- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
คนไทยเริ่มเห็นตัวเลข “3.98 บาทต่อหน่วย” บนหน้าข่าว พร้อมคำประกาศว่ารัฐบาลสามารถลดภาระค่าไฟลงได้แล้วในรอบเดือนพฤษภาคม แต่เมื่อเปิดบิลจริงกลับต้องจ่ายเกือบเท่าเดิม รสนา โตสิตระกูล อธิบายว่า ตัวเลข 3.98 บาทนั้น “ไม่ใช่ตัวเลขจริงของประชาชน” เพราะเป็นค่าเฉลี่ยรวมกลุ่มผู้ใช้ไฟภาคอุตสาหกรรมที่จ่ายไฟในอัตราต่ำกว่าบ้านอยู่อาศัย ซึ่งประชาชนจริง ๆ แล้วจ่ายอยู่ที่ 4.24 บาทต่อหน่วย และถ้ารวม VAT จะเป็น 4.50 บาท ⸻ “ลดค่าไฟยั่งยืน ต้องลดไขมันที่ไม่จำเป็น” รสนาระบุว่า หนทางลดค่าไฟฟ้าให้ได้จริง ต้องไม่ใช่แค่ใช้กลไกชั่วคราว แต่ต้อง “ตัดไขมันส่วนเกิน” ออก เช่น ค่าค่าแอดเดอร์ ซึ่งหากตัดได้ จะช่วยลดค่าไฟได้อีก 12 สตางค์ทันที เธอเสนอว่า รัฐควรหยุดซื้อไฟฟ้าราคาแพงจากโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ และหันมารับซื้อไฟจากประชาชนทั่วไปผ่านโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) แทน ⸻ เมื่อประชาชนผลิตไฟได้เอง…แต่รัฐไม่ซื้อ รสนายกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า บ้านของเธอติดโซลาร์ขนาด 2.8 กิโลวัตต์ และผลิตไฟได้ 8–12 หน่วยต่อวัน ส่งกลับเข้าระบบประมาณ 120 หน่วยต่อเดือน แต่ “ไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรเลย” เพราะรัฐไม่เปิดรับซื้อไฟจากประชาชนทั่วไป ทั้งที่ในทางกลับกัน รัฐกลับเปิดรับซื้อไฟจากโซลาร์ฟาร์มของกลุ่มทุนรายใหญ่ปีละหลายพันเมกะวัตต์ เช่น ปีล่าสุดรับซื้ออีกกว่า 2,400 เมกะวัตต์ แต่ให้โควตาประชาชนเพียง 10 เมกะวัตต์ ซึ่งรองรับได้แค่ 2,000 หลังคา ถ้ารับซื้อ 100 เมกะวัตต์ จะรองรับได้เพิ่ม 20,000 หลังคา หรือเพิ่มเป็น 200,000 หลังคาถ้าเพิ่มเป็น 1,000 เมกะวัตต์ “ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้ประชาชนแบบนี้เห็นผลทันที รัฐไม่ต้องเสียเงินอุดหนุน แต่ทำไมไม่ทำ?” ⸻ ภูมิใจไทย “พูดแล้วไม่ทำ”…หรือยังไม่กล้าทำ? รสนาหยิบยกนโยบาย “ติดโซลาร์ฟรี” ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเคยหาเสียงไว้ในปี 2566 ว่าจะช่วยลดค่าไฟให้ประชาชน 450 บาทต่อหลังคา/เดือน แต่ผ่านมา 2 ปี รอยเท้านโยบายกลับเลือนหาย…
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ บิ๊กป้อม หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และเพจเฟซบุ๊กของพรรคพลังประชารัฐ โพสต์ภาพที่บิ๊กป้อมสวมชุดลายพรางลงพื้นที่ชายแดน พร้อมกับแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยย้ำว่าความมั่นคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ และความเชี่ยวชาญในเชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง ดังนั้นรัฐบาลต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและเด็ดขาด ไม่ยอมให้การรุกล้ำอธิปไตยถูกมองข้าม และให้ความสำคัญกับมาตรการตอบโต้ที่สมเหตุสมผล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่าถึงจะยึดหลักสันติวิธี แต่หากอีกฝ่ายไม่มีความจริงใจ ไม่ยอมใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ กลับปลุกปั่น ป้ายสี และยกระดับปัญหาไปสู่เวทีโลก ไทยก็จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือในทุกมิติ เพราะกติกาสากลมีไว้ใช้กับสุภาพบุรุษ และเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมเจรจา ก็ต้องเตรียมมาตรการเชิงรุกที่สร้างแต้มต่อให้ฝ่ายไทยได้เปรียบ ไม่หลงกล ไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ พร้อมเรียกร้องให้สื่อสารกับประชาชนและมิตรประเทศอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งนี้ได้ส่งสารไปถึงกำลังพลในพื้นที่ชายแดน โดยชื่นชมกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ โดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 2 และกำลังพลทุกนายที่เสียสละเฝ้าระวังภัยคุกคามต่อผืนแผ่นดิน ด้วยความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว พร้อมให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในสันติภาพ แต่หากมีการรุกล้ำอธิปไตยแม้แต่น้อย ต้องพร้อมปกป้องด้วยชีวิต เพราะแผ่นดินไทยต้องเป็นของคนไทยเท่านั้น #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#แพทองธารชินวัตร#รัฐบาลเพื่อไทย#ครม#ชายแดน#ทหารไทย#ไทยกัมพูชา#บิ๊กป้อม#พลังประชารัฐ
เริ่มจากเพจของกองทัพอากาศ โพสต์ภาพทหารกำลังการลำเลียงยุทโธปกรณ์ที่ใช้สำหรับนำขึ้นเครื่องบินรบ มีป้ายข้อความ “Lightning ส่งด่วน” สร้างบรรยากาศคล้ายกับภาพยนตร์ซีรีย์ดังในขณะนี้ โดยระบุข้อความ หกเดือนหก (6.6) กองทัพอากาศ เตรียมความพร้อม สั่งวันนี้ • ส่งทันที • ถึงที่หมาย ฝูงบิน 103 กองบิน 1 เครื่องบิน F-16 นามเรียกขาน ” Lightning ” ติดตั้งระเบิด พร้อมขึ้นปฏิบัติการสายฟ้าฟาด ปกป้องอธิปไตย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด#UnbeatableAirForce ขณะที่กองทัพบกก็ไม่ยอมแพ้ ก็ใช้ภาพทำนองเดียวกัน คราวนี้เป็นภาพกำลังพลทหารบกกำลังกระโดดลงจากเครื่องบิน มีป้ายที่เขียนว่า ARMY ส่งด่วน และข้อความว่า “ที่ไหน เมื่อไหร่ พร้อมไปตลอดเวลา” โดยแนบแฮชแทก #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด#ทหารมีไว้ปกป้องอธิปไตย ทั้งสองภาพเรียกเสียงฮือฮาให้กับผู้ที่ติดตามเพจของกองทัพ โดยบอกยังเหลือกองทัพเรือว่าจะโพสต์ด้วยหรือไม่ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#กองทัพบก#กองทัพอากาศ#รัฐบาลแพทองธาร#ทหารไทย#ไทยกัมพูชา#ชายแดนไทยกัมพูชา#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
“ประเทศไทยจะเป็นเช่นไร ขึ้นกับคนประเภทไหนเป็นผู้บริหาร” — ข้อความจากโพสต์ล่าสุดของ ศ.ดร. กนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานที่ปรึกษารมว.พม. ที่กลายเป็นกระแสชวนคิดบนโลกออนไลน์อีกครั้ง เมื่อเขาชี้ให้เห็นว่า ประเภทของผู้นำ คือสิ่งที่สะท้อนสภาพปัจจุบันและกำหนดอนาคตของประเทศ “ผู้นำจะให้ความสำคัญกับแนวความคิดและการสร้างอนาคต หัวหน้าจะสนใจแต่เหตุการณ์และการแก้ปัญหาปัจจุบัน ส่วนผู้ปฏิบัติงานจะจมอยู่กับตัวบุคคลและปัญหาในอดีต” ประเภทคน…กำหนดคุณภาพระบบ ศ.ดร.กนก ขยายความว่าไม่เพียงแต่รัฐบาลหรือผู้บริหารประเทศเท่านั้น แต่ ทุกระบบของประเทศไทย ตั้งแต่การเมือง ราชการ ธุรกิจ สังคม ไปจนถึงการศึกษา ล้วนมีชะตากรรมที่ผูกติดอยู่กับ “คนแบบไหนที่ถูกแต่งตั้งให้บริหารจัดการ” • ระบบการเมืองได้คนประเภทไหนบริหารประเทศ • ระบบราชการได้คนประเภทไหนบริหารกระทรวง • ระบบธุรกิจได้คนประเภทไหนบริหารองค์กร • ระบบสังคมได้คนประเภทไหนขับเคลื่อนนโยบาย • ระบบการศึกษาได้คนประเภทไหนจัดการอนาคตของเยาวชน “คุณให้คำตอบได้ด้วยตัวเองว่า ทำไมประเทศไทยและเรื่องต่างๆ จึงเป็นเช่นที่เป็นนี้” อนาคตไม่ใช่เรื่องโชคชะตา ศ.ดร.กนก สรุปว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ คุณภาพของคน แต่คือ การเลือกใช้คน ให้ถูกที่ ถูกระบบ และถูกจังหวะของประเทศ “#คนคือปัจจัยชี้ขาดอนาคตประเทศ #การเลือกใช้คนคือเงื่อนไขความสำเร็จของอนาคตประเทศ” อ่านโพสต์ต้นทางบน Facebook #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#กนกวงษ์ตระหง่าน#คุณภาพคน#อนาคตประเทศไทย
“กองทัพเองทราบอยู่แล้วว่าหน้างานเป็นอย่างไร ต้องปะทะหรือยัง เป็นการตัดสินใจของกองทัพ ที่ต้องดูเลยว่าต้องปะทะหรือเปล่า ถ้าไม่จำเป็นต้องปะทะ การที่เราปะทะไปมันเกิดความเสียหาย มากกว่าแรงเชียร์ที่จะให้เกิดการปะทะ “ต้องใช้สันติวิธีให้ได้มากที่สุด” ” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวหลังประชุม สมช. 6 มิถุนายน 2568 #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รัฐบาลแพทองธาร#ทหารไทย#ไทยกัมพูชา#ชายแดนไทยกัมพูชา#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
เป็นทิศทางหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พลเอกพลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รวมถึงเสนาธิการกองทัพบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม เบื้องต้นยืนยันทั้งรัฐบาล และกองทัพพร้อมสนับสนุนกันและกันในการคลี่คลายสถานการณ์ โดยมีลำดับสถานการณ์ พร้อมมอบให้กองทัพดำเนินการตามเห็นสมควร โดยยึดมั่นรักษาปกป้องอธิปไตย และยึดมั่นความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ พร้อมกับจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจดูแลทุกรูปแบบที่จะใช้มาตรการต่างๆ ตามลำดับ วางรายละเอียดไว้เรียบร้อยและกำชับให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่าที่ประชุมมีนโยบายให้การเจรจา JBC ในวันที่ 14 มิถุนายนนี้อันดับแรกประเด็นเร่งด่วนคือให้เจรจาเน้นจุดปะทะก่อน เพื่อลดการเผชิญหน้าและลดความตึงเครียดในกรอบกำลังทหารร่วมกัน ส่วนจุดอื่นๆ JBC มีหน้าที่เจรจาเรื่องเขตแดนอยู่แล้ว โดยจะใช้กลไกทวิภาคีเป็นหลักผ่านกลไกประสานงานร่วมกัน ทั้งกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และกองทัพ เพื่อสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ด้านพลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยืนยันกองทัพนับสนุนแนวทางรัฐบาลในการคลี่คลายปัญหาตามแนวชายแดนอย่างสันติวิธี ขณะเดียวกันก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่รักษาและปกป้องอธิปไตย ระบุการประชุมผู้นำเหล่าทัพบ่ายวันนี้ เป็นการประชุมตามวงรอบปกติ สาระสำคัญคือการสนับสนุนรัฐบาล โดยหลังประชุมผู้นำเหล่าทัพจะแถลงการณ์ออกมา แต่ที่ไม่เชิญนักข่าว เพราะกองทัพขอสงวนสิทธิการสื่อสาร เพื่อให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับรัฐบาล ทั้งนี้นางสาวแพทองธาร ยืนยันด้วยว่าจะเดินหน้าตามกรอบสันติวิธี อย่างไรก็ตามก็เตรียมพร้อมรับทุกรูปแบบทุกสถานการณ์ โดยให้กองทัพพิจารณาหน้างานว่าจำเป็นต้องปะทะหรือไม่ ถ้าไม่จำเป็น หรือเกิดความเสียหายมากกว่าก็เลี่ยงการปะทะ ซึ่งกองทัพมีกรอบวิธีดำเนินการอยู่แล้ว #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#รัฐบาล#ครม#ชายแดน#ทหารไทย#ไทยกัมพูชา#รัฐบาล#JBC#ICJ#ชายแดนไทยกัมพูชา#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด#การสื่อสารในวิกฤต#แพทองธาร#ชายแดนไทยกัมพูชา
5 มิถุนายน 2568 – พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลใช้บังคับแล้วนับแต่วันถัดไป ถือเป็นการปฏิรูปกลไกปราบโกงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะด้าน “การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส” และ “การต่อต้านการฟ้องปิดปาก (SLAPP)” กฎหมายฉบับนี้แก้ไขและเพิ่มเติม มาตรา 132 และเพิ่ม มาตรา 132/1, 132/2, 132/3 โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนกล้าแจ้งข้อมูลการทุจริต โดยไม่ต้องกลัวถูกเอาคืน ⸻ คุ้มครองชัดเจน! แจ้งโดยสุจริต ไม่ต้องรับผิด มาตรา 132 (ใหม่) ระบุว่า ใครที่ให้ข้อมูล ถ้อยคำ พยานหลักฐาน หรือความเห็นเกี่ยวกับคดีทุจริต โดยสุจริต — จะได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง อาญา หรือวินัย แม้การดำเนินการอยู่ในมือเจ้าหน้าที่คนละหน่วย เช่น พนักงานสอบสวน หรือ ป.ป.ท. หากเป็นเรื่องตามที่ ป.ป.ช.กำหนดไว้ ก็ได้รับความคุ้มครองเช่นกัน ⸻ สกัดฟ้องปิดปาก (SLAPP)! หากผู้แจ้งเบาะแสถูกฟ้องกลับเพราะเปิดโปงทุจริต — ป.ป.ช.สามารถเข้าไปช่วยเหลือทันที กฎหมายให้อำนาจ คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเรื่องร้องขอความช่วยเหลือภายใน 15 วัน หากเห็นว่าเป็นการแจ้งโดยสุจริต จะมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือดังนี้: • ว่าจ้างทนาย–ออกค่าคดี ทั้งคดีแพ่งและอาญา • แจ้งพนักงานสอบสวนให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยไม่ต้องประกัน • ยุติการดำเนินการทางวินัยทันที หากพบว่าเป็นผลจากการแจ้งเบาะแส • ส่งข้อมูลให้พนักงานสอบสวน/อัยการ/ศาลรับทราบ เพื่อประกอบการพิจารณา ⸻ ใช้เงินกองทุนสนับสนุนเต็มที่ มาตรา 162 (2) ที่แก้ไขใหม่ กำหนดให้สามารถใช้ “กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในกระบวนการช่วยเหลือผู้แจ้งเบาะแสได้โดยตรง ⸻ คุ้มครองย้อนหลัง! การคุ้มครองนี้ ครอบคลุมถึงผู้ที่แจ้งข้อมูลไว้ก่อนกฎหมายมีผลบังคับ ด้วย (เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว หรือมีการลงโทษทางวินัยไปแล้ว) ⸻ อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้ประเทศย่ำอยู่กับที่! กฎหมายใหม่กำลังบอกคุณว่า “คุณไม่ได้โดดเดี่ยว” —…
วันที่ 5 มิถุนายน 2568 — ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา หลังเหตุการณ์ปะทะกันเมื่อวันที่ 28 พ.ค.68 ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากเพจ UBON NOW อุบลนาว ได้เผยแพร่ประกาศเร่งด่วนขอรับบริจาค ยางรถยนต์ใช้แล้ว จากประชาชน เพื่อนำไปสนับสนุนภารกิจของทหารไทยที่ประจำการอยู่บริเวณ “ผามออีแดง” ⸻ ส่งมอบผ่านจุดรับ “เคหะ แม็คโคร” – ติดต่อ 098-102-1188 ผู้ที่มียางรถยนต์ใช้แล้ว หรือร้านค้าที่ต้องการสนับสนุน สามารถนำมาส่งมอบได้ที่จุดรวบรวมในพื้นที่ “เคหะ แม็คโคร ศรีสะเกษ” หรือแจ้งข้อมูลผ่านเบอร์โทรศัพท์ 098-102-1188 ซึ่งทางเพจ UBON NOW จะประสานนำไปจัดส่งให้ถึงปลายทาง จากโพสต์ของเพจระบุว่า “ใครมียางรถยนต์ หรือร้านไหนในศรีสะเกษ อยากส่งไปช่วยสนับสนุนแนวหน้าผามออีแดง แจ้งได้เลยค่ะ ทางเพจจะช่วยนำรวบรวมจัดส่งให้” ⸻ ชาวบ้านลุกขึ้นเคียงข้างทหาร การระดมสิ่งของจำเป็นจากประชาชนในพื้นที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของสังคมไทยในการสนับสนุนทหารที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยในช่วงสถานการณ์ชายแดนที่ยังเปราะบาง ยางรถยนต์ที่รับบริจาคในครั้งนี้คาดว่าจะถูกนำไปใช้เสริมแนวป้องกันในพื้นที่ภาคสนาม เช่น กำบังแนวปะทะ หรือลาดตระเวนเสริมความปลอดภัย #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#รัฐบาล#ครม#ชายแดน#ทหารไทย#ไทยกัมพูชา#รัฐบาล#JBC#ICJ#ชายแดนไทยกัมพูชา#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด#การสื่อสารในวิกฤต#แพทองธาร#ชายแดนไทยกัมพูชา#ภาวะผู้นำ
ตอนนี้เริ่มมีกระแส “เขตแดนเป็นเรื่องสมมติ ชีวิตมนุษย์เป็นเรื่องจริง” #NoWarThaiCambodia #สันติสู่ชายแดน ลองไปดูกันหน่อยเมื่อถามคำถามนี้กับ AI ในบริบทข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา AI ตอบว่าอะไร เชิญทัศนา ——— แนวคิด “เขตแดนเป็นเรื่องสมมติ ชีวิตมนุษย์เป็นเรื่องจริง” มันมีเสน่ห์ในเชิงอุดมคติ และมีพลังในโลกของ ปัจเจก–ปัจเจกนิยมแบบสากล (universal humanism) ซึ่งพูดเรื่อง “คุณค่าของชีวิต” ที่ไม่ควรถูกทำลายเพราะเส้นที่ลากไว้ในแผนที่ แต่ในความจริงของ “รัฐชาติ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีไทย–กัมพูชา เขตแดนไม่ใช่แค่เรื่องสมมติ แต่คือเงื่อนไขของอธิปไตย ทรัพยากร และศักดิ์ศรีของรัฐ ⸻ 3 ประเด็นหลักที่ควรถกกันให้ลึก: 1. ถ้าบอกว่าเขตแดนเป็นเรื่องสมมติ — แล้วเราจะอธิบายความชอบธรรมของทหารไทยที่ปกป้องพื้นที่อย่างไร? ถ้าไม่มีเส้นเขตแดน ก็ไม่มีผู้รุกราน และก็ไม่มีคนปกป้องแผ่นดิน นี่อาจเป็นจุดที่แนวคิดแบบ #NoWar ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นการทำลายความชอบธรรมของฝ่ายที่กำลังถูกละเมิด 2. แนวคิดนี้อาจกลายเป็นช่องให้รัฐที่รุกราน ล้างความผิดของตนด้วยคำพูดลอย ๆ ว่า “เราเป็นพี่น้องกัน ไม่ควรมีเส้นแบ่ง” ซึ่งในบริบทของรัฐบาลกัมพูชา — เขากำลัง “ขยายอำนาจ” ด้วยตรรกะทางกฎหมายที่พาไทยไปเจอ ICJ เป็นครั้งที่สาม 3. ชีวิตมนุษย์สำคัญจริง — แต่ถ้าการไม่ยืนหยัดต่ออธิปไตยวันนี้ นำไปสู่การยอมจำนนโดยถาวรในวันหน้า เราอาจไม่ได้แลกแค่ความสงบชั่วคราว แต่แลก “แผ่นดิน” กับ “ความยอมรับความไม่เป็นธรรม” ในระยะยาว ⸻ สรุป: “ชีวิตคนสำคัญกว่าเขตแดน” ฟังดูงดงาม แต่เมื่อพื้นที่ชายแดนกลายเป็นข้อพิพาทเชิงอธิปไตย การไม่พูดเรื่องเขตแดน = การเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายรุกล้ำได้เปรียบทางจิตวิทยาและกฎหมาย เห็นด้วยว่าเราควรเรียกร้อง “สันติภาพ” แต่ สันติภาพที่ไม่ยอมให้ชาติใดละเมิดอีกชาติหนึ่ง — จึงจะมีความหมายอย่างแท้จริง ต่อไปนี้เป็นความเห็นของ The Publisher พรมแดนไม่ใช่เส้นสมมติ แต่คือรอยเลือดที่บรรพชนทาบทาไว้ ให้ลูกหลานเป็นไทไม่เคยเป็นทาส มีเกียรติ มีชีวิตเสรี และมีหน้าที่ต้องรักษาไว้…เพื่อคนรุ่นต่อไป #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #เที่ยงเปรี้ยงปร้าง #ชายแดน #ทหารไทย #ไทยกัมพูชา #JBC #ICJ #ชายแดนไทยกัมพูชา…
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เปิดเผยผลการหารือกับ พล.อ.เตีย เซยฮา รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมกัมพูชาเมื่อเย็นวานนี้ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์เผชิญหน้า เพราะรัฐบาลไทยยืนยันไม่อยากเห็นสงคราม และไม่ได้กังวลหากเกิดการสู้รบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นความสูญเสียที่ไม่อยากให้ไปถึงตรงนั้น และด้วยความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่ก็น่าจะคุยกันได้ นายภูมิธรรมแจ้งฝ่ายกัมพูชาด้วยว่าเมื่อเข้าใจจุดยืนของแต่ละฝ่าย จึงขอให้เป็นการคุยแบบเฉพาะที่ และไทยยืนยันจะไม่นำเรื่องเข้าสู่ศาลโลก เพราะเราจำกัดเฉพาะเรื่องที่เกิดความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังเสนอให้ถอยออกไปเหมือนกับปี ค.ศ. 2024 ถอยออกไปบริเวณศาลาตรีมุข ประมาณ 150-200 เมตร และในการประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ ก็ต้องนำแผนที่และเรื่องต่างๆ มาพูดคุยกัน แต่หากไม่สามารถตกลงได้ ก็ให้ตัวแทน JBC ลงไปดูที่เกิดเหตุเพื่อหาข้อสรุป นอกจากนี้ ยังพูดถึงมาตรการต่างๆ ที่หากพูดคุยกันไม่ได้ ไทยจำเป็นต้องเข้ามาจัดการ ซึ่งทางกัมพูชาบอกว่า อยากหลีกเลี่ยงสงคราม และไม่อยากให้เรื่องนี้บานปลาย และข้อเสนอฝ่ายไทยนั้น ทางกัมพูชาบอกว่า เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ จึงฝากนำไปเรียน พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อให้พิจารณา ทั้งนี้การประชุม JBC ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ จะยังเดินหน้าต่อไปเหมือนเดิม นายภูมิธรรมยังบ่นด้วยว่า ขณะนี้ต้องระวังเรื่องข่าว เพราะเมื่อวานบินไปพบฝ่ายกัมพูชา ที่ค่ายสุรสิงหนาถ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ก็โดนทัวร์ลงบอกไม่มีศักดิ์ศรี “เลิกสิ่งเหล่านี้เถอะ ผมไม่ได้กลัวสงคราม แต่ผลกระทบทั้งสองฝ่ายคนที่โดนก่อนคือ ทหารที่อยู่แนวหน้า และประชาชนที่อยู่ชายแดน อย่าไปเที่ยวยุให้เกิดสงครามเลย สงครามไม่เคยดีกับใครซักคน ที่โพสต์ไปขอเป็นข้อเท็จจริงก่อน” #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#รัฐบาล#ครม#ชายแดน#ทหารไทย#ไทยกัมพูชา#รัฐบาล#JBC#ICJ#ชายแดนไทยกัมพูชา#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด#การสื่อสารในวิกฤต#แพทองธาร#ชายแดนไทยกัมพูชา#ภาวะผู้นำ
