Author: Writer Publisher

เทียบแถลงการณ์รัฐบาลไทย-กัมพูชา เขารุกหนัก เรายังไม่ชัด จนทบ.ต้องออกโรงเสริม “ฝ่ายไทยเปิดฉากยิงก่อนในพื้นที่ของกัมพูชา” – คือข้อกล่าวหาหนักจากรัฐบาลกัมพูชาเมื่อ 4 มิ.ย. แต่รัฐบาลไทยกลับรอถึงเย็นวันที่ 5 มิ.ย. จึงออกแถลงการณ์ — โดยไม่แตะข้อกล่าวหานี้แม้แต่น้อย ทำให้ กองทัพบกไทยต้องออกมาโต้เอง ว่าข้อกล่าวหานั้น “ไม่เป็นความจริง” —— กัมพูชา: แถลงก่อน–รุกก่อน–ชิงพื้นที่ทางการทูต • รัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์ 4มิ.ย. กล่าวหาว่า กองทัพไทยเปิดฉากยิงทหารกัมพูชาที่ประจำการอยู่ในหมู่บ้านเตโชมรกต ทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย • ชี้ว่าเป็น การละเมิด MOU ปี 2543 และการใช้กำลังที่ “ไม่มีการยั่วยุ” • ประกาศนำข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน 4 จุด คือปราสาทตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด ตาควาย และช่องบก ขึ้นศาลโลก (ICJ) โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภากัมพูชาแล้ว • ยืนยันจัดประชุม JBC 14 มิ.ย. แต่จะ ไม่หารือพื้นที่ 4 จุด เพราะจะนำเข้าสู่ศาลโลกแล้ว ท่าทีของกัมพูชา จึงเป็นการวางเกมหลายชั้น 1. กล่าวหาไทยละเมิดอธิปไตย 2. โยนปัญหาสู่ ICJ 3. ยังรักษารูปแบบความร่วมมือทวิภาคีบางระดับ เพื่อไม่ให้ดูแข็งกร้าวจนเกินไปในสายตานานาชาติ —— รัฐบาลไทย: ออกช้ากว่า–เลือกใช้ภาษากลาง–ไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยตรง • แถลงการณ์รัฐบาลไทยเย็นวันที่ 5 มิ.ย. ระบุเพียงว่า “ทั้งสองฝ่ายได้หารือใช้กลไก JBC / GBC / RBC แก้ปัญหา” “ไทยไม่รับเขตอำนาจศาลโลก ICJ ตั้งแต่ปี 2503” “ไม่ควรขยายประเด็นนอกพื้นที่ปะทะ” • ไม่มีข้อความใด ตอบโต้ข้อกล่าวหาว่าไทยเปิดฉากยิงก่อน • ไม่มีการกล่าวถึงการเสียชีวิตของทหารกัมพูชา หรือการอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ จุดปะทะ ด้วยการใช้ถ้อยคำเช่นนี้ทำให้แถลงการณ์ไทยดู “เชิงรับ-เลี่ยงชน” มากกว่า…

Read More

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. และอดีตประธาน กมธ.ป.ป.ช. ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) ขอให้ตรวจสอบการจัดซื้อและต่อสัญญาน้ำดิบจากเอกชน หลังพบข้อพิรุธหลายประเด็น ทั้งการปรับราคาสูงผิดจากที่ระบุในสัญญาเดิม และการใช้เงื่อนไขเก่ากับแหล่งผลิตใหม่ที่อาจขัดต่อหลักกฎหมาย สัญญาเดิมราคาน้ำ 10.52 บาท/ลบ.ม. – แต่เรียกเก็บจริง 17.44 บาท/ลบ.ม. นายวิลาศระบุว่า สัญญาที่ กปภ. ทำกับเอกชนตั้งแต่ปี 2543 ระบุชัดว่าสิทธิการใช้น้ำเป็นของ กปภ. และราคาน้ำดิบกำหนดไว้ที่ 10.52 บาท/ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เริ่มผลิตน้ำเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2547 กลับมีการเรียกเก็บในอัตรา 17.44 บาท/ลบ.ม. โดยราคาซื้อน้ำดังกล่าวคิดจากปริมาณน้ำออกจากโรงผลิต ไม่ได้คิดค่าน้ำสูญเสียอีกประมาณ 40% ทำสัญญาซื้อเพิ่มไม่ประกวดราคา-ไม่ขออนุมัติครม. ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 กปภ. ซื้อน้ำเพิ่มจาก 3.5 แสนลบ.ม. เป็น 5.4 หมื่นลบ.ม. โดยไม่มีการประกวดราคาและไม่มีการขออนุมัติครม. จากนั้นยังการแก้ไขสัญญาในวันที่ 31 พ.ค. 2567 โดยให้คิดค่าน้ำเพิ่มขึ้นทุกปีตามดัชนีผู้บริโภค ทำให้กปภ.ขาดทุนมากขึ้น นายวิลาสตั้งคำถามว่า การต่อสัญญาใช้ราคาสูงจากต้นน้ำโดยไม่ผ่านการประเมินต้นทุนใหม่ หรือประมูลอย่างโปร่งใส เข้าข่ายเอื้อประโยชน์ให้เอกชนอย่างไม่เหมาะสมหรือไม่? 5 ข้อกล่าวหาส่อทุจริต นายวิลาศขอให้ป.ป.ช.ตรวจสอบการกระทำของคณะกรรมการ กปภ. และผู้ว่า กปภ. ว่าเป็นการกระทำทุจริตต่อหน้าที่จงใจทำให้ กปภ.เสียหาย ทำผิดระเบียบและข้อกฎหมายหรือไม่ ใน 5 ข้อกล่าวหาคือ 1 การซื้อน้ำโดยใช้วิธีคิดค่าน้ำเพิ่มราคาทุกปีตามดัชนีผู้บริโภค ทำให้กปภ.ขาดทุนจำนวนมหาศาลมาตลอด แต่ก็ยังทำสัญญาซื้อน้ำเพิ่มในลักษณะเดียวกันอีก 2 ตามระเบียบต้องขออนุมัติ ครม.ใช่หรือไม่? 3 โรงผลิตน้ำของผู้ขายที่กระทุ่มแบนสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 60 มีการตกลงล่วงหน้าให้ก่อสร้างเพื่อจะซื้อน้ำต่อไป แต่โดนคัดค้านว่ามีการเอื้อประโยชน์ จึงมีการแก้ไขสัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ขายด้วยวิธีหลบหลีกกฎหมาย ขอให้ตรวจสอบว่าก่อสร้างตั้งแต่ปี 60 เพราะอะไร? 4 การซื้อน้ำนอกจากต้องขออนุมัติครม. แล้ว ต้องประกวดราคา การกระทำด้วยวิธีนี้ส่อว่าเป็นการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่? 5 การซื้อน้ำโดยใช้การผลิตจากโรงผลิตน้ำใหม่ถือว่าเป็นสัญญาใหม่…

Read More

ในภาวะวิกฤต…ผู้นำที่พูดได้ดี คือคนที่ทำให้คนทั้งประเทศ “ไม่แตกแยก-เชื่อมั่น-รวมพลัง” ในภาวะปกติ…ผู้นำที่พูดได้ไม่ดี อาจยังพอประคองไปได้ แต่ในวันที่ไฟลามชายแดน สังคมขุ่นเคือง การสื่อสารแบบขาดวุฒิภาวะ = จุดไฟซ้ำในบ้านตัวเอง ⸻ ไม่มีผู้นำประเทศคนไหน “เลือกได้” ว่าอยากพูดเฉพาะเรื่องที่ตัวเองสบายใจ หรืออยากตอบเฉพาะคำถามที่คุมเกมได้ เพราะตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” คือผู้รับผิดชอบทุกมิติของชีวิตประชาชน — ตั้งแต่ราคาข้าว ค่าไฟ การทูต ไปจนถึงคำถามจากนักข่าวที่ทำเนียบ ยิ่งในภาวะวิกฤต — ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งชายแดน หรือแรงเสียดทานในประเทศ ประชาชนไม่ได้ต้องการแค่ “คำตอบ” แต่ต้องการ ภาวะผู้นำผ่านการสื่อสาร ที่พูดแล้วสร้างความมั่นใจ ไม่ใช่พูดน้อยจนเกิดความไม่แน่ใจหรือพูดไม่ชัดแบบคลุมเครือ หรือแสดงพฤติกรรมที่ทำให้คนรู้สึกว่า “ขาดวุฒิภาวะ” เสียงของความเงียบ…ดังเสมอ เมื่อผู้นำเลือกแสดงความไม่พอใจใส่นักข่าว เมื่อคำตอบกลายเป็นการประชดประชัน หรือพูดตัดบท เมื่อท่าทีของผู้นำสะท้อนว่า “ฉันเหนือกว่าพวกคุณ” สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความขุ่นเคืองของสื่อ แต่คือ “ความระแวงของประชาชน” ที่เริ่มไม่มั่นใจว่ารัฐบาลยังยืนอยู่ตรงไหน นี่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของ แพทองธาร ชินวัตร แต่นี่คือระดับ “ผู้นำประเทศ” ทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีขาดวุฒิภาวะในการสื่อสาร มันจะย้อนกลับมาทำลายศักยภาพของรัฐทั้งระบบ การเจรจาระหว่างประเทศอาจไร้น้ำหนัก คำเตือนของรัฐเวลาวิกฤตอาจไร้คนฟัง หน่วยงานต่าง ๆ ไม่กล้าตัดสินใจ เพราะไม่รู้ว่าผู้นำจะหนุนหรือจะนิ่ง ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นได้จากเพียงพฤติกรรมเดียว —ความไม่รู้จักพูดในเวลาที่ควรพูด นักวิชาการเตือน: นี่คือ “ภาวะวิกฤต” แล้ว ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์รัฐศาสตร์ มธ. ชี้ว่า สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่กำลังปะทุ ไม่ใช่แค่วิกฤตด้านความมั่นคง แต่กำลังบานปลายเป็นปัญหาการเมืองภายใน หากรัฐยังสื่อสารล่าช้า ไม่ชัดเจน และไร้เอกภาพ “รัฐบาลต้องยกระดับเป็น การสื่อสารในภาวะวิกฤต ได้แล้ว และต้องกำหนดให้ชัดว่าใครคือคนพูดในนามรัฐบาล เพราะทุกนาทีของความล่าช้าคือเชื้อไฟของความไม่ไว้วางใจ ” — ดร.ปุรวิชญ์ เขาชี้ว่านายกฯ พลาดโอกาสสำคัญในการแถลงข่าว เพราะในขณะที่ประชาชนรอฟังคำอธิบายเกี่ยวกับข่าวทหารกัมพูชารุกคืบ 200 เมตร สื่อกลับต้องรายงานท่าทีนายกฯ ที่เบ้ปากหรือพูดประชดนักข่าว “พื้นที่สื่อที่ควรใช้เพื่อสร้างความเข้าใจกลับถูกกลบด้วยอารมณ์ของผู้นำ” — ดร.ปุรวิชญ์ ตำแหน่งนายกฯ ไม่ใช่เวทีโชว์เฟียส…แต่คือเวทีที่คำพูดต้องแบกประเทศได้ หากนายกฯ “ไม่อยากพูด” เพราะกลัวคำถาม หรือ…

Read More

หลังเพจกองทัพบก Royal Thai Army เชิญชวนประชาชนคนไทยร่วมกันติดแฮชแทก #ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขนาด เพื่อให้กำลังใจ และสนับสนุนการทำหน้าที่ของทหารในการปกป้องอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย โดยมีชาวเน็ตจำนวนมากแห่ติด #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด พร้อมคอมเมนต์ให้กำลังใจทหารทุกนายที่ปกป้องแผ่นดินไทยตั้งแต่เมื่อวานนี้ ปรากฎว่ากระแสติดแฮชแทกยังมีอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับภาพการเตรียมพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรับสถานการณ์ ไม่เพียงประชาชนเท่านั้น พรรคการเมืองอย่างภูมิใจไทย ถือเป็นพรรคแรกที่ขึ้นภาพธงชาติไทยพร้อมติด# ดังกล่าว รวมถึงติดไว้ที่คลิปอภิปรายของ สส.พรรคอย่างนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคอีกด้วย ขณะที่คนดังหลายคนก็เริ่มติด # นี้เช่นกันอย่างนักมวยชื่อดัง บัวขาว บัญชาเมฆ ที่โพสต์ภาพแต่งเครื่องแบบ และ #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด เป็นกำลังใจทหารด้วย ทั้งนี้กองทัพบกประกาศความพร้อมสำหรับการใช้กำลัง หากถูกรุกล้ำอธิปไตย หลังจากความพยายามแก้ไขปัญหาแบบสันติไม่บรรลุผล

Read More

เป็นแถลงการณ์กองทัพบกที่ประกาศชัดเจนในเรื่องนี้ โดยพลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีกัมพูชาอ้างถึงเหตุการณ์ปะทะที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่กล่าวหาว่าฝ่ายไทยเปิดฉากยิงก่อนนั้น ยืนยันไม่เป็นความจริง เพราะที่ผ่านมากองทัพบก โดย ผบ.ทบ.เน้นย้ำหน่วยและกำลังพลให้เคร่งครัดในเรื่องกฎการปะทะ และการปะทะครั้งนั้นเป็นไปในลักษณะของการป้องกันตัวระดับบุคคล เนื่องจากขณะนั้น หน่วยได้รับข่าวสารว่ามีทหารกัมพูชาพร้อมอาวุธได้รุกล้ำเข้ามาวางกำลังในพื้นที่ประเทศไทย ฝ่ายไทยจัดกำลังขนาดเล็กเข้าไปเพื่อลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ แต่ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธตอบโต้จึงเกิดการปะทะ ซึ่งเรื่องนี้ได้ชี้แจงไปก่อนหน้านี้แล้ว ยืนยันเหตุข้อพิพาทในพื้นที่ ฝ่ายไทยพยายามดำเนินการผ่านกลไกเจรจาระหว่างหน่วยทหารในพื้นที่ ตามที่ทั้งสองประเทศตกลงไว้ แต่กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาที่ไม่มีท่าทีให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในระยะหลัง โฆษกกองทัพบกยังเผยว่า กองทัพบกมีความพร้อมต่อปฏิบัติการทางทหารในระดับสูง เพื่อรองรับกรณีที่จำเป็นต้องใช้มาตรการทางทหารตอบโต้ปัญหาการรุกล้ำอธิปไตย หลังจากติดตามรวบรวมข่าวสารจากฝั่งกัมพูชา พบฝ่ายกัมพูชาดำเนินการเตรียมความพร้อมทางทหารอย่างเข้มขัน ควบคู่กับมาตรการด้านการต่างประเทศมาโดยตลอด ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ากังวลในแง่มุมทางทหาร ทำให้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารบกมีคำสั่งทุกหน่วยเตรียมความพร้อมในระดับสูงเพียงพอในการตอบสนองต่อภารกิจในขั้นของการใช้กำลังทางทหาร ตามแผนป้องกันประเทศ เพื่อตอบโต้กรณีการรุกล้ำอธิปไตยในขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบ เมื่อใช้ความพยายามแก้ปัญหาตามแนวทางแห่งสันติที่ทุกฝ่ายปราถนาแล้ว แต่ไม่บรรลุผล นอกจากนี้พลตรีวินธัย ยังโพสต์ข้อความล่าสุดอีกด้วยว่า กองทัพบกขอยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่ของกองกำลังในพื้นที่ชายแดน ดำเนินการด้วยความรอบคอบ สุขุม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจสถานการณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียกับทุกฝ่าย ขณะเดียวกัน ก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ อย่างเต็มขีดความสามมรถ หากสถานการณ์จำเป็น #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#รัฐบาล#ครม#ชายแดน#ทหารไทย#ไทยกัมพูชา#รัฐบาล#JBC#ICJ#ชายแดนไทยกัมพูชา#กองทัพบก

Read More

“เอาความรู้จักฮุน เซน มากำหนดท่าทีประเทศหรือเปล่า?” เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” พิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท. จี้รัฐบาลไทยแข็งอย่าปล่อยให้กัมพูชารุกรานอธิปไตยชาติ ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ⸻ คปท.บุกกลาโหม–กองทัพบก เรียกร้องใช้ “สภาความมั่นคงฯ – สภากลาโหม” นำเกมเจรจา พิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เดินทางเข้ายื่นข้อเสนอที่กระทรวงกลาโหมและกองทัพบก เรียกร้องให้รัฐบาลโดยเฉพาะนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ใช้กลไกสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และสภากลาโหมเป็นตัวหลักในการกำหนดยุทธศาสตร์รับมือข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา —— ถามแรง “กลัวตระกูลฮุนหรือเปล่า?” ท่าทีรัฐบาลอ่อน ทำไทยเสียเปรียบ พิชิตตั้งคำถามกลางรายการว่า รัฐบาลไทยเดินเกมเชิงรับมากเกินไปในขณะที่กัมพูชาเดินหน้ารุกทุกทาง ทั้งการทหาร การทูต และการสื่อสารไปยังประชาคมโลก “ท่าทีของนายกฯ เหมือนเกรงใจความสัมพันธ์ส่วนตัวมากเกินไปหรือไม่ รู้จักฮุน เซน ฮุน มาเนต แล้วมากำหนดท่าทีของประเทศหรือไม่ ผมรู้สึกว่าจะทำให้ไทยเสียเปรียบในอนาคต” เขาชี้ว่ากระทรวงกลาโหมไม่เคยประท้วงอย่างเป็นทางการว่ากัมพูชารุกล้ำ มีเพียงท่าทีจากกองทัพภาคที่ 2 ต่างจากฝั่งกัมพูชาที่เดินเกมรัฐ–สภา–ผู้นำชัดเจน ——- JBC ต้องมี “ท่าที” อย่าให้การเมืองทำทหารอึดอัด พิชิตกล่าวถึงการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) วันที่ 14 มิ.ย.นี้ว่า ไทยต้องมีท่าทีที่ชัดเจนว่าพื้นที่ใดเป็นของไทย โดยต้องเปิดทางให้ทหารสามารถดำเนินยุทธวิธีได้เต็มที่ ไม่ใช่ถูกการเมืองตีกรอบ “คำสั่งในทางการเมืองต้องไม่ทำให้หน่วยปฏิบัติอึดอัด… ต้องมีท่าทีที่แข็งกร้าวมากกว่านี้” —— สันติวิธีไม่ใช่ความอ่อนแอ เสนอ “ปิดด่าน–ตัดเน็ต–อัยการศึก” ถ้าจำเป็น เขาเสนอว่าควรมีมาตรการตอบโต้ ทั้งในทางทหารและเศรษฐกิจ เช่น ปิดด่านบางช่วงเวลา ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ความมั่นคงสูง ไปจนถึงการพิจารณาประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่หากจำเป็น “การเจรจาคือแนวทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แต่ต้องกำหนดทิศทางและเขตแดน… ไม่ใช่เรายืนนิ่งแล้วปล่อยให้เขารุกราน” ——- คนไทยไม่ทน 6 มิ.ย. บุกสถานทูตกัมพูชา – 9 มิ.ย. ยื่นต่างประเทศ พิชิตประกาศว่า วันที่ 6 มิ.ย. จะเดินทางไปแสดงพลังที่สถานทูตกัมพูชา และวันที่ 9…

Read More

วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลา 17.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงต่อสื่อมวลชนว่า รัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เมื่อเวลา 16.30 น. เพื่อแสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการต่อกรณีปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 จนถึงปัจจุบันเดินหน้าใช้กลไก JBC-GBC-RBC แก้ปัญหาชายแดน แถลงการณ์ระบุว่า ตั้งแต่เกิดเหตุปะทะบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี รัฐบาลไทยและกัมพูชาได้ตกลงร่วมกันใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ ได้แก่ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) การหารือระดับผู้บัญชาการทหารบกของทั้งสองประเทศ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ได้เน้นย้ำการยึดหลักสัมพันธ์อันดีระหว่างกันในการคลี่คลายสถานการณ์ ไม่รับ ICJ – ไม่ขยายกรอบข้อพิพาทต่อข้อเสนอจากฝั่งกัมพูชาที่ระบุจะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการ ICJ นั้น รัฐบาลไทยยืนยันว่า ไม่เคยยอมรับอำนาจศาลนี้มาตั้งแต่ปี 2503 และยังคงยึดหลักการแก้ปัญหาผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศได้ตกลงไว้ร่วมกัน “สิ่งสำคัญคือ ทั้งสองฝ่ายควรจำกัดกรอบการหารือไว้เฉพาะพื้นที่ที่มีการกระทบกระทั่ง ไม่ควรขยายปมพิพาทให้ลุกลาม” — นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รัฐบาลไทยย้ำไม่ต้องการความสูญเสีย – พร้อมร่วมประชุม JBC รัฐบาลไทยเน้นย้ำว่า ไม่ประสงค์ให้เกิดความสูญเสียใด ๆ กับฝ่ายใด และเรียกร้องให้เดินหน้าแก้ไขปัญหาภายใต้กลไกที่มีอยู่ ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 26 ปี และมีผลงานเป็นรูปธรรมหลายโครงการ อาทิ สะพานมิตรภาพไทย–กัมพูชา ที่บ้านหนองเอี่ยน – ปอยเปต สะพานข้ามพรมแดนใหม่ที่บ้านผักกาด จ.จันทบุรี – บ้านปรม จ.ไพลิน พร้อมประชุม JBC 14 มิ.ย. – ขอความร่วมมือจากกัมพูชา โฆษกรัฐบาลเปิดเผยว่า ประเทศไทยพร้อมเข้าร่วมประชุม JBC ในวันที่ 14 มิถุนายน 2568 และคาดหวังว่ากัมพูชาจะเดินหน้าในแนวทางเดียวกัน ภายใต้หลักสันติภาพ…

Read More

วันที่ 5 มิ.ย. 2568 ที่รัฐสภา — คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา จัดประชุมรับฟังความเห็นเรื่อง “แนวทางการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex)” โดยเชิญหน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ และอดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมแสดงความเห็น ในการนี้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมชี้แจงแนวทางของรัฐบาล ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมแสดงความเห็นในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ ⸻ “2 ปีต้องเห็นผล” – รัฐชี้โอกาสเศรษฐกิจใหม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายให้การดำเนินนโยบาย Entertainment Complex มีความชัดเจนเป็นรูปธรรมภายใน 2 ปี เนื่องจากขณะนี้มีเสียงสนับสนุนจากภาคเอกชน เช่น หอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมฯ ว่าควรลดการสูญเสียรายได้จากคนไทยที่เดินทางไปใช้บริการในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเก๊า กัมพูชา หรือสิงคโปร์ เขายืนยันว่าหากมีการดำเนินการในไทย จะมีการกำหนดเขตพื้นที่ชัดเจน (โซนนิ่ง) และวางกรอบกฎหมายกำกับอย่างรอบคอบ “ประเทศไทยจะอยู่เฉยและถูกดูดส่วนแบ่งรายได้ออกไปไม่ได้ ต้องสร้างแมนเมดเดสทิเนชั่น ยกตัวอย่างการลงทุนก่อสร้างฮอลล์ระดับโลก เพื่อรองรับกิจกรรมระดับโลกกว่า 30,000-50,000 ล้านบาท มีความเสี่ยงในการลงทุน การมีสถานบันเทิงครบวงจรเป็นการยืนยันต่อผู้ลงทุนว่า จะมีฐานประชากรเข้ามาใช้บริการ เพื่อให้เชื่อมั่นว่าประสบความสำเร็จได้” ⸻ “อภิสิทธิ์” เตือน กาสิNOไม่ใช่คำตอบ ในอีกด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความเห็นว่า การเปิดกาสิNOอาจนำมาซึ่งปัญหาสังคมมากกว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยยกตัวอย่างจากประเทศเพื่อนบ้านว่า ไม่สามารถใช้กาสิNOเป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นการท่องเที่ยวหรือพัฒนาเศรษฐกิจได้จริง สิ่งที่ไทยควรมุ่งเน้นคือการวางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน มีจุดขายเฉพาะ มีคุณภาพ และมีระบบรองรับที่เหมาะสม มากกว่าจะใช้กาสิNO เป็นทางลัด เขาท้าว่าทำไมไม่ทำสถานบันเทิงครบวงจรโดยไม่มีกาสิNO ถ้าอ้างว่ากาสิNO สร้างงาน ถามว่าเป็นตำแหน่งที่สูงหรือไม่ มีหลักประกันว่าจะไม่เป็นคนต่างชาติหรือเปล่า? ส่วนข้ออ้างเรื่องภาษีก็ยังมีคำถามว่าสุดท้ายแล้วจะเก็บภาษีได้สูงจริงหรือไม่ เพราะอาจมีข้ออ้างดึงดูดนักลงทุนเก็บภาษีมากก็จะไม่มาลงทุนอีก ข้อกังวลอีกเรื่องที่อภิสิทธิ์หยิบยกขึ้นมาชวนคิดคือ หากวันใดมีกาสิNO รัฐบาลจีนอาจไม่ให้ชาวจีนมาเที่นวไทย ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากเพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนมีจำนวน 1 ใน3 ของนักท่องเที่ยวที่มาไทย จึงต้องคำนวณด้วยว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ “ผมยืนยันความเชื่อและเหตุผลที่มีมาตลอด 30 กว่าปีที่เข้ามาทำงานการเมืองว่า ผลได้จากนโยบายนี้ ไม่น่าจะคุ้มกับผลเสียและความเสี่ยงที่จะตามมาอีกมากมาย” อภิสิทธิ์…

Read More

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี วันนี้สื่อสารกับประชาชนโดยใช้วิธีโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ล่าสุดเป็นกรณีข้อพิพาทไทย-กัมพูชา โดยโพสต์ภาพและข้อความระบุว่ากรณีที่ทางรัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา นายกฯ ได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และรองนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งได้โทรศัพท์เข้ามารายงานเรื่องการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ณ จังหวัดอุบลราชธานีอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินภาพรวมอย่างรอบด้าน รัฐบาลไทยขอยืนยันในหลักการแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางสันติวิธี ภายใต้ความเคารพในอธิปไตยและดินแดนของกันและกัน ในกรณีที่กัมพูชาประสงค์จะเสนอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เข้ามามีบทบาท รัฐบาลไทยขอเรียนว่า ประเทศไทยไม่ได้ให้การยอมรับเขตอำนาจศาล ICJ ในกรณีพิพาทต่างๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 จนถึงปัจจุบัน และขอย้ำว่าประเด็นที่เกิดขึ้นควรได้รับการแก้ไขปัญหาในบริเวณที่มีการกระทบกระทั่งกันเท่านั้น ไม่ขยายประเด็นปัญหาออกไป “ประเทศไทยยังยึดมั่นในกลไกการหารือทวิภาคี ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้มาโดยตลอด เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศค่ะ” นายกฯ ระบุ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#รัฐบาล#ครม#ชายแดน#ทหารไทย#ไทยกัมพูชา#รัฐบาล#JBC#ICJ#ชายแดนไทยกัมพูชา

Read More

โดยเพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย ซึ่งปกติจะโพสต์กิจกรรม หรือผลงานของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีของพรรค น้อยครั้งที่ใช้หน้าเพจออกมาโพสต์ทำนองชี้แจงเพิ่มเติมแทนนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี แต่ล่าสุดเพจเฟซบุ๊กของพรรคโพสต์ระบุข้อความตัวใหญ่ว่า “กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ล้ำเขต No Man’s Land 200 เมตร ‘ภูมิธรรม’ พร้อมปิดด่าน ถ้าเจรจาไม่สำเร็จ” พร้อมกับโพสต์เนื้อหาของข่าวของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ยอมรับหลังลงพื้นที่ “หน้างาน” ชายแดนไทย-กัมพูชา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานีตามที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีระบุ และพบว่าทหารกัมพูชารุกล้ำพื้นที่จริง แต่นายภูมิธรรมอ้างว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนที่ต่างอ้างสิทธิ และกันพื้นที่ไว้หรือเรียกว่า โนแมนส์แลนด์ เข้ามา 200 เมตร แต่ไม่ได้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย ในเนื้อหายังระบุว่าจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในการประชุมฝ่ายความมั่นคง 10 โมงเช้าพรุ่งนี้ เพื่อสรุปมาตรการตอบโต้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน พร้อมย้ำจุดยืนรัฐบาลและกองทัพพร้อมปกป้องอำนาจอธิปไตยและดินแดนของไทยอย่างเต็มที่ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ หากเจรจาไม่สำเร็จก็จะทำการตอบโต้ด้วยการปิดด่าน ทั้งนี้มีชาวเน็ตเข้าไปแสดงความเห็น ส่วนหนึ่งระบุว่าสรุปว่ารุกล้ำจริง แต่เมื่อวานนายกฯ ยังเถียงนักข่าว และหัวเราะเยาะอยู่เลย อีกคนระบุว่าทำไมต้องขับเคลื่อนด้วยแรงด่าด้วย บางส่วนสงสัยถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องด่วนทำไมไม่หารือทันทีต้องรอถึงวันพรุ่งนี้ด้วย #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#รัฐบาล#ครม#ชายแดน#ทหารไทย#ไทยกัมพูชา#รัฐบาล#JBC#ICJ#ชายแดนไทยกัมพูชา#ละเมิดอธิปไตย

Read More