Author: Writer Publisher

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ นำแถลงการณ์ของกลุ่มแพทย์อาวุโส ที่แสดงความห่วงใยและให้กำลังใจกรรมการแพทยสภา ให้ทำหน้าที่โดยไม่ให้อิทธิพลการเมืองแทรกองค์กรวิชาชีพ ขอให้รักษาจรรยาบรรณและความโปร่งใส ในแถลงการณ์เริ่มด้วย “เพื่อดำรงจริยธรรมและจรรยาบรรณแพทยสภาให้ยั่งยืน” จากนั้นเป็นเกริ่นถึงมติคณะกรรมการแพทยสภาที่ลงโทษ 3 แพทย์ที่เอื้อประโยชน์ต่อนักโทษบางคนอ้างว่ามีการป่วยหนักขั้นวิกฤต ด้วยการพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพชั่วคราวและว่ากล่าวตักเตือนนั้น โดยกลุ่มแพทย์จุฬาฯอาวุโสรุ่น 27 ยกย่องชมเชยคณะกรรมการแพทยสภาที่มีมติด้วยความกล้าหาญ ที่ดำรงความยุติธรรมภายใต้กรอบจริยธรรมและจรรยาบรรณของแพทย์ในระดับสูง ทั้งนี้เพื่อปกป้องการรักษาเพื่อนมนุษย์ และขอให้กำลังใจคณะกรรมการให้มุ่งมั่นดำเนินการต่อไปด้วยความกล้าหาญ ไม่ยอมให้อิทธิพลทางการเมือง หรือผลประโยชน์อื่นใดมาโน้มน้าวจูงใจ ให้กระทำหรือไม่กระทำ ไม่ว่าจะโดยลงมติออกเสียงหรือขอไม่เข้าประชุม (เพราะต้องได้มติ 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการแพทยสภาทั้งหมด) ทั้งนี้ขอให้กรรมการแพทยสภายืนยันมติของความถูกต้องดังเดิม เพราะหากปล่อยให้อิทธิพลหรือผลประโยชน์ทางการเมือง มาใช้อำนาจยับยั้งมติเดิมของแพทยสภา ย่อมทำให้องค์กรวิชาชีพแห่งนี้ขาดความศักดิ์สิทธิ์ ยุติธรรม เกิดความแตกแยก และไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #เที่ยงเปรี้ยงปร้าง #รัฐบาลแพทองธาร #กระดานอำนาจ #แพทองธาร #แพทองธารชินวัตร #ทักษิณ #ทักษิณชินวัตร #แพทยสภา #ป่วยทิพย์ #ชั้น14

Read More

23 พฤษภาคม 2568 – สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่คำวินิจฉัยล่าสุด สั่งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและสิทธิเลือกตั้งของ 2 ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมกับบุคคลภายนอกอีก 1 ราย รวมทั้งสิ้น 3 คน หลังพบพฤติการณ์ชัดเจนว่ามีการเจรจาเสนอผลประโยชน์และตำแหน่งเพื่อแลกคะแนนเสียง เพิกถอนสิทธิสมัคร–เลือกตั้ง ชี้มูลความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ผู้ถูกกล่าวหา ได้แก่ • นายขวัญชัย บุญเพ็ชร ผู้สมัคร ส.ว.ระดับจังหวัด กลุ่มที่ 15 (ผู้สูงอายุ คนพิการ ชาติพันธุ์) • นายมงคล ลีลาเลอเกียรติ ผู้มีสิทธิเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ อ.เมืองฯ กลุ่มที่ 15 • นายนิธิพล บุญเพ็ชร (บุคคลภายนอก – ไม่ใช่ผู้สมัคร) ทั้งสามถูกชี้ว่ามีส่วนร่วมในการกระทำฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 และรัฐธรรมนูญมาตรา 226 คลิปเสียง–พยานชัด นัดพบเจรจาที่ร้านอาหาร อ.บางบ่อ จากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ทั้งสามคนพร้อมพยานได้พบกันที่ร้านอาหารใน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ โดยมีคลิปเสียงสนทนาและคำให้การของพยานที่ตรงกันว่าเป็นการพูดคุยเรื่อง “การแลกคะแนน” และ “เสนอผลประโยชน์” เพื่อให้ผู้สมัครได้รับเลือก ถ้อยคำเสนอแลกคะแนน–ตำแหน่งชัดเจน นายมงคลกล่าวว่า “เราหากลุ่มมาจอยกัน อยากได้แต้มใช่มั้ยครับ ผมมีตัวแลกนะ… ถ้าอยากได้ตำแหน่ง ผมมีตำแหน่งให้ ถ้าผมได้เข้าไป” นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่า “ผมมองว่าเรารู้จักกันวันนี้เพื่อผลประโยชน์ในวันข้างหน้า…คุณพอใจส่วนไหน เราจัดให้ได้ ถ้าคุณช่วยผลักดันเรา” ส่วนนายนิธิพล ก็ร่วมเจรจากับพยานเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้นายขวัญชัย โดยบอกว่า “ผมเนี่ยลงมาช่วยคุณพ่อ” รวมถึงข้อความอื่น ๆ ที่เข้ามาช่วยเจรจาเพื่อให้ลงคะแนนให้นายขวัญชัย โทรศัพท์ติดต่อถี่ เชื่อมโยงพฤติกรรมรู้เห็นเป็นใจ การตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือช่วงวันที่ 1 พ.ค. – 30 มิ.ย. 2567 พบว่า…

Read More

“ต้องชดใช้ 10,028 ล้าน ไม่มีพยานหลักฐานขอให้พิจารณาคดีใหม่” – เชาว์ มีขวด ทนายความ ฟันธง พร้อมฟาดแพทองธาร ร่วมขบวนการปลุกปั่นให้คนเกลียดระบบยุติธรรม เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻ ภายหลังนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่ากำลังเตรียมยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ กรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย 10,028 ล้านบาทจากโครงการระบายข้าวจีทูจี นายเชาว์ มีขวด ทนายความ ให้สัมภาษณ์ในรายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง โดยยืนยันชัดว่า “คดีนี้ถึงที่สุดแล้ว” “คดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดครั้งนี้มาจากที่ประชุมใหญ่ของตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ถือว่าพิจารณาโดยละเอียดก่อนจะกลั่นกรองเป็นคำพิพากษา ถือว่าชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว” ⸻ไม่มีหลักฐานใหม่ ไม่มีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ นายเชาว์ตั้งข้อสังเกตว่า ข้ออ้างเรื่องข้าวคงเหลือในคลัง 18.9 ล้านตัน และรายได้จากการระบายข้าว ไม่ใช่เหตุผลที่นำไปสู่การรื้อคดีได้ เพราะไม่เข้าข่ายตามกฎหมาย “ถ้าจะรื้อคดีตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 75 ต้องมีพยานหลักฐานใหม่ หรือมีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งประเด็นข้าวคงเหลือ 18.9 ล้านตันที่ยกขึ้นมา ไม่ใช่หลักฐานใหม่ และไม่ใช่ประเด็นที่ศาลวินิจฉัยด้วย” เขาย้ำว่า คดีนี้ศาลชี้ไว้ชัดว่าความเสียหายเกิดจากการไม่กำกับดูแลในฐานะประธาน กขช. และการไม่ปฏิบัติตามคำท้วงติงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “ศาลฯ ชี้ชัดว่าให้ยิ่งลักษณ์ชดใช้ในส่วนจีทูจี ได้รับทราบผลตรวจสอบการดำเนินโครงการทั้งจาก สตง. และ ป.ป.ช. แต่กลับไม่ติดตามกำกับดูแล ทั้งที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) จึงมีความผิดทางละเมิดที่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย” ⸻ ไม่ใช่แค่คดีเดียว – ยังมีคดีอาญาด้วย นายเชาว์ยังกล่าวถึงคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ที่ตัดสินให้จำคุกนางสาวยิ่งลักษณ์ 5 ปี ว่าเป็นความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการระบายข้าวจีทูจีเช่นกัน “ต้องไม่ลืมว่าความผิดของยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีแค่คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเท่านั้น แต่ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินจำคุก 5 ปีด้วย ฐานผิด 157 และผิด พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 123/1 ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต พฤติการณ์ก็เป็นผลต่อเนื่องจากการระบายข้าวจีทูจี ที่ศาลฯ ชี้ว่าเป็นการขายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการแอบอ้างสัญญาแต่นำข้าวเวียนขายในประเทศ นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าการระบายข้าวจีทูจีมีการทุจริตทุกขั้นตอน” ⸻ ซัดแพทองธาร…

Read More

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี นำทีมชุดเฉพาะกิจตำรวจสอบสวนกลาง 120 นาย เจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามกรมทรัพย์สินทางปัญญากระทรวงพาณิชย์ 30 นาย จับกุมผู้กระทำความผิดที่บริเวณชั้น 1-4 ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง ซึ่งเปิดขาย “ของก๊อปแบรนด์เนม” อย่างโจ๋งครึ่มมานานนับปี ทั้งนี้ทีมเฉพาะกิจสืบพบว่า สาเหตุที่ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์กันอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เพราะมี นายหน้ารับเคลียร์ โดยระบุว่าได้จ่ายสินบนให้กับ จนท.หลายหน่วยงาน จากรายงานลับ และจากการร้องเรียนผ่าน “1111 ทำเนียบรัฐบาล” ได้รับทราบข้อมูล หน่วยงานต่างๆ รวมถึงบุคคลผู้รับเคลียร์หน้าเสื่อให้กับเจ้าหน้าที่ ทั้งพื้นที่ และหน่วยอื่น มีชื่อว่า น.ส. อ นาย ต. และ สารวัตร น. ซึ่งจะดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป ทั้งนี้ ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ทีมฝ่ายสืบสวน ชุดเฉพาะกิจ ได้ลงพื้นที่ทั่วประเทศตรวจสอบพบว่า มีการลักลอบนำเข้าและเปิดขาย สินค้าผิดกฎหมาย ละเมิดลิขสิทธิ์ อย่างโจ๋งครึ่ม มีความโยงใยไปถึงขบวนการค้ามนุษย์ ค้าแรงงาน ที่ผิดกฎหมาย เข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยว แต่มาทำงานเป็นพนักงานขาย ตามห้างสรรพสินค้าทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ในหลายจังหวัด โดยกรณีขายของละเมิดลิขสิทธิ์ ระบุว่า จะจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ห้าหมื่นบาทไปจนถึงแสนบาทต่อเดือน ต่อร้านค้า ขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนสินค้า มีเงินหมุนเวียนเหล่านี้ไปยังเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ ปีละไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาทต่อเดือนต่อพื้นที่ และพบว่า จนท.หลายแห่งใช้บัญชีม้า มีมือทำงาน รับโอนเคลียร์ ส่วนหากจะเปิดเว็บพนัน เว็บโป๊ เว็บผิดกฎหมาย ไม่อยากถูกจับกุมจะต้องจ่าย URL ละ 2-5 หมื่นบาท ซึ่งแต่ละเจ้า จะมี URL ต่อเว็บๆละ กว่า 20 URL เชื่อว่า มีเงินสะพัดในระบบเหล่านี้ ปีละหลายพันล้านบาท

Read More

วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 – เชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Chao Meekhuad” แสดงความเห็นกรณีที่ นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าคดีจำนำข้าวยังสามารถขอพิจารณาใหม่ได้ พร้อมยกกรณีการขายข้าวค้างสต็อกในราคาดีเพื่อหักล้างความเสียหายเดิมนั้น เป็นเพียง “ความพยายามสร้างกระแสทางการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นจากสาระของคดี” นายเชาว์ระบุว่า ประเด็นที่ศาลปกครองสูงสุดใช้ในการวินิจฉัยคดีมิใช่เรื่องจำนวนข้าวเหลือในคลัง 18.9 ล้านตัน หรือราคาขายย้อนหลัง แต่คือการที่นางสาวยิ่งลักษณ์ทราบถึงความผิดปกติในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) แล้วกลับละเลยไม่กำกับดูแล ทั้งที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว โดยยิ่งลักษณ์เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เพียงครั้งเดียวตลอดโครงการ จนนำไปสู่ความเสียหาย 20,057 ล้านบาท โดยศาลพิพากษาว่าต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กระทรวงการคลัง 10,028 ล้านบาท“คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดถือเป็นที่สุดตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ และไม่เข้าเงื่อนไขการรื้อฟื้นคดีตามมาตรา 75” นายเชาว์ระบุ นายเชาว์ ชี้ว่า การอ้างว่ามีข้าวเหลือในคลังซึ่งขายได้ราคาดีไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ เพราะเป็นข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดีแล้ว และศาลได้พิจารณาไปครบถ้วนแล้ว จึงไม่สามารถนำมาขอรื้อฟื้นคดีได้ตามกฎหมาย พร้อมเตือนด้วยว่า หากจะต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในทางสังคม ควรยึดข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย ไม่ใช่สร้างวาทกรรมทางการเมืองที่อาจทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม และทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า ยังสามารถหักล้างความรับผิดในทางกฎหมายได้ ทั้งที่ศาลได้ชี้ขาดประเด็นอย่างชัดเจนแล้ว

Read More

ไล่ไทม์ไลน์การเดินทางอังกฤษที่ไร้ภารกิจสำคัญ แต่เต็มไปด้วยคำถามเรื่องกฎหมายและจริยธรรม “ถ้าเธอเป็นแค่หลานสาว…เธอจะกอดอา จะรัก จะโพสต์แทนใครก็ไม่มีใครว่า แต่เธอคือ ‘นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย’ – ตำแหน่งที่ไม่มีสิทธิ์เลือกยืนข้างความสัมพันธ์มากกว่ากฎหมาย” ⸻ 21–22 พ.ค. 2568: เดินทางอังกฤษ – ไม่พบผู้นำ ไม่ได้มีภารกิจสำคัญ แพทองธาร ชินวัตร เดินทางเยือนอังกฤษในฐานะนายกรัฐมนตรีระหว่างวันที่ 21–22 พฤษภาคม 2568 โดยระบุว่าเป็นภารกิจราชการ แต่กลับไม่ปรากฏกำหนดการพบผู้นำของอังกฤษแม้แต่รายเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ: เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมอาหารไทย (Thai SELECT) เยี่ยมชมซูเปอร์สโตร์ ในอังกฤษ,พบผู้บริหารค่ายมวย ฯลฯ ทั้งหมดเป็นกิจกรรมในระดับเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ไม่มีเนื้อหาทางการทูตหรือยุทธศาสตร์ระหว่างรัฐเลยแม้แต่น้อย มีแต่คำอ้าง Soft Power แบบกลวง ๆ ⸻ โชว์ภาพคู่กับยิ่งลักษณ์ – นักโทษหนีคดี สิ่งที่โดดเด่นที่สุดกลับไม่ใช่ภารกิจเพื่อชาติ แต่เป็นภาพคู่กับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาสาว-อดีตนายกฯ ที่ถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 5 ปีในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดทุจริตจำนำข้าวแบบจีทูจี และยังมีหมายจับอยู่ในระบบ ยิ้มแย้มชื่นมื่น…ไม่มีใครอิจฉากับความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว แต่ที่เขาตั้งคำถามคือ นายกฯ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่แจ้งพิกัดนักโทษหนีคดี ผิดมั้ย? ภาพที่ปรากฏสะท้อนชัดว่า “ความเป็นหลานสาว” มาก่อน “บทบาทผู้นำรัฐบาล” หรือไม่? ⸻ ละเว้นหน้าที่–เสี่ยงผิดอาญา มาตรา 157 เมื่อนายกรัฐมนตรีพบผู้ต้องโทษที่ยังมีหมายจับอยู่ แต่ไม่แจ้งพิกัด ไม่สั่งการ ไม่มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการใด ๆ อาจเข้าข่าย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ระบุว่าเจ้าพนักงานที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีนี้นายกรัฐมนตรีรู้พิกัดของนักโทษหนีคดี แต่ไม่ดำเนินการสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจ อัยการ หรือกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในสายบังคับบัญชาโดยตรง ให้ติดตามนำตัวกลับมา อาจตีความว่าเป็นการละเว้นโดยมิชอบ โพสต์สนับสนุน “ถูกปล้นความยุติธรรม” – ล้ำเส้นจริยธรรมร้ายแรง แพทองธารยังแชร์โพสต์ข้อความที่ว่า “ถูกปล้นความยุติธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ใช้ต่อกรณียิ่งลักษณ์ถูกศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ชดใช้ 10,028 ล้านบาท จากความประมาทเลินเล่อร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ยับยั้งการทุจริตที่เกิดขึ้นในการระบายข้าวแบบจีทูจี…

Read More

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ทนายความ และอดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความนี้เพื่อแจ้งความคืบหน้าคดีที่แพทย์หญิงธารดาว จันทร์ดำ หรือหมอปาย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องชายชาวต่างชาติในคดีทำร้ายร่างกาย หลังเมื่อกันยายนปีที่แล้ว ศาลแขวงภูเก็ตยกคำฟ้องของโจทก์ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย จนนำไปสู่การยื่นอุทธรณ์คดีดังกล่าว นายนิพิฏฐ์ระบุ “ลงโทษจำคุกต่างชาติทำร้ายหมอ 1 เดือน ไม่รออาญา” พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่าเป็นคดีชาวต่างชาติ ทำร้ายร้ายร่างกายแพทย์หญิง ที่ จ.ภูเก็ต วันนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้มีคำพิพากษาแล้ว โดยมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลแขวงภูเก็ต ว่า จำเลย (ชาวต่างชาติ) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ถือเป็นการกระทำที่ร้ายแรง จำคุก 1 เดือน โดยไม่รอการลงโทษจำคุก นายนิพิฏฐ์ได้ขอขอบคุณทุกฝ่าย ตั้งแต่พนักงานสอบสวน,อัยการ,ศาล, ทนายความ(คนเดิม) รวมทั้งทนายความจำเลย ที่ต่างได้ทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายอย่างเต็มที่แล้ว พร้อมยินดีกับคุณหมอที่ได้ต่อสู้เรื่องนี้อย่างอดทน และเด็ดเดี่ยว จนได้รับความเป็นธรรม “ผมรับทำคดีนี้ในชั้นอุทธรณ์ ไม่ขอรับค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งค่าเดินทาง,ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าถ่ายเอกสาร รวมทั้งค่าวิชาชีพทนายความ เพราะเข้าใจความรู้สึกของคุณหมอ,และคนภูเก็ต รวมทั้งคนไทยทุกคนที่มีต่อคดีนี้ ขณะนี้ จำเลย (ชาวต่างชาติ) ได้หนีหมายจับของศาล น่าจะเดินทางออกนอกประเทศแล้ว” คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2567 เมื่อหมอปาย ถูกนายเดวิด ชาวสวิตเซอร์แลนด์ อายุ 45 ปี เจ้าของปางช้างชื่อดังใน ต.เชิงทะเล ทำร้ายร่างกาย และด่าทอด้วยคำหยาบคาย ขณะนั่งชมดวงจันทร์ ที่บันไดหน้าวิลล่าหรู ชายหาดยามู จ.ภูเก็ต ทำให้สังคมไม่พอใจอย่างมาก เพราะไม่ควรเกิดกับคนไทย เกิดกระแสเรียกร้องและแสดงพลังขับไล่นายเดวิดออกจากพื้นที่ และทวงคืนชายหาดยามู และชายหาดต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต จากนั้นเดือนกันยายนมีคำพิพากษายกฟ้องจากศาลแขวงภูเก็ต และล่าสุดศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 1 เดือน ไม่รอลงอาญาในที่สุด

Read More

กรณีตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พังถล่ม คร่าชีวิตประชาชนและทำลายทรัพย์สินมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท คือหนึ่งในวิกฤตที่ “ไม่ควรเงียบ” “ความเงียบเท่ากับการสมรู้ร่วมคิด และการไม่ยืนหยัดเพื่อความจริงคือการทรยศต่อประชาชน” – มานะ นิมิตรมงคล ⸻ ปธ. ACT เรียกร้องตรงถึงนายกรัฐมนตรี: ต้องตั้งตัวแทนรัฐบาลที่มีอำนาจชัดเจน รวมข้อมูลจากทุกหน่วยงาน (DSI, ปปง., ตำรวจ, โยธาฯ ฯลฯ) เปิดเผยความคืบหน้าอย่างโปร่งใส เร่งรัดดำเนินคดีถึงผู้มีอำนาจ–ผู้อนุมัติงบ–ผู้ตรวจรับ–ผู้ที่เอื้อประโยชน์ “การเอาผิดจะต้องไม่หยุดเพียงแค่ระดับผู้รับเหมา หรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ แต่ต้องขยายผลไปถึงผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ” ⸻ ปธ. ACT ยังย้ำว่า รัฐบาลต้องเร่งจับกุมนายทุนต่างชาติที่ยังลอยนวล ตรวจสอบเส้นทางการเงินย้อนหลัง และตั้งคำถามถึงผู้บงการเบื้องหลังให้ชัดเจน ⸻ สิ่งที่ ACT จะทำ หากรัฐบาลยังเพิกเฉย: “องค์กรฯ จะร่วมกับภาคประชาชนดำเนินการเปิดเผยข้อมูลที่มีอยู่ต่อสาธารณชน และยกระดับการผลักดันในทุกมิติ เพื่อให้ความจริงปรากฏ และคนผิดต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ บริษัทเอกชน หรือผู้มีอิทธิพลใดๆ” ⸻ บทความเสริม: ดร.มานะยังเขียนบทความ “สังคมไทยได้เห็นอะไรหลังตึก สตง. ถล่ม” ชี้ว่าเหตุการณ์นี้ทำให้คนไทยตาสว่างว่า คอร์รัปชัน + ความชุ่ย = ถล่มความศรัทธาต่อวิศวกรรมไทย องค์กรอิสระ และงบประมาณแผ่นดิน ประชาชนไม่เชื่อว่าแค่บังเอิญ แต่เชื่อว่า “มันคือคอร์รัปชันที่มีคนในรัฐเกี่ยวข้องเสมอ” ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #สตง #สตงถล่ม #รัฐบาล

Read More

ทักษิณ ชินวัตร – พี่ชาย ถูกศาลพิพากษาจำคุกรวม 8 ปี ได้รับพระราชทานอภัย ลดเหลือ 1 ปี พ้นโทษแล้ว เคยถูกศาลฎีกาฯ ยึดทรัพย์ในคดีร่ำรวยผิดปกติ–โยกหุ้น 46,000 ล้านบาท ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร – น้องสาว ถูกพิพากษาจำคุก 5 ปี คดีจำนำข้าว หลบหนีออกนอกประเทศ ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุดสั่งชดใช้ 10,028 ล้านบาท จากความเสียหายจีทูจีที่ปล่อยให้เกิดการทุจริต ยังไม่จ่าย รอรัฐ “บังคับคดี” ⸻ รวมแล้ว—ตระกูลเดียว ทุจริต-ทำชาติเสียหาย กว่า 56,000 ล้าน มีเพียงบางส่วนที่รัฐยึดได้จริง ส่วนที่เหลือ…ยังรอการบังคับคดี คนพี่กลับมาเป็น “ผู้ทรงอิทธิพลทางการเมือง” ส่วนคนน้อง…ยังไม่กล้ากลับแผ่นดินเกิด

Read More

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ความเสียหาย 10,028 ล้านบาทจากการละเลยปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหลานสาวของยิ่งลักษณ์แชร์ข้อความจากพรรคเพื่อไทยในอินสตาแกรมว่า: “22 พฤษภา ถูกปล้นความยุติธรรม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ⸻ แต่วันนี้ เธอไม่ได้เป็นแค่หลาน แต่เป็น หัวหน้าฝ่ายบริหารของประเทศและมีหน้าที่โดยตรงในการ “บังคับใช้คำพิพากษา” ผ่านกระทรวงการคลัง หากเธอเห็นว่าคำพิพากษาไม่เป็นธรรมคำถามคือ…เธอจะสั่งให้บังคับคดีหรือไม่? ⸻ ไม่ใช่แค่โพสต์ แต่ยังมี “ทริปอังกฤษ” ที่ไม่มีภารกิจพบผู้นำ–ไม่มีภารกิจประชุมแต่ปรากฏภาพว่าเธอได้ พบกับยิ่งลักษณ์ ระหว่างการเดินทาง จนสังคมตั้งคำถามว่า:“นี่คือการใช้งบหลวงเพื่อภารกิจส่วนตัวหรือไม่?” ⸻ ความยุติธรรมต้องไม่ขึ้นกับสายเลือด ในฐานะนายกรัฐมนตรีเธอไม่อาจยืนอยู่ฝั่งเดียวกับ “คนที่ถูกศาลชี้ว่าต้องชดใช้”และในขณะเดียวกัน อ้างว่ากำลังบริหารประเทศภายใต้หลักนิติธรรม เพราะ ถ้าผู้นำประเทศรู้สึกว่า ‘คำพิพากษาไม่เป็นธรรม’มากกว่ารู้สึกว่า ‘รัฐต้องได้รับเงินคืน’ — เธออาจเหมาะเป็น “หลานสาว”มากกว่าการเป็น “นายกรัฐมนตรี” ของประเทศไทย

Read More