- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
2 มิ.ย. ที่วัดพระแก้ว — อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ลื่นล้มขณะฝนตก นิ้วนางข้างซ้ายบวมจนใส่แหวนไม่ได้ ฟังดูแค่ข่าวเบา ๆ แต่สำหรับสายอ่านเกมอำนาจ — มันชวนให้ตั้งคำถามว่า นี่แค่ “อุบัติเหตุทางกาย” หรือ “สัญญาณสะดุดของอำนาจ”? เพราะอีกด้าน… “ทักษิณ ชินวัตร” เพิ่งเปิดเกมตำหนิ กระทรวงมหาดไทย ว่า “ทำงานไม่เต็มที่” พร้อมประกาศชัดว่า “เหลืออีก 2 ปีต้องเลือกตั้ง ต้องให้เพื่อไทยเข้าไปทำบ้าง” หมากนี้ไม่ใช่แค่ห่วงงาน แต่วางเกมชิง “ศูนย์กลางควบคุมท้องถิ่น” จากมือภูมิใจไทย…คืนกลับสู่อุ้งมือเพื่อไทย ❝ใส่แหวนไม่ได้ เพราะนิ้วนางข้างซ้ายบวม❞ — อนุทินว่าไว้แบบติดตลก แต่ในเกมอำนาจ ไม่มีอะไรแค่ตลก สัญลักษณ์แหวนนิ้วนางข้างซ้าย คือสัญลักษณ์ของความผูกพัน ร่วมหัวจมท้ายในมุมคู่ชีวิต ในแง่การเมืองก็มักมีคำเปรียบเปรยพรรคร่วมรัฐบาล ”ร่วมหัวจมท้าย“ ไม่แตกต่างกัน แม้ “อนุทิน” จะตอบคำถามนักข่าวอย่างมั่นใจ “…เดี๋ยวก็มีภูมิคุ้มกัน” หลังถูกถาม ครม.เจ็บออด ๆ แอด ๆ แต่ในวันที่นิ้วนางข้างซ้ายใส่แหวนไม่ได้ เพราะอุบัติเหตุ อาจเป็นสัญญาณสู่ ”เขตอันตราย“ ของความสัมพันธ์ และแรงเขย่านั้นก็สะเทือน—จนอาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนทางการเมือง #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#กระดานอำนาจ#แพทองธาร#แพทองธารชินวัตร#ทักษิณ#ทักษิณชินวัตร#พรรคภูมิใจไทย
2 มิถุนายน 2568 – ฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กประกาศจุดยืนชัดเจนว่า รัฐบาลเตรียมเสนอประเด็นข้อพิพาทโบราณสถานบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาเมือนโต๊จ, ปราสาทตากระเบย และพื้นที่ “มุมเบย” เข้าสู่การพิจารณาผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และแสดงความจำนงนำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ผู้นำกัมพูชาเปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมผู้บัญชาการกองทัพบริเวณชายแดนทันทีหลังกลับจากภารกิจต่างประเทศ เพื่อรับฟังสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาจากภาคสนามโดยตรง พร้อมระบุว่า “ในช่วงหลัง พื้นที่มุมเบย รวมถึงปราสาทตาเมือนธม–ตาเมือนโต๊ด ประสาทตาควาย และพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต-บริเวณช่องบก มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มชาตินิยมสุดโต่งบางกลุ่ม ซึ่งกำลังปลุกกระแสชาตินิยมในทั้งสองประเทศ และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าอีกครั้ง” ท่ามกลางความร้อนแรงทางพื้นที่ ฮุนมาเน็ตย้ำว่า กัมพูชายึดแนวทาง “สันติวิธี” ผ่านกระบวนการทางเทคนิคและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยได้สั่งการให้ JBC ดำเนินการเร่งด่วน จัดประชุมกับฝ่ายไทยโดยเร็วที่สุด เพื่อเดินหน้าการสำรวจ แบ่งเขต และปักปันเขตแดน และเตรียมนำข้อพิพาทประเด็นโบราณสถาน–เขตพิพาทส่งเข้าสู่ศาลโลก (ICJ) เพื่อยุติข้อพิพาทโดยสันติ “แม้กัมพูชาจะยึดแนวทางสันติ แต่เราขอสงวนสิทธิ์ในการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของตนทุกวิถีทาง รวมถึงการใช้กำลังทหาร หากมีความพยายามรุกรานโดยใช้กำลัง” ฮุนมาเน็ตระบุ ท่าทีล่าสุดของกัมพูชาเกิดขึ้นไม่ถึงสัปดาห์หลังเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณช่องบก ขณะที่ท่าทีล่าสุดของนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของทหารกัมพูชา ย้ำว่าไทยดำเนินการตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อรักษาอธิปไตย และระบุว่าได้คุยกัยฮุนมาเน็ตแล้ว เห็นตรงกันใช้กลไกที่มีอยู่หาทางออกอย่างสันติ ลดความตึงเครียด โดยคาดว่าจะมีการประชุมเจบีซีภายในสองสัปดาห์ โดยกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#กองทัพบก#กัมพูชา#ชายแดนไทยกัมพูชา#ทหารไทย#รักษาชายแดน#กระทรวงต่างประเทศ
กระแสความวุ่นวายภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เพียงมี สส.ในพรรคก่อหวอดรวมถึงกดดันนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคพรรค โดยประกาศย้ายพรรคไปแล้วนั้น ล่าสุดนายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้ อีสาน อดีตรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายพีระพันธุ์ในรัฐบาลที่แล้ว ออกประกาศในฐานะเป็นผู้ก่อตั้งพรรคขอทวงคืน และขับไล่นายพีระพันธุ์ออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะเป็นผู้ทำให้เกิดความแตกแยกภายในพรรค โดยนายเสกสกลให้เหตุผลว่านายพีระพันธุ์ ถูกกล่าวหาและถูกร้องหลายเรื่องทั้งที่ กกต. และ ป.ป.ช.ซึ่งมีข้อมูลน่าเชื่อถือ แต่นายพีระพันธุ์ไม่เคยออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง จึงถือว่าไม่มีสง่างาม จึงขอให้คนอื่นที่เหมาะสมกว่าเป็นหัวหน้าพรรค “เมื่อมาขอพรรคผมไปดูแล แต่ทำได้ไม่ดี มีแต่ความแตกแยกในพรรค สส.บ่นว่าไม่มีความอบอุ่นเลย หัวหน้าพรรคเข้าถึงยาก ความคิดเป็นใหญ่ ไม่ค่อยสนใจเอาแต่พรรคพวกตัวเองและไม่ฟังความเห็นใคร ผมจึงจำเป็นต้องขอทวงพรรคคืน เพราะผมไม่ได้ขายพรรคให้เขานะครับท่าน” นายเสกสกลกล่าว นายเสกสกลเป็นผู้ก่อตั้ง และเป็นรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ถือเป็นขุนพลในภาคอีสาน และมี มีชื่อเป็นผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 15 ก่อนลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2566 โดยยังไม่ทราบสาเหตุ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รัฐบาลแพทองธาร#รวมไทยสร้างชาติ#พีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค#พรรคโอกาสใหม่#สสย้ายพรรค#เสกสกล#แรมโบ้
“ล็อบบี้” บดขยี้จริยธรรมแพทย์ 12 มิ.ย. วัดกำลังการเมือง VS วิชาชีพแพทย์ ถ้าเสียงโหวตเพื่อความถูกต้องยอมถูกบีบให้พ้นวงประชุม — องค์กรจริยธรรมก็ไม่ต่างจากหุ่นเชิดในระบบราชการ ⸻ ศึกแพทยสภา— เดิมพันด้วย “หลักนิติธรรม” วันที่ 12 มิถุนายน 2568 กำลังจะกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของสถาบันวิชาชีพแพทย์ ไม่ใช่เพราะมีกฎหมายใหม่ ไม่ใช่เพราะมีการเปลี่ยนคณะกรรมการ — แต่เพราะมติเดิมของแพทยสภาที่ “ลงโทษแพทย์” กรณีการรักษานายทักษิณ ชินวัตร กำลังถูก อำนาจการเมืองเข้าแทรกแซง หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ใช้อำนาจในฐานะ “สภานายกพิเศษ” วีโต้ มติของแพทยสภา แม้จะทำได้ตามกฎหมาย แต่ไม่เคยมี รมว.สธ.คนใดทำมาก่อน… ยิ่งครั้งนี้วีโต้ในกรณีที่เกี่ยวพันกับคดีชั้น 14 ทักษิณ ก็ยิ่งเต็มไปด้วยคำถามถึงความชอบธรรมว่า เป็นการใช้อำนาจเพื่อใคร? กลไกสำคัญถัดมาคือการประชุมของคณะกรรมการแพทยสภา เพื่อยืนยันมติเดิม และกติกานั้นชัดเจน: ต้องได้เสียง “เห็นชอบ” จากไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 47 เสียงจากทั้งหมด 70 เสียง ขณะที่อำนาจการเมืองยังไม่หยุดแค่ที่ “สมศักดิ์” ⸻ ล็อบบี้เงียบ บีบพ้นวงประชุม โครงสร้างของแพทยสภามีสมาชิก 70 คน • 35 คนจากการ เลือกตั้งโดยแพทย์ทั่วประเทศ • อีก 35 คนจาก ตำแหน่งโดยอำนาจรัฐ เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี เจ้ากรมแพทย์ และคณบดีคณะแพทย์ทั่วประเทศ การล็อบบี้จึงไม่ได้มุ่ง “ล้มองค์ประชุม” เพราะคนน่าจะมาครบ แต่เป้าคือทำให้ “เสียงโหวตเห็นชอบ” ไม่ถึงเกณฑ์ 2 ใน 3 โดยเฉพาะจากกลุ่มที่อยู่ใต้คำสั่งฝ่ายบริหาร ด้วยการบีบแพทย์ฝ่ายบริหารที่รัฐบาลกดดันได้ ไม่ให้เข้าร่วมประชุม นี่คือเครื่องมือใหม่ของการแทรกแซง แต่บรรดาแพทยผู้ใหญ่ทั้งหลาย ต้องพึงระลึกด้วยว่า แม้จะไม่เข้าประชุมก็ต้องมีบันทึก ใครเป็นใคร พวกท่านจะยอมแลกเกียรติภูมิกับการสยบยอมให้การเมืองจริงหรือ? ⸻ ป่วยทิพย์ชั้น 14…
นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงหลังการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ฝ่ายไทย ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานานกว่า 2 ชั่วโมงข่าว โดยมีนางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และพลเอก มนัส จันดี เสนาธิการทหาร ร่วมประชุมด้วย โดยมอบหมายให้เร่งจัดประชุมเจบีซี เพราะไทยและกัมพูชาเป็นประเทศที่มีความใกล้ชิดกัน ทั้งในระดับรัฐบาลและประชาชน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการทุกวิถีทางไม่ให้สถานการณ์บานปลายถึงขั้นกระทบกระเทือนถึงความสัมพันธ์ สำหรับเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าการดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักกฏหมายภายในประเทศอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและแนวปฏิบัติสากลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้จากเหตุการณ์เกิดขึ้นได้มีการหารือกันในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และสมเด็จฯฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าต้องมีความร่วมมือกัน เพื่อลดความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนโดยกลไกต่างๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือกันทั้งในด้านการทหารด้วย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย มีเสถียรภาพตามแนวชายแดน นายมาริษบอกต้องการแก้ไขปัญหานี้อย่างสันติโดยไม่มีความขัดแย้ง ผ่านกลไก 3 ระดับที่มีระหว่างกันคือ เจบีซี คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) และจะพยายามใช้กลไกเหล่านี้ ในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ความสงบกลับคืนมา จึงเตรียมความพร้อมพูดคุยกับฝั่งกัมพูชาในกรอบของเจบีซี ที่จะให้มีการประชุมโดยเร็วที่สุด “เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและไม่เกิดเหตุการณ์ที่มันบานปลาย จำเป็นที่ประเทศทั้งสองไม่ต้องการให้เกิดความตึงเครียดขึ้น จึงต้องใช้ความอดกลั้น ที่จะไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายและใช้กลไกการเจรจาของกรอบเจบีซีแก้ปัญหา” นายมาริษกล่าว #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#กองทัพบก#กัมพูชา#ชายแดนไทยกัมพูชา#ทหารไทย#รักษาชายแดน#กระทรวงต่างประเทศ
นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส. ชลบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวว่าจะย้ายออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติว่า ขอยืนยันว่าจะไม่ย้ายไปพรรคใด จะขออยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไปแน่นอน ส่วนที่มีข่าวนั้นตนยังสงสัยว่าทำไมถึงมีชื่ออยู่ในกลุ่มด้วย ทั้งที่ไม่เคยแสดงออกว่าจะอยู่กับกลุ่มใด พร้อมย้ำว่าเป็นคนชัดเจน เมื่อเลือกมาทำงานกับพรรคแล้ว ก็ขออยู่ร่วมมือและช่วยเหลือกันกับพรรคอันเปรียบเสมือนบ้านอีกหลังต่อไป ส่วนเมื่อถามว่าในอนาคตจะมีโอกาสไปร่วมงานกับพรรคอื่นหรือไม่ โดยเฉพาะพรรคที่เป็นกระแสข่าวในปัจจุบัน นายจิรวุฒิย้ำอีกครั้งว่า ปัจจุบันยังอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ขออยู่กับพรรคไปจนครบวาระสมัย สส. นี้ ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงเรื่อง ปรากฏชื่อและภาพถ่ายในงานเลี้ยง สส. จนถูกจับตามองว่าอาจเป็นอีกคนที่ย้ายไปอยู่พรรค โดยระบุว่าแค่ไปงานเลี้ยงสังสรรค์เท่านั้น และเพิ่งไปเป็นครั้งแรก ขอยืนยันว่ายังรักและเคารพพรรครวมไทยสร้างชาติเหมือนเดิม เพราะเป็นมรดกและมีดีเอ็นเอการทำงานมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนกระแสข่าวที่เกี่ยวกับพรรคใหม่นั้น ตนไม่มีความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับพรรคหรือคนในพรรคนี้ เพราะตนและเพื่อน สส.บางส่วนยังยืนยันไปในทางเดียวกันว่าไม่คิดย้ายพรรค และยังรักรวมไทยสร้างชาติอยู่เหมือนเดิม #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รัฐบาลแพทองธาร#รวมไทยสร้างชาติ#พีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค#พรรคโอกาสใหม่#สสย้ายพรรค
สถานการณ์ของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถือว่าหนักจริงๆ เพราะถูกทดสอบพร้อมๆ กันถึงสองด้าน ทั้งจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และปัญหาภายในพรรค ปมจริยธรรม: บทพิสูจน์ความโปร่งใส ประเด็นที่ ป.ป.ช. เรียกนายพีระพันธุ์เข้าชี้แจงกรณีการแจกถุงยังชีพของ ปตท. โดยมีสติกเกอร์ชื่อและรูปติดอยู่บนถุง ถือเป็นเรื่องเสี่ยงปม ฝ่าฝืนจริยธรรม ถึงทีมงานชี้แจงว่าเป็นการเข้าใจผิดและไม่มีเจตนาทุจริต แต่การที่ ป.ป.ช. ยืนยันส่งหมายเรียกครั้งที่ 2 เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 4 มิถุนายน 2568 นี้ ก็ยิ่งตอกย้ำสถานการณ์ของตัวเขาว่าอยู่ในภาวะกดดันสุดๆ เพราะหากมีการชี้มูลความผิดนั่นถึงขั้นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และอนาคตทางการเมืองของเขาจบสิ้นทันที พรรครวมไทยสร้างชาติ: วิกฤตศรัทธาในบ้านตัวเอง อีกด้านหนึ่งที่หนักหน่วงไม่แพ้กันคือ กระแสการก่อหวอดของ สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีข่าวเตรียมย้ายสังกัดไปอยู่กับ พรรคโอกาสใหม่ โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นแกนนำ สะท้อนถึง ปัญหาภายในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่พอใจต่อโครงสร้างการบริหารและการเข้าถึงผู้บริหารที่ยากมาก ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่นายพีระพันธุ์ในฐานะหัวหน้าพรรคต้องเร่งแก้ไข หากกระแสการย้ายพรรคเป็นจริงและมี สส. ย้ายออกไปจำนวนมากอย่างที่คาดการณ์ไว้ (ประมาณ 23 คนที่ไปร่วมกินข้าวและหารือที่โรงแรมคอนราด) จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ: เสถียรภาพของพรรค: จำนวน สส. ที่ลดลงจะลดทอนอำนาจต่อรองของพรรคในรัฐบาล และในสภาฯ อาจทำให้พรรคอ่อนแอลงในเกมต่อรองทางการเมือง ความเชื่อมั่นในผู้นำ: การไม่สามารถรักษา สส. ไว้ได้ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสมาชิกพรรคที่เหลืออยู่ และอาจนำไปสู่การตั้งคำถามถึงภาวะผู้นำของนายพีระพันธุ์ อนาคตทางการเมืองของพรรค: หากพรรคไม่สามารถรวมใจสมาชิกและสร้างความมั่นคงได้ พรรครวมไทยสร้างชาติอาจเผชิญความท้าทายอย่างหนักในการเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่นายพีระพันธุ์ และแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติต้องจัดการกับวิกฤตพร้อมกันทั้งจากภายนอกคือข้อหาจาก ป.ป.ช. และภายในพรรค ซึ่งหากเขาติดบ่วง ป.ป.ช. และไม่สามารถกอบกู้สถานการณ์ภายในพรรคให้กลับมามั่นคง ความร้ายแรงของพรรครวมไทยสร้างชาติอาจถึงจุดที่ฝากไว้แค่ชื่อเท่านั้น #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รัฐบาลแพทองธาร#รวมไทยสร้างชาติ#พีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค#พรรคโอกาสใหม่
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความแสดงความยินดีกับทั้ง 2 คนผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุขอแสดงความยินดีกับคุณโอปอล-สุชาตา มิสเวิลด์ 2025 คนแรกของประเทศไทย และคุณวิว-กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชายเดี่ยว คนแรกของไทยที่ขึ้นมือ 1 โลกอย่างไม่เป็นทางการ “ทั้ง 2 ข่าวใหญ่ในวันนี้สร้างความภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศ ด้วยความพยายาม ความมุ่งมั่น ของคุณโอปอลและคุณวิว ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้คนไทยทั้งประเทศ ความสำเร็จของทั้ง 2 ท่านในวันนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ เยาวชนและคนไทยค่ะ #โอปอลสุชาตา#วิวกุลวุฒิ MissWorldThailand” ขณะที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายกรัฐมนตรีชื่นชมความสำเร็จกับ “น้องโอปอล” นางสาว สุชาตา ช่วงศรี เจ้าของตำแหน่ง Miss World Thailand 2025 ซึ่งเป็นตัวแทนประเทศไทย ร่วมประกวด Miss World ครั้งที่ 72 ที่ประเทศอินเดีย และประสบความสำเร็จสามารถคว้าตำแหน่งมงฟ้า Miss World 2025 มงกุฎแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ทั้งนี้ นายกฯ ชื่นชม “น้องโอปอล” ที่มีความพยายามร่วมกิจกรรมแคมเปญในแต่ละรอบ ร่วมกับเพื่อนนางงาม 118 ประเทศทั่วโลก ระยะเวลากว่า 1 เดือน ถือว่าการได้มงกุฎนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่วันนี้สามารถทำได้ จากความพยายามความตั้งใจและความจริงใจ ที่สามารถสื่อไปถึงกรรมการ และคนทั่วโลก ก่อนหน้านี้ โอปอล สุชาตา เข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากได้รับรางวัลรองอันดับ 3 ในการประกวด Miss Universe 2024 ครั้งที่ 73 ที่ประเทศเม็กซิโก โดยหลังจากเดินทางกลับ คาดว่าจะมีการ เปิดทำเนียบต้อนรับ “โอปอล สุชาตา” อีกครั้งในฐานะ Miss World 2025 คนแรกของประเทศไทย อย่างไรก็ตามชาวเน็ตจำนวนมากได้เข้าไปโพสต์ขอให้นายกฯ เปลี่ยนรูปภาพของน้องโอปอลที่ได้ตำแหน่งมิสเวิลด์ เพราะภาพที่นำมาแสดงความยินดีและชื่นชม ไม่ใช่ภาพบนเวทีประกวดดังกล่าว ควรเป็นภาพที่น้องสวมมงของมิสเวิลด์…
นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เรื่อง “แพทย์ตั้งใจรักษาทักษิณ ทำไมต้องถูกลงโทษด้วย? โดยระบุหลังนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษวีโต้มติแพทยสภา และนายทักษิณ ชินวัตรพูดเรื่องจริยธรรมของแพทยสภา ทำให้หมู่แพทย์ และประชาชนจำนวนมากออกมาสนับสนุนแพทยสภา ให้ลงมติยืนยันมติลงโทษแพทย์ที่ รักษานายทักษิณในการประชุมแพทยสภาวันที่ 12 มิ.ย. 68 หลายคนสงสัยว่าแพทย์รักษาคนไข้ (นายทักษิณ ชินวัตร) ทำไมต้องถูกลงโทษถึงขั้นพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมด้วย? คำตอบคือ มันไม่ใช่การรักษาที่ถูกต้องตามมาตรฐานการรักษา และออกความเห็นทางการแพทย์อันเป็นเท็จ แพทยสภาจึงมีมติลงโทษทั้งสามท่าน (และอาจมีอีกหลายท่านตามมาด้วย) แล้วมันผิดมาตรฐานการรักษาตรงไหน?และเรื่องไหนที่เป็นเท็จ? นายแพทย์ตุลย์เฉลยโรคที่ถูก อ้างว่าทักษิณป่วยวิกฤต คือโรคเส้นเอ็นรอบหัวไหล่เปื่อยยุ่ย ต้องรักษาโดยการส่องกล้องผ่าตัด เจาะ 4 รู แพทยสภาได้ปรึกษาถามความเห็นจากราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้โดยเฉพาะ ให้ความเห็นว่าแม้อาจรักษาด้วยการผ่าตัดส่องกล้อง เย็บซ่อมแซมเอ็นที่เสื่อมสภาพตามอายุ แต่หากผู้ป่วยอยู่ในภาวะวิกฤต อาจทำให้โรคอื่นๆ เช่นโรคหัวใจกำเริบทรุดหนักลงได้ จึงเป็นข้อห้ามในการผ่าตัด ต้องเลื่อนการผ่าตัดไปอย่างน้อย 6 เดือน แล้วมันผิดมาตรฐานการรักษาตรงไหน? การที่แพทย์ รพ.ตำรวจทำการผ่าตัดส่องกล้อง ทั้งๆที่ทักษิณเพิ่งมีอาการป่วยวิกฤตเมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2566 จึงผิดมาตรฐานการรักษา และหลังผ่าตัดไม่กี่วันก็สามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ แพทยสภาจึงใช้ความเห็นจากราชวิทยาลัยฯ เป็นบรรทัดฐานตัดสินพักใบอนุญาตฯ แพทย์ที่เกี่ยวข้อง เพราะออกใบความเห็นทางการแพทย์ว่า จำเป็นต้องรับการผ่าตัด และรับไว้รักษาตัวต่อเนื่องใน รพ.ตำรวจเพิ่มอีก 60 วัน จนครบ 180 วัน และวันรุ่งขึ้น นายทักษิณได้รับการอนุมัติพักการลงโทษเดินทางกลับบ้านได้เลย โดยไม่ต้องกลับเรือนจำ นั่นคือทักษิณ ไม่ได้รับโทษจำคุกแม้แต่วันเดียว นายแพทย์ตุลย์บอกว่า จริงๆแล้ว แพทย์ทั้งสองที่ถูกพักใบอนุญาตฯ ไม่ได้เป็นแพทย์ผ่าตัดดังกล่าว แต่ที่ถูกแพทยสภามีมติลงโทษ เพราะทั้งสองคน เป็นผู้บริหาร รพ.ตำรวจ และส่งความเห็น (อันเป็นเท็จ) ไปยังอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายแพทย์ตุลย์ตั้งข้อสังเกตุด้วยว่า แพทย์ที่ผ่าตัดเป็นใคร ทำไมแพทยสภาไม่ได้สอบสวน และมีมติลงโทษ ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่อนุมานจากที่ผู้บริหารต้องส่งความเห็นทางการแพทย์ไปยังอธิบดีราชทัณฑ์เอง แสดงว่าแพทย์ผู้ผ่าตัดไม่ยอมเซ็นใบรับรองแพทย์ ว่าทักษิณต้องรักษาตัวใน รพ.ตำรวจต่อเป็นเวลานานถึง 60 วันหลังการผ่าตัด ซึ่งผิดมาตรฐานการรักษาที่กล่าวไว้ข้างต้น ขั้นตอนต่อไป แพทยสภาจะประชุมในวันที่ 12…
เมื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” วิจารณ์กระทรวงมหาดไทยว่า “ทำงานไม่เต็มที่” พร้อมระบุว่า “เหลืออีก 2 ปีจะเลือกตั้ง ต้องให้เพื่อไทยเข้าไปทำบ้าง” — นี่ไม่ใช่แค่คำตัดพ้อธรรมดา แต่คือ สัญญาณรุกหนัก เพื่อวางหมากยึดกระทรวงยุทธศาสตร์กลับคืนจากพรรคภูมิใจไทยให้ทันก่อนเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 นั่นหมายถึงการเปิดฉาก “เกมเปลี่ยนสมดุลใน ครม.” ที่ไม่แน่ว่าจะจบแค่การปรับกระทรวง แต่อาจถึงขั้น แตกหัก–เขี่ยพรรคภูมิใจไทยออก ถ้าหาก “ครูใหญ่เนวิน” ไม่ยอมคายมหาดไทย ⸻ ยึดมหาดไทย = ยึดอำนาจพื้นที่ ต้องยอมรับความจริงว่า กระทรวงมหาดไทยคือ “เครื่องมือเลือกตั้งชั้นยอด” ของทุกพรรคการเมือง — เพราะคุมทั้งผู้ว่าฯ ข้าราชการอำเภอ เทศบาล อบต. การตั้งงบ และเครือข่ายทางการเมืองระดับรากหญ้า เมื่อทักษิณพูดประโยค “ต้องให้เพื่อไทยเข้าไปทำบ้าง” ก็เท่ากับกำลังประกาศกลางวงว่า ของสำคัญต้องเอาคืน! และหากตีความตามบริบทการเมืองปัจจุบัน นี่คือการบีบภูมิใจไทยโดยตรงให้ เลือกข้าง: อยู่ต่อแต่ยอมเสียของ หรือโดนเขี่ยออกทั้งพรรค ⸻ นายกฯ เงียบ = ภาพหุ่นเชิดชัดขึ้น ในขณะที่พ่อออกหมากเปิดเกมชัดเจน “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ตามกฎหมาย กลับเงียบสนิท ไม่ตอบคำถามสื่อ ไม่แสดงจุดยืนใด ๆ เกี่ยวกับคำพูดของทักษิณ ความเงียบนี้จึงยิ่งขับเน้นเสียงวิจารณ์เดิมว่าเธอไม่ใช่นายกรัฐมนตรีที่แท้จริง แต่เป็น หุ่นเชิดของพ่อ ซึ่งยิ่งนานวันยิ่งชัดเจนว่าใครเป็นคนกำหนดทิศทางรัฐบาลนี้ ⸻ พลังดูดระดับไดโว่ รอรองรับ “รัฐบาลไร้ภูมิใจไทย” อย่าคิดว่าการเขี่ยภูมิใจไทยออกจาก ครม. เป็นแค่การขู่ เพราะขณะนี้มีการวาง “พิมพ์เขียวสำรอง” ไว้แล้ว — รัฐบาล 318 เสียง หากหัก 69 ส.ส.ของภูมิใจไทยออก ยังเหลือ 249 เสียง ซึ่งแม้จะปริ่มน้ำ แต่ก็ไม่เปลือย เพราะ: • “ผู้กองธรรมนัส” โชว์พลังดูดลุยพรรคพลังประชารัฐ หวังดูดมาทั้งกลุ่ม-ทั้งพรรค • “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ก็ไม่อ้อมค้อม วางสายตรงไปที่…
