- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
ใครคือเจ้าของโครงข่ายโทรคมนาคมของประเทศ เสาสัญญาณที่ปล่อยคลื่นให้เราสื่อสาร สายไฟเบอร์ออปติกที่พาดผ่านไปทั่วประเทศ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เก็บข้อมูลทั้งรัฐและประชาชน คุณคิดว่า…มันควรอยู่ในมือใคร? รัฐ? เอกชน? หรือกองทุนที่ไม่ต้องมีใบอนุญาตใด ๆ ? วันนี้มี “ทุน” ที่ถือครองทรัพย์สินเหล่านี้ โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตจาก กสทช. ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ไม่ต้องอยู่ภายใต้กติการการแข่งขันที่เป็นธรรม และที่น่ากลัวกว่าคือ—กสทช.เองก็ไม่แน่ใจว่ามีสิทธิกำกับได้หรือไม่ง ในขณะที่ประชาชนกำลังจ่ายค่าโทร ค่าเน็ต ในระบบที่ตัวเองไม่สามารถควบคุมหรือร้องเรียนอะไรได้อีกต่อไป บทความนี้จะพาไปดูว่า 3 กองทุนโทรคมนาคมครองโครงข่ายประเทศอย่างไร โดยไม่มีใบอนุญาต ใครได้-ใครเสีย-ใครนิ่งเฉย และวาระสำคัญที่กำลังจะตัดสินว่า กสทช. คือองค์กรอิสระ…หรือแค่ตรายางของทุน? ———— ปัจจุบันมี “กองทุนโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม” อย่างน้อย 3 รายหลัก คือ: DIF – Digital Telecommunications Infrastructure Fund • จัดตั้ง: ปี 2556 • เจ้าของ: บลจ.ไทยพาณิชย์ + ทรู • ทรัพย์สิน: เสาโทรคมนาคม, สายไฟเบอร์ออปติก • โครงสร้าง: ทรูขายให้กองทุน แล้วเช่ากลับใช้เองเป็นหลัก • จุดสังเกต: ทรัพย์สินส่วนหนึ่ง เคยอยู่ในระบบสัมปทานกับ TOT/CAT ซึ่งควรกลับคืนรัฐ แต่ถูกโอนไปยังกองทุนก่อนครบสัญญา JASIF – Jasmine Broadband Internet Infrastructure Fund • จัดตั้ง: ปี 2558 • เจ้าของ: บลจ.บัวหลวง + JAS / 3BB • ทรัพย์สิน: สายไฟเบอร์ออปติก • โครงสร้าง: บริษัทลูกของ JAS ขายให้กองทุน และเป็นผู้เช่ารายเดียว • ต่างจาก DIF: ไม่มีสัมปทานเดิมกับรัฐ แต่ยังคงหลีกเลี่ยงการขอใบอนุญาตจาก กสทช. ได้เช่นกัน…
เป็นผลจากการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ครั้งที่ 13/2568 ปรากฎว่ามีมติสำหรับในเรื่องเกี่ยวกับการพิจารณาผลการสอบสวนข้าราชการตุลาการ 3 ราย และมีมติให้ออกจากราชการ และส่ง ป.ป.ช.ดำเนินการต่อไป รายที่ 1 เป็นกรณีมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมไม่สุภาพ ไม่สำรวมกิริยามารยาท และเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง การพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่น อันเป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของราชการ และจริยธรรม ของข้าราชการตุลาการ กรณีเป็นความผิดวินัยร้ายแรงเห็นควร ให้ออกจากราชการ รายที่ 2 กรณีเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ทำคำพิพากษาโดยกล่าวถึงบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่ความและไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลย โดยไม่ปรึกษาและแจ้งให้องค์คณะและผู้บริหารทราบเป็นเหตุให้มีการนำคำพิพากษาส่วนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นความผิดวินัยร้ายแรง เห็นควรให้ออกจากราชการ สุดท้ายเป็นกรณีมีพฤติการณ์เป็นที่สงสัยว่า กระทำผิดวินัย ร่วมรู้เห็นเรื่องการขอแลกเปลี่ยนเวร และร่วมขบวนการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งปล่อยชั่วคราว โดยมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวขัดต่อกฎหมายอันเป็นดุลพินิจที่ไม่ชอบ ไม่ถือปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของราชการและจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เห็นควรไล่ออกจากราชการ และมีมติเอกฉันท์ให้ส่งเรื่องแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการต่อไป มีรายงานว่า กรณีที่ 1 เป็นกรณีแทรกแซงการเพิกถอนหมายจับนายอุปกิต ปาจรียางกูร อดีต สว. ในคดีพัวพันกับการฟอกเงินขบวนการค้ายาเสพติดของ ‘ทุนมินลัต’ กรณีที่ 2 เป็นคดีวิคตอเรียซีเครท ที่ผู้ต้องหา 3 คนสำคัญนำคำพิพากษา ว่าไม่ผิดไปขอถอนออกหมายจับจนหลุดคดี และกรณีสุดท้ายเป็นการให้ประกันตัวจำเลยคดีพนันออนไลน์ ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความชื่นชมมติของ ก.ต.กรณีการแทรกแซงคดีเพิกถอนหมายจับ สว. ทรงเอ เพราะเป็นผู้ที่เคยนำเรื่องนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจในปี 2566 หลังจากนี้ต้องติดตามว่าคำร้องที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.ว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร พร้อมตั้งคำถามไปยัง ผบ.ตร.ว่าตำรวจที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้จะดำเนินการอย่างไรด้วย #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#มติกต#ให้ออกจากราชการ#สวทรงเอ#วิกตอเรียซีเครท#พนันออนไลน์#รังสิมันต์โรม#ผู้พิพากษา
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงประเด็นผลสอบจริยธรรมแพทย์ที่ให้การรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า จะต้องให้คณะกรรมการ 10 คน ที่ตั้งขึ้นมาได้ดูรายละเอียดผลสอบของแพทยสภาอย่างชัดเจนก่อน เพราะในคณะกรรมการมีผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน ทั้งนักกฎหมาย และแพทย์ เป็นต้น ดังนั้้นในฐานะรัฐมนตรี ยังไม่ควรออกมาพูดในประเด็นต่างๆ หากยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งรายละเอียดต่างๆ จะต้องรอคณะกรรมการชุดนี้พิจารณา ก่อนที่จะให้ข้อมูลใดๆ ได้ เมื่อถามว่า คณะกรรมการที่ตั้งขึ้น จะประชุมกันในวันพรุ่งนี้ (20 พ.ค. 2568) ถึงประเด็นผลสอบแพทย์ของแพทยสภา ใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ ยอมรับในวันที่ 20 พ.ค.นี้ คณะกรรมการจะประชุมกัน ซึ่งก็ต้องรอฟังว่าจะมีผลสรุปออกมาอย่างไร ส่วนที่มีสมาชิกวุฒิสภาออกมาระบุว่าไม่อยากให้วีโต้ มติผลสอบของแพทยสภา เรื่องนี้นายสมศักดิ์ กล่าวว่าต้องขอขอบคุณ ส่วนการดำเนินการต่างๆ เป็นเรื่องของคณะกรรมการ ตนเองไม่ได้ดำเนินการใดๆ อยู่แล้ว
เป็นผลจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2568 ที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณามาตรการองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก รวมถึงข้อเสนอทบทวนโครงการ/มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ตหรือโครงการแจกเงิน 10,000 บาทในระยะที่ 3 – 4 และนำเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลือในปีงบประมาณ 2568 วงเงิน 1.57 แสนล้านบาทไปใช้ในโครงการรับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จากการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ หลังการประชุมนางสาวแพทองธาร ยิ้มรับก่อนบอกเพียงสั้นๆ ยอมรับ ชะลอแจกเงินหมื่น ออกไปก่อน รอสถานการณ์เหมาะสม ส่วนเงิน 1.57 แสนล้านบาท จะโยกไปทำโครงการอื่นแทน จากนั้น 3 รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง โดยนายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เหตุผลว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าจะขอชะลอโครงการการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ออกไปก่อน รัฐบาลขอดูเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณที่กันเอาไว้ 1.57 แสนล้านบาท จะนำไปใช้ในโครงการที่มึความจำเป็นเร่งด่วน “โดยรอจนกว่าสถานการณ์จะเหมาะสม จึงจะนำโครงการกลับมาพิจารณาอีกครั้ง” นายพิชัย ระบุ ก่อนหน้านี้นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่านายกฯ ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำ แต่อาจจำเป็นต้องชะลอไปก่อน แล้วใช้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ แทน เมื่อถามว่าเป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา การทำแล้ว 2 เฟสถือว่าทำตามนโยบายแล้วใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์บอกถือว่าทำแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ทำ อีกทั้งย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าไม่ทำ แค่อาจจะมีการทบทวนหรืออาจจะช้าลงไป
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻ “รัฐบาลไทยไม่ควรปล่อยให้ขาดเอกภาพนานกว่านี้ เพราะโครงสร้าง BRN พัฒนาไปไกลแล้ว และกำลังวางเกมใหญ่ภายในปี 2570” รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ พูดถึงข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยโดย ดร.ซาช่า เฮลบาร์ต นักวิจัยชาวเยอรมัน ว่าขณะนี้องค์กร BRN มีสินทรัพย์ที่อาจมากถึง 4 พันล้านบาท พร้อมระบบบริหารจัดการที่เป็นขั้นเป็นตอนคล้ายองค์กร IRA ของไอร์แลนด์เหนือ แม้ตัวเลขดังกล่าวจะยังเป็น “การประมาณการ” จากการสัมภาษณ์เชิงลึกของนักวิจัย แต่อาจารย์ปณิธานชี้ว่ารัฐบาลไทยต้องรีบใช้โอกาสนี้ในการเข้าไปตรวจสอบและ “ตัดท่อน้ำเลี้ยง” ของ BRN ให้ได้ ⸻ เงินหมุนในระบบออนไลน์ แต่รัฐยังตามไม่ทัน “หน่วยงานความมั่นคงต้องเข้าไปดูระบบการเคลื่อนย้ายเงินผ่านออนไลน์ เพราะเงินจำนวนไม่น้อยหมุนเวียนในช่องทางเหล่านี้ โดยที่กฎหมายไทยยังใช้เครื่องมือได้ไม่เต็มที่” อาจารย์ปณิธานระบุว่าแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายพิเศษที่สามารถจัดการกับเครือข่ายทางการเงินของกลุ่มก่อความไม่สงบได้ เช่น การใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือเครื่องมือของ DSI และ ป.ป.ส. แต่ในทางปฏิบัติกลับยังไม่มีการบูรณาการหรือใช้ข้อมูลจากเวิร์กช็อปของนักวิจัยอย่างจริงจัง ⸻ BRN เปลี่ยนเกม ตั้งเป้าปี 2570 เปิดฉากรอบใหม่ นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา BRN เริ่มปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ตามแนวคิดของผู้นำรุ่นใหม่ โดยย้ายศูนย์บัญชาการไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และเริ่มพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผน “จุดประกายการต่อสู้รอบใหม่” ในปี 2570 “สิ่งที่รัฐควรทำตอนนี้ คือทำงานเชิงรุก ใช้ข้อมูลที่มีสร้างระบบตัดเส้นทางเงินอย่างเป็นระบบ โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุรุนแรงอีกครั้ง” อาจารย์ปณิธานย้ำ ⸻ ความผิดพลาดของ BRN คือโอกาสของรัฐ เขายังตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มใช้ความรุนแรงเริ่มทำพลาดมากขึ้นจากการเลือกเป้าหมายโจมตีผิด ทำให้ถูกประชาชนประณามและโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ “การใช้กำลังไม่ได้ทำให้เป็นผู้ชนะอีกต่อไป เพราะคนในพื้นที่เริ่มถอยห่าง รัฐควรฉวยจังหวะนี้เปิดพื้นที่ปลอดภัย สร้างกลไกดึงกลุ่มที่เห็นต่างจากการใช้ความรุนแรงเข้ามาร่วมพูดคุย” ⸻ เตือนรัฐ: อย่ารอจนปัญหาลุกลาม “การขยับช้า รอจังหวะ ไม่กล้าตัดสินใจ จะทำให้เสียโอกาส ซึ่งถ้าปล่อยไปอีก ปัญหาอาจลุกลามจนยากควบคุม” อาจารย์ปณิธานเตือนว่า รัฐบาลยังวางกลไกในพื้นที่ได้ไม่เต็มที่ แม้จะมีการส่ง พล.อ.ณัฐพล…
ตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เปิดมาตรการปูพรมกวาดล้างโกดังสินค้าปลอม ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่าความเสียหายกว่า 60 ล้านบาท ตรวจสอบเส้นทางการเงินพบนายทุนจีน – เวียดนามอยู่เบื้องหลังเป็นปฏิบัติการระดมกวาดล้างเครือข่ายจำหน่ายสินค้าปลอมในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยสืบทราบว่ามีชาวจีนเป็นนายทุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งได้สืบสวน จนนำไปสู่การจับกุมตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางมหาศาล อาทิ สินค้าประเภทครีมบำรุงผิว โลชั่น อาหารปลอม รวมถึงสินค้าแฟชั่น ของแบรนด์เนมที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า โดยนำกำลังเข้าตรวจค้น อาคารกักเก็บสินค้าที่ ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ผลการตรวจค้นพบสินค้าปลอม มูลค่าความเสียหายมากกว่า 52,307,283 บาท จับกุมผู้ต้องหาคือนายเจียเซียน (Mr.Jiaxian) สัญชาติจีน อายุ 27 ปี และนายหาง (Mr.Hang) สัญชาติจีน อายุ 19 ปี ดำเนินคดีในฐานความผิด มีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า ปลอม/เลียน เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 272
วันนี้ที่สำนักงาน กกต.อาคารศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อ สว.ชุดแรกที่ถูกออกหมายเรียกเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ของ กกต. ทั้ง 55 คนทยอยเข้ารับทราบข้อกล่าวหา และชี้แจงกรณีสงสัยฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา, พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา, นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี หรือกระทั่ง สว.ตัวตึง อลงกต วรกี เมื่อวันก่อนใช้มุกปิดปาก วันนี้บอกจะพูดเป็นภาษาฝรั่งเศสแทน อย่างไรก็ตามแต่ละคนเตรียมข้อมูลและเอกสารพร้อมชี้แจง เพื่อปกป้องตัวเองจากข้อกล่าวหา ส่วนใหญ่จะเลี่ยงตอบคำถามสื่อมวลชน เพียงย้ำมั่นใจในคำชี้แจง ส่วนที่มีรายงานว่าคนนอก 10 คนที่ถูกคณะสอบสวนของ กกต.-DSI ออกหมายเรียกเข้าชี้แจงหลังพบข้อมูลมีส่วนร่วมกับคดีนี้ ซึ่งใน 10 คนมีระดับแกนนำพรรคภูมิใจไทยไม่ว่าจะเป็นนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายศุภชัย โพธิสุ อดีต สส.นครพนม จากพรรคภูมิใจไทย และนายก อบจ.นครศรีธรรมราช ล่าสุดหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศให้ทุกคนที่มีชื่อและได้รับหมายเรียกไปรายงานตัว ก็มีคำยืนยันว่าจะเข้าชี้แจงตามหมายเรียกดังกล่าวเช่นกัน
ศาลนัดอ่านคำพิพากษา 23 พ.ค. นี้ วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 2 คน ฟ้องคดีต่อผู้ถูกร้อง 9 คน รวมถึงนายกรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูง กรณีที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งเรียกชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 35,717 ล้านบาท จากโครงการรับจำนำข้าว นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากสำนักงานศาลปกครองว่า การอ่านคำพิพากษาจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดี เวลา 13.30 น. และขอสงวนความเห็นจนกว่าจะเห็นผลคำตัดสิน ⸻ เคยชนะคดีในชั้นศาลปกครองกลาง คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2564 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของกระทรวงการคลัง ที่ 135/2559 ซึ่งให้นางสาวยิ่งลักษณ์รับผิดชอบค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว โดยศาลเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ⸻ ทนายยันถูกยึดทรัพย์ไปมาก หากชนะต้องปลดล็อก เมื่อถามถึงทรัพย์สินที่ถูกอายัด นายนรวิชญ์ระบุว่า ทรัพย์สินจำนวนมากของอดีตนายกฯ ถูกยึดและบางส่วนมีการขายทอดตลาดแล้ว หากศาลตัดสินให้ชนะคดี ทรัพย์สินทั้งหมดจะต้องปลดล็อกจากการอายัดทันที ส่วนจะมีการฟ้องกลับหน่วยงานรัฐที่ดำเนินการยึดทรัพย์หรือไม่นั้น ยังไม่มีการหารือในขณะนี้ ⸻ จำเลยร่วมในคดี รวมถึงสามี–ข้าราชการระดับสูง ผู้ร่วมฟ้องในคดีนี้ คือ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีของนางสาวยิ่งลักษณ์ โดยมีรายชื่อผู้ถูกร้องรวม 9 คน ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง สำนักนายกรัฐมนตรี กรมบังคับคดี และเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร ⸻ “หมอวรงค์” เตือนอย่าลืมต้นตอความเสียหาย ขณะเดียวกัน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกลไกการทุจริตในโครงการจำนำข้าว พร้อมเรียกร้องให้สังคมติดตามคำพิพากษาอย่างใกล้ชิด เพราะกรณีนี้ไม่ใช่แค่ประเด็นทางกฎหมาย แต่เป็นบทเรียนสำคัญทางนโยบายที่มีผลกระทบต่อประเทศมหาศาล ————- กลโกงจำนำข้าวข้อที่ 1: ข้าวหาย ข้าวล่องหน ข้าวไม่มีอยู่จริง หมอวรงค์ย้ำว่า “ในระบบโกดังของโครงการรับจำนำข้าว มีข้าวที่ไม่ได้รับจำนำ แต่ถูกบันทึกว่าเข้าระบบ และเบิกงบไปแล้ว บางกรณีถึงขั้นข้าวไม่มีอยู่จริง!” นี่คือจุดเริ่มต้นของความเสียหายหลายแสนล้าน ข้าวไม่ได้หาย แต่ถูกทำให้หาย……
สมชาย แสวงการ เปิดแผลฮั้ว ส.ว.–ทักษิณชั้น 14–งบผิดรัฐธรรมนูญ ย้ำระเบิดเวลารอระเบิดรัฐบาล เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻ “ระเบิดลูกแรกคือ ส.ว.ที่ได้มาโดยทุจริต” สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดฉากอย่างตรงไปตรงมา ถึงคดีฮั้ว ส.ว.ที่กำลังเข้าสู่ช่วงตัดสินใจสำคัญในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยเฉพาะประเด็นที่ กกต.เร่งประกาศรับรองผลเมื่อ 10 ก.ค. 67 ทั้งที่มีข้อร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติไม่ครบและพฤติกรรมทุจริตในระดับอำเภอ–จังหวัด–ประเทศ ซึ่งโยงถึงพรรคการเมืองบางพรรค “ดีเอสไอมีข้อมูลขบวนการตั้งแต่ต้นทาง กกต.ก็รู้ แต่ปล่อยให้คาราคาซังมาเกือบปี ถ้าไม่กล้าสรุปก่อนครบปี 10 ก.ค.นี้ ก็ต้องมีคนไปดำเนินคดีกับ กกต. เอง เหมือนที่เคยเกิดมาแล้ว” สมชายเตือนว่า ส.ว.ที่ได้มาโดยไม่สุจริต ได้ใช้ตำแหน่งไปลงคะแนนเลือกกรรมการองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช., คตง., ผู้ตรวจการแผ่นดิน และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง สร้างผลกระทบระยะยาวต่อระบบถ่วงดุลในประเทศ เขาบอกด้วยว่ามีข่าวลือตลอดว่าการลงคะแนนของสว.เป็นไปตามใบสั่งของพรรคการเมืองบางพรรค ⸻ 20 รายชื่อของ “นันทนา” จะพอไหม? สำหรับความพยายามของ รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส ที่รวบรวมรายชื่อ ส.ว. 20 คนเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ ส.ว. หยุดทำหน้าที่เฉพาะในเรื่องเลือกกรรมการองค์กรอิสระ สมชายมองว่า “ยากมาก” “การรวบรวมชื่อเพื่อประโยชน์ส่วนตัวส.ว. เช่น ถอดถอนนักการเมืองบางคนที่เกี่ยวกับการผลักดันคดีฮั้วสว.คือ ภูมิธรรมและ พ.ต.อ. ทวี แต่เมื่อถึงเวลาที่จะตรวจสอบตัวเองคงไม่ง่าย เพราะคดีนี้เกี่ยวพันกับสว.เกือบทั้งหมด” เขาตั้งข้อสังเกตด้วยว่าที่ผ่านมาสว.ไม่ได้ใช้ช่องทางนี้ในการตรวจสอบอย่างที่ควรจะทำ ทั้งที่ใช้ชื่อเพียง 20 คน ก็สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบนายกฯ กรณีผิดจริยธรรม จากการครอบครองที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ และ ตั๋วPN 4 พันล้านเลี่ยงภาษี เป็นต้น ⸻ “ชั้น 14” จุดเดือดก่อนการเมืองลุกพรึ่บ สมชายพาเข้าสู่ระเบิดเวลาลูกถัดไป นั่นคือ คดีชั้น 14 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดไต่สวนครั้งแรก 13 มิ.ย.นี้ โดยมีประเด็นหลักว่า ทักษิณได้รับการบังคับโทษตามกฎหมายจริงหรือไม่ “การนำตัวไปรพ.ตำรวจ ทั้งที่มีรพ.รัฐใกล้เรือนจำ และเวชระเบียนก็ไม่มีข้อบ่งชี้อาการวิกฤต…
หากพูดถึงภัยเงียบของชายวัยทอง จะขาดโรคร้ายอย่าง “มะเร็งต่อมลูกหมาก” ไปไม่ได้เลย เป็นโรคเสี่ยงดวงคล้ายกับการจุ่มกล่องซีเคร็ทในเวอร์ชัน worse case เนื่องจากสาเหตุการเกิดนั้นยังไม่แน่ชัด แต่คาดว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ DNA ของเซลล์ต่อมลูกหมากปกติ จนนำไปสู่การทำให้เซลล์เจริญเติบโตอย่างควบคุมไม่ได้ โรคนี้มักพบในผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่มักพบในชายผิวขาว ชายผิวดำและพบน้อยในชายเอเชีย ปัจจัยเสี่ยงที่ทำไปสู่ “มะเร็งต่อมลูกหมาก”▪ อายุ ความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากจะเพิ่มขึ้นตามอายุ พบมากในชายอายุ 50 ปีขึ้นไป ▪ หากพบคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงอีกประมาน 20% เนื่องจากคาดว่ามาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยเฉพาะครอบครัวที่มีบิดาหรือพี่ชาย/น้องชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก หรือมีคนในครอบครัวที่เป็นมะเร็งชนิดอื่น ▪ การสูบบุหรี่ คือ การเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก เพราะการสูบบุหรี่อาจะทำให้ระดับฮอร์โมนเพศชายเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมันคือการกระตุ้นให้มะเร็งต่อมลูกหมากเติบโต ลุกลามรุนแรงเร็วกว่าปกติ ▪ ความอ้วน โดยเฉพาะผู้ชายที่อยู่ในภาวะ “อ้วนลงพุง” มีความเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์มาตรฐาน ▪ อาหารไขมันสูง เช่น อาหารจำพวกเนื้อแดง รวมถึงอาหารฟาสต์ฟู้ด เนื้อติดมัน อาหารทอด เบคอน แฮม หากรับประทานมากเกินปริมาณจำเป็น ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงได้เช่นกัน อ้างอิงข้อมูล : ศูนย์รวมข้อมูลโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #มะเร็งต่อมลูกหมาก #ภัยเงียบที่ควรระวัง ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่https://thepublisherth.com/
