Author: Writer Publisher

โดยงานรำลึก 33 ปี พฤษภาประชาธรรม หรือ พฤษภาทมิฬ ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกปี โดยปีนี้มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายสมคิด เชื้อคง เป็นตัวแทนของนายกรัฐมนตรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมฯ และตัวแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมงานนำพวงมาลาไปวางไว้หน้าอนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม และมีพิธีทางศาสนา อุทิศส่วนกุศล และเทศนาธรรม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม บอกเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ผ่านไป 33 ปีแล้ว เป็นการรำลึกเหตุการณ์ทางการเมืองว่าไม่ควรเกิดขึ้นอีก และไม่ควรต้องมีวีรชนต้องมาเสียชีวิต ซึ่งก็ไม่มีใครตอบได้เลยว่าเหตุการณ์การนองเลือดจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะที่ผ่านมาเราเรียนรู้ความผิดพลาดน้อยมาก จำได้ว่าหลังเกิดเหตุการณ์เมื่อปี 2535 มีแต่คนพูดว่าจะไม่มีแบบนี้อีกแล้วกองทัพจะไม่มายุ่งกับการเมือง และรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก รวมถึงจะไม่มีเหตุการณ์ขัดแย้งแตกแยกที่จะนำไปถึงการนองเลือด ถึงขณะนี้มีใครกล้าพูดหรือไม่ว่าการรัฐประหาร และการนองเลือด จะไม่เกิดขึ้นอีก ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ระบุหลังเหตุการณ์ปี 2535 หลายคนคิดว่าการสูญเสียในครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นมีรัฐธรรมนูญปี 2540 ถึงจะดีที่สุดแต่ก็ถูกฉีก ดังนั้นต้องสร้างความตระหนักให้กับประชาชนว่าประชาธิปไตยเป็นของประชาชน ให้หวงแหนประชาธิปไตยเหมือนหลายๆ ประเทศที่รวมพลังต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตย ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้านฯ ระบุเป็นคนรุ่นผ่านรัฐประหารมา 3 ครั้ง และพบว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าการรัฐประหารคือต้นทุนของประชาธิปไตยที่เราเสียไป คือความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนต่อนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งและระบบรัฐสภา และเมื่อคนส่วนใหญ่เลิกเชื่อมั่นศรัทธาในคำว่าประชาธิปไตย นั่นคือจุดจบของประเทศนี้ จะไม่สามารถปลูกต้นไม้เพื่อประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นมาในประเทศได้อีก #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#พฤษภาทมิฬ#พฤษภาประชาธรรม

Read More

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เปิดงาน “ ระดมความคิดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบาย ด้านการศึกษาพรรคกล้าธรรม” เป็นกิจกรรมรัวๆ ของพรรคกล้าธรรมหลังเมื่อเย็นวานเปิดตัว 2 อดีตพรรคเพื่อไทยอย่าง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และนายการุณ โหสกุล โดยวันนี้ระดมคณะทำงานเกี่ยวกับงานด้านการศึกษา เพื่อกำหนดนโยบายของพรรคให้ถูกต้องตรงใจบุคคลากรทางการศึกษา นักเรียน และนิสิตนักศึกษา เมื่อถามว่าเป็นการเดินเกมเพื่อพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้าเลยหรือไม่ ศ.ดร.นฤมล เผยว่า ต้องเตรียมพร้อมเสมอ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ รวมถึงเรื่องของนโยบาย และขับเคลื่อนกิจกรรมในด้านอื่นๆ ของพรรคที่จะมีในทุกสัปดาห์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ไม่ตอบโต้กรณีที่ผู้นำฝ่ายค้านท้าเปิดชื่อ 35 สส.โดยบอกต้องให้เกียรติทุกคนที่จะเข้ามาร่วมงานในการตัดสินใจ พร้อมเปิดกว้างต้อนรับผู้ที่มาทำงานในอุดมการณ์ตรงกัน คือ “ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีพวก“ เช่นเดียวกับที่ น.อ.อนุดิษฐ์ และนายการุณ ก็เนื่องจากอุดมการณ์พรรคตรงใจทั้งสองคน ที่ไม่จำเป็นต้องวิ่งหาฝ่ายเดียวกัน เมื่อถามว่าจะมีการเปิดตัวเรื่อย ๆ หรือไม่ ศ.ดร.นฤมล บอกต้องให้เกียรติคนที่จะมาหากพร้อมคงทยอยมาเรื่อย ๆ พร้อมยืนยันอีกครั้งว่าพรรคกล้าธรรมไม่ใช่สาขาใคร และจะสร้างให้พรรคเป็นครอบครัวที่เข้มแข็งมากขึ้นต่อไป #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รัฐบาลแพทองธาร#พรรคกล้าธรรม#ดูดสส

Read More

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร — “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องแจกเงิน แต่นี่คือการเล่นแร่แปรธาตุทางการคลัง ที่กำลังทำให้เงินไทยไร้เสถียรภาพ” รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักเศรษฐศาสตร์และสื่อมวลชนอาวุโส ใช้ถ้อยคำรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยพูดมาในรายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง เพื่อเตือนถึงสิ่งที่เขามองว่าเป็น “มหันตภัยทางการคลัง” ที่มากับสิ่งชื่อว่า G-Token—เหรียญดิจิทัลที่รัฐบาลเตรียมออกวงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อกู้ประชาชนมาชดเชยงบขาดดุลปี 2568 “มันคือเหรียญบาทเสมือนจริง ที่ไม่มีแบงก์ชาติหนุนหลัง แต่ใช้เครดิตรัฐบาลเป็นตัวรับประกัน แล้วอ้างว่าไม่ใช่เงินตรา แค่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล…” เจิมศักดิ์บอกว่า ถ้าเข้าใจเจตนาเบื้องหลังต้องย้อนไปถึง “นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท” ที่รัฐบาลเศรษฐาอยากทำมาตั้งแต่ต้น แต่เดินเกมผิด จนฝืน พ.ร.บ.เงินตราไม่ได้—จึงต้อง “แปลงร่าง” เป็น G-Token “มันคือมายากลทางกฎหมาย หลอกแม้กระทั่งคนในรัฐบาลเอง” เขาเตือนว่าแม้จะอ้างว่า G-Token ไม่ใช่เงินตรา แต่ในทางปฏิบัติ มันสามารถซื้อขาย โอน เปลี่ยนมือ และอาจถูกนำไปใช้ชำระหนี้หรือซื้อสินค้าได้จริง หากระบบควบคุมไม่แน่นพอ และนั่นจะเป็นปัญหาใหญ่ “ถ้าธนาคารกลางควบคุมปริมาณเงินไม่ได้ ประเทศจะพังแน่นอน เพราะอำนาจด้านการเงินจะไปอยู่กับนักการเมือง” — เจิมศักดิ์วิเคราะห์ต่อว่า การออก G-Token เท่ากับ ลัดวงจรระบบการคลัง–การเงิน ทั้งหมด เพราะเป็นการกู้เงินโดยไม่ออกพันธบัตร ไม่มีตั๋วสัญญาใช้เงิน และไม่มีแบงก์ชาติรับรอง แต่อ้างให้ ก.ล.ต. กำกับดูแลในฐานะสินทรัพย์การลงทุน แล้วใช้เครดิตรัฐบาลมารับผิดชอบ “ถามว่ารัฐบาลชุดหน้าจะไม่รับผิดชอบได้ไหม? ไม่ได้…เพราะคนซื้อจะเรียกร้องหนี้จากรัฐแน่นอน” แต่สิ่งที่หนักหนากว่านั้น—คือการโยกงบประมาณที่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยตรง “มีการตัดเงิน 35,000 ล้านบาทจากธนาคารรัฐ 5 แห่ง มาใช้ในโครงการนี้ ซึ่งเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 และมีโทษถึงขั้นต้องพ้นตำแหน่ง” เขาชี้ว่า ครม.เศรษฐา, ส.ส., ส.ว. และ กมธ.งบประมาณล้วนเกี่ยวข้อง และจะกลายเป็นชนวนเหตุใหญ่ในเดือนกรกฎาคมนี้ หาก ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย — แล้วแพทองธารล่ะ? ถ้าเข้ามาใช้เงินจากงบที่โยกผิดกฎหมาย—จะโดนด้วยหรือไม่? เจิมศักดิ์ชี้ว่า แม้จะไม่ได้เป็นคนโยกงบโดยตรง แต่หากไม่มีการยับยั้ง หรือแสดงความรับรู้ทั้งที่ควรรู้ อาจเข้าข่ายร่วมกระทำ และมีโอกาสถูกตัดสิทธิทางการเมืองด้วยเช่นกัน “เรื่องนี้ไม่ได้หยุดแค่การเมือง…แต่มันอาจเป็นจุดเปลี่ยนทั้งระบบ”…

Read More

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง”ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร — “นี่คือ ครม.กาสิNO”เป็นคำเรียกที่รศ.ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว. และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ใช้เรียกคณะกรรมการนโยบายในร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่กลุ่มบุคคลที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้สามารถกำหนดจำนวนกาสิNO สถานที่ตั้ง ค่าตอบแทน ไปจนถึงการยกเว้นกฎหมายหลายฉบับ โดยไม่ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็น หรือการประเมินผลกระทบใด ๆ “ไม่ต้องสนตึกถล่ม ไม่ต้องสนสงครามการค้า ขอแค่ได้เปิดบ่อน”เขาวิจารณ์แนวคิดการพัฒนาพื้นที่ที่ดินมูลค่ากว่าแสนล้านในท่าเรือคลองเตย ซึ่งถูกมองว่าอาจถูกกำหนดล่วงหน้าให้กลายเป็นพื้นที่ตั้งเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โดยใช้พื้นที่เพียง 10% สร้างกาสิNO ก็ใหญ่กว่าห้างสรรพสินค้าและโรงแรมหรูรวมกัน แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับ “น้อยจนน่าตกใจ” ในสายตาของเขา เพราะคนลงทุนจ่ายค่าเช่า 1,100 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น เจิมศักดิ์ตั้งคำถามถึงกรอบคิดเบื้องหลังการผลักดันร่างกฎหมายนี้ว่า เหตุใดการศึกษาของ กมธ.ฯ ต้องเดินตามร่างของสภาฯ แทนที่จะตั้งคำถามและแนวทางใหม่ของตนเอง “ถ้าไม่ตั้งโจทย์ให้ชัด การศึกษาของกรรมาธิการจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย” เขาย้ำ ข้อเสนอของเขาคือการ “ตัดกาสิNO ออกจากเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” แล้วแทนที่ด้วย “Wellness Center” หรือศูนย์สุขภาพ ที่มีแนวโน้มเติบโตแบบธุรกิจ Sunrise ต่างจากกาสิโนที่เป็น Sunset Industry ซบเซาลงในหลายประเทศ “การพนันมีต้นทุนแฝงคนที่เล่นการพนัน มีค่าเสียโอกาสในการเอาแรงงาน ความคิด ความสามารถ ไปทำอย่างอื่นที่สร้างประโยชน์มากกว่า ผมไม่เชื่อว่ากาสิโนจะทำให้จีดีพีโต—อาจลดลงด้วยซ้ำ” — ในมุมของอาจารย์เจิมศักดิ์ การหลบซ่อนกาสิNO ไว้ภายใต้คำว่า “เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” คือการสื่อสารแบบ “ไม่ตรงไปตรงมา” ของรัฐบาล เพราะความจริงก็คือ “มีบ่อนอยู่ในนั้น” และสิ่งที่ต้องทำคือพูดความจริงให้ชัด “ต้องชัดว่าเป็น ‘เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีกาสิNO’ ไม่ใช่พยายามพรางตา” เขาเน้นย้ำ และหาก กมธ.เห็นว่ากาสิNO มีพิษภัยมากกว่าผลดี ก็ควรเสนอต่อวุฒิสภาให้ “ไม่รับหลักการ” ของร่างกฎหมายนี้ตั้งแต่ต้น “เพราะถ้ารับหลักการไปแล้ว จะแก้ไขทีหลังไม่ได้” — สำหรับกรอบเวลาของ กมธ.ชุดนี้ มีเวลา 180 วัน โดยผ่านมาราวหนึ่งเดือนแล้วและในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ จะมีการเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาให้ความเห็นในประเด็นนี้ โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์…

Read More

ศึก “วาระทรู” ใน กสทช. เข้มข้นขึ้นอีกขั้น เมื่อที่ประชุมอนุกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของ กสทช. ซึ่งมี ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล เป็นประธาน มีมติให้นำ มาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาใช้กรณีการคัดค้านกรรมการที่ถูกมองว่าเป็น “คู่กรณี” ผลคือ “ศ.กิตติคุณ ดร. พิรงรอง รามสูต” จะต้องออกจากห้องประชุมหากมีการคัดค้าน – และหากจะกลับเข้ามาทำหน้าที่ ต้องได้เสียงสนับสนุนถึง 2 ใน 3 จากบอร์ดที่เหลือ ⸻ เสียงแตก 6–6 ก่อน “จรัญ” ชี้ขาด เมื่อวานนี้ (15 พ.ค. 2568) ที่ประชุมอนุฯ มีสมาชิกเข้าร่วม 13 คน เสียงโหวตในประเด็น “ต้องใช้ ม.15 หรือไม่” ออกมา เสมอกัน 6 ต่อ 6 สุดท้าย จรัญ ภักดีธนากุล ในฐานะประธาน ใช้สิทธิชี้ขาดให้นำมาตราดังกล่าวมาใช้ ทำให้ มติรวมกลายเป็น 7–6 ถือเป็นการตอกย้ำกลไกที่อาจนำไปสู่การกันพิรงรองออกจากวาระสำคัญ ⸻ ขั้นตอนต่อจากนี้ – ออกจากห้อง / โหวตลับ / ต้องได้ 2 ใน 3 การตีความนี้หมายความว่า หากมีการคัดค้าน ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต ในวาระที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทรู จะต้องเข้าสู่กระบวนการตาม ม.15 คือ: พิรงรองต้องชี้แจงต่อที่ประชุม จากนั้นต้อง ออกจากห้องประชุม ที่ประชุมจะโหวตลับ – โดยต้องได้เสียง 2 ใน 3 จากกรรมการที่เหลือ ด้วยบริบทบอร์ด กสทช. ที่ “แบ่งขั้วชัดเจน”…

Read More

16 พฤษภาคม 2568 – คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมาย โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีการได้รับพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณ ชินวัตร โดยระบุว่า หากศาลเห็นว่าการส่งตัวทักษิณไปอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 246 ก็จะไม่สามารถอ้างว่าได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วได้ เขาให้เหตุผลไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้: การอภัยโทษที่ผ่านมา เป็นเพียงหลักเกณฑ์ทั่วไปตามวาระพิเศษ ไม่ใช่การอภัยโทษเป็นรายบุคคล และไม่สามารถใช้ได้ตลอดกาล ผู้จะได้รับพระราชทานอภัยโทษ ต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้ว และได้รับการเลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นดีขึ้นไปแต่ในกรณีของทักษิณ หากศาลเห็นว่าการไปอยู่ที่ชั้น 14 ขัดต่อ ป.วิ.อาญา มาตรา 246 ก็ถือว่ายังไม่ได้รับโทษจำคุก พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ฯ กำหนดให้นักโทษใหม่เริ่มต้นที่นักโทษชั้นกลาง ซึ่งไม่เข้าเกณฑ์ได้รับอภัยโทษ เมื่อยังไม่ได้รับโทษจำคุก ก็ยังไม่เป็นนักโทษชั้นใด และไม่มีเหตุเจ็บป่วยให้เลื่อนชั้นได้ ดังนั้น ต้องกลับไปรับโทษก่อนเพื่อได้รับสถานะนักโทษชั้นกลาง การที่ราชทัณฑ์ให้นายทักษิณได้รับอภัยโทษจึง “ไม่เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาฯ” และ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ส่วนการพักโทษหลังจากได้รับการอภัยโทษ ก็ไม่เข้าเงื่อนไขเช่นเดียวกัน จึง “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ไปด้วย เขาสรุปว่า เมื่อเป็นการอภัยโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องกลับไปรับโทษตามเงื่อนไข 1 ปี และรอพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษใหม่ในวาระพิเศษครั้งถัดไป “เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้” — คมสัน โพธิ์คง, 16 พฤษภาคม 2568

Read More

นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความเตือนนี้ระบุ #คุณสมศักดิ์ต้องอ่านถ้าไม่อยากติดคุกในเนื้อหาระบุ อยากให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา อ่าน “ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยวิธีพิจารณาจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2563” ข้อที่ 42 ถึง 46 เพื่อจะได้รู้ว่าการที่มีแพทย์ 2 คน ไปร้องขอความเป็นธรรม และปล่อยให้ผู้ช่วยรัฐมนตรีไปรับหนังสือ เพื่อนำมาพิจารณาเรื่องความเป็นธรรม จะทำให้มีโอกาสติดคุก นายแพทย์วรงค์ให้เหตุผลว่า การที่แพทยสภามีมติกรรมการแพทยสภา (8พ.ค.2568) เพื่อลงโทษจริยธรรมแพทย์ทุกอย่างยังอยู่ในกระบวนการ เพื่อให้ลงนามเห็นชอบหรือยับยั้งมติ ดังนั้นคำสั่งแพทยสภายังไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ต้องถามแพทย์ทั้งสองคนเอาหลักฐานอะไรมาร้อง เพราะคำสั่งราชการยังไม่เกิดขึ้น ที่สำคัญข้อบังคับให้อำนาจเห็นชอบหรือยับยั้งมติของแพทยสภาเท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงได้ เนื่องจากมันจบขั้นตอนนั้นไปแล้ว อนุสอบสวนให้โอกาสเต็มที่แล้ว และไม่ใช่อำนาจหน้าที่ตามขั้นตอน “ที่สำคัญคือ เมื่อคำสั่งแพทยสภาออกมา แพทย์ที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องต่อศาลปกครองได้ ไม่ใช่เอาอะไรก็ไม่รู้มาร้องต่อรัฐมนตรี เพราะใครๆก็รู้ว่า คุณคือพวกเดียวกัน คุณต้องการช่วยนายคุณ และบริวาร” นายแพทย์วรงค์บอกการที่ปล่อยให้ผู้ช่วยฯ ไปรับเอกสารที่ไม่ใช่คำสั่งแพทยสภา ซึ่งเป็นเอกสารจากสื่อหรือข้อมูลใหม่ เท่ากับกำลังร่วมกันแทรกแซง การดำเนินงานของแพทยสภา ถูกฟ้องมาตรา 157 แน่นอน ดังนั้นขอให้ดำเนินการตามขั้นตอน ที่ข้อบังคับฯกำหนด อย่าเอาที่แพทย์ร้องเรียนมาทำให้ไขว้เขว อย่าตั้งคณะทำงานพิจารณาให้ความเป็นธรรม แต่ถ้าอยากติดคุก เชิญตามสบาย

Read More

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐฝ่ายเศรษฐกิจ ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา พร้อมสำเนาถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง “ปัญหากฎหมายกรณีรัฐบาลออกโทเคนดิจิทัลของรัฐบาล (Government Token: G-Token)” โดยระบุความเป็นห่วงว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อฐานะการคลัง และการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศในอนาคต ยืนยัน พ.ร.บ.หนี้สาธารณะไม่รองรับ “โทเคนดิจิทัล” นายธีระชัยระบุว่า พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ไม่ได้รองรับโทเคนดิจิทัล ถึงแม้มาตรา 10 วรรคหนึ่งจะระบุว่า “การกู้เงินตามพระราชบัญญัตินี้จะทําเป็นสัญญาหรือออกตราสารหนี้ หรือวิธีการอื่นใดก็ได้” แต่ไม่สามารถตีความรวมถึงโทเคนดิจิทัลได้ เนื่องจากในปี พ.ศ. 2548 ยังไม่มีบิตคอยน์และธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ส่วนพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติคำว่า “โทเคนดิจิทัล” ขึ้นนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้ในภาคเอกชน มิใช่เพื่อบริหารหนี้สาธารณะ เตือน G-Token เสี่ยงเข้าข่าย “เงินตรา” ผิด พ.ร.บ.เงินตรา นายธีระชัยให้ความเห็นว่า G-Token อาจมีลักษณะเข้าข่าย “เงินตรา” ตามพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 แม้กระทรวงการคลังจะยืนยันว่า G-Token ไม่ได้มีสถานะเป็นเงิน แต่พฤติกรรมของประชาชนอาจทำให้มัน “กลายเป็นเงิน” ในทางปฏิบัติ เพราะ• ผู้ถือเชื่อมั่นในเครดิตของกระทรวงการคลัง• สามารถนำไปแลกเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นได้• มีแนวโน้มถูกใช้ชำระหนี้ระหว่างกัน ดังนั้น จึงอาจกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย และเข้าข่ายฝ่าฝืน พระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 มาตรา 10 ซึ่งให้อำนาจเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทยในการจัดการธนบัตร ห่วงรัฐบาลใช้ G-Token “เสมือนพิมพ์เงิน” แก้ขาดดุลงบฯ นายธีระชัยระบุว่า หากรัฐบาลสามารถออกสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีลักษณะคล้ายเงินเพื่ออุดช่องว่างงบประมาณที่ขาดดุล จะกระทบต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพระบบการเงินไทยในสายตาระดับนานาชาติอย่างรุนแรง “รัฐบาลจะสามารถดำเนินการเสมือนหนึ่งพิมพ์เงินตราเองได้หรือไม่? ถ้าใช่…เสถียรภาพของระบบการเงินไทยจะถูกตั้งคำถามจากทั่วโลก” ย้ำปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แจ้งเพื่อประโยชน์สาธารณะ ท้ายจดหมาย นายธีระชัยระบุว่า การแจ้งข้อมูลครั้งนี้เป็นการปฏิบัติตาม มาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติพร้อมเรียกร้องให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนออกประกาศรองรับ G-Token อย่างเป็นทางการ

Read More

นาย เปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) 1 ในผู้ถูกออกหมายจับนั่งรถยนต์ส่วนตัว และใช้รถเข็นวีลแชร์ พร้อมทนายความส่วนตัว เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.บางซื่อ หลังพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา “เป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม หรือ ทำการก่อสร้าง ซ่อมแซมหรือรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้นๆ โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 227, 238 ระหว่างเข้ามอบตัวผู้สื่อข่าวสอบถามว่ารับสารภาพ หรือกังวลใจอะไรหรือไม่ รวมทั้งมีอะไรอยากขอโทษสังคมหรือไม่ เจ้าตัวมีท่าทีนิ่งเฉย และไม่ตอบคำถามใดๆ ขณะที่ผู้ต้องหารายอื่นๆ เช่นนายพิมล เจริญยิ่ง ผู้ลงนามแบบแปลนวิศวกรโครงสร้าง , นายเกรียงศักดิ์ กอวัฒนา รองประธานบริหารอาวุโส บริษัทอิตาเลียนไทย ทยอยเดินทางมาพร้อมทนายเข้ามอบตัวเช่นเดียวกัน คาดว่าช่วงบ่ายตำรวจจะนำส่งตัวผู้ต้องหาต่อศาลอาญาตามขั้นตอน

Read More

“เปรมชัย กรรณสูต” เจ้าสัวแห่งอาณาจักรอิตาเลียนไทย เคยเป็นชื่อที่สะท้อนอิทธิพลในแวดวงรับเหมาก่อสร้างระดับชาติ ก่อนที่ชื่อของเขาจะกลายเป็นสัญลักษณ์ความผิดที่สังคมไม่ลืม หลังจากถูกดำเนินคดีล่า–ฆ่า–ครอบครอง “เสือดำ” สัตว์ป่าคุ้มครองภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เมื่อวันที่4 ก.พ. 2561 หลักฐานสำคัญในคดีคือซากเสือดำพร้อมอาวุธปืนและเครื่องในสัตว์ป่าหลายรายการ รวมถึงพยานหลักฐานจากเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า โดยศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี 14 เดือนเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2564 ไม่รอลงอาญา และเปรมชัยได้รับการพักโทษเมื่อ17 ตุลาคม 2566 หลังรับโทษ 1 ปี 10 เดือน แต่เส้นทางชีวิตหลังรับโทษของเปรมชัย ไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบ และล่าสุดอาจต้องหวนคืนสู่ “กำแพงสูงล้อมรั้วลวดหนาม” อีกครั้ง เมื่อศาลออกหมายจับเปรมชัยกับพวก 17 คนในคดีอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวที่เมียนมา คดีนี้เกิดขึ้นจากอาคารก่อสร้างของสำนักงาน สตง. ที่พังถล่มลงมาระหว่างก่อสร้าง เบื้องต้นพบข้อบกพร่องด้านโครงสร้าง การออกแบบ การควบคุมงาน และการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มบริษัทเอกชน วิศวกร และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เจ้าสัวเปรมชัยถูกระบุชื่อในฐานะหนึ่งในผู้ต้องหาสำคัญ ร่วมกับ “นายชวน หลิง จาง” และกลุ่มบริษัทอีก 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้รับเหมาหลัก (กิจการร่วมค้า) ผู้ควบคุมงาน วิศวกรผู้ออกแบบ–แก้แบบ–เซ็นรับรองแบบ โดยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 และ 238 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกแบบ ควบคุม หรือก่อสร้างอาคารโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษสูงสุดถึง “จำคุกตลอดชีวิต” ความถดถอยของ “อิตาเลียนไทย” ก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ อาณาจักร “อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์” ที่เคยเป็นหนึ่งในบิ๊กแบรนด์ด้านรับเหมาก่อสร้างของประเทศ ก็เริ่มแสดงสัญญาณความอ่อนแอ: ราคาหุ้น ITD ร่วงหนักกว่า 70% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทประสบปัญหาหนี้สินพุ่งสูงกว่า7.4 หมื่นล้านบาท ขาดทุนต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ 2563 จนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 6,000 ล้านบาท ถูกลดอันดับเครดิตองค์กรจากทริสเรทติ้ง สะท้อนปัญหาสภาพคล่องรุนแรง โครงการขนาดใหญ่หลายแห่งล่าช้า หรือล้มเหลวทางการเงิน…

Read More