Author: Writer Publisher

ถ้าศาลฯ ชี้ “ทักษิณ” ป่วยจริง สังคมเข้าใจ แต่ถ้าป่วยทิพย์ต้องกลับเข้าคุก—สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภาเรียบเรียงจากรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร — “สิทธิของผู้ป่วย…ต้องไม่ใหญ่กว่ากฎหมายและราชทัณฑ์…ไม่ได้ใหญ่กว่าคำพิพากษาของศาล” นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ถึงคำสั่งล่าสุดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไต่สวน “คดีชั้น 14” — ปมทักษิณ ชินวัตร รักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจนาน 181 วัน นับตั้งแต่วันต้องโทษจนกระทั่งได้รับการพักโทษ เขาบอกว่า “หลังจากนี้ ศาลคงออกหมายให้โจทก์คือ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด ส่งคำชี้แจงว่า ว่ามีการพิจารณาตรวจสอบตามที่ประชาชนร้องเรียนไปอย่างไร รวมถึงทักษิณ ก็คงต้องไปชี้แจงด้วยและราชทัณฑ์ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โรงพยาบาลตำรวจ ก็ต้องตอบด้วยว่า ทำไมต้องรักษาตัวยาวนานขนาดนั้น” สมชายชี้ว่า จุดที่ประชาชนสงสัยคือเหตุใดทักษิณจึงไม่ถูกส่งไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์เหมือนนักโทษทั่วไป แต่กลับไปอยู่ที่อาคารภูมิพล โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งไม่มีลักษณะของห้องขัง ไม่สอดคล้องกับข้อตกลงเดิมที่อาคารเฉลิมพระเกียรติจะใช้เป็นพื้นที่ควบคุมตัว “ทักษิณอยู่โรงพยาบาล 181 วัน ไม่กลับเข้าเรือนจำแม้แต่วันเดียว เราต้องถามว่ามีการตรวจสอบอาการป่วยจริงหรือไม่ ใครเป็นแพทย์รักษา เวชระเบียนระบุโรคอะไรบ้าง รุนแรงแค่ไหน? และที่สำคัญคือ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ทำตามขั้นตอนหรือไม่ มีการถ่ายรูปกับนักโทษทุก 2 ชั่วโมงหรือเปล่า?” สมชายยังอ้างถึงคำให้การของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ที่ยืนยันว่าทักษิณ “แข็งแรงดี” ไม่ใส่ชุดนักโทษ ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้า ไม่มีพยาบาล และทั้งชั้นมีเพียงทักษิณอยู่คนเดียว “กรมราชทัณฑ์ต้องอธิบายให้ชัดว่า นี่เรียกว่าการคุมขังตามคำสั่งศาลได้หรือไม่? ระเบียบที่ใชัขัดกฎหมายอาญามาตรา 246 หรือเปล่า เพราะไม่ได้มีการขออนุญาตศาลตามที่กฎหมายกำหนด” — นอกจากนี้ สมชายยังโต้แย้งความเห็นจากนักกฎหมายบางคนที่บอกว่า การไต่สวนครั้งนี้จะจบลงที่การ “ยกฟ้อง” เพราะไม่สามารถบังคับโทษซ้ำได้ “นั่นคือการบิดเบือนกฎหมาย เพราะนี่ไม่ใช่การลงโทษซ้ำ แต่เป็นการตรวจสอบว่าได้ถูกคุมขังจริงหรือยัง? ถ้ายัง ก็ต้องกลับไปรับโทษให้ครบ” เขาชี้ว่า หากทักษิณป่วยแค่ 10 วัน อีก 170 วันคือการเลี่ยงโทษ ก็ควรถือว่าโมฆะ และต้องนับโทษใหม่ตามจริง เพราะแม้ระเบียบของกรมราชทัณฑ์จะอนุญาตให้รักษานอกเรือนจำได้ แต่ก็ต้องไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา…

Read More

“เงินแผ่นดินนั้นคือเงินของประชาชนทั้งชาติ” — คำขวัญนี้ปรากฏอยู่ในตราสัญลักษณ์ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)แต่คำชี้แจงของผู้ว่าสตง. และบรรยากาศภายในองค์กรหลัง “ตึกถล่ม–เฟอร์นิเจอร์ราคาแพง” กลับสะท้อนสิ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง คนทั้งสังคมเริ่มตั้งคำถามดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า “ผู้บริหาร สตง. เข้าใจคำขวัญนี้จริงหรือไม่?”————-คำชี้แจงที่บอกเราว่า “ผู้ตรวจสอบยังไม่เข้าใจปัญหา” เมื่อ มณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าสตง. ออกมาชี้แจงกรณีถูกวิจารณ์ว่าใช้งบจัดซื้อครุภัณฑ์แพงเกินความจำเป็น เช่น เก้าอี้ตัวละ 90,000 บาท ด้วยน้ำเสียงที่คล้ายโต้ตอบความเข้าใจผิดทางเทคนิค — แทนที่จะยอมรับว่าปัญหาอยู่ที่ “วิธีคิด” — มันยิ่งตอกย้ำว่าสำนักงานนี้ไม่เข้าใจเลยว่าความเชื่อมั่นของประชาชนกำลังถล่มทลาย คำชี้แจงว่า “เก้าอี้ราคาแพงมีเพียงชุดประธาน” ไม่ได้ช่วยลบข้อสงสัย เพราะคำถามจริง ๆ คือ—ทำไมถึงกล้าใช้เงินภาษีซื้อของหรูขนาดนั้น? ในวันที่คนทั้งประเทศยังยากลำบาก…แต่คนทำหน้าที่ตรวจสอบเงินแผ่นดินกลับใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย นี่คือประเด็น…ที่น่าแปลกใจว่าจนถึงขณะนี้ผู้บริหารสตง.ยังตีโจทย์ความโกรธของสังคมไม่แตก! คำชี้แจงว่า “เจ้าหน้าที่มีเก้าอี้ราคาแค่ 1-2 หมื่น” ตั้งราคาครุภัณฑ์ตามสถานะ ก็ยิ่งดูแย่ เพราะมันยิ่งเกิดคำถามว่า—-ทำไมถึงกล้าตั้งมาตรฐานที่สิ้นเปลืองตั้งแต่ต้น? ระบบคิดที่สะท้อนว่าคุณไม่เคยตรวจตัวเอง เมื่อสตง.บอกว่าสิ่งที่ทำเป็นไปตามระเบียบราชการแต่เคยย้อนดูสำนึกในฐานะ “ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน” ไหม?ว่าใช้จ่ายแบบนี้มัน “คุ้มค่า” กับเงินประชาชนหรือเปล่า? คุณกล้าชี้นิ้วคนอื่นว่าใช้เงินแผ่นดินอย่างไม่เหมาะสมแต่ในวันที่คุณเป็นผู้ใช้งบเอง…กลับใช้ตรรกะเดียวกับที่คุณตำหนิคนอื่นที่สังคมเขาโกรธคือ…ไม่ละอายเลยหรือ? นี่ไม่ใช่เรื่องเก้าอี้แพง แต่คือคำถามต่อคุณธรรมในการใช้อำนาจงบประมาณ และเมื่อองค์กรตรวจสอบกลับไม่สะท้อนสำนึกนี้ออกมาในคำแถลงมันจึงไม่ใช่แค่ความผิดพลาดทางการจัดซื้อ — แต่มันคือ “การล้มเหลวเชิงคุณธรรม” ขององค์กรที่ควรเป็นต้นแบบวินัยการคลัง ⸻ ความเสียหายที่มากกว่าตึกถล่ม คือความศรัทธาต่อกลไกตรวจสอบของรัฐ สังคมไม่ได้ต้องการคำอธิบายรายประเด็นที่หาช่องทาง “ฟอกตัวเอง”แต่ต้องการเห็นผู้นำองค์กร กล้ายอมรับ กล้าปรับวิธีคิด และกล้ารื้อระบบที่พังในมือของตัวเอง หากคนทำหน้าที่ “ตรวจสอบ”ยังไม่รู้ตัวเองทำผิดตรงไหนก็อย่าหวังว่าคนอื่นเขาจะกลับมาเชื่อมั่นได้อีก อาคารถล่มแล้ว…สร้างใหม่อาจได้ตึกแต่ที่ไม่มีวันจะได้กลับมาอีก…คือความเชื่อมั่นจากประชาชน————

Read More

 พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยหลังตรวจยึดเอกสารจากตึก สตง.จำนวน 121 ลังว่า ได้เปิดเอกสารครบทุกลังแล้ว และได้คัดกรองเอกสารที่ใช้เข้าสำนวนคดี ซึ่งเกือบจะได้ใช้ 100 เปอร์เซ็นต์ ของเอกสารทั้งหมด ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ เอกสารกิจการร่วมค้า การสั่งซื้ออุปกรณ์วัสดุ และการก่อสร้าง ส่วนที่ 2 เป็นเรื่องการแก้ไขแบบ และส่วนที่ 3 คือเอกสารของ สตง. ที่เป็นเจ้าของสถานที่ เริ่มตั้งแต่การออกแบบ การซื้อวัสดุและขั้นตอนการก่อสร้าง เอกสารที่ไม่มีความเกี่ยวข้องจะส่งคืนให้กับเจ้าของเอกสารต่อไป  ทั้งนี้ DSI ได้ประสานชุด ปภ.กทม.หากเจอปล่องลิฟท์อย่าเพิ่งดำเนินการรื้อถอน ขอให้แจ้งมาที่ดีเอสไอเพื่อเข้าไปเก็บพยานหลักฐาน ซึ่งถือว่ามีรายละเอียดเยอะกว่าจุดอื่น ส่วนการสอบปากคำวิศวกรที่ผ่านมา มีความคืบหน้าอย่างมาก ซึ่งวันนี้ได้นัดหมายวิศวกร 10 คน เข้ามาสอบปากคำเป็นวันสุดท้าย ส่วนวิศวกร ที่ถูกปลอมแปลงลายเซ็นตามกรอบระยะเวลาในการตรวจสอบลายเซ็นจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน

Read More

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้า หัวหน้าชุดปฏิบัติการตรวจสุดซอย ของกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงพื้นที่ บริษัท ไทยซิง สตีล จำกัด และ บริษัท หยงซิง สตีล (ไทยแลนด์) จำกัด ในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี เพื่อตรวจติดตามผู้ประกอบการผลิตเหล็กว่า ดำเนินกิจการตามกฎหมาย และผลิตภัณฑ์ไปตามมาตรฐานหรือไม่ เบื้องต้นทั้ง 2 โรงงานไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ข้อกำหนด โดยเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ให้แก้ไขปรับปรุง และดำเนินคดีใช้เครื่องจักรไม่ตรงตามที่ขออนุญาต รวมถึงประกอบกิจการคัดแยกเศษเหล็กขยะอิเล็กทรอนิกส์ และอัดเศษเหล็กนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต ส่วนมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กนั้น ทาง สมอ.ได้เก็บตัวอย่างเพื่อนำไปตรวจสอบ โดยละเอียดต่อไป ซึ่งข้อหาประกอบกิจการเกี่ยวกับครอบครองขยะอิเล็กทรอนิกส์ และข้อหากากอุตสาหกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษข้อหาละ 2 ปี หรือไม่เกิน 2 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ การลงพื้นที่ของทีมสุดซอยเพื่อตรวจสอบซ้ำ และเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะขณะนี้มีประเด็นเกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็ก ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต้องการแก้ไขปัญหาการผลิตภัณฑ์เหล็กไม่ได้มาตรฐาน ปราบขบวนการธุรกิจศูนย์เหรียญให้สิ้นซาก เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

Read More

นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ได้ถอดข้อมูลการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มีกาสิNo รวมอยู่ด้วย หลังรัฐบาลยืนยันเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป โดยนายธนากรระบุกลุ่มที่ออกมาคัดค้านกาสิNo มีทั้งกลุ่ม กลุ่มคปท. ศปปส. กองทัพธรรม กลุ่มหมอวรงค์ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งถูกมองว่าต้องการขับไล่รัฐบาล เครือข่ายภาคประชาสังคม นำโดย “มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน” และอีกกว่า 100 องค์กร ซึ่งถูกมองว่าเป็นขาประจำในการคัดค้านเรื่องการพนัน กลุ่มที่ไม่ใช่ขาประจำออกมาคัดค้าน เช่นกลุ่มแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข คณาจารย์และศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ และที่คาดไม่ถึงคือ องค์กรด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ภาคธุรกิจ กลุ่มอดีต สว. อดีต สปช. อดีต สสร. ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่หมัดหนักมาก และที่น่าสนใจคือ สว.ชุดปัจจุบัน และพรรคการเมืองต่าง ๆ ส่วนเหตุผลแบ่งเป็นประเด็นทางสังคมที่ห่วงใยปัญหาอาชญากรรม ความปลอดภัย ผลกระทบ ประเด็นเศรษฐกิจ เช่นความคุ้มค่าในการลงทุน เอื้อประโยชน์กลุ่มทุน สุดท้ายประเด็นการเมือง เช่นกฎหมายขาดความรัดกุม ไม่เชื่อมั่นเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งหมดรัฐบาลรับรู้แต่ไม่สามารถสร้างความกระจ่ายให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ นายธนากรระบุช่วงท้ายด้วยว่า สิ่งที่ต้องทำต่อไปของภาคประชาชน คือการเปิดพื้นที่สานเสวนารับฟังความเห็นคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนเรื่องการทำประชามติ ประสานพลังกลุ่มต่างๆ และศึกษาช่องทางการฟ้องร้องตามกฎหมาย ทั้งหมดเพื่อเตรียมรับมือกับฉากต่อไปหากรัฐบาลดึงดันจะไปต่อไม่พอแค่นี้

Read More

คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ กสทช. ที่มีศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล ประชุมเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เพื่อตอบคำถามใหญ่สองข้อว่า ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ควรถอนตัวจากการพิจารณาวาระที่เกี่ยวข้องกับ “กลุ่มทรู” หรือไม่ ที่ประชุมอภิปรายกันอย่างเคร่งเครียดกว่า 2 ชั่วโมงเต็ม ก่อนจะได้ข้อสรุปร่วมกันในประเด็นหลักว่า:• ยังไม่มี “ผู้ร้องคัดค้าน” ที่เป็นคู่กรณีโดยตรงในวาระที่กำลังพิจารณาอยู่• จะชี้ว่ากรรมการมี “สภาพร้ายแรง” ตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้ ต้องมีข้อเท็จจริงจำเพาะ ไม่ใช่การประเมินลอย ๆ• การโต้แย้งหรือคัดค้าน ต้องเกิดในวาระจำเพาะ ที่คู่กรณีเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ในทางกลับกันแม้ “ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป” เป็นผู้ฟ้องร้องพิรงรองในคดีอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาไปแล้วแต่ ก็ไม่เคยยื่นคำร้องหลังคำพิพากษา เพื่อคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของพิรงรองในวาระใด ๆและบริษัทแม่อย่าง “ทรู คอร์ปอเรชั่น” ที่เคยยื่นหนังสือก่อนหน้านั้น ก็ ไม่ใช่คู่กรณีในคดีโดยตรง คำถามที่สอง ว่า หากไม่มีใครร้อง “กรรมการ กสทช. คนอื่นจะยกเรื่องขึ้นมาคัดค้านแทนได้หรือไม่” ยังไม่มีข้อยุติในที่ประชุม เนื่องจากเห็นไม่ตรงกันจึงมีมติให้ นัดหารือต่อในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ โดยอาจต้องใช้การลงมติภายในอนุกรรมการฯ ⸻ ย้อนเบื้องหลังเกมเอกสาร – ใครเป็นคนเดินเรื่อง? แม้อนุกรรมการฯ จะยังไม่ชี้ว่าพิรงรองต้องถอนตัวจากวาระของทรูแต่ขณะเดียวกัน “เกมการเดินเอกสาร” ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เกิดคำถามว่ากำลังสะท้อน ทิศทางที่มีแรงผลักอย่างเงียบ ๆ หรือไม่ 2 เม.ย. 2567 – หนังสือคัดค้านฉบับแรกจากทรู คอร์ปอเรชั่น บริษัท True Corporation ยื่นหนังสือคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของพิรงรองโดยอ้างความไม่เป็นกลางจากการที่ “ทรู ดิจิทัล” ฟ้องพิรงรองในศาลอาญาคดีทุจริตฯ แต่ บอร์ด กสทช. เสียงข้างมากมีมติไม่รับพิจารณา ด้วยเหตุผลว่า• มีปัญหาเรื่องหนังสือมอบอำนาจ• ไม่มีเหตุแห่งการคัดค้านที่จำเพาะในวาระใดวาระหนึ่ง ที่สำคัญคือในการยื่นร้องครั้งนั้น ทรูได้คัดค้านไปที่ศาลฯ ด้วย แต่ศาลฯ​ ยกคำร้อง 6…

Read More

เป็นกรณีที่มีรายงานข่าวว่ามีวัตถุคล้ายก้อนคอนกรีต ตกจากสะพานลอยบริเวณถนนบางนา-ตราด จนทำให้กระจกหน้ารถ ของผู้ใช้ทางได้รับความเสียหาย นำไปสู่ข้อสงสัยที่ว่าก้อนปูนดังกล่าวเกิดจากการกระเทาะของโครงสร้างทางพิเศษบูรพาวิถีหรือไม่นั้น  การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบทางพิเศษสายดังกล่าวได้นำทีมวิศวกร ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณดังกล่าวแล้ว พบว่า โครงสร้างทางพิเศษบูรพาวิถีของ กทพ.ไม่ได้มีความเสียหายหรือร่องรอยกระเทาะของคอนกรีตแต่อย่างใด กทพ.ได้ประสานกับแขวงทางหลวงสมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ เพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดแล้ว พบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการมีผู้โยน ก้อนปูนลงมาจากสะพานลอย จนทำให้รถของผู้ใช้ทาง ที่สัญจรผ่านมาพอดี ได้รับความเสียหาย ซึ่งมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ที่บันทึกภาพไว้ได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ กทพ จะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อติดตามผู้กระทำการดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ การทางพิเศษฯ ระบุหากผู้ใช้ทางประสบเหตุการณ์ในลักษณะนี้หรือใกล้เคียงขอให้แจ้งเหตุ หรือติดต่อกับ กทพ. โดยตรง ผ่านทาง EXAT Call Center โทร 1543 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อ กทพ.จะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการช่วยเหลือผู้เสียหายให้ได้รับความเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด

Read More

เมื่อ Moody’s ลดแนวโน้มเครดิตไทยจาก “คงที่” เป็น “เชิงลบ”นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ตอบทันทีว่า… “ไม่ใช่การให้คะแนนหรือเรตติ้ง…แต่เพราะภาษีสหรัฐ และความขัดแย้งทางการเมือง” คำตอบนี้… ไม่ผิดแต่ก็ ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนอยากได้ยินจากผู้นำโดยเฉพาะในยามที่ประเทศถูกเตือนแรงจากสายตานานาชาติ เพราะในรายงาน Moody’s เขียนไว้ชัดเจนว่า…• เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า• หนี้สาธารณะสูง• ความสามารถการคลังลดลง• ความไม่แน่นอนภายใน กำลังบั่นทอนศรัทธานักลงทุน ⸻ เปรียบเทียบชัด ๆ: คำพูดนายกฯ vs สิ่งที่ Moody’s เขียน แพทองธาร: “มูดี้ส์ลด Outlook เพราะภาษีสหรัฐ + การเมืองไทย” Moody’s: “Thailand’s economic and fiscal strength will weaken further…” แปลว่า:ไม่ได้เน้นภาษีสหรัฐหรือการเมืองแต่เตือนเรื่องโครงสร้างภายในประเทศต่างหาก — ที่ฟื้นช้า เปราะบาง และน่าห่วง ⸻ แพทองธาร: “ภาษีสหรัฐเป็นตัวบั่นทอนนโยบายไทย” Moody’s: “US tariffs เป็นหนึ่งในหลายปัจจัยแต่ไทยเองก็มีปัญหา ‘sluggish recovery’ และ ‘material pressure’ ที่หนักกว่า” แปลว่า:ภาษีสหรัฐเป็นแค่ปัจจัยเสริมแต่ตัวปัญหาใหญ่คือ “โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเอง” ⸻ แพทองธาร: “มีความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ลำบาก” Moody’s:ไม่ได้กล่าวถึงการเมืองไทยเลยแต่ชี้ว่าไทยมี “moderately strong institutions” แปลว่า:Moody’s ยังเชื่อมั่นในสถาบันหลักของไทยไม่ได้โยงเหตุผลหลักกับความขัดแย้งการเมือง ⸻ ไม่ใช่แค่เรื่อง “เครดิตประเทศ” แต่นี่คือ บททดสอบ “เครดิตผู้นำ” ในยามที่โลกกำลังลดศรัทธาสิ่งที่ประชาชนรอฟังไม่ใช่คำแก้ตัวแต่คือ…• แผนฟื้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน• แนวทางลดหนี้ระยะยาว• วิสัยทัศน์ต่อรองกับโลกใหม่…ที่ไทยไม่ใช่ฝ่ายถูกกำหนดอีกต่อไป ⸻ ถ้าคุณเลือกนายกฯ ได้วันนี้… คุณอยากได้ผู้นำที่… [ก] กล้ายอมรับความจริง — กล้าพูดจุดอ่อนของประเทศ[ข] เบี่ยงประเด็นไปเรื่องภาษีสหรัฐ — โดยไม่แตะปัญหาหลักของตัวเอง Moody’s ไม่ได้ลดเครดิตรัฐบาล…แต่คำตอบของนายกฯ อาจกำลังลดศรัทธาของประชาชน ⸻…

Read More

โดย The Publisher | อ้างอิงแนวคิดจาก ดร.ธีร์รัฐ บุนนาค ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีทักษิณที่กำลังเป็นประเด็นร้อน จากคำร้องที่ยื่นโดยชาญชัย อิสระเสนารักษ์​อดีตสส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอให้ศาลพิจารณาความชอบธรรมในการบังคับโทษผู้ต้องขังชั้น 14 — ถูกศาลฎีกาปัดตกด้วยเหตุผลชัดเจนตามกฎหมายว่า “ไม่ใช่คู่ความ ไม่มีสิทธิเข้ายื่น” หลักการนี้เป็นที่เข้าใจกันดีในหมู่นักกฎหมาย ดั่งที่ ดร.ธีร์รัฐ บุนนาค ได้โพสต์อธิบายไว้อย่างลึกซึ้งว่า คนที่ไม่ใช่ “คู่ความ” ในคดีอาญา เช่น ประชาชนทั่วไป ย่อมไม่มีสถานะทางกฎหมายที่จะยื่นคำร้องต่อศาลในคดีนั้นๆ ได้ แม้จะมีข้อสงสัย หรือข้อมูลน่าสนใจเพียงใดก็ตาม แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวบทกฎหมาย คือ การตีความและการใช้ดุลยพินิจของศาล แม้ศาลฎีกาจะไม่ได้พิจารณาคำร้องโดยตรง แต่ “เห็นสมควร” เรียกไต่สวนกรมราชทัณฑ์และผู้เกี่ยวข้องเพื่อสืบข้อเท็จจริง ถือเป็นการใช้ “อำนาจทั่วไปในการผดุงความยุติธรรม” ตามที่กฎหมายเปิดช่องไว้ว่า “ตามที่ศาลเห็นสมควร” นี่คือแนวทางที่ก้าวหน้า และควรเป็นบรรทัดฐานใหม่ของกระบวนการยุติธรรมไทย ศาลไม่จำเป็นต้องรอให้คู่ความร้องเสมอไป หากเห็นว่าข้อมูลบางอย่าง “อาจกระทบต่อคำวินิจฉัย” หรือ “ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม” แต่ถ้าเช่นนั้น คำถามสำคัญที่ตามมาคือ… แล้ว “คนที่เป็นคู่ความโดยตรง” ทำไมจึงนิ่งเฉย? ในกรณีนี้ “อัยการสูงสุด” ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีอาญาต่อทักษิณ คือผู้มีสถานะทางกฎหมายเต็มที่ ไม่ใช่คนนอกคดี หากพบว่า การบังคับโทษมีข้อสงสัย ว่าไม่เป็นไปตามคำพิพากษา — เช่น มีข้อเท็จจริงเรื่อง “การอยู่โรงพยาบาลเกินควร”, “ไม่ปฏิบัติตามระเบียบราชทัณฑ์”, หรือ “ไม่ได้รับโทษตามสมควรแก่โทษ” — อัยการในฐานะคู่ความ สามารถใช้สิทธิทางกฎหมาย ยื่นคำร้องต่อศาลได้ เพื่อให้ศาลพิจารณาประเด็นเหล่านี้ในทางกระบวนการ แต่กลับไม่ทำอะไรเลย… ทั้งที่ เชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ไปยื่นกระตุ้นสติแล้ว—แต่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวจากฝั่งอัยการ ท่องคาถาแค่ว่า…คดีจบหน้าที่หมดคดีจะจบที่คำพิพากษา…ได้อย่างไรถ้าการบังคับโทษบิดเบี้ยวจากเนื้อหาแห่งคำพิพากษานั้น? การเรียนรู้จากเรื่องนี้จึงไม่เพียงน่าตื่นตา ตื่นใจไปกับ “การไต่สวนเองของศาลฎีกาฯ“ ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 13 มิถุนายนเท่านั้น แต่ต้องขมวดคิ้วถามอย่างตรงไปตรงมากับ ”อัยการสูงสุด“ในฐานะ “ทนายแผ่นดิน”ไม่อายคนนอกคดีที่เขาไม่เพิกเฉยต่อความไม่ยุติธรรมบ้างหรือ? หากผู้ที่มีสถานะทางกฎหมายเต็มที่กลับนิ่งเฉย ท่ามกลางข้อสงสัยของสังคม ก็อาจถูกตั้งคำถามกลับได้ว่า ระบบยุติธรรมกำลังปกป้องคนบางกลุ่มหรือไม่? ในเมื่อศาลกล้าใช้ดุลยพินิจเพื่อเรียกไต่สวนข้อมูลที่ “คนไม่มีสิทธิ” นำเสนอ…ทำไมคนที่ “มีสิทธิเต็มมือ” ไม่กล้าใช้กฎหมายเพื่อพิทักษ์ความยุติธรรม?…

Read More

เป็นประเด็นใหญ่ที่ทำให้หลายฝ่ายต้องประเมินสถานการณ์การเมืองกันใหม่ หลังศาลฏีกานัดไต่สวนปมชั้น 14 ในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และส่งผลต่อรัฐบาลอย่างไร เบื้องต้นจากปากคำทนายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันนายทักษิณไม่กังวล ขณะที่ฝ่ายที่เรียกร้องให้พิสูจน์ความจริงบนชั้น 14 ว่าป่วยจริงหรือป่วยทิพย์ก็วิเคราะห์เรื่องนี้อาจทำให้นายทักษิณเครียด เรื่องนี้นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความชื่อ ช็อค แล้วก็หนาว โดยบอกคำสั่งศาลฯ เช่นนี้คิดว่านายทักษิณ คงต้อง“ช็อค” อย่าว่านายทักษิณช็อคเลย ตัวนายนิพิฏฐ์เองก็ยอมรับ ”ช็อคเล็กน้อย“ เช่นกัน นายนิพิฏฐ์ให้ข้อมูลว่าการที่ศาลใช้อำนาจรับไต่สวนเอง เคยเกิดขึ้นมาแล้วสมัยปี 2553 ตอนการชุมนุมของกลุ่ม ”คนเสื้อแดง” ตอนนั้น นายเจ๋ง ดอกจิก และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ปราศรัยขู่จะระบุชื่อตุลาการ ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และให้คนเสื้อแดงเดินทางไปที่บ้านของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายนิพิฏฐ์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาถอนประกัน ตอนนั้นก็วิพากษ์วิจารณ์กันเยอะว่าทำได้ไหม ที่สุดศาลรับคำรร้องไว้สั่งไต่สวนและถอนประกันทั้งสองคน “ตอนนี้ ผมหายช็อคแล้ว คุณทักษิณ ยังช็อคอยู่อีกหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่น่าจะเริ่มหนาวแล้ว” #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ทักษิณ#ทักษิณชินวัตร#ชั้น14#ศาลฎีกา#รัฐบาลแพทองธาร

Read More