- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.พรรคประชาชน ที่เกาะติดการลงนามในสัญญาซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาล ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุ จบแล้ว ! นายกฯ เลือกนายทุน ไม่เห็นหัวประชาชน ปล่อยให้เซ็นสัญญาทาสซื้อไฟพิ่ม สานต่อ #ค่าไฟแพง …รัฐบาลต้องรับผิดชอบ! พร้อมระบุวันที่ 19 เมษายนวันครบกำหนดลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาด 5,200 MW แต่นายกฯ กลับเพิกเฉยกับผลประโยชน์ประชาชน ปล่อยการเอื้อผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงานโดยการรับซื้อค่าไฟแพงเกินจริง แม้ว่ารัฐมนตรีจะกล่าวว่า สามารถยกเลิกภายหลังได้หากพบปัญหา แต่ทำไมเราจึงต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนจึงค่อยยกเลิก ให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง เพิ่มการแบกรับค่าไฟและค่าครองชีพนี้ ทั้งนี้นายศุภโชติ บอกจะเดินหน้าต่อคือการติดตามข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตประเทศไทย (กฟผ.) ว่าได้ลงนามสัญญาไปทั้งหมดกี่โครงการ รวมถึงติดตามความคืบหน้าโครงการรับซื้อไฟฟ้า 3,600 MW ที่ยังอยู่ระหว่างการชะลอการลงนาม และเดินหน้าทุกมาตรการทางกฎหมาย เพื่อหยุดยั้งการรับซื้อไฟฟ้าทุกรอบที่ไม่เป็นธรรม และเอาผิดกับผู้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ยืนหยัดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#พลังงานเพื่อทุกคน#NetmeteringNow#พลังผู้บริโภค#พลังงานหมุนเวียน#สัญญาไฟฟ้า#ค่าไฟแพง#ดีลค่าไฟแพง
เป็นจดหมายเปิดผนึกที่ลงนามโดย นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอให้เร่งรัดและชี้แจงความคืบหน้ากรณีอาคาร สตง. แห่งใหม่ถล่ม โดยเริ่มจากการขอขอบคุณที่รัฐบาลออกมาชี้แจงมาตรการ การตรวจสอบและลงโทษกรณีตึก สตง. แห่งใหม่ถล่ม เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 แม้ว่าประชาชนรู้สึกผิดหวังกับการที่นายกรัฐมนตรีออกมาชี้แจงหลังเกิดเหตุไปแล้ว 3 สัปดาห์ และที่ตอกย้ำความผิดหวังมากที่สุดคือคำแถลงดังกล่าวไม่ได้แสดงความตระหนกตกใจถึงประเด็นการโกงกินที่ส่งผลถึงชีวิต ที่สูญเสียและเงินภาษีที่สูญหายไปในพริบตา เป็นเพียงคำแถลงให้ตรวจสอบโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาสรุปข้อเท็จจริง ทั้งนี้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ชง 5 ข้อคำถามให้นายกรัฐมนตรี มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาคำตอบให้ชัดเจน เริ่มจาก 1.การออกแบบถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่ และใครเป็นคนรับผิดชอบ 2. ใครเป็นวิศวกรและสถาปนิกผู้ควบคุมงานที่แท้จริง และตรวจสอบวัสดุที่ใช้เป็นประจำหรือไม่ 3. ผู้รับเหมาได้ทำงานผิดพลาดในการก่อสร้างหรือไม่/อย่างไร และบทลงโทษคืออะไร 4. เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันหรือไม่/อย่างไร ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง สุดท้าย 5.ใครรับผิดชอบปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ไม่ให้เกิดการคอร์รัปชันอีกในอนาคต ตอนท้ายองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ หวังว่านายกรัฐมนตรี จะเร่งรัดให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และให้ได้คำตอบที่ชัดเจนภายในวันที่ 28 เมษายน 2568 (1 เดือนนับจากวันเกิดเหตุ) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และเสริมสร้างหลักธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้น ในภาคราชการ อันจะนำมาซึ่งความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ในการบริหารงานของประเทศต่อไป #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ตึกถล่ม#ปล่องลิฟต์#ลายเซ็นปลอม#สตง#รัฐบาลแพทองธาร#รัฐบาลไทย#ไชน่าเรลเวย์นัมเบอร์10#องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน
เป็นผลสำรวจของนิด้าโพลเรื่อง “ปรับ ครม. วันไหนดี” จาก 1,310 หน่วยตัวอย่างเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อการปรับคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร โดยพบว่ากระทรวงพาณิชย์ ประชาชนหนุนให้ปรับมากที่สุด 57.02 รองลงมาเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง ส่วน 3 อันดับสุดท้ายที่ประชาชนเห็นว่าควรปรับเปลี่ยนคือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงวัฒนธรรม และเมื่อถามถึงการปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร พบว่าร้อยละ 48.24 ระบุว่า จำเป็นต้องปรับ ครม. โดยเร็วที่สุด รองลงมา ร้อยละ 16.18 ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องปรับ ครม. ร้อยละ 15.50 ระบุว่า การปรับ ครม. ควรรออีก 3 เดือน ร้อยละ 10.07 ระบุว่า การปรับ ครม. ควรรออีก 6 เดือน ร้อยละ 6.95 ระบุว่า การปรับ ครม. ควรรออีก 1 ปี และร้อยละ 1.53 การปรับ ครม. ควรรออีก 9 เดือน และไม่ตอบ/ไม่สนใจ ในสัดส่วนที่เท่ากัน #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รัฐบาลแพทองธาร#รัฐบาลเพื่อไทย#แพทองธารชินวัตร#ปรับครม
เป็นการชี้แจงของนางสาว ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยเริ่มจากอธิบายว่าโครงการประมูลดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปี 2565 ในรอบแรกประมูลขนาด 5,200 เมกะวัตต์ แต่มีการยื่นฟ้องศาลปกครองไม่สามารถเซ็นสัญญาได้ แต่เมื่อศาลปกครองสูงสุดยกฟ้องทุกกรณี จึงไม่มีข้อกฎหมายเป็นอุปสรรคในการลงนามสัญญา และมีเงื่อนไขให้ กฟผ.ต้องลงนามในสัญญาภายใน 2 ปี โดยไฟฟ้าจากแสงแดดครบกำหนดวันที่ 18 เมษายน 2568 พลังลมครบกำหนดภายในปี 2569 เป็นการดำเนินการต่อเนื่อง และทางกฤษฎีกาให้ข้อเสนอแนะว่า หากยกเลิกหรือชะลอลงนามสัญญาส่วนที่เหลือ อาจทำให้เกิดปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนที่ยังไม่ได้ลงนามหากหยุดกระบวนการทันที จะทำให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายเช่นกัน กฤษฎีกาได้แนะนำให้ กฟผ.เพิ่มเงื่อนไขในสัญญาหากพบปัญหากฎหมายหรือผิดขั้นตอนใด ๆ สามารถยกเลิกสัญญาได้ไม่ต้องรอให้ครบสัญญา 25 ปี “ดังนั้นทั้ง 3 สัญญาที่ลงนามไปเมื่อวันที่ 18 เมษายนทำเงื่อนไขที่ต้องลงนามในสัญญาภายใน 2 ปี แต่ก็ได้ปรับเงื่อนไขตามคำแนะนำของกฤษฎีกา จะไม่เป็นข้อผูกมัดไป 25 ปี สามารถยกเลิกสัญญาได้ทันที หากพบว่ามีการกระทำผิด จึงขอให้มั่นใจ ขอให้วางใจได้” สำหรับ 16 สัญญาที่เหลือ นายพีระพันธุ์ได้หารือกับผู้ว่าการ กฟผ.หาช่องทางกฎหมายในการชะลอการลงนามเพื่อให้มีเวลาตรวจสอบประเด็นที่สังคมกังวลอย่างรอบคอบ ซึ่ง ผู้ว่าฯ กฟผ. กำลังตรวจสอบข้อกฎหมายเพื่อดำเนินการต่อไป นางสาวศศิกานต์ ย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่อำนาจของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แต่เป็นเงื่อนไขที่กำหนดโดย กกพ. ดังนั้นนายพีระพันธุ์จึงต้องการเร่งแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เปิดช่องให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนใด ๆ ในอนาคต “ขอยืนยันว่า หากมีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าโครงการใดผิดกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยขั้นตอน ก็สามารถดำเนินการยกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบอายุสัญญา 25 ปี” นางสาว ศศิกานต์ ย้ำ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#พลังงานเพื่อทุกคน#NetmeteringNow#พลังผู้บริโภค#พลังงานหมุนเวียน#สัญญาไฟฟ้า#ค่าไฟแพง#ดีลค่าไฟแพง
พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และพันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI แถลงหลังบุกจับ ชวนหลิง จาง กรรมการไชน่า เรลเวย์ No.10 หลังจาก DSI ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 4 รายเป็นคนไทย 3 ราย และสัญชาติจีน 1 ในข้อหาเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจต้องห้ามในลักษณะนอมินี โดยพบหลักฐานเชื่อได้ว่าบริษัทได้นำคนไทย 3 คนเป็นนอมินีประมูลงานก่อสร้างตึก สตง.ที่ถล่มเมื่อวันที่ 28 มีนาคมขณะเกิดแผ่นดินไหว เป็นการจับกุมคาโรงแรมหรูย่านรัชดาภิเษก ก่อนนำตัวไปสอบสวนเพิ่มเติมที่ DSI โดยมีล่ามและทนายความระหว่างสอบปากคำ ทั้งนี้จากการสืบสวน พบว่า สัดส่วนหุ้นของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยอยู่ร้อยละ 51 คือ นายโสภณ มีชัย ถือหุ้นร้อยละ 40.7997, นายประจวบ ศิริเขตร ถือหุ้นร้อยละ 10.2, และนายมานัส ศรีอนันท์ ถือหุ้นร้อยละ 0.0003 และมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นสัญชาติจีนถึงร้อยละ 49 เป็นบุคคล 1 ราย คือ นายชวนหลิง จาง (ผู้ต้องหา) โดย DSI ได้ออกหมายจับกรรมการผู้ถือหุ้นชาวไทยอีก 3 ราย ในข้อหาเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือคดีนินีบริษัททุนจีน ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตัวเพื่อจับกลุ่มมาดำเนินคดีต่อไป คดีดังกล่าวเป็น 1 ใน 3 ที่ DSI ดำเนินการ และเป็นปฐมบทตึก สตง.ถล่มเมื่อบริษัทดังกล่าวทำสัญญากับ สตง.ในนามบริษัทกิจการร่วมค้าฯ อีกคดีคือเข้าข่ายฮั้วประมูลหรือไม่ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพราะมีประเด็นว่าการเป็นต่างด้าวแล้วอำพรางนอมินีร่วมประมูลทำสัญญากับ สตง.หรือไม่ ซึ่งจะเป็นข้อหาเพิ่มเติมต่อไป และเกี่ยวข้องกับอิตาเลียน-ไทยหรือไม่ รวมถึงต้องสอบลึกถึงสัญญาการออกแบบ สัญญาควบคุมงาน สัญญาแก้ไขแบบ ฯลฯ ซึ่งคาบเกี่ยวกับคดีที่ 3 คือความผิดตามมาตรฐานอุตสาหกรรม เช่นเรื่องเหล็ก ปูน หรืออื่นๆ ที่เป็นสาเหตุตึกถล่ม #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ตึกถล่ม#ปล่องลิฟต์#ลายเซ็นปลอม#สตง#รัฐบาลแพทองธาร#รัฐบาลไทย#ไชน่าเรลเวย์นัมเบอร์10
เมื่อดีลก๊าซจากสหรัฐ อาจผูกอนาคตพลังงานไทยไว้กับฟอสซิลอีกหลายสิบปี การเดินทางไปสหรัฐฯ ของ “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะใหญ่จากกระทรวงพาณิชย์และการต่างประเทศ มีเป้าหมายเพื่อต่อรองมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ หลังไทยถูกจัดอยู่ในประเทศที่ “เกินดุลการค้า” อย่างหนัก แต่สิ่งที่กลายเป็นไฮไลต์ของการเจรจา คือข้อเสนอฝั่งไทยที่ยื่นให้สหรัฐ นั่นคือการนำเข้าพลังงานเพิ่ม — โดยเฉพาะ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และ ก๊าซอีเทน ซึ่งไทยประกาศจะซื้อจากสหรัฐเพิ่มอีก 1 ล้านตันต่อปี และจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับการนำเข้านี้เพิ่มเติม หลายคนอาจมองว่านี่คือแผนรับมือผ่อนคลายมาตรการภาษีของสหรัฐในสงครามการค้า แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในดีลนี้ คือคำถามใหญ่ต่ออนาคตด้านพลังงานของไทย—เรากำลัง “แลก” ความหวังของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด…กับ “การนำเข้าฟอสซิลระยะยาว” หรือไม่? ⸻ดีลการค้าหรือกับดักพลังงานระยะยาว? ข้อเสนอที่เห็นดูเผิน ๆ เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนที่ “สมเหตุสมผล” เพื่อรักษาสมดุลการค้า แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป การเซ็นสัญญาระยะยาวกับพลังงานฟอสซิลคือการ “ผูกอนาคต” ประเทศไว้กับโครงสร้างเดิมที่โลกกำลังพยายามดิ้นให้หลุด แต่เรา…กลับกระโดดลงไปสู่ “กับดัก” นั้นหรือเป็นเพราะว่า…ไม่ใช่แค่สงครามการค้าเท่านั้น ที่เราต้องเปิดหน้าไพ่เพิ่มแต่เป็นเพราะ…เข้าทางแผนลงทุน ปตท. (2567-2571) มูลค่า 89,203 ล้านบาท มีการจัดสรรงบฯ สำหรับธุรกิจก๊าซธรรมชาติไว้แล้ว 30,636 ล้านบาท หรือประมาณ 34% ของงบลงทุนรวม ซึ่งที่ผ่านมาก็ถูกตั้งคำถามอยู่แล้วว่า การลงทุนเพิ่มนี้ สวนทางกับเทรนด์ธุรกิจของโลกหรือไม่?———-ทำไมดีลนี้จึงเป็น “สงครามพลังงาน” ที่แฝงมาในรูป “สงครามการค้า?” ที่เป็นเช่นนั้นเพราะนโยบายนี้จะส่งผลให้เกิดการชะลอการเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนโดยพฤตินัยทันที การเซ็นสัญญาระยะยาวนำเข้า LNG และก๊าซอีเทนจากสหรัฐฯ เท่ากับ “ล็อก” ประเทศไทยไว้กับพลังงานฟอสซิลต่อไปอีกหลายปี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ LNG มักใช้เวลากว่า 10 ปี จึงจะคืนทุน ทำให้รัฐและเอกชนอาจไม่กล้าลงทุนใหญ่ในพลังงานหมุนเวียน ไทยเสียโอกาสเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ยังติดกับดักพึ่งพาการค้าก๊าซข้ามทวีป ซึ่งยังมีปัญหาการ “ผูกขาด” รวมอยู่ด้วย สุดท้ายบ้านเมืองหนีไม่พ้นวังวนเดิม ๆ ทั้ง ๆ ที่เรามีศักยภาพด้านโซลาร์เซลล์สูงมาก แต่กลับเลือกลงทุนในก๊าซนำเข้าซึ่งผูกกับตลาดโลกและค่าเงินดอลลาร์ สวนทางกับแนวโน้มโลกที่พยายามลด import dependency โดยพึ่งพาแหล่งพลังงานภายในประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณผิดต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และเป้าหมายลดคาร์บอน ซึ่งไทยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกลง 40% ภายในปี 2030…
เป็นประเด็นที่ The Publisher รายงานตั้งแต่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยไปชม ไทยแลนด์ พาวิลเลี่ยน EXPO 2025 ที่นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ต่างพากันผิดหวังกับการใช้งบประมาณ 900 ล้านบาทที่ทำได้ไม่ตรงธีมงาน ไม่คุ้มค่างบประมาณ ตามวลี “ดีไซน์เอกชน คอนเทนต์ราชการ” พร้อมแนะให้ปรับปรุงด่วนก่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมาดูงาน จากนั้นนายรายการเที่ยงเปรี้ยงปร้างสัมภาษณ์ นาย สหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคประชาชน ที่เปิดข้อมูลสำคัญคือบริษัทร่วมค้าที่รับจัดงานได้รับงบประมาณ 867 ล้านบาทนี้เพิ่งเปิดมารับงานด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และปิดตัวหลังได้สัญญาจ้างแล้ว จึงตั้งข้อสังเกตุถึงความโปร่งใส ผู้ใช้เฟซบุ๊ก พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ พิธีกรรายการทีวีให้ข้อมูลว่าได้พูดคุยกับคนไทยในโอซาก้าที่เสนอวิธีแก้ปัญหา หรือปรับปรุงไทยแลนด์พาวิลเลี่ยน มีคนหนึ่งประสงค์มอบ 10 ล้านบาทให้ทีมงานไปแก้ไขงาน โดยไม่ประสงค์ออกชื่อ หรือขึ้นโลโกขอบคุณ แค่ขอให้ไทยแลนด์พาวิลเลี่ยนเจ๋งจริง ไม่เสียโอกาสประเทศไทย จึงประสานไปทางผู้จัดงานทันที พร้อมระบุว่านี่คือจุดเริ่มต้นแบรนด์ไทยแลนด์ ทำร่วมกันราชการ เอกชน ไม่ต้องมีดรามา ในโพสต์นอกจากมีคนชื่นชมคนที่ประสงค์ออกเงิน 10 ล้านบาทแล้ว หลายคนบอกควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานนั้น และบริษัทที่รับงานหรือไม่ และได้รับอนุญาติหรือไม่ นอกจากนี้ในคอมเมนต์ยังมีผู้แนบไฟล์ข่าวของ The Publisher ที่โควทคำของนายสหัสวัตที่ตั้งข้อสังเกตุเรื่องบริษัทร่วมค้าที่รับงานด้วย ประเด็นบริษัทรับงานนี้นั้น นาย พงศ์สุข อาสาสอบถามไปที่ผู้ประกอบการพบว่าบริษัทกิจการร่วมค้า …..จำกัดเป็นผู้ชนะการประมูล และทำสัญญา ต่อมาบริษัทร่วมค้าไม่ได้ดำเนินกิจการจึงปิดตัวลง แต่การดำเนินงานเกิดขึ้นโดยมี 2 บริษัทคือ กิจการร่วมค้า ซึ่งเป็นคู่สัญญา และบริษัทจำกัดดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อ Harin Yuwarattanaporn โพสต์ภาพใบเสนอราคา และผู้ชนะการประมูลคือบริษัทร่วมค้าดังกล่าว พร้อมตั้งคำถามเลือก “แบบเฉพาะเจาะจง” ให้บริษัท กิจการร่วมค้าการจัดนิทรรศการ ใช้งบ 867ล้านบาท แต่บริษัทนี้เลิกกิจการปิดตัวไปเรียบร้อยแล้วก่อนงานจะเริ่มเสียอีก เหมือนว่าจดกิจการร่วมค้ามาเพื่อรับงานนี้งานเดียว ขอบคุณข้อมูล-ภาพ : พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ / Harin Yuwarattanaporn #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ละเลงงบ#OsakaExpo2025#ข้าราชการ#ThailandPavilion2025#Expo2025
ในวันที่ 19 เมษายน 2568 ที่รัฐบาลไทยมีแผนเตรียมจะลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนหลายราย ภายใต้โครงการ Feed-in Tariff (FiT) เฟสแรก กำลังผลิตรวม 5,203 เมกะวัตต์ — รศ.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค ออกมาแสดงความกังวลผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร “ถ้าเซ็นวันนี้…ก็แก้ไม่ได้แล้วอีก 25 ปี” ⸻ ราคานี้…ใครได้ ใครจ่าย? รศ.ชาลีเปิดเผยว่า สัญญานี้ต่อยอดจากที่รัฐลงนามไปแล้ว 3,668 เมกะวัตต์ และกำลังจะเพิ่มอีกกว่า 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งราคาที่รัฐเสนอซื้ออยู่ที่ 2.17 บาทต่อหน่วย เป็นตัวเลขที่ใช้มาตั้งแต่ยุค คสช. และยังไม่มีการปรับใหม่ ทั้งที่วันนี้ต้นทุนโซลาร์เซลล์ในตลาดโลกถูกลงกว่าครึ่ง “บริษัทไทยที่ไปประมูลที่อินเดียเสนอราคาต่ำถึง 1.09 บาทต่อหน่วย — แปลว่าเราจ่ายแพงเกินจริงเท่าตัว” และเมื่อคำนวณตลอดอายุสัญญา 25 ปี ส่วนต่างราคานี้จะกลายเป็น ภาระค่าไฟกว่า 6–8 หมื่นล้านบาทที่ประชาชนต้องจ่าย ⸻ ทำไมต้องรีบเซ็น? ก่อน PDP ใหม่จะออก อาจารย์ชาลีตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้นภายใต้แผน PDP 2018 ซึ่งกำลังจะหมดอายุ และ PDP 2025 กำลังจะออกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นี่คือช่วงสุญญากาศของแผนพลังงาน…แล้วทำไมรัฐต้องเร่งเซ็นในเวลานี้? หรือกำลังรีบผูกพันบางอย่างไว้ก่อนแผนใหม่จะเปลี่ยนเกม? ⸻ อย่าเอา “พลังงานหมุนเวียน” มาเป็นข้ออ้าง…แล้วกำไรเข้ากระเป๋าใครบางคน แม้ชื่อของโครงการนี้จะดูดีว่าเป็นการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน แต่ รศ.ชาลีเตือนว่า “นี่อาจไม่ใช่การหนุนพลังงานสะอาด…แต่คือการล็อกราคาให้เอกชนที่เสนอแพงกว่าตลาด และถ้าลงนามแล้ว “จะกลายเป็นคำตอบตายตัวอีก 25 ปี ว่าทำอะไรไม่ได้ เพราะลงนามไปแล้ว” ⸻ คำถามสำคัญ…อยู่ที่เจตนา “รัฐบาลกำลังห่วงผลประโยชน์ทุนพลังงานมากกว่าค่าไฟของประชาชนหรือไม่?” นี่คือคำถามที่ รศ.ชาลี ทิ้งไว้ให้คิด พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนช่วยกันติดตามและตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐบาล “หากวันนี้เรายังหยุดอะไรไม่ได้ แต่วันหน้าเลือกตั้ง…คือโอกาสของประชาชน เลือกคนที่เข้าใจต้นตอปัญหาพลังงานจริง ๆ เพื่อเข้ามาแก้ปัญหา”
“EXPO 2025 ไม่ตรงปก ใช้งบ 900 ล้าน โปรโมตรพ.เอกชน”—สหัสวัต คุ้มคง ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาชน เปิดใจในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ถึงความผิดปกติในโครงการร่วมงาน EXPO 2025 Osaka ที่ใช้งบประมาณผูกพันรวม 895 ล้านบาท ว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่แค่งบสูงเกินจริง — แต่คือ “บริษัทที่รับงาน” เต็มไปด้วยพิรุธ “บริษัท กิจการร่วมค้า อาร์เอ็มเอหนึ่งร้อยสิบ จำกัด จดทะเบียน 29 มิถุนายน 2566 เข้าประมูลงานตุลาคมปีเดียวกัน — ห่างจากวันจดทะเบียนแค่ 4 เดือน ได้จัดนิทรรศการในงานนี้ วงเงินกว่า 867 ล้านบาท ก่อนจะปิดกิจการไปในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567” ทุนจดทะเบียนของบริษัทนี้มีเพียง 1 ล้านบาท แต่กลับได้รับงานที่มีมูลค่ามหาศาลหลายร้อยเท่า — เป็นคำถามใหญ่ที่ ส.ส.ฝ่ายค้านคนนี้บอกว่า “พรรคประชาชนจะขุดให้ถึงที่สุด” “นี่คือพิรุธใหญ่ที่พรรคประชาชนจะชำแหละต่อโดยเตรียมเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดเพื่อนำเสนอต่อสาธารณะภายในเดือนเมษายนนี้” ใช้ภาษีประชาชน…โปรโมตเอกชนแม้จะใช้เหตุผลว่าเป็นโรดโชว์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมาใช้บริการรักษาพรีเมียมในโรงพยาบาลเอกชน แต่สหัสวัตก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง “แล้วทำไมต้องใช้งบรัฐไปโปรโมตให้โรงพยาบาลเอกชน?” งานไม่คุ้มงบ คนได้ประโยชน์มีแค่บางกลุ่มสหัสวัตชี้ว่า งานนี้ไม่เพียงแค่ “ไม่คุ้มงบ” แต่ยังไม่สร้างผลตอบแทนจริงต่อประเทศ ขณะที่เสียงวิจารณ์ว่าผลงานไม่สมราคาก็เป็นสิ่งที่คาดไว้ตั้งแต่แรก “ตั้งงบไว้สูง แต่ผลงานน่าผิดหวังคนดูงานก็ไม่ได้อยากมาเที่ยวไทยมากขึ้นกลายเป็นงานโชว์ที่ใช้งบไม่คุ้ม เสียโอกาสประเทศ” ถึงเวลา…กรมสนับสนุนบริการสุขภาพต้องตอบเขาเรียกร้องให้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานเจ้าภาพ ออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ ว่าใช้งบคุ้มค่าหรือไม่ และการคัดเลือกเอกชนมีหลักเกณฑ์อย่างไร “เรื่องนี้น่าตั้งข้อสังเกตว่า อาจเชื่อมโยงถึงความไม่โปร่งใส การทุจริต เอื้อประโยชน์ที่ต้องสาวลึกว่า…มีนักการเมืองคนใดเกี่ยวข้องหรือไม่ ใครได้ประโยชน์?”
ศ.กนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 ถึงสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยที่กำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติ สงครามการค้า ความยากจน และความขัดแย้งในสังคม เขาระบุว่า “ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตภัยพิบัติทางธรรมชาติ วิกฤตสงครามการค้า วิกฤตความยากจนของคนไทย จนถึงวิกฤตความขัดแย้งของคนในสังคม” พร้อมเสนอทางออกว่า “การจะออกจากวิกฤตได้จำเป็นต้องใช้ สติปัญญา ของคนในสังคม ไม่ใช่ใช้อำนาจหรือเสียงข้างมากที่มี” กนกเน้นย้ำว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อได้ ต้องสามารถ “ดึงกลุ่มคนที่มีสติปัญญาเข้ามาแก้วิกฤต” และวางเรื่องส่วนตัวลง เพื่อร่วมกันยกระดับผลประโยชน์ส่วนรวมให้เป็นวาระสำคัญของประเทศ “ผมมั่นใจว่าประเทศไทยมีคนเก่ง มีสติปัญญาพอที่จะนำประเทศให้ออกจากวิกฤตได้” โพสต์นี้ได้รับการแชร์ต่อในโลกออนไลน์ พร้อมคำชื่นชมว่าเป็นมุมมองที่เรียกร้อง “สติ” มากกว่า “เสียงข้างมาก” และชวนสังคมหันกลับมาทบทวนบทบาทของผู้มีความรู้ในยามที่ประเทศต้องการพลังสมอง มากกว่าการช่วงชิงอำนาจ
