี 2568) โรงพยาบาล218 แห่งจาก 902 แห่ง มีสถานะเงินสดติดลบ 10 อันดับโรงพยาบาลที่ขาดทุนมากที่สุดรวมกันเกือบ1,918 ล้านบาทโดยอันดับ 1 คือ รพ.ขอนแก่น ติดลบ848.3 ล้านบาท ต้นทุนที่ไม่เคยถูกชดเชยเต็ม ต้นตอสำคัญคือ “ค่าถ่วงน้ำหนักโรค” หรือadjRW ที่รัฐใช้คำนวณงบรายหัวผู้ป่วยใน ต้นทุนจริงต่อ 1 adjRW อยู่ที่ราว 13,000 บาท สปสช. เคยจ่าย8,350 บาทและมีข่าวว่าถูกหั่นลงเหลือ7,100 บาทในปี 2568 แพทย์จึงตั้งคำถามว่า “ถ้าเงินที่ได้ยังไม่ถึงต้นทุนจริง ระบบจะรักษาคุณภาพได้อย่างไร?” ฝั่ง สปสช. ออกโรงโต้ทันที สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ออกมาชี้แจงหลายประเด็นสำคัญ: 1. ตัวเลข 218 แห่ง “ไม่สะท้อนภาพรวม” สปสช.ระบุว่าถ้าใช้หลักบัญชีทุนหมุนเวียนสุทธิ (Net Working Capital) จริง มีเพียง13 โรงพยาบาลที่ติดลบไม่ใช่ 218 แห่ง 2. “ไม่ได้ลด” ค่าจ่ายต่อ adjRW ยังยืนยันว่าจ่าย8,350 บาท/adjRW เท่าเดิม ข่าวลดเหลือ 7,100 บาทไม่เป็นความจริง…
เป็นภารกิจต่อเนื่องของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่หลังจากประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลของกองกำลังสุรนารี ที่ประจำการในอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์แล้ว ได้เยี่ยมพบปะประชาชนตามแนวชายแดน และดูชาวบ้านร่วมมือกันทำบังเกอร์ หลบภัยชั่วคราวกรณีเกิดการปะทะตามแนวชายแดน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์บอกวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ขอรับบริจาคท่อซีเมนต์ และทรายมาแทนยางรถยนต์เพื่อช่วยเหลือกันเองก่อน จากนั้นจะทำเรื่องของบประมาณจากกระทรวงมหาดไทยต่อไป ขณะที่นายกฯ อุทานออกมาบอก “ท่านผู้ว่าฯ แจ้งไปเลย “โธ่” ของบฯ ไปเลย กระทรวงมหาดไทย” พร้อมระบุถ้าอยากได้เพิ่มตรงไหนให้แจ้งได้เลย ซึ่งผู้ว่าฯ แจ้งว่าได้สำรวจพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจึงไปเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านในพื้นที่ ท่ามกลางบรรยากาศอย่างอบอุ่น #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #ไทยกัมพูชา #ชายแดนไทยกัมพูชา #รัฐบาลแพทองธาร #แพทองธาร #แพทองธารชินวัตร #ละเมิดอธิปไตย #กองทัพไทย #ช่องบก #กองทัพภาคที่2 #กองกำลังสุรนารี #ปิดเปิดด่าน
