- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
ข่าวการวินิจฉัยโรคร้ายของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน วัย 82 ปี ไม่ได้สะเทือนแค่ในเชิงสุขภาพ แต่มันเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัย ที่ผู้นำผู้แบกรับประชาธิปไตยอเมริกัน… ต้องเผชิญกับโรคร้ายที่ค่อย ๆ ลุกลามเงียบ ๆ จากภายใน เขาเพิ่งพ้นตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม หลังอุทิศตัวในสนามการเมืองนานหลายทศวรรษ แต่วันนี้กลับต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งที่อยู่ในระดับ Gleason 9/10 ซึ่งหมายถึงมะเร็งที่ “แพร่กระจายเร็ว–ยากจะควบคุม” ถึงอย่างนั้น แถลงการณ์จากสำนักงานของเขายังทิ้งความหวังไว้ว่า “มะเร็งชนิดนี้ยังตอบสนองต่อฮอร์โมน… ซึ่งหมายความว่า ‘น่าจะสามารถจัดการได้’” และบางที…มันอาจไม่ได้พูดถึงแค่โรค แต่นั่นคือความหวังในช่วงเวลาที่อเมริกาเองก็ยังต้องการการเยียวยา
ไตรมาสแรกปี 68 เศรษฐกิจไทยโต 3.1% วันนี้ (19 พ.ค. 2568) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงว่า GDP ไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ขยายตัว 3.1%เกิดจากการส่งออกสินค้าโต 13.8%, ส่งออกบริการโต 12.3% และการลงทุนภาครัฐโตถึง 26.3% ⸻ เสถียรภาพเศรษฐกิจยังดี – เงินเฟ้อต่ำ ว่างงานน้อย• อัตราว่างงาน: 0.89% (ต่ำกว่าปีก่อนที่ 1.01%)• เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย: 1.1%• เงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ย: 0.9%• ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล: 10.5 พันล้านดอลลาร์• เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (สิ้นมี.ค.): 245,300 ล้านดอลลาร์• หนี้สาธารณะ: 12.08 ล้านล้านบาท หรือ 64.4% ของ GDP ⸻ เศรษฐกิจเริ่มสะดุด เม.ย. – ยังผันผวนจากนโยบายการค้าต่างประเทศ แม้ไตรมาสแรกจะโตดีจากการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนเมษายนแต่ตั้งแต่เดือนเม.ย. เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวโดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่ยังไม่แน่นอนแม้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายลงบางส่วน ⸻ ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 68 เหลือโตแค่ 1.8% สศช. ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 จากเดิม 2.3 – 3.3% เหลือเพียง 1.3 – 2.3% (ค่ากลาง 1.8%) คาดการณ์ภาพรวมปีนี้:• การบริโภคภาคเอกชน: ขยายตัว 2.4%• การลงทุนภาคเอกชน: ลดลง 0.7%• การส่งออกรวม (รูปดอลลาร์): โต 1.8%• เงินเฟ้อเฉลี่ย: 0.0 – 1.0%• ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล: 2.5% ของ GDP ⸻…
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เขียนบทความที่น่าสนใจเรื่อง “เหตุจากเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง สะท้อนการบริหารสมบัติวัด ที่ต้องเร่งปรับลื้อโครงสร้าง” โดยน้อมนำรับสั่งสมเด็จพระสังฆราช ที่ว่าอย่าเอาเงินมาถวาย เพราะพระรับเงินทองเป็นอาบัติที่รุนแรงมาก มาเปรียบเทียบ เหตุการณ์ที่ท่านเจ้าคุณ เจ้าอาวาสวัดไร่ขิงโอนเงินของวัดมากกว่า 800 ล้านบาท ไปเล่นการพนันออนไลน์ ผ่านสีกาคนหนึ่ง รศ.ดร.เจิมศักดิ์ บอกเป็นเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำซาก ไม่ว่าจะกรณีวัดธรรมกาย วัดโสธรวรารามวรวิหาร วัดสระเกศราชวรวิหารและวัดอื่นๆ ที่นำเงินของวัดและเงินส่วนตัวของพระที่พุทธศาสนิกชนมาถวายมาผสมปนเปกันอย่างไม่มีระบบ อีกทั้งไม่มีบัญชีแยกกันอย่างถูกต้อง โปร่งใส กลับให้วัดเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสเป็นตัวแทนของนิติบุคคลในการทำนิติกรรม ใช้จ่าย ฝาก-เบิกถอน ทั้งนี้ มีรายงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติเมื่อกรกฎาคม 2558 พบว่าทรัพย์สินส่วนของพระพุทธศาสนานั้นมีจำนวนมาก ประมาณว่าน่าจะมากกว่า 20 ล้านล้านบาท แต่มูลค่าทรัพย์สินมหาศาลกลับไม่บังเกิดประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา หรือวัดวาอารามเท่าที่ควร เพราะบริหารจัดการไม่โปร่งใส โกงกินเบียดเบียนทรัพย์สินมาเป็นประโยชน์ส่วนตนมาอย่างเนิ่นนาน นอกจากนี้พระยังถืออำนาจในการใช้เงินราวกับเป็นเงินส่วนตัว แจกจ่ายให้เครือญาติ สีกา รวมถึงให้คนใกล้ชิดให้เข้ามาบริหารจัดการ การมีผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นต้นเหตุสำคัญทำให้พระสงฆ์จำนวนไม่น้อยมุ่งแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง มากกว่าจะทำหน้าที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา นอกจากพระแล้ว กฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่มีอยู่เพื่อการบริหารวัดไม่เพียงพอ หน่วยงานของรัฐขาดระบบกำกับดูแลการบริหารการเงินของวัด และไม่สามารถรวบรวมข้อมูลการเงินวัดอย่างเป็นระบบ และทำให้โปร่งใส และขาดการบริหารจัดการอย่างมียุทธศาสตร์ และธรรมาภิบาล รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ยังพูดถึงวิกฤตการณ์ของคณะสงฆ์ ที่ทำให้คนไทยเสื่อมศรัทธาคือพระสงฆ์มีคุณภาพตกต่ำ ไม่เพียงความรู้ในทางพุทธธรรมที่มีน้อย ที่หนักกว่านั้นคือ เรื่องอาจาระหรือความประพฤติดีงามตามพระธรรมวินัยก็ย่ำแย่ถดถอย มีพระนอกรีตมากขึ้น ตกเป็นข่าวคาวอื้อฉาวและพบเห็นได้ทั่วไป เกิดลัทธิพิธีกรรมต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย ทั้งไสยศาสตร์ พุทธพาณิชย์ การที่ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อพระสงฆ์ ยิ่งทำให้พระสงฆ์มีพฤติกรรมย่ำแย่ลงไปเรื่อย ๆ เมื่อคณะสงฆ์ไม่สนใจชาวบ้าน ชาวบ้านก็ไม่สนใจพระ ไม่สนใจวัด วัดหลายวัดร่ำรวยมหาศาล ชาวบ้านบริจาคที่ดินให้วัด ก็เล่นแร่แปรธาตุ นำไปทำสนามกอล์ฟและบ้านจัดสรร “อนิจจา ขณะนี้ประเทศไทยของเรา พุทธจักรอ่อนล้าชราภาพ อาณาจักรก็อ่อนด้อย อวดดี พรรคการเมืองก็คิดแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าตนและพรรคพวก หรือ บ้านเมืองของเราจะถึงคลา ถดถอยแล้วล้มเหลว” รศ.ดร.เจิมศักดิ์สรุปในตอนท้าย อ่านฉบับเต็มได้ที่ https://www.facebook.com/100044666283411/posts/pfbid0Xw1hkgZUmckDkyHuVKzWLRk7D8WTcspQ5shhdH5GomYwayWB5AXvP86UeCSqz7TVl/?
ปี 2568 ไม่ได้เป็นแค่ปีแห่งการเมืองร้อน แต่คือปีที่ทุก “เส้นทางอำนาจ” อาจมาบรรจบในจุดเดียว—นำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลกลางคัน จากมติแพทยสภา–ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง–คดี ม.112–ฮั้ว ส.ว. ถึงข้อกล่าวหา “ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144” ที่อาจล้างกระดานทั้ง ครม.–ส.ส.–ส.ว.–กมธ. ทั้งหมดรวมตัวเป็น ไทม์ไลน์การเมืองเดือดของปี 68 ⸻ ปลายพฤษภาคม: รมว.สธ. ต้องตัดสินใจ “วีโต้” มติแพทยสภาหรือไม่ หลังแพทยสภามีมติพักใบอนุญาต 3 แพทย์จากกรณีวินิจฉัยอาการทักษิณ จนได้พักรักษาตัวชั้น 14 รพ.ตำรวจนานถึง 181 วัน รมว.สาธารณสุข “สมศักดิ์ เทพสุทิน” มีเวลา 15 วันเพื่อตัดสินใจว่า จะ รับมติ–สนับสนุนอิสระองค์กรวิชาชีพ หรือ วีโต้–เสี่ยงชนกับกระแสสังคม ⸻ 12 มิ.ย.: ประชุมแพทยสภาชี้ชะตาวิชาชีพแพทย์ หากรัฐมนตรีวีโต้ การประชุมแพทยสภาในวันที่ 12 มิ.ย. จะกลายเป็นจุดตัดสินว่า องค์กรวิชาชีพจะยืนหยัด หรือยอมจำนนต่ออำนาจทางการเมือง โดยต้องใช้เสียงสองในสามเพื่อคงมติเดิม หรือราว 47 เสียง ⸻ 13 มิ.ย.: ศาลฎีกาฯ ไต่สวนทักษิณ เปลี่ยนผิดกลับเป็นถูก คดีชั้น 14 ยังเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาฯ ในวันที่ 13 มิ.ย. ใครเคยหมกเม็ดอะไรไว้ ทุกอย่างจะถูกกางต่อหน้าศาลฯ โดยมีมติ กสม.และแพทยสภา หากยืนยันมีการกระทำผิดจริยธรรมแพทย์ ฟันสามหมอตามมติเดิมมาเป็นสารตั้งต้น… นี่คือแรงสะเทือนที่อาจทำลายสมดุลการประคับประคองรัฐบาลในปัจจุบัน เพราะไม่เพียงทักษิณมีสิทธิกลับเข้าคุก รัฐบาลลูกสาวที่ครองอำนาจอยู่ในขณะนี้จะถูกทวงถามถึงความชอบธรรมรุนแรงมากขึ้น ⸻ ก.ค.–ก.ย.: คดี ม.112 จ่อคำตัดสิน คดี ม.112 ที่ทักษิณถูกฟ้องจากการให้สัมภาษณ์สื่อ South China Morning Post ในปี 2558 อยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลอาญา และจะสิ้นสุดใน ก.ค. โดยคาดว่าอาจมีคำตัดสินภายใน สิงหาคม–กันยายน 2568 ⸻ กลาง–ปลายปี:…
“ฉันแค่แม่บ้าน เขาให้เซ็นเอกสาร ก็เซ็น…ไม่รู้ว่าเป็นกรรมการบริษัทด้วยซ้ำ”คำให้การของหญิงวัย 54 ปีในคดีเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มกว่า 180 ล้านบาท อาจฟังดูไร้เดียงสาแต่เบื้องหลังคำพูดนั้นคือความเสียหายของรัฐรวมกว่า 430 ล้านบาท นี่เป็นความผิดของแม่บ้านคนหนึ่ง หรือเป็นความล้มเหลวของระบบภาษีทั้งระบบ? จากไม้กวาดถึงหมายจับ ปลายเดือนพฤษภาคม 2568 ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แถลงการจับกุมหญิงวัย 54 ปี นามว่า “สมบุญ” ในข้อหาหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มกว่า 186 ล้านบาท โดยตรวจพบว่าเธอมีรายชื่อเป็นกรรมการของบริษัทชิปปิ้งนำเข้าสินค้าแห่งหนึ่ง แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น… เมื่อเจ้าหน้าที่ขยายผล พบว่าเธอยังมีรายชื่อเป็นกรรมการใน อีก 2 บริษัท ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในลักษณะเดียวกัน คือ ปกปิดยอดขาย ไม่ออกใบกำกับภาษี และเลี่ยงการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมความเสียหายของทั้ง 3 บริษัท ที่มี “แม่บ้านคนเดียวกัน” เป็นกรรมการ = กว่า 430 ล้านบาท ธุรกิจผี–กรรมการผี: ปัญหาเก่าที่รัฐมองข้าม กรณีแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ธุรกิจจำนวนมาก—โดยเฉพาะในหมวดนำเข้า ส่งออก และก่อสร้าง—มีการตั้ง “บริษัทผี” ขึ้นโดยใช้ชื่อบุคคลอื่นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องจริง เช่น แม่บ้าน คนขับรถ หรือแรงงานรายวัน เป็น “กรรมการบริษัท” เหตุผลเดียว: เพื่อ “บังหน้า” เจ้าของตัวจริง หากเกิดปัญหา ก็โยนความผิดให้คนที่ไม่มีทั้งความรู้และอำนาจต่อรอง ช่องโหว่ในระบบภาษี หรือช่องโหว่ในความเป็นธรรม? กรณีของ “สมบุญ” สะท้อนความเปราะบางของระบบจัดเก็บภาษีในประเทศไทย บริษัทที่เธอมีชื่อเป็นกรรมการ ไม่มีเอกสารการเงิน ไม่ออกใบกำกับภาษี ไม่จ่ายภาษีจริงตามยอดขาย แต่ที่น่ากังวลกว่าคือ ระบบภาษียังไม่สามารถตรวจสอบความผิดปกตินี้ได้ตั้งแต่ต้น เพราะยังไม่มีการบังคับใช้ระบบตรวจสอบ เช่น e-Tax Invoice, ระบบ KYC (รู้จักลูกค้า), หรือฐานข้อมูลกรรมการที่มีการตรวจสอบความเหมาะสม ผลคือ เจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดได้ก็ต่อเมื่อเกิดความเสียหายไปแล้วหลายร้อยล้าน และผู้รับผิด—กลับไม่ใช่เจ้าของตัวจริงของบริษัท แต่เป็น “แม่บ้าน” ที่เซ็นชื่อให้โดยไม่รู้ตัว เสียงที่รัฐไม่เคยฟัง: คนจนมีสิทธิ์ “ไม่รู้” หรือไม่? คำว่า “ไม่รู้”…
สำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกับ SEED Thailand เปิดรับสมัครนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เข้าร่วม โครงการเมล็ดพันธุ์ชาติต้านทุจริต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีภูมิคุ้มกันด้านคุณธรรม และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมให้โปร่งใส ห่างไกลการทุจริต รายละเอียดการรับสมัคร• รับสมัครนักเรียนมัธยมปลาย โรงเรียนละ 1 ทีม (ประกอบด้วยนักเรียน 4 คน และคุณครูที่ปรึกษา 1 คน)• เปิดรับสมัครตั้งแต่ วันนี้ – 24 พฤษภาคม 2568• สมัครผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ได้ที่:https://forms.gle/LUKtek6bcbVn2QrbA กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 3 มิถุนายน 2568ณ โรงแรมเดอะคอนวีเนียน จังหวัดขอนแก่น สิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับ• เวิร์กช็อปเข้มข้นตลอด 3 วัน 2 คืน กับหลักสูตรการเรียนรู้เรื่องการต่อต้านทุจริต• ฝึกฝน Soft Skills, เสริมทักษะการเป็น Content Creator• เรียนรู้การวิเคราะห์และแยกแยะพฤติกรรมทุจริตในชีวิตประจำวัน• สร้างเครือข่ายเยาวชน STRONG หัวใจต้านคอร์รัปชัน• ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดโครงการ ร่วมเป็นหนึ่งใน “เมล็ดพันธุ์แห่งความซื่อสัตย์” เพื่อสังคมไทยที่ใสสะอาดในอนาคต STRONGNortheast #ต้านทุจริต #รับสมัครเยาวชน ภาคอีสาน #กิจกรรมนักเรียน #SeedThailand หัวใจStrong #โอกาสดีๆ #คนรุ่นใหม่
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักเศรษฐศาสตร์และสื่อมวลชนอาวุโส โพสต์ข้อความแสดงความเห็นถึงกรณีที่มีข่าวว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตรียมแต่งตั้งแพทย์จำนวน 10 คน เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองและให้ความเห็นว่า รัฐมนตรีควรใช้สิทธิ์ “วีโต้” มติแพทยสภาหรือไม่ ในกรณีที่แพทยสภามีมติให้ลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวนายทักษิณ ชินวัตร เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14 เป็นเวลานานถึง 181 วัน ทั้งที่ไม่เข้าข่ายผู้ป่วยหนักวิกฤตตามเกณฑ์ รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ระบุว่า หากตนเป็นหนึ่งในแพทย์ 10 คนที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง ก็จะบอกรัฐมนตรีสมศักดิ์ว่า “อย่าเสียเวลาใช้งานพวกผมเลย” เพราะไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็จะกลายเป็นดาบสองคมทั้งต่อตัวแพทย์และรัฐมนตรี 1. หากเห็นแย้งกับแพทยสภา สังคมก็ไม่เชื่อถือ เขาอธิบายว่า หากแพทย์ 10 คนมีความเห็นขัดแย้งกับแพทยสภา ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความน่าเชื่อถือในวิชาชีพอยู่แล้ว สังคมย่อมไม่เชื่อถือความเห็นของคณะใหม่นี้ โดยเฉพาะหากอ้างว่ามีข้อมูลใหม่จากรัฐมนตรี เพราะหากข้อมูลนั้นมีน้ำหนักจริง ก็ควรส่งให้แพทยสภาไปตั้งแต่ตอนพิจารณา “ตัวรัฐมนตรีสมศักดิ์ก็จะนำความเห็นไปอ้าง เพื่อวีโต้ช่วยนักโทษทักษิณได้ยาก เพราะขาดน้ำหนัก ขาดความน่าเชื่อถือ คนจะเชื่อแพทย์สภามากกว่าความเห็นของพวกผม 10 คน ทำให้ถูกสังคมเย้ยหยันทั้งตัวรัฐมนตรีและพวกผมไปเปล่าๆ” 2. หากเห็นพ้องกับแพทยสภา สมศักดิ์ก็ลำบาก แต่หากคณะแพทย์ที่แต่งตั้งขึ้นมา กลับมีความเห็น “สอดคล้อง” กับแพทยสภา ก็จะยิ่งทำให้รัฐมนตรีลำบากใจ เพราะหากไม่วีโต้ก็อาจต้องเผชิญกับความไม่พอใจจากนายทักษิณ แต่ถ้าวีโต้ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองชุดเห็นตรงกัน รัฐมนตรีก็จะไม่มีที่ยืนในสังคม “แพทย์สภายิ่งต้องยืนยันตามมติเดิมด้วยคะแนนสองในสาม รัฐมนตรีสมศักดิ์ยิ่งไม่มีที่ยืนในสังคม” แทงพนันครั้งนี้ หากไม่ซื่อตรง…อาจหมดตัว รศ.ดร.เจิมศักดิ์ จึงเสนอให้ยกเลิกการแต่งตั้งคณะกลั่นกรองชุดนี้ และดำเนินการตามมติแพทยสภาอย่างตรงไปตรงมา แม้จะต้องแลกกับความไม่พอใจจากนายทักษิณก็ตาม “ตัดสินใจครั้งนี้เหมือนแทงพนัน แม้ท่านจะคุ้นเคย แต่หากไม่ซื่อตรง ก็หมดตัวได้ในคราวนี้” [ที่มา: เฟซบุ๊ก รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง – https://www.facebook.com/share/1C8jmapDMp/?mibextid=wwXIfr] #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#แพทองธาร#แพทองธารชินวัตร#ทักษิณ#ทักษิณชินวัตร#แพทยสภา#ป่วยทิพย์#ชั้น14#เจิมศักดิ์ปิ่นทอง
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรี ตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 11 ก.พ. 2568 ที่อนุมัติเพิ่มวงเงินรายการค่าควบคุมงานก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. แห่งใหม่ พร้อมสิ่งก่อสร้าง จากเดิมวงเงิน 76,800,000 บาท เป็นวงเงิน 84,371,916 บาทยังมีผลอยู่หรือไม่ หลังจากอาคาร สตง. ถล่มทั้งตึก มติคณะรัฐมนตรีได้ยกเลิกหรือไม่ โดยไล่เรียงการขออนุมัติเงินเพิ่มจำนวนดังกล่าวตามลำดับ มีทั้งกระทรวงการคลังโดยนายพิชัย ชุณหวชิร ที่เห็นว่าควรอนุมัติงบเพิ่มเพราะเป็นไปตามหลักวิศวกรรม และทำให้อาคารบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ และเสนอตามลำดับขั้นตอนถูกต้องเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเป็นสำนักงบประมาณ ที่อนุมัติให้ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ กระทั่งสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่แจ้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินว่า ครม.มีมติเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2568 อนุมัติตามความเห็นของสำนักงบประมาณและให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รับความเห็นของกระทรวงการคลังไปพิจารณาดำเนินการต่อไป นายเรืองไกร กล่าวทิ้งท้ายในหนังสือว่า ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2568 ต่อมาเพียงเดือนเศษ คือวันที่ 28 มีนาคม 2568 อาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) ก็ได้ถล่มลงมาจนเสียหายทั้งอาคาร ดังความที่ควรทราบโดยทั่วไปแล้วนั้น #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ตึกถล่ม#ตึกสตงถล่ม#ตึกสตง#ศรัทธาประชาชน#คอร์รัปชัน#ไม่ได้มาตรฐาน#รัฐบาลแพทองธาร
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พปชร. อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ทำนังสือเปิดผนึกถึง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อทั้งสองหน่วยงานทบทวนการให้ความเห็นชอบการกู้เงินโดยการออกโทเคนดิจิทัลของรัฐบาล (Government Token: G-Token) ตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการออกโทเคนดิจิทัล พ.ศ. … โดยนายธีระชัยเห็นว่าตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ไม่ได้รองรับโทเคนดิจิทัล และ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 วัตถุประสงค์เพื่อจัดระเบียบในธุรกิจเอกชน แต่มิใช่ตรากฎหมายเพื่อใช้ในการบริหารหนี้สาธารณะ จึงเห็นว่ายังไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจกระทรวงการคลังออกโทเคนดิจิทัลในกระบวนการบริหารหนี้สาธารณะ ที่จะส่งผลให้โทเคนดิจิทัลของรัฐบาลเข้าข่ายพระราชบัญญัติเงินตรา อดีต รมว.คลังระบุถึงจะอ้างว่า G-Token เป็นโทเคนดิจิทัลและมิได้หมายจะให้เป็นเงินตรา แต่พฤติกรรมการใช้งานโดยประชาชนจะทำให้ G-Token กลายสภาพเป็นคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นเงินตราโดยอัตโนมัติ เพราะออกโดยกระทรวงการคลัง รัฐบาลเป็นประกัน ประชาชนนิยมเชื่อมั่นยอมรับ อาจนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น หรือใช้ G-Token ในการชำระหนี้ระหว่างกัน ดังนั้นการออก G-Token โดยรัฐบาลจะกระทบการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังจัดทำหรือนำออกใช้เฉพาะเหรียญกษาปณ์ และธนบัตรของรัฐบาล นอกจากนี้จะทำให้เกิดภาพพจน์ที่รัฐบาลไทยสามารถดำเนินการเสมือนหนึ่งพิมพ์เงินตราได้เอง เพื่อชดเชยรายจ่ายงบประมาณที่ขาดดุลจะก่อความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินไทยในสายตาของชาวโลกอย่างหนัก #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#GToken#ธีระชัยภูวนาถนรานุบาล#เงินตรา#กฎหมายการคลัง#รัฐบาลแพทองธาร
ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านพลังงาน สภาองค์กรของผู้บริโภค ออกมาตั้งคำถามถึงรัฐสภาไทยที่ตอนนี้กำลังของบประมาณเพื่อปรับปรุง หรือรีโนเวทรัฐสภาหลายร้อยล้านบาท แต่ทำไมไม่ของบประมาณเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์บ้าง ทั้งที่รัฐสภาไทยต้องมีส่วนร่วมต่อโลก แก้ปัญหาโลกร้อนและลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าของรัฐสภา ผศ.ประสาทได้ค้นข้อมูลพบว่ารัฐสภาไทยตั้งงบประมาณปี 2566 สำหรับชำระค่าไฟฟ้าปีละ 166.6 ล้านบาท หรือเท่ากับปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ 12 ล้านกิโลกรัมต่อปี และเมื่อดูแผนภาพจากกูเกิลเอิร์ธพบว่าด้านบนอาคารสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ได้จำนวนมาก และงบประมาณร้อยกว่าล้านบาท สามารถติดตั้งได้ 6-8 เมกะวัตต์ และผลิตไฟฟ้าได้ถึง 8-9 ล้านหน่วยต่อปี แต่รัฐสภาไทยไม่ทำ ทั้งนี้พบว่าอาคารรัฐสภาหลายประเทศติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ แต่สำหรับรัฐสภาไทยไม่มีข้อมูลว่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ ผศ.ประสาทบอกว่ารัฐสภาไทยไม่ทำเอง #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ค่าไฟ#ค่าไฟแพง#กกพ#ภาระค่าใช้จ่าย#สภาคุ้มครองผู้บริโภค#รัฐสภาไทย
