- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
“ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีสมศักดิ์มีข้อมูลทุกอย่าง และต้องคิดเยอะหน่อย” — ทักษิณ ชินวัตร ประโยคเดียว ที่กลายเป็นแรงสะเทือนต่อกระบวนการตรวจสอบจริยธรรมแพทย์ในกรณี “ชั้น 14” ประโยคเตือน…หรือใบสั่ง? คำพูดของทักษิณในวันที่ 27 พฤษภาคม ดูเผิน ๆ อาจเป็นเพียงการแสดงความเชื่อมั่นในรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่เมื่อพิจารณาบริบทที่เกิดขึ้น — ขณะรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะสภานายกพิเศษฯ ต้องตัดสินใจว่าจะ“วีโต้มติแพทยสภา” ที่ฟันจริยธรรม 3 หมอที่พัวพันปมชั้น 14 หรือไม่ คำว่า “คิดเยอะหน่อย” ฟังดูสุภาพ แต่จริง ๆ แล้ว มันอาจคือคำสั่งที่มาในรูปแบบคำเตือน ใครกันแน่ที่มีคุณสมบัติพูดถึง “จริยธรรม”? ย้อนกลับไปดูบทสัมภาษณ์ของทักษิณเต็ม ๆ เขาไม่ได้เพียงพูดถึงสมศักดิ์ แต่ยังกล่าวหาแพทยสภาโดยตรงว่า “แพทยสภาบางคนไม่มีจริยธรรม” “ยังไม่ทันพิจารณาก็ด่าผมในไลน์กลุ่ม อีกคนส่งสติ๊กเกอร์ yes ตอบรับ” “แบบนี้เรียกว่าจริยธรรมมีปัญหา” กลายเป็นว่า บุคคลที่อยู่ระหว่างเคยต้องโทษคดีทุจริต และถูกตั้งคำถามเป็น “นักโทษเทวดา” ไม่ต้องนอนคุกแม้แต่วันเดียว กลับพูดถึงเรื่อง “จริยธรรมวิชาชีพ” ด้วยน้ำเสียงตำหนิ คำถามคือ ใครกันแน่ที่ควรถูกตรวจสอบ? และใครกันแน่ขาดคุณสมบัติที่จะพูดถึง “จริยธรรม” 3. แพทยสภากำลังถูกทำให้กลายเป็นจำเลย ขณะเดียวกัน สมศักดิ์ก็ให้สัมภาษณ์ในวันเดียวกันว่า เอกสารจากแพทยสภา “ไม่ครบ” บทลงโทษ “เปลี่ยนเร็วเกินไป” การพิจารณาอาจ “ไม่สมบูรณ์” ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่เขาอาจใช้เพื่อ“ไม่รับรองมติลงโทษแพทย์” ซึ่งหมายถึงการคืนเรื่องให้แพทยสภาทบทวน หรือที่เรียกว่า “วีโต้” มติ เมื่อคนที่ถูกตรวจสอบ “เกรี้ยวกราด” คนที่ต้องตัดสินใจ “ปักธง” ส่วนองค์กรวิชาชีพ กลายเป็นผู้ถูกตั้งคำถาม เป็นบทท้าทายครั้งสำคัญที่ต้องพิสูจน์ ศักดิ์ศรีและอิสระของแพทยสภา ถ้าสมศักดิ์วีโต้มติฯ แพทยสภายังยืนยันได้ด้วยมติสองในสาม นี่อาจจะเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์ที่บันทึกว่า เมื่อใดก็ตามที่ไปแตะ “ทักษิณ” ในยามที่เขาเรืองอำนาจ เมื่อนั้นทุกองคาพยพจะถูกใช้เพื่อปกป้องตัวเอง พลิกเกมเปลี่ยน “แพทย์ผู้ช่วยนักโทษ” บริสุทธิ์! ทำให้ “แพทยสภา” ถูกตั้งคำถาม จากการตรวจสอบพฤติกรรมแพทย์ที่ช่วยนักโทษ กลับกลายเป็นการตรวจสอบแพทยสภาแทน และรัฐมนตรีก็ดูจะพร้อมใช้อำนาจในการเบรกมติดังกล่าว หากการขอข้อมูลแต่ “ไม่ได้รับ” จะกลายเป็นข้ออ้างให้วีโต้…
เป็นอีกครั้งที่ “ทักษิณ” โชว์พาวเวอร์แสดงบทบาทในเชิงอำนาจ แม้ไร้ตำแหน่งในรัฐบาล คราวนี้เขาทำผ่านนโยบายปราบยาเสพติดที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตน…การใช้อำนาจแบบทักษิณ ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง! “เราไม่ควรปรานีกับศัตรู” คือถ้อยคำจากคนที่ไม่เคยนอนคุกแม้แต่วันเดียวแม้ต้องโทษ 1 ปี และกำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่เขาได้รับเชิญไปยืนตระหง่านบนเวทีประกาศสงครามยาเสพติดกลางเวทีที่เต็มไปด้วยผู้บริหารระดับสูงทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการ วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 — ในการประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ณ สำนักงาน ป.ป.ส. อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ไร้ตำแหน่งในรัฐบาล แต่มีสถานะเป็น “พ่อนายกฯ” อย่าง ทักษิณ ชินวัตร ได้ลุกขึ้นกล่าวปาฐกถาที่เต็มไปด้วยการกำหนดนโยบายรัฐ เขาไม่เพียงรีแบรนด์สงครามยาเสพติดในฉบับปี 2568 แต่ยังส่งสัญญาณชัดว่า กำลังสวมบทผู้บริหารสูงสุดอีกครั้ง โดยไม่ต้องมีตำแหน่งรัฐ อำนาจที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ แต่ทรงอิทธิพลที่สุดในรัฐบาล คำถามสำคัญคือ ทักษิณเหมาะสมที่จะขึ้นเวทีแบบนี้หรือไม่? เพราะเขาไม่ได้มีตำแหน่งแม้แต่ในคณะกรรมการชุดใดของรัฐ เป็นเพียงอดีตผู้ต้องขังที่เพิ่งพ้นโทษ และยังมีคดี 112 ค้างอยู่ในชั้นศาลฯ “ผมจะรับอาสานายกอิ๊งค์ ไปเยี่ยมชาวบ้าน… ถ้าเห็นตรงไหนไม่ดี จะฟ้องปลัดมหาดไทยเอง” ถ้อยคำเช่นนี้ ไม่ได้สะท้อนบทบาท “พ่อของนายกรัฐมนตรี” แต่คือการสวมบท “นายกรัฐมนตรีโดยพฤตินัย” กลางที่ประชุมราชการ กระทรวงมหาดไทย: เสนอให้จัดการพื้นที่ “สีขาว” กระทรวงการต่างประเทศ: ให้ไปเจรจากับว้าแดง กระทรวงกลาโหม: ขอให้ทหารช่วยซีลชายแดน กระทรวงสาธารณสุข: เสนอจัดตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ ศึกษาธิการ: เสนอให้ปฏิรูปการสอนแบบญี่ปุ่น เป็นโรดแมปสั่งการ“ยึดพื้นที่ทางนโยบาย”แบบเบ็ดเสร็จที่ควรออกจากปากนายกฯ ไม่ใช่ “พ่อนายกฯ” —————– จาก “ว้าแดง” ถึงปลัดฯ แขวนเสื้อ: วาทกรรมการรวมศูนย์แบบทักษิณ บทวิเคราะห์หลายชิ้นอาจมองว่าทักษิณกลับมาใช้วาทกรรมเดิม เช่น การจัดการ “ว้าแดง” ที่เป็นแหล่งผลิตยาเสพติด หรือการพูดถึง “พ่อค้ายาที่อยู่ในหมู่บ้าน” แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือ เขาเสนอวิธีบริหารแบบอำนาจนิยมเต็มรูปแบบ: เอกซเรย์ทุกตารางนิ้วของประเทศ ประกาศพื้นที่ “สีขาว” พร้อมรางวัล ถ้าใครไม่ทำงาน “แขวนเสื้อไว้” กอ.รมน. ต้องเด็ดขาด ไม่งั้น “ยุบเถอะ” ทักษิณไม่ได้เสนอการปฏิรูประบบ เขาเสนอ “การจัดการรัฐแบบ CEO” โดยเขาคือ CEO คนนั้น สงครามรอบใหม่ ที่ไม่เคยสะสางบัญชีเลือดในอดีต ไม่มีช่วงใดในปาฐกถาที่ทักษิณเอ่ยถึง ความสูญเสียจากสงครามยาเสพติดในปี 2546–2547…
“สูญเสียเกือบสามพันชีวิต จะเรียกว่าเป็นความสำเร็จจากการทำสงครามกับยาเสพติดได้อย่างไร?” — อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” — “ประสบความสำเร็จตรงไหน?” อังคณาตั้งคำถาม ป.ป.ส.เชิญทักษิณบรรยายนโยบาย กรณีสำนักงาน ป.ป.ส. เชิญนายทักษิณ ชินวัตร มาพูดเรื่องนโยบายปราบปรามยาเสพติด กลายเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายจับตา โดยเฉพาะผู้ที่เคยอยู่ในแถวหน้าเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่าง อังคณา นีละไพจิตร “ประหลาดใจเหมือนกัน เพราะฟังเลขาธิการ ป.ป.ส. บอกว่าคุณทักษิณมีประสบการณ์ ประสบความสำเร็จในการทำนโยบายปราบปรามยาเสพติดนะคะ ทั้งที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตรวจสอบและออกรายงานด้วย เพราะช่วงนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเลย ก็เลยงงว่าแล้วตรงไหนที่เรียกว่าประสบความสำเร็จ” — คนผิดลอยนวล ความยุติธรรมลอยหาย 20 ปีผ่านไป ยังไม่มีแม้แต่คำขอโทษ อังคณาย้อนทบทวนถึงช่วงสงครามยาเสพติด ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีผู้เสียชีวิตจากการวิสามัญฆาตกรรมและอุ้มหายจำนวนมาก โดยที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ ไม่มีแม้แต่คำขอโทษ “ช่วงการทำสงครามยาเสพติดในช่วงนั้น มีผู้เสียชีวิตทั้งถูกวิสามัญฆาตกรรม ถูกอุ้มหาย แล้วก็ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ ส่วนมากคนผิดลอยนวล ตรงนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ ตอนนี้ผ่านไป 20 ปี หมดอายุความไปแล้วด้วย ส่วนตัวก็งงอยู่ วันนี้เรื่องนี้ยังแก้ปัญหาไม่ได้ เรื่องคนผิดไม่ต้องรับโทษ” — ปล่อยบทเรียนหล่นหาย เมิน รายงาน ‘คณิต ณ นคร’—แต่กลับเชิญทักษิณพูด อังคณาย้ำว่า รายงานของคณะกรรมการที่มี ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน มีข้อค้นพบและบทเรียนมากมาย แต่กลับไม่ถูกนำมาใช้ ขณะที่ผู้มีบทบาทในนโยบายซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสีย กลับได้พูดอีกครั้ง “ยังงงว่าทำไมเลขาธิการ ป.ป.ส. ไม่เอารายงานที่ ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ที่มีการตรวจสอบไป ทำไมไม่เอารายงานนี้ที่ดีกว่า เพราะในรายงานอธิบายความผิดพลาด ความล้มเหลวนโยบายปราบปรามยาเสพติดสมัยคุณทักษิณ ก็เลยงงว่าเออ…เลขาธิการ ป.ป.ส. แทนที่จะนำเรื่องนี้มาเป็นบทเรียน และแก้ไขไม่ให้มีข้อผิดพลาดขึ้นอีก ปรากฏเอาทักษิณมาพูดอีก” เธอฝากคำถามกลับไปยังผู้มีอำนาจในวันนี้ว่า “มีจำนวนคนเสียชีวิตเกือบ 3 พันคน อุ้มหายอีก ตรงนี้คุณทักษิณจะเยียวยาครอบครัวเขาอย่างไร ทำยังไงจะไม่เกิดขึ้นอีก จนถึงขณะนี้แม้แต่คำขอโทษก็ไม่เคยได้ยิน ขณะที่มีเด็กหลายคนพ่อเสียชีวิต ถูกตีตราว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งที่จำนวนมากที่เสียชีวิตไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเลย…
“รธน.ห้ามแตะเงินชำระหนี้ เพราะนั่นคือภาษีประชาชน ไม่ใช่เงินนักการเมือง ใครทำผิดถูกถอดถอนก็ต้องยอมรับชะตากรรมของตัวเอง” — ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” — ท่ามกลางอุณหภูมิการเมืองที่ร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ หนึ่งในประเด็นที่ทำให้องศาเดือดจัดคือ การทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ที่ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก “ทนายนกเขา” นายนิติธร ล้ำเหลือ และนายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ไปยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายนที่ผ่าน เนื่องจากรัฐบาลเศรษฐา โยกงบชำระหนี้ธนาคารรัฐ 5 แห่งวงเงิน 3.5 หมื่นล้านไปใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จนถูกมองเป็นระเบิดเวลาเคลียร์กระดานการเมืองแบบกวาดยกเข่ง ตั้งแต่ครม.ไปจนถึงสส. สว.และกรรมาธิการฯ ที่ให้ความเห็นชอบการกระทำนี้ ชาญชัย ให้รายละเอียดเพิ่มเติมหลังไปทวงถามความคืบหน้าในการพิจารณาของป.ป.ช.มาแล้วหนึ่งเดือน พร้อมยื่นเอกสารเพิ่มเติม “เราแนบเอกสารที่รัฐบาลเคยส่งไปถามกฤษฎีกา เขาตอบชัดว่าต้องทำตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 28 และแบงก์ชาติเองก็เตือนว่า ถ้าเอาเงิน ธ.ก.ส. ไปใช้แบบนี้จะกระทบสภาพคล่องจน ธ.ก.ส.เจ๊งได้” เขาระบุว่านี่ไม่ใช่แค่ความเห็น แต่มีกฎหมายรองรับ และขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ที่ห้ามตัดงบชำระหนี้และดอกเบี้ยมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น “งบประมาณคือภาษีประชาชน ไม่ใช่เงินนักการเมือง ที่จะเอาไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย” เขาเห็นว่าต้องรีบมีบทสรุปในเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสียหายซ้ำ เนื่องจากในวันที่ 28 พ.ค.นี้ จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ถ้าปล่อยให้ทำได้ เงินแสนหรือสองล้านที่ต้องนำไปชำระหนี้ อาจถูกโยกไปใช้อย่างอื่น จะยิ่งเสียหายมากขึ้น — ธ.ก.ส.เสียหาย–เกษตรกรเดือดร้อน เหมือนคนใช้วงเงินเต็มจนไม่มีเงินจ่ายหนี้ เขายกตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ว่า เมื่อรัฐบาลโยกงบไปใช้ เงินกู้ของ ธ.ก.ส. ก็ชนเพดาน จนไม่สามารถปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้ ทั้งยังผิดวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งองค์กรนี้ “เหมือนประชาชนใช้บัตรเครดิตเต็มวงเงิน ครบรอบจ่ายก็ไม่จ่ายหนี้ เอาไปใช้อย่างอื่นต่อ ก็ยิ่งพัง วินัยการเงินก็เสีย เครดิตก็เสีย” —…
นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส CEO บริษัทโซลาร์ และอดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อความลงในแพลตฟอร์มส่วนตัวแสดงความเห็นคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ….ของกระทรวงพลังงาน โดยตั้งคำถามว่ากฎหมายฉบับนี้เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน หรือเพื่อผลประโยชน์ของ รมว.พลังงานและพวกพ้องกันแน่? เพราะกระทรวงพลังงาน และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) แอบซุ่มทำร่าง พ.ร.บ. และรับฟังความเห็นถึงวันที่ 30 พ.ค.นี้ นายตรีรัตน์บอก ในฐานะที่ประกอบอาชีพธุรกิจรับติดตั้งโซลาร์ อุปสรรคต่อผู้ทำธุรกิจและประชาชนผู้สนใจติดตั้งโซลาร์ คือใบอนุญาต เพราะมีหลายหน่วยงานและมีความล่าช้า เป็นที่มาของคอรัปชัน จึงหวังว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมโซลาร์ฉบับนี้จะเป็นฮีโร่ของประชาชนที่อยากติดตั้งโซลาร์รูฟ แต่กลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะพบว่ากฎหมายฉบับนี้กำลังตกเป็น “เครื่องมือทำมาหากินของนักการเมือง” เขาชี้ว่ามีการให้อำนาจ รมว. พลังงานใหญ่คับฟ้า อาทิ ออกระเบียบ หลักเกณฑ์ กำหนดสถานที่ติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ กำหนดองค์กรเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ประกาศรับซื้อไฟฟ้าและขายให้องค์กรหรือบุคคลตามที่กำหนด กำหนดอัตราค่าไฟฟ้า แต่งตั้งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ/รื้อถอนในสถานที่ติดตั้ง และเพิ่มอำนาจให้อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทน โดยให้ผู้ที่จะติดตั้งโซลาร์เซลส์ต้องแจ้ง อธิบดีล่วงหน้า 30 วัน การรวบอำนาจเช่นนี้เสี่ยงต่อการคอรัปชัน ฉ้อราษฎร์บังหลวง และให้อำนาจฝ่ายการเมืองมากไป โดยไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุล “เสมือนตีเช็คเปล่าให้อำนาจ รมว.พลังงาน และอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อรวบอำนาจและควบคุมพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดไว้แต่เพียงผู้เดียว” ทั้งที่การติดตั้งโซลาร์ควรจะเป็นสิ่งที่ง่ายสำหรับประชาชน เพื่อให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีในการประหยัดค่าไฟ แต่กลับเพิ่มภาระให้ประชาชน ทำให้เกิดความยุ่งยาก และสุ่มเสี่ยงคอรัปชันตามมา ในฐานะที่เคยทำงานด้านการเมือง และปัจจุบันสวมหมวกผู้ประกอบธุรกิจโซลาร์ คงไม่สามารถปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้แน่ๆ จึงขอส่งเสียง#ปฏิเสธ ร่างพรบ.ส่งเสริมโซลาร์แอบแฝงฉบับนี้ และ เชิญชวนเข้าไปร่วมแสดงความเห็นได้ที่ www.law.go.th/listeningDetail?survey_id=NTMyN0RHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ= จนถึงวันที่ 30 พ.ค.นี้
รัฐบาลกำลังเดินหมากใหญ่ แต่แบงก์ชาติเตือน…ถ้าไม่จัดลำดับให้ถูกทาง อาจจบลงด้วยเสียงลมแทนเศรษฐกิจที่ฟื้นจริง หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 มีมติเห็นชอบแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท โดยใช้ชื่อว่า “โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน” ซึ่งถือเป็นการปรับแผนจากโครงการเดิมที่เตรียมแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เฟส 3 การเปลี่ยนหมากของรัฐบาลครั้งนี้ นับว่ามี “เจตนาดี” ที่สะท้อนความพยายามหันเหจากการอัดฉีดเพื่อการเมือง มาสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการเพิ่มผลิตภาพ แต่คำถามใหญ่ที่ตามมาคือ — จะทำได้ดีพอหรือไม่? ⸻ แบงก์ชาติสนับสนุน…แต่เตือนแรง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งได้รับการขอความเห็นจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ส่งบันทึกความเห็นที่ “เห็นด้วยกับหลักการ” แต่แฝงด้วยข้อสังเกตสำคัญ 2 ประการ คือ: 1. ต้องช่วยคนที่เดือดร้อนจริงให้ได้ก่อน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกที่เผชิญสงครามภาษีจากต่างประเทศ และผู้ประกอบการ SMEs ที่กำลังรับแรงปะทะจาก สินค้านำเข้าทะลัก (import flooding) ซึ่งธปท.ระบุชัดว่าเป็นปัญหาโครงสร้างที่เรื้อรัง และหากไม่เร่งจัดการก่อน งบ 1.57 แสนล้านนี้ อาจกระตุ้นได้ไม่ถึงเป้า 2. เร่งรับมือกับตลาดออนไลน์ต่างชาติ + ภาษีนำเข้า ธปท.เสนอให้ “แพลตฟอร์มออนไลน์” ที่ขายของในไทยต้องตั้งสำนักงานในประเทศ และต้องอยู่ภายใต้ระบบภาษีที่ตรวจสอบได้ พร้อมทั้งให้รัฐเร่งกำหนดภาษีหรือโควตาสำหรับสินค้านำเข้าราคาต่ำ เพื่อไม่ให้ SMEs ไทยโดนบี้จนล้ม ⸻ รัฐบาลกำลังเดินสวนทาง? เมื่อหันไปดูฝั่งรัฐบาล แม้จะเคลื่อนไหวรวดเร็วด้วยการส่งหนังสือเวียนให้ท้องถิ่นจังหวัดเสนอ “โครงการใช้งบ” ภายใต้กรอบใหม่ แต่การใช้ แบบฟอร์ม Google Form และการเร่งรัดภายในเวลาไม่กี่วัน กลับสร้างความกังวลว่า จะเกิดโครงการจำนวนมากที่ขาดคุณภาพ ขาดเป้าหมาย และไม่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้างอย่างที่ควรเป็น แถมยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าจะแบ่งงบส่วนใดไปช่วยกลุ่ม SMEs หรือผู้ผลิตที่กำลังรับผลกระทบหนักอยู่ — เหมือนกับการหว่านงบก่อนจัดลำดับความจำเป็น ⸻ คิดดี…ต้องทำให้ดีด้วย รัฐบาลอาจตั้งใจ “คิดใหม่” ให้ต่างจากการแจกเงินระยะสั้น ๆ แต่หาก “ระบบการจัดสรร” ยังไม่แม่นยำพอ หรือยังขาดการวางกลไกรับมือกับปัจจัยลบ (เช่น import flooding หรือสงครามภาษี) ก็ยากที่จะหวังว่าเงิน…
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อย้อนรอยคดีที่เกิดขึ้นหลังรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” ประกาศเปิดสงครามยาเสพติด เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546 โดย ดร.เจิมศักดิ์ ซึ่งดำเนินรายการ “ลงเอย อย่างไร” ในหัวข้อ _่ตัดตอน…ต้องสานต่อ ลงเอยอย่างไร ออกอากาศ 7 และ 14 กรกฎาคม 2553 โดยมีวิทยากรอย่าง พล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร พล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัด พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ดำเนินรายการ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ล่าสุด รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ได้นำเทปการออกอากาศดังกล่าวมาย้อนรอยเรื่องนี้อีกครั้ง ในวันที่ ป.ป.ส.เชิญ ทักษิณ ชินวัตร ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ มุมมอง และความท้าทาย ต่อการแก้ไขปัญหา อย่างยั่งยืน” ในการประชุมวันที่ 27 พ.ค.68 เวลา 13.40-14.20 น. ..พร้อมกับทิ้งท้ายไว้ว่า “ลองย้อนอดีต ทักษิณสร้างบาดแผลให้กับสังคมเรื่องยาเสพติดอย่างไรบ้าง ต้องเชื่อคนปากกับใจตรงกัน ใช่ไหมครับ ปปส. ต้องจำอดีต ‘ทักษิณ_่าตัดตอน ” ติดตามบทความ และคลิปรายการได้ที่ : https://www.facebook.com/share/p/1C1FqN1SS9/
หลังจากที่ ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 10,028 ล้านบาท จากมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 35,717 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่กระทรวงการคลังเคยเรียกร้องไปก่อนหน้านี้ สิ่งที่ตามมาคือคำถามสำคัญว่าบทบาทของรัฐบาลในการบังคับคดีนี้จะดำเนินไปอย่างไร นางสาวสายทิพย์ สุคติพันธ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในฐานะกรรมการประชาสัมพันธ์ศาลปกครอง ระบุว่าคดีนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ได้ยื่นฟ้องศาลปกครอง เพื่อโต้แย้งคำสั่งเรียกค่าสินไหมทดแทนของกระทรวงการคลัง ซึ่งศาลได้พิจารณาแล้วว่าความรับผิดของนางสาวยิ่งลักษณ์นั้น จำกัดอยู่เฉพาะความเสียหายจากการทุจริตในส่วนของการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เท่านั้น ทำให้จำนวนเงินที่ต้องชดใช้ลดลงเหลือ 10,028 ล้านบาท “ดังนั้น บทบาทหน้าที่ของศาลปกครองถือว่ายุติแล้ว จากนี้ไปเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการคลัง กรมบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร ต้องไปดำเนินการออกคำสั่งใหม่และปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำพิพากษา” นางสาวสายทิพย์กล่าว หมายความว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลานของอาปู ยิ่งลักษณ์ รวมถึงบรรดารัฐมนตรี ผู้บริหารกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง กรมบังคับคดี มีหน้าที่โดยตรงในการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งรวมถึงการแจ้งให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ชำระเงิน หากไม่ชำระก็จะเข้าสู่กระบวนการยึดและอายัดทรัพย์สินต่อไป เนื่องจากกระทรวงการคลังถือเป็นเจ้าหนี้ที่ต้องติดตามเรียกคืนค่าเสียหายตามกฎหมาย คำถามที่น่าสนใจคือ “อุ๊งอิ๊งค์” หรือ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บุตรสาวของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนายทักษิณเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้อาปูยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี และเผชิญกับวิบากกรรมคดีจำนำข้าวจนต้องหนีคดีออกนอกประเทศอีกคนจะทำอย่างไร ด้านหนึ่งสายสัมพันธ์อา-หลาน และเป็นผู้ที่ประคับประคองสถานะทางการเมืองของตระกูลชินวัตร และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในช่วงที่คุณพ่อทักษิณต้องหนีอยู่ต่างประเทศ กระทั่งต้องถูกดำเนินคดีและต้องชดใช้เงินหมื่นล้านบาท อีกด้านคือความเป็นนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องบังคับคดี เพื่อเรียกความเสียหายคืนให้กับแผ่นดิน และบังคับใช้กฎหมายกับทุกคนอย่างเท่าเทียม และวันนี้ “อุ๊งอิ๊งค์” จะมีความกล้าหาญในการดำเนินการบังคับคดีกับ “คุณอาปู” หรือไม่? เมื่อศาลปกครองได้ชี้ชัดแล้วว่านี่คือ “หน้าที่ของรัฐบาล” ไม่ใช่เรื่องของการตัดสินใจส่วนบุคคลหรือความสัมพันธ์ในครอบครัว การดำเนินการตามกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับรัฐบาลในปัจจุบัน การบังคับคดีนี้จะเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่สังคมและประชาชนต่างจับตาดู
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีจำนำข้าว ระบุให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ความเสียหาย 10,028 ล้านบาท จากความผิดฐานประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ในส่วนที่เกี่ยวกับการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับจีน โดยเพิกถอนคำสั่งเดิมของกระทรวงการคลังที่ให้ชดใช้ถึง 35,717 ล้านบาท ⸻ หน้าที่ของศาลฯ จบแล้ว…ฝ่ายบริหารต้องเดินต่อ น.ส. สายทิพย์ สุคติพันธ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในฐานะกรรมการประชาสัมพันธ์ศาลปกครอง อธิบายเพิ่มเติมว่า “หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวน 10,028 ล้านบาทแล้ว บทบาทหน้าที่ของศาลปกครองถือว่ายุติแล้ว การดำเนินการใด ๆ จากนี้ไป เป็นอำนาจหน้าที่ของ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ปลัดกระทรวงการคลัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กรมบังคับคดี ฯลฯ ที่ต้องดำเนินการออกคำสั่งใหม่ และปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำพิพากษา” ⸻ แต่ผ่านมาแล้วหลายวัน – ยังไม่เห็นคำสั่งใหม่จากกระทรวงการคลัง ศาลชี้ทางแล้ว บทบาทศาลจบแล้ว ผู้มีหน้าที่คือรัฐบาล แต่คำถามคือ… กระทรวงการคลังเงียบเพราะอะไร? ไม่มีคำสั่งใหม่ ไม่มีคำชี้แจงจาก รมว.คลัง ไม่มีท่าทีจากกรมบังคับคดี มีแต่ท่าทีนายกฯ ที่แชร์วาทกรรม… 22 พฤษภา ถูกปล้นความยุติธรรม ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการบังคับคดีจะเกิดขึ้นจริง ภายใต้อำนาจของ “หลานสาว?” ⸻ ประชาชนสมควรถาม: จะมีความยุติธรรมเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ารัฐไม่ทำตามคำพิพากษา? ยิ่งลักษณ์ต้องชดใช้ — ศาลตัดสินแล้ว รัฐบาลต้องออกคำสั่งใหม่ — ศาลชี้ชัดผ่านตุลาการ แต่จนถึงตอนนี้ รัฐยังนิ่งเงียบ… เมื่อความยุติธรรมเริ่มต้นแล้วจากศาล แต่ไม่เดินหน้าต่อในมือรัฐบาล นายกฯ ต้องมีคำตอบให้ประชาชน ไม่ใช่มีแค่ความรู้สึกสะเทือนใจร่วมกับ “อาสาว” เท่านั้น เพราะผู้นำประเทศต้องยืนข้างผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่ครอบครัว!
วันนี้ (27 พ.ค. 2568) ทักษิณ ชินวัตร จะขึ้นเวทีสำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อปาฐกถาในหัวข้อ “ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ มุมมอง และความท้าทายต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน” ทว่าไม่กี่ชั่วโมงก่อนเสียงปรบมือจะดังขึ้น เราอยากชวนสังคม “ย้อนเสียงปืน” ในปี 2546 ที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นสมรภูมิ “สงครามยาเสพติด” อันเป็นที่มาของคำว่า “บัญชีดำ”, “หายตัว”, และ “วิสามัญ” ยุคที่นโยบายคือคำสั่งรบ รัฐบาลทักษิณประกาศ “สงครามยาเสพติด” อย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2546 โดยตั้งเป้าหมายว่า จะกวาดล้างผู้เสพและผู้ค้ายาเสพติดให้หมดสิ้นภายใน 3 เดือน ภายใต้โครงการที่กำหนดเป้าเป็นรายตำบล รายอำเภอ มีการตั้งระบบประเมินผลให้ท้องถิ่นและตำรวจในพื้นที่ต้อง “ทำตัวเลขให้ได้” นโยบายนี้ทำให้หลายพื้นที่เร่งจัดทำ “บัญชีรายชื่อผู้ต้องสงสัย” เพื่อกำจัด “ภัยต่อสังคม” ผลลัพธ์ที่ไม่มีใครกล้าฉลอง ระหว่าง เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 2546 มีผู้เสียชีวิตถึง 2,873 ราย จากเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับการบังคับใช้สงครามยาเสพติด รัฐบาลในขณะนั้นระบุว่า “ผู้ตายจำนวนมากหักหลังกันเองในวงการยา” ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนไทยและต่างประเทศ เช่น Human Rights Watch, แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฯลฯ ต่างตั้งคำถามว่า การเสียชีวิตจำนวนมากนั้นเกิดขึ้นโดยไม่มีการดำเนินคดีตามกฎหมายหรือแม้แต่การสอบสวนอย่างโปร่งใส ในปี 2550 คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งตั้งขึ้นโดยรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เปิดเผยว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตกว่า 2,800 ราย มีมากกว่า 1,000 รายที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเลย — พวกเขาอาจเคยเป็นผู้เสพที่เลิกแล้ว, อาจเป็นชื่อผิด, หรือบางรายไม่เคยมีประวัติใด ๆ มาก่อนเลยด้วยซ้ำ 🧊 ความสำเร็จที่แลกมาด้วยอะไร? เลขาธิการ ป.ป.ส. ในปัจจุบันให้สัมภาษณ์ว่า “ท่านทักษิณเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ วิสัยทัศน์ และประสบการณ์ในการกำหนดนโยบายยาเสพติดของประเทศไทยจนประสบความสำเร็จ” คำว่า “สำเร็จ” ถูกพูดซ้ำในหลายเวที แต่แทบไม่มีเวทีไหนที่ยอมรับว่า “ความสำเร็จนั้นทำให้ใครต้องตายบ้าง?” และไม่เคยมีเวทีไหนที่ทักษิณต้องรับผิดทางการเมือง หรือแม้แต่กล่าวขอโทษต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตกว่า 2 พันราย ก่อนปรบมือ… ลองตั้งคำถาม…
