Author: Writer Publisher

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงการร่วมหารือกับนายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE 100) และคณะตัวแทนสมาคมฯ เพื่อรับทราบแนวทางการดำเนินการแก้ปัญหาสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบมีค่า Adder และ Feed-in Tariff (FiT) ที่ต้องจ่ายให้กับกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็กและเล็กมาก (Non-Firm SPP) แบบไม่มีวันหมดอายุสัญญา หรือที่เรียกกันว่า “สัญญาชั่วนิรันดร์” ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน ทั้งนี้ ระบบ Adder และ Feed-in Tariff เป็นนโยบายที่ภาครัฐให้เงินสนับสนุน หรือให้เงินส่วนเพิ่มจากอัตราค่าไฟปกติแก่ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อจูงใจภาคเอกชนให้มาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยสามารถต่อสัญญาขายไฟฟ้าได้เรื่อย ๆ ครั้งละ 5 ปี และต่อเนื่องโดยอัตโนมัติแบบไม่มีวันหมดอายุสัญญา ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อปี 2550 ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้รัฐต้องแบกรับภาระและทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น โดยกลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กในส่วนของสมาคมฯ รับทราบและเห็นด้วยกับแนวทางที่กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการปรับเปลี่ยนสัญญาให้ถูกต้องและเป็นธรรม ที่นายพีระพันธุ์ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ( กบง.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการกำหนดอายุสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Non-Firm เพื่อลดผลกระทบค่าไฟฟ้า พร้อมกำชับให้หาแนวทางที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เป็นครั้งแรกในการพยายามแก้ปัญหาระบบ Adder และ Feed-in Tariff ที่สะสมมานาน โดยทางสมาคมฯ ยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาล และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามที่จะลดผลกระทบที่มีต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน

Read More

วันนี้ (22พ.ค.68) ศาลปกครองสูงสุดจะตัดสิน “ยิ่งลักษณ์”จะต้องรับผิด จ่ายค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว 35,700 ล้านบาทหรือไม่?หรือเธอจะ “ชนะคดี” บนซากความเสียหายของชาติ…อีกครั้ง? แต่สิ่งที่ไม่มีวันตัดสินได้ในศาลคือชีวิตของชาวนาที่ผูกคอตายเพราะจำนำข้าวแล้วไม่ได้เงินเสียงร่ำไห้ของคนที่รัฐบอกว่า “ทำเพื่อพวกเขา”แต่สุดท้ายคือคนแรกที่แบกรับความเสี่ยง บ่ายโมงครึ่งวันนี้ศาลฯ จะตัดสินคดีแต่ประชาชน…ต้องตัดสิน “บทเรียน” ที่ใหญ่กว่านั้น นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ยิ่งลักษณ์”แต่คือบทเรียนราคาแพงของนโยบายประชานิยมที่ใช้เงินมหาศาลมากกว่า 8 แสนล้านบาทตามมาด้วยการขาดทุนมากกว่า 6 แสนล้านบาทและจบลงด้วยการทุจริต…กับชีวิตของชาวนา

Read More

เป็นความคืบหน้าคดีวัดไร่ขิงหลังครบ 7 วัน โดยมี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ท. ผู้แทน ปปง. ผู้แทน สตง. และผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาร่วมแถลงข่าว ที่ระบุมุ่งเน้นหยุดยั้งความเสียหาย และการกระทำความผิด ที่เกิดขึ้นกับวัด และประชาชน โดยไม่ให้กระทบความศรัทธาของประชาชนต่อพระพุทธศาสนา และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ที่มหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนา กำหนดมาตรการต่อไป จากการสอบสวนพบกระบวนการยักยอกเงินวัด ไปกระทำการที่ไม่เหมาะสม ผ่านบัญชีธนาคารนับร้อยบัญชี และไม่ผ่านระบบธนาคารอีก โดยพบเงินหมุนเวียนของสาวคนสนิทอดีตเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี 2559 มีเงินหมุนเวียนกว่า 2 พันล้านบาท และมี 4 ช่องทางรับเงินคือฝากเงินสดเข้าบัญชี รับโอนเงินอดีตเจ้าอาวาส รับโอนเงินจากอดีตพระมหาเอกพจน์ และชายอีกคนหนึ่ง สำหรับรายได้วัดไร่ขิงในปี 2567 รวม 176 ล้านบาท พบความผิดปกติหลายรายการ ที่น่าจะทำบัญชีไม่โปร่งใส 69 ล้าน เช่นค่าเช่าร้านค้าที่เงินสดมอบให้เจ้าอาวาส เงินกฐิน รายได้จากเช่าวัตถุมงคล ร้านค้าสวัสดิการ และเงินมูลนิธิ รวมถึงเงินที่ไม่ปรากฎหลักฐานทางบัญชีรับ-จ่ายอีก ขณะที่ ปปง.จะเร่งตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สิน หลังพบความผิดมูลฐานชัดเจน จึงนำเข้าคณะกรรมธุรกรรมพิจารณาต่อไป โดยพบความเชื่อมโยงธุรกรรมเงินสดไปถึงบุคคลอื่นจำนวนมาก จึงตรวจสอบธุรกรรมในวงที่ 1 ก่อนขยายไปวงต่อไป เบื้องต้นมีพระ และฆราวาสพบผู้ต้องสงสัย 10 คน และแปลงเป็นทองคำ และที่ดินหลายแปลง ก่อนตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ผู้กระทำความผิดชุดต่อไป ขณะที่ตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนา หลังสมเด็จพระสังฆราชมีพระลิขิต จึงนำไปสู่หลักปฏิบัติ 4 ประการคือ 1.ตั้งอนุกรรมการบริหารจัดการระบบบริหารจัดการสาธารณสมบัติของวัด 2. ประสานภารกิจหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแผนบริหารจัดการสาธารณสมบัติของวัด 3. กำหนดหลักเกณฑ์ทำบัญชีวัดให้ได้มาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ 4.กำหนดนโยบายการรับ โอน บริจาคเป็นบัญขีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมถึงจัดตั้งกองส่งเสริมสาธารณสมบัติของวัด ที่ทำงานตรวจสอบสมบัติวัดเริ่ม 1 มิ.ย.68 จากนั้นได้เปิดคลิปเสียงอ้างเป็นอดีตเจ้าอาวาสคุยกับสาวคนสนิทเรื่องการโอนเงินไปชำระหนี้การพนัน 2 ล้านบาท โดยพบหลักฐานว่าสาวคนสนิทขอเงินเล่นการพนัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่มีหลักฐานชัดว่าอดีตเจ้าอาวาสเล่นการพนันหรือไม่ แต่ถือว่าทั้งคู่ร่วมกันกระทำความผิดสำเร็จแล้ว…

Read More

เป็นข้อเรียกร้องจากนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.ไม่เห็นด้วยที่พรรคภูมิใจไทย อย่างนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ประกาศใช้กฎหมายกับเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนที่ตรวจสอบคดีฮั้วเลือก สว. โดยเห็นว่าการขู่ฟ้องหากเปิดเผยชื่อจริงของผู้ถูกกล่าวหา อาจเป็นการคุกคามการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ต่างจากการใช้กฎหมายปิดปากหรือการปิดกั้นการตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งที่รัฐมนตรี และสมาชิกวุฒิสภาเป็นบุคคลสาธารณะต้องสามารถตรวจสอบได้ “ถือเป็นการสร้างความหวาดกลัว และปิดกั้นการตรวจสอบ ทั้งที่หากพิสูจน์ข้อเท็จจริงจากศาลว่านักการเมือง และพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการ #ฮั้วสว ย่อมเป็นการคืนศักดิ์ศรีและคืนความเป็นธรรมให้ทุกฝ่าย รวมถึง สว. ที่ผ่านมารัฐบาลมักพูดว่า “#ถ้าไม่ผิดจะกลัวอะไร” ครั้งนี้ก็เช่นกันค่ะ ถ้าเชื่อมั่นว่าไม่ผิดก็ต้องพร้อมรับการตรวจสอบด้วยจิตใจที่เปิดกว้างและถ่อมตน” ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นักกฎหมาย อดีต สส.ออกมาฟาด สว.บางกลุ่มว่า “วุฒิสภา อย่าไร้วุฒิภาวะ” โดยบอกหากการเลือก สว.มีการฮั้ว และใช้เงินในการฮั้ว นั่นคือการฉีกรัฐธรรมนูญ เปรียบเหมือนการยึดอำนาจโดยประชาชนผ่านทางนักการเมือง พร้อมบอกให้กำลังใจภาคประชาชน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ในการทำงานเรื่องนี้ เพราะหากมีการฮั้วโดยการใช้เงินจริง นับเป็นสิ่งอัปยศอย่างยิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย “มีข่าว“สว.ดิ้นสู้” ทุกวัน จึงขอแนะว่าท่าน สว.ยอมให้มีการฟอกตัวเองให้สะอาด ผ่านการพิสูจน์ความจริงเถอะครับ สว.ที่เป็นองค์กรตรวจสอบ กลับไม่ยอมรับการตรวจสอบ ซ้ำยังให้ดำเนินคดีกับผู้ที่ตรวจสอบตัวเอง ยิ่งแปลกประหลาดไปกันใหญ่ สว.บางคน เพี้ยนหนัก ถึงขนาดพูดภาษาไทยไม่ได้แล้ว สื่อถามก็พูดภาษาต่างดาว นับเป็นวุฒิสภา ที่ไร้วุฒิภาวะสิ้นดี” นายนิพิฏฐ์กล่าวทิ้งท้าย

Read More

สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงภารกิจเดินทางของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางเยือนประเทศอังกฤษและโมนาโก ระหว่างวันที่ 21–25 พฤษภาคม 2568 โดยสมชายระบุว่า “ทำไมอุ๊งอิ๊ง ใช้งบไปอังกฤษ โมนาโก ไม่มีพบนายกอังกฤษ ผู้นำตปท ไม่ให้นักข่าว TV นสพ ตามไปทำข่าว ภารกิจการเยือนต่างประเทศ #ผิดปกติมั้ย #ปปชตจง #ตรวจสอบ #ภารกิจจริง? #ส่วนตัวหรือส่วนรวม” พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นภารกิจในนามรัฐอย่างเป็นทางการ หรือเป็นภารกิจส่วนตัวที่ใช้งบหลวงแฝงภายใต้ชื่อ “Soft Power” . ด้านสำนักโฆษกรัฐบาลได้เผยแพร่กำหนดการภารกิจของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย โดยระบุว่า วันที่ 21 พฤษภาคม แพทองธารมีกำหนด “เยี่ยมชมร้าน Thai SELECT” ร่วมกิจกรรมพบปะเครือข่ายธุรกิจอาหารไทยในอังกฤษ และเยี่ยมชมร้านค้าไทยที่ได้รับตรารับรองอาหารคุณภาพจากรัฐไทย จำนวน 115 ร้าน วันที่ 22 พฤษภาคม จะเข้าร่วมกิจกรรม “In-store Promotion” ที่ห้าง Wine Yip Superstore สาขา Cricklewood กรุงลอนดอน เพื่อส่งเสริมสินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ จากนั้นในวันที่ 23 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางต่อไปยังโมนาโก เพื่อเข้าร่วมชมการแข่งขันรถยนต์ Formula 1 รุ่นโมนาโก ซึ่งรัฐบาลระบุว่าเป็นโอกาส “สร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ” ด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีอัจฉริยะ . อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานว่ามีการพบผู้นำระดับสูงของสหราชอาณาจักรหรือโมนาโก และไม่มีสื่อมวลชนจากไทยร่วมเดินทางไปทำข่าวอย่างเป็นทางการ . การตั้งข้อสังเกตของสมชาย สะท้อนข้อกังขาที่เริ่มเกิดขึ้นในสังคม ถึงความชอบธรรมในการใช้งบประมาณ–ความโปร่งใสของภารกิจระดับผู้นำประเทศ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลอยู่ระหว่างเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นจากประชาชน #แพทองธาร #นายกรัฐมนตรี #สมชายแสวงการ #อังกฤษโมนาโก #ภารกิจรัฐบาล #ตรวจสอบภารกิจต่างประเทศ #SoftPower

Read More

ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น รัฐบาลกลับเร่งโปรเจกต์ “Thai Face Top Model” ดันนายแบบ–นางแบบขึ้นรันเวย์โลก โครงการนี้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ โดยพรรคเพื่อไทย ชูความป๋าของ ทักษิณ ชินวัตร ว่าควัก 20 ล้านร่วมผลักดัน ขายโค้ชตัวจริงจากวงการแฟชั่น ลูกเกด–อ๊าท–ใหญ่อมาตย์ พร้อมคำโปรย “พี่ไม่ได้มาเล่น ๆ” ขณะที่รันเวย์ร้อนแรง…เศรษฐกิจไทยพังพาบ สภาพัฒน์เพิ่งหั่นประมาณการ จีดีพีทั้งปีเหลือเพียง 1.8% ต่ำที่สุดในอาเซียน — สะท้อนเศรษฐกิจไทยกำลังฟุบยากฟื้น ประชาชนรายได้แทบไม่เพิ่ม ขณะที่หนี้สินยังค้างคา การลงทุนภาคเอกชนไม่กระเตื้อง และสงครามการค้าระลอกใหม่จากสหรัฐฯ ก็กำลังกระทบสินค้าส่งออกของไทยมากขึ้น คำถามคือ… ในวันที่คนตัวเล็กยังอยู่รอดยาก รัฐบาลควรใช้ทรัพยากรดันเวทีแฟชั่น หรือควรดันเศรษฐกิจรากหญ้าให้ยืนได้ก่อน? ซอฟต์พาวเวอร์ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่มันต้องตอบโจทย์ยุคสมัย ไม่ใช่แค่สร้างแสงบนรันเวย์ ในวันที่ชีวิตคนจำนวนมากยังไม่มีแม้แต่เวทีให้ยืน พี่ไม่ได้มาเล่น ๆ … หรือพี่ลืมประชาชนจริง ๆ?

Read More

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีคนถูกหลอกแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ—คนที่สมรู้ร่วมคิด…กลับสวมสูท ผูกไท และนั่งหลังเคาน์เตอร์ ตำรวจพบ “ผู้จัดการธนาคาร”“พนักงาน” และ “ล่าม” เป็นตัวกลางให้เครือข่ายข้ามชาติคนจีนเข้ามาเป็นนักท่องเที่ยว แต่กลับเปิดบัญชีเงินหมุน 118 ล้านกดเงิน 91 ล้าน แล้วหายออกนอกประเทศภายใน 48 ชั่วโมง ปัญหาไม่ใช่แค่ “บัญชีม้า”แต่มันคือระบบที่ “เปิดพื้นที่” ให้กับการฟอกเงินอย่างถูกวิธีเพียงแค่คนผิดเปลี่ยนเครื่องแบบจากแก๊งหลอกลวง…กลายเป็นเจ้าหน้าที่แล้วระบบตรวจสอบอยู่ไหน? .เพราะอาชญากรรมยุคนี้ ไม่ต้องปีนข้ามรั้วแค่มีพนักงานเลว ๆ สักคนคอยเปิดประตูให้ก็พอ . เรามีคดีคอลเซนเตอร์ 2,000 กว่าคดีความเสียหายมากถึง 2,200 ล้านมีบัญชีม้า 462 บัญชีในมือขบวนการแต่ยังไม่มีใครตอบได้ว่า ธนาคารที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบอะไร?ธนาคารมีระบบตรวจสอบธุรกรรมอัจฉริยะจริงหรือแค่ขายคำว่า “ปลอดภัย”? . เราอาจป้องกันขโมยจากนอกบ้านได้แต่จะทำอย่างไร ถ้าเจ้าของบ้านเปิดประตูให้มันเข้ามาเอง? อาชญากรรมรูปแบบนี้ไม่ได้แค่ขโมยเงินแต่มันทำลายศรัทธาในระบบที่ควรจะปกป้องประชาชน

Read More

รัฐบาลต้องเลิกหลงเงาตัวเอง ก่อนที่ประเทศจะติดหล่มอย่างถอนตัวไม่ขึ้น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพิ่งปรับลดประมาณการ GDP ปี 2568 ของไทย จาก 2.8% เหลือเพียง 1.8% แต่น่าแปลก… ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลยังกล้า “ตีปี๊บ” ว่าเศรษฐกิจไทย “โตต่อเนื่อง 3 ไตรมาส” เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ทั้งที่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ไทยกลับ โตต่ำสุดในภูมิภาค เวียดนาม 6.9% ฟิลิปปินส์ 5.4% อินโดนีเซีย 4.9% มาเลเซีย 4.4% สิงคโปร์ 3.8% ไทย…เพียง 3.1% ในไตรมาส 1 แต่เบื้องหลังตัวเลขที่ดูดี…กลับเปราะบางยิ่งกว่าฟองสบู่ ข้อมูลวิเคราะห์จากฝ่ายค้าน โดย ศิริกัญญา ตันสกุล เปิดเผยอย่างชัดเจนว่า การเติบโต 3 ไตรมาสติดนั้น ไม่ได้มาจากฝีมือรัฐบาล แต่คือ “ผลจากเหตุบังเอิญ + แรงส่งจากอดีต” ดังนี้: Q3/67 โต 3.0% อุ่นเครื่องจากงบลงทุนปี 66 ที่ยังค้างอยู่ Q4/67 โต 3.3% งบปี 67 ออกล่าช้า พอเบิกจ่ายได้จริงก็มาลงใน Q4 → โตจากรัฐใช้เงิน ไม่ใช่เศรษฐกิจฟื้นตัวจริง Q1/68 โต 3.1% ส่งออกพุ่งเพราะหนีตายภาษีทรัมป์–สหรัฐฯ โต 25% แต่ไม่มีการผลิตเพิ่มในประเทศ → สงสัยมีการสวมสิทธิ Q2/68 → ? งบใหม่ยังไม่ลง ส่งออกหมดแรง นักท่องเที่ยวแผ่วลง → คำถามใหญ่: GDP จะยังโตอยู่หรือเริ่มหดตัว? ⸻ จาก “ความคุยโต” สู่ “สัญญาณเตือนภัย” การปรับลดประมาณการ GDP จาก…

Read More

หมอวรงค์ฟาดสมศักดิ์–ธนกฤต เตือนกลับ…คนผิด 157 อาจไม่ใช่แพทยสภา เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻ กรรมการสิบคน–การเมืองแทรกกลางวิชาชีพ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี เปิดประเด็นร้อนถึงกรณีที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข สวมหมวก “สภานายกพิเศษแพทยสภา” ตั้งกรรมการสิบคนขึ้นมาเพื่อตรวจสอบมติลงโทษ 3 แพทย์ที่เอื้อประโยชน์ให้ทักษิณ โดยตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเจตนายื้อเวลาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย “กฎหมายเขากำหนดให้คุณมีอำนาจยับยั้งหรือไม่ยับยั้งภายใน 15 วัน ไม่มีสิทธิขยายเวลา ไม่มีสิทธิเอา ‘ข้อมูลใหม่’ มาอ้างระหว่างทาง” ⸻ ร้องขอความเป็นธรรม? ต้องหลังคำสั่ง ไม่ใช่แทรกกลางกระบวนการ หมอวรงค์ย้ำว่า การที่มีแพทย์ไปร้องขอความเป็นธรรมในระหว่างที่กระบวนการของแพทยสภายังไม่สิ้นสุดนั้น ผิดหลักกฎหมาย และเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงองค์กรวิชาชีพโดยตรง “กฎหมายไม่ได้เปิดให้ร้องขอความเป็นธรรมระหว่างทาง ถ้าจะร้อง ต้องร้องก่อนเริ่มสอบสวน หรือหลังคำสั่งออกแล้ว—ไม่ใช่ระหว่างที่มติกำลังรอความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษ” ⸻ เชียร์ให้วีโต้—จะได้รู้ว่าแพทย์ทั้งประเทศทนได้แค่ไหน หมอวรงค์ท้าตรงๆ ว่า หาก รมว.สาธารณสุข คิดว่าสามารถใช้อำนาจทางการเมืองล้มมติแพทยสภาได้ ก็ขอให้ยับยั้งมติเสียเลย แล้วรอดูปฏิกิริยาของสังคมและวิชาชีพแพทย์ “ผมเชียร์เลยครับ ถ้าสมศักดิ์แน่จริงก็ยับยั้งมติแพทยสภาไปเลย แล้วดูว่าแพทย์ทั้งประเทศจะยอมให้การเมืองแทรกจริยธรรมของตัวเองไหม ข้อเท็จจริงที่สอบไว้ เปลี่ยนไม่ได้ด้วยคำสั่งทางการเมืองแน่นอน” ⸻ 157 ใครผิดกันแน่? ต่อกรณีที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วย รมว.สาธารณสุข ขู่ว่าแพทยสภาอาจเข้าข่ายผิด ม.157 นั้น หมอวรงค์ตอบกลับแบบไม่อ้อมค้อมว่า—อย่าลืมดูตัวเองด้วย “ถ้าอยากเอาผิด 157 ก็ทำเลยครับ แต่ต้องรู้ไว้ด้วยว่า คนที่เปิดทางให้ร้องขอความเป็นธรรมระหว่างที่คำสั่งยังไม่ออก คนที่ดึงเวลาเกิน 15 วัน…อาจเข้าข่าย 157 มากกว่าคนอื่นก็ได้” “รมว.สาธารณสุขเองก็มีความเสี่ยง ถ้าทำผิดขั้นตอนเพื่อช่วยใครบางคน คุณจะกลายเป็นจำเลยเอง” หากมีการวีโต้มติแพทยสภาจริง ก็ต้องถามว่าสังคมเชื่อใครระหว่างแพทยสภากับรมว.สาธารณสุขที่เป็นนักการเมือง “ผมว่าคนไม่เชื่อถือนักการเมืองพวกนี้ แต่ถ้าอยากทำก็ทำไปสิ ผมก็อยากรู้อารมณ์ความรู้สึกของหมอและประชาชนทั่วประเทศจะว่าอย่างไร?” ⸻ เกมที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีวิชาชีพ…หรือแค่ใครบางคนไม่อยากติดคุก? บทสัมภาษณ์ของหมอวรงค์ ไม่ได้สะท้อนเพียงข้อกฎหมาย แต่คือคำถามใหญ่ถึงกระบวนการอำนาจที่กำลังแทรกวิชาชีพ เพียงเพื่อ “ช่วย” ใครคนหนึ่ง…ให้รอดจากผลของการกระทำตัวเอง และถ้าวันนี้สังคมเงียบ แพทย์เงียบ วันหน้า…อาจไม่มีเส้นแบ่งระหว่างการเมืองกับจริยธรรมอีกต่อไป #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม…

Read More

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻ กรรมการ 10 คน…ตั้งโดยกฎหมายผิดฉบับ คมสัน โพธิคง นักวิชาการด้านกฎหมาย เปิดประเด็นถึง “ช่องโหว่ใหญ่” ในกรณีที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะ “สภานายกพิเศษแพทยสภา” แต่งตั้งกรรมการ 10 คนเพื่อพิจารณาทบทวนมติแพทยสภาที่ฟัน 3 แพทย์ผิดจริยธรรมในคดีชั้น 14 ทักษิณ “คณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้ตั้งตามกฎหมายวิชาชีพเวชกรรม แต่ใช้กฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งใช้ไม่ได้กับแพทยสภา เพราะแพทยสภาไม่ใช่หน่วยงานในกระทรวง ทบวง กรม สภานายกพิเศษฯ เป็นกลไกเฉพาะตามกฎหมายวิชาชีพ ไม่ใช่โครงสร้างปกติของรัฐ ฉะนั้นการใช้อำนาจเรียกเอกสาร หรือคุณธนกฤตในฐานะกรรมการชุดนี้ ขู่แพทยสภาว่าอาจผิดมาตรา 157 คือการข่มขู่โดยไม่มีฐานกฎหมายชัดเจน แถมอาจเข้าตัวเองด้วยซ้ำ” ⸻ หมวกสองใบของสมศักดิ์: บทบาท รมว.สธ. หรือแค่ “คนหาทางช่วยทักษิณ”? อาจารย์คมสันมองว่า บทบาทของสมศักดิ์ขณะนี้คือ “เล่นเต็ม” ในฐานะสภานายกพิเศษฯ เพื่อหาคำตอบให้กับ “ทักษิณ ชินวัตร” ว่าจะวีโต้ หรือไม่วีโต้ มติแพทยสภาอย่างไร “อำนาจของรมว.ในฐานะสภานายกพิเศษฯ ทำได้แค่ระงับมติแพทยสภาชั่วคราว ไม่ใช่ยกเลิกเด็ดขาด เพราะอำนาจจริงอยู่ที่แพทยสภา ถ้าแพทยสภายืนยันด้วยเสียง 2 ใน 3 ก็จบ” ⸻ แพทยสภายังไม่ใช่จุดจบ—แต่เวทีใหญ่คือศาลฎีกาฯ 13 มิ.ย. แม้มติแพทยสภาจะเป็นประเด็นร้อนในสังคม แต่อาจารย์คมสันย้ำว่า ตัวแปรสำคัญคือคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่จะไต่สวนในวันที่ 13 มิ.ย. ว่าทักษิณได้รับการบังคับโทษจริงหรือไม่ “ศาลฯ ไม่ได้ดูว่าแพทยสภาวินิจฉัยว่ายังไง แต่จะดูว่าเรือนจำขออนุญาตศาลไหมก่อนให้ไปอยู่โรงพยาบาล ถ้าไม่ขอ ก็เข้าข่ายละเมิดคำสั่งศาล และถือว่าไม่ได้รับโทษอย่างถูกต้อง” ⸻ ถ้ายังไม่ได้รับโทษ…คุกยังไม่จบ และคดีใหม่จะตามมา อาจารย์คมสันเตือนว่า หากศาลชี้ว่าทักษิณยังไม่รับโทษตามคำพิพากษา โทษเดิม 1 ปีจะยังอยู่ และยังมีคดีใหม่ตามมาอีกเป็นพรวน “มีคดี ม.112 รออยู่อีกในเดือน ก.ค. และคดีที่ต่อเนื่องจาก ‘ชั้น 14’…

Read More