Author: Writer Publisher

จากกรณี อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินวัดไปเล่นบาคาร่าออนไลน์ สูญเงินกว่า 300 ล้านบาท สะเทือนวงการสงฆ์และส่งผลกระทบต่อจิตศรัทธาของผู้คนไม่น้อย ล่าสุด “ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค” นักแต่งเพลงชาวไทย โพสต์ข้อความสะท้อนภาพวงการผ้าเหลือง ระบุข้อความว่า “มันน่าประหลาดใจแกมเศร้านะแม่ประไพ…. ตั้งแต่เด็ก..ต้องแย่งกันสอบเข้าอนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย… จบมาก็ต้องวิ่งหางานทำ…ร้อยเอาหนึ่ง พันเอาหนึ่ง ฯลฯ ไปเกเรเกตุง หรือไม่เอาดีอะไรเลยสักอย่าง… ไปท่องคำขอบวชพระ….เข้าโบสถ์ มีอุปัชฌาย์ใจดีบวชให้… ท่องไม่ครบ…พระคู่สวดก็บอกบทให้ได้… เอนทรานซ์เป็นพระนี่ง่ายกว่าเอนทรานซ์เข้าอนุบาล…. “มนุสโสสิ….” อุปัชฌาย์ถามตามบทว่า จะมาบวชนี่ เป็นคนหรือเปล่า….เพราะในสมัยพุทธกาล มีพญานาคใฝ่ธรรมอย่างสูง อยากขอบวช…ก็บวชไม่ได้…. พญานาคนั้นก็ได้แต่รับศีลรับธรรมไปตามสถานะ…. แต่ก็ได้รับเกียรติอย่างสูง…ว่า ต่อไปใครจะบวช…ให้ถือว่าเป็นนาค ทุกวันนี้.. “มนุสโสสิ”….ก็ต้องตอบปกติไปว่า “ อามะภัณเต​ ” ผมเป็นคนครับ… แต่บางที หลายคน ควรจะตอบไปตามจริงของตัวเองว่า “ นัตถิ ภัณเต “… มีคดี หนีปัญหา ติดยา ไม่เรียนหนังสือ….. แก้ปัญหาด้วยการ…บวช….ไม่เรียน… ที่หนักกว่านั้นคือ…บวชเรียนสูงด้วย แต่ไม่พ้นแม้แต่ความดีของ ”พญานาค“ สมัยพุทธกาลนั้น… ที่ปวดใจ คือ มนุสผู้ผ่านเอนทรานซ์เมื่อกี้ อาจจะเพิ่งโดดถีบเพื่อนในวงเหล้าเมื่อคืน….ได้ห่มเหลืองสดๆเมื่อกี้… คนที่ไม่ได้ห่มเหลือง ต้องกราบ…. พ่อแม่ต้องกราบนะ….. ที่ปวดใจที่สุดคือ พระมหากษัตริย์ก็ยังต้องกราบไหว้….ไอ้เบื๊อกเมื่อวานซืน ผ่านเอนทรานซ์การบวชมาห่มเหลืองวันนี้…. ฉันพูดได้…เพราะฉันก็ผ่านเอนทรานซ์ภิกษุมาแล้ว…. ยอมรับเลยว่า….ผ้าเหลืองย้อมใจคนเกเรให้กลับมาดีได้ไม่น้อย แต่ไม่อาจย้อมใจคนที่ห่วยกว่า พญานาค ให้ดีขึ้นได้เลย… ฉันก็ไม่รู้ว่าจะสังคายนายังไงกัน… ภิกษุสมัยนี้ ควรต้องเป็นอย่างไร… เล่นโซเชียลได้ไหม….สำหรับฉัน ถ้าเป็นคอนเทนต์เผยแพร่สัจธรรมของพระศาสดา ก็ไม่แปลก….พระพุทธเจ้าก็ทรงเคยใช้ใบไม้เปรียบเทียบสอนสาวก…ตอนนั้นท่านยังไม่มีไอแผด…. ฝากถึงคนที่รับผิดชอบดูแลศาสนาพุทธในเมืองไทยด้วย… คนทั้งชาติ กราบพระบาทในหลวง…. แต่ในหลวงกราบไหว้พระสงฆ์นะครับ…”

Read More

  นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เรื่องนี้โดยตั้งคำถามกับนายกรัฐมนตรี กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI และ กกต.เกี่ยวกับการเดินหน้าคดีฮั้วเลือก สว.โดยเริ่มต้นจากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หยุดปฎิบัติหน้าที่กำกับดูแล DSI เมื่อผู้สื่อข่าวถามนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่าจะให้ใครมาดูแลแทน นางสาวแพทองธารกลับเลี่ยงตอบคำถาม จึงเป็นที่มาที่นายเทพไทตั้งคำถามว่า “อุ๊งอิ๊งค์ รู้หลักบริหารประเทศแค่ไหน??? เพราะถาม 2 ครั้ง 2 วันแต่ไม่มีคำตอบ   “เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ความรู้รอบตัวน้อย ขาดประสบการณ์ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการบริหารราชการบ้านเมืองเลย จึงไม่รู้ขั้นตอนระบบของราชการ ทั้งที่มติคณะรัฐมนตรี คนที่ควบคุมรับผิดชอบดูแลกระทรวงยุติธรรม คือนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ หรือบอร์ดดีเอสไอ จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้” นายเทพไทบอกถ้าเป็นนายภูมิธรรมมากำกับดูแล จะทำให้งานของดีเอสไอ เดินต่อไปได้ไม่ต้องสะดุด เพราะคดีฮั้ว สว.นั้น สังคมรอคอยอยู่ว่า จะมีข้อยุติหรือไม่ ความจริงจะปรากฏอย่างไร ซึ่งประชาชนอยากรู้ว่า DSI สามารถสอบสวนเอาผิดกับขบวนการฮั้ว สว.ได้หรือไม่ ทั้งที่เคยบอกมีพยานหลักฐานชัดเจน เอาผิดได้แน่นอน อยากรู้ว่า กกต. สามารถเรียกศรัทธากลับคืนมา ด้วยการร่วมมือกับ DSI เอาผิดและล้มกระดาน นำไปสู่การสรรหา สว.ชุดใหม่ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ DSI กับ กกต.ต้องจับมือเดินเครื่องต่อไปให้สุดซอย เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ ไม่ให้สังคมผิดหวัง

Read More

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นักกฎหมายและอดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ให้ความเห็นเกี่ยวกับข่าวพระสังฆาธิการระดับสูงถูกหมายจับ เนื่องจากนำเงินของวัดไปเล่นการพนันออนไลน์นับร้อยล้านบาท สร้างความสะเทือนใจแก่ชาวพุทธ โดยบอกเรื่องนี้ชาวพุทธก็ต้องรีบแยกพระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ออกจากพระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ และต้องกลับมาวางใจในหลักที่ว่า พระพุทธองค์มิได้ทรงฝากศาสนาไว้กับพระสงฆ์ แต่พระพุทธองค์ทรงฝากศาสนาของพระองค์ไว้กับพุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ,ภิกษุณี,อุบาสก และ อุบาสิกา ก่อนดับขันธปรินิพพาน พระองค์ดำริว่า “เราจะไม่ปรินิพพาน จนกว่าพุทธบริษัท 4 ได้เรียนรู้คำสอน ปฏิบัติตามคำสอน เผยแผ่คำสอน และแก้ไขโต้แย้งคำสอนที่มีผู้กล่าวอย่างไม่ถูกต้องได้” การด่าว่าหรือตำหนิติเตียนพระสงฆ์จน“เกินเหตุ” มิใช่ช่องทางที่ทำให้ศาสนาเข้มแข็งขึ้น หากแต่ทำให้ศาสนาอ่อนแอลงต่างหาก นายนิพิฏฐ์บอกว่า ถ้าจะว่าไปก็เพียงอยากบ่นเบาๆ ว่า พระภิกษุสงฆ์พึงระวังการเล่นสื่อโซเชี่ยล เพราะมันเป็นเรื่องทางโลกโดยแท้ แม้ฆราวาสเองก็ยังถูกหลอกเพราะสื่อโซเชี่ยล นับประสาอะไรที่สงฆ์ผู้ไม่มีประสบการณ์จะไม่ถูกหลอก ขณะเดียวกันมหาเถรสมาคม ก็ต้องทันสมัยให้มากขึ้นในการปกครองคณะสงฆ์ อาจต้องให้ผู้รู้ภายนอก เข้าไปถวายความรู้เกี่ยวกับโลกสมัยใหม่ให้ท่านบ้าง จะอยู่แบบชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ คงไม่ได้ “เมื่อพุทธบริษัทหนึ่งอ่อนแอลง  พุทธบริษัทที่เหลือก็ต้องเข้มแข็งขึ้น จึงจะรักษาพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ไว้ได้ ขอให้ชาวพุทธ เข้มแข็ง สงบ สุข ร่มเย็น ในพระพุทธศาสนา”

Read More

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 – นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงนามในคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 807/2568 แต่งตั้งคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษ เพื่อพิจารณากรณีมีการร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากแพทย์ 2 ราย ที่ถูกแพทยสภามีมติให้ลงโทษพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม จากกรณีเกี่ยวข้องกับการดูแลนายทักษิณ ชินวัตร ขณะเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลตำรวจ คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังจากแพทยสภาได้ประชุมเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 และมีมติลงโทษแพทย์ 3 ราย โดยมีแพทย์ 2 รายจากกลุ่มนี้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะ “สภานายกพิเศษ” ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 25 รายชื่อกรรมการ 10 คนที่ได้รับแต่งตั้ง นายชัยนันท์ งามขจรกุลกิจ (ประธานกรรมการ) นายชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ (กรรมการ) นายพงษ์ศักดิ์ แก้วกมล (กรรมการ) นายพิทักษ์ ฉันทประยูร (กรรมการ) นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร (กรรมการ) นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ (กรรมการ) นายกองตรี ธนกฤต จิตอารีย์รัตน์ (กรรมการ) นายวชิระ ปากดีสี (กรรมการและเลขานุการ 1) นายวิทยา พลสีลา (กรรมการและเลขานุการร่วมที่ 2) นายปิยะวัฒน์ ศิลป์รัศมี (กรรมการและเลขานุการร่วมที่ -) โดยคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่กลั่นกรองข้อมูล เรียกสอบพยาน และเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในฐานะสภานายกพิเศษประกอบการพิจารณามติแพทยสภา หากรัฐมนตรีมีความเห็น “คัดค้าน” มติดังกล่าว แพทยสภาจะต้องประชุมอีกครั้งในวันที่ 12 มิถุนายน 2568 เพื่อพิจารณา หากยืนยันมติเดิมจะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 หรืออย่างน้อย 47 เสียงจากจำนวนกรรมการทั้งหมด หมอตุลย์วิงวอนแพทยสภายืนหยัดมติเดิม เพื่อศักดิ์ศรีวิชาชีพ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ สมาชิกแพทยสภา ได้ออกจดหมายเปิดผนึกขอให้กรรมการแพทยสภาทุกคนเข้าร่วมการประชุมในวันที่ 12 มิถุนายน…

Read More

เจ้าอาวาสวัดไร่ขิงเคยเป็นที่เคารพในสายตาชาวพุทธจำนวนมาก ทั้งในฐานะผู้นำสงฆ์ระดับสูง และผู้ดูแลวัดที่มีชื่อเสียงในภาคกลางของประเทศ แต่ข่าวล่าสุดที่เขาถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินวัดกว่า 300 ล้านบาท เพื่อนำไปเล่นพนันบาคาร่าออนไลน์ กลับกลายเป็นปรากฏการณ์ที่สะเทือนศรัทธาทั้งประเทศ และเปิดโปงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในระบบสงฆ์ไทยมายาวนาน:ความศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือการตรวจสอบ เงินวัด…คือของส่วนรวม หรือทรัพย์ส่วนตัว? เมื่อพระรับเงินบริจาคจากญาติโยม คำถามคือ เงินนั้นกลายเป็นของวัด หรือกลายเป็นของพระ?ในทางกฎหมาย เงินบริจาคที่ถวายให้วัดถือเป็นทรัพย์สินของวัด ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าอาวาสจำนวนไม่น้อยกลับมีอำนาจเด็ดขาดในการถือครอง บริหาร และโอนเงินในบัญชีวัด โดยไม่มีระบบตรวจสอบจากภายนอก ในกรณีวัดไร่ขิง มีการเปิดเผยเส้นทางเงินที่น่าตกใจ: บัญชีวัด →บัญชีเจ้าอาวาส→บัญชีหญิงสาว→เว็บพนันออนไลน์ ในประเทศที่รัฐเข้าควบคุมร้านเหล้าและการใช้คำหยาบบนทีวีอย่างเข้มงวด คำถามจึงย้อนกลับมาว่า“เหตุใดวัดจึงเป็นพื้นที่ปลอดตรวจสอบ?” อำนาจในจีวร กับระบบที่เปิดช่องให้ทุนสีเทาแทรกซึม วัดไม่เพียงเป็นพื้นที่ศรัทธา แต่ยังเป็นจุดรวมของทรัพย์สินจำนวนมหาศาล—ทั้งที่ดิน บริจาค งานบุญ และแรงงานจากศรัทธาประชาชน พระผู้ใหญ่บางรูปจึงไม่ต่างจากนักบริหารองค์กรขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องเสียภาษี ไม่มีบอร์ดบริหาร และแทบไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระใด ๆ เมื่ออำนาจ ศรัทธา และทรัพย์สิน มารวมอยู่ในบุคคลเดียว โดยไม่มีการถ่วงดุล—การล้มละลายของศีลธรรมจึงเป็นแค่เรื่องของเวลา กรณีของวัดไร่ขิงยังสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างพระสงฆ์กับเครือข่ายธุรกิจสีเทา โดยเฉพาะ “เว็บพนันออนไลน์” ซึ่งเป็นปัญหาหนักของไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา วัดไม่ควรเป็นพื้นที่พิเศษที่อยู่เหนือรัฐ แม้จะเข้าใจดีว่าศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในสังคมไทย แต่คำว่า “ละเอียดอ่อน” ไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ เงินจากศรัทธาต้องโปร่งใสศาสนาต้องยืนอยู่บนระบบที่ตรวจสอบได้และพระต้องยอมรับว่า ศีล 227 ข้อ ไม่เพียงพอในโลกที่เงินหมุนเร็วกว่าธรรมะ หากเรายังปล่อยให้วัดบริหารจัดการเงินโดยไม่ต้องแสดงบัญชีหากเรายังให้เจ้าอาวาสถือบัญชีวัดเพียงคนเดียวหากเรายังมองว่าพระ “อยู่เหนือ” การตั้งคำถาม วันหนึ่ง เราอาจไม่ได้สูญเสียแค่เงินวัด 300 ล้านแต่สูญเสีย “ความศรัทธา” ไปโดยถาวร ทางออกไม่ใช่การไล่ล่าพระทุกรูป แต่คือการสร้างระบบตรวจสอบร่วมกัน เราต้องแยกให้ออกว่า “พระสงฆ์” และ “ระบบวัด” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ศาสนายังคงมีคุณค่าต่อจิตใจของผู้คนแต่ระบบวัดต้องมีการถ่วงดุล ตรวจสอบ และเปิดเผยอย่างโปร่งใส เช่นเดียวกับหน่วยงานของรัฐ เจ้าอาวาสไม่ใช่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้และเงินวัดไม่ใช่ทรัพย์ส่วนตัวของใครการรักษาพุทธศาสนาให้เข้มแข็งต่อไปได้ จึงไม่ใช่การปกป้องพระผู้กระทำผิดแต่คือการปกป้อง “ระบบศรัทธา” ไม่ให้ถูกแปรรูปเป็นเครื่องมือของใครอีก เพราะเมื่อศรัทธาถูกใช้ผิดทาง…มันจะพังได้เร็วกว่าที่ใครคาดคิด

Read More

นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ สมาชิกแพทยสภา ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงกรรมการแพทยสภาทุกท่าน โดยระบุถึงกระบวนการหลังจากที่แพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 รายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษานายทักษิณ ชินวัตร และได้มีการส่งมติดังกล่าวถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะสภานายกพิเศษแล้ว ทั้งนี้ มีแพทย์ 2 รายในกลุ่มที่ถูกลงโทษ ได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อสภานายกพิเศษ ซึ่งตามขั้นตอน สภานายกพิเศษจะต้องพิจารณาภายใน 15 วันว่าจะเห็นชอบหรือคัดค้านมติของแพทยสภา หากสภานายกพิเศษมีความเห็นคัดค้าน แพทยสภาจะต้องประชุมอีกครั้งในวันที่ 12 มิถุนายน 2568 เพื่อลงมติว่าจะยืนยันมติเดิมหรือไม่ นพ.ตุลย์ ได้เรียกร้องผ่านจดหมายให้กรรมการแพทยสภาทุกคนให้ความสำคัญกับการประชุมดังกล่าว โดยขอให้ร่วมประชุมและยืนยันมติเดิมของวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 เพื่อรักษาเกียรติของวิชาชีพแพทย์ “การประชุมแพทยสภาในวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่จะถึงนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง…เพื่อรักษาไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของแพทยสภา และเกียรติภูมิของวิชาชีพแพทย์สืบไป” – นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ สำหรับมติเดิมของแพทยสภาที่ประชุมเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 มีสาระสำคัญคือการลงโทษทางจริยธรรมแก่แพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูลการรักษานายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงความชอบธรรมและข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ทั้งนี้ หากแพทยสภาต้องการยืนยันมติเดิม จะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด หรือไม่น้อยกว่า 47 เสียง #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#แพทองธาร#แพทองธารชินวัตร#ทักษิณ#ทักษิณชินวัตร#แพทยสภา#ป่วยทิพย์#ชั้น14

Read More

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักรัฐศาสตร์จากนิด้า เปิดมุมวิเคราะห์ที่น่าจับตาต่อคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญกรณีให้ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม “หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะการกำกับดูแล DSI” ชั่วคราว จากคำร้องที่กล่าวหาว่าใช้อำนาจกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในคดีฮั้วเลือก ส.ว. “เป็นนวัตกรรมของศาลรัฐธรรมนูญอย่างหนึ่ง เพราะปกติแล้วหากรับคำร้อง มักจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยสิ้นเชิง แต่กรณีนี้สั่งเฉพาะจุด—สะท้อนถึงการใช้ดุลพินิจแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น” อาจารย์พิชายชี้ว่า ผลกระทบจะตกอยู่กับ “คดีฮั้ว ส.ว.” โดยตรง เพราะการสั่งให้ พ.ต.อ. ทวี หยุดกำกับ DSI อาจทำให้ขบวนการสอบสวน “ชะงัก” และหากไม่มีรัฐมนตรีใหม่มาผลักดัน น้ำหนักของ DSI ก็อาจลดลงตามไปด้วย แม้คดีอื่น เช่น อั้งยี่–ฟอกเงิน ยังเดินหน้าได้เพราะเป็นอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว “แต่ขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่อาจถูกกระทบ และความลังเลอาจตามมา ถ้าไม่มีรัฐมนตรีคอยสนับสนุนในทางนโยบายอย่างชัดเจนโดยเฉพาะการทำคดีฮั้วสว.ที่ดำเนินการร่วมกับกกต.อยู่ในขณะนี้” ⸻ พลังแดงอ่อนแรง – น้ำเงินได้จังหวะโต้กลับ ในเชิงการเมือง คำสั่งนี้สะเทือนสมดุลพลังทันที “พลังของฝั่งแดงดูเหมือนลดลงประมาณหนึ่ง ขณะที่ฝั่งน้ำเงินมีพลังตอบโต้และต่อรองเพิ่มขึ้น” แต่อาจารย์พิชายเตือนว่า คำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ของศาลฯ ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยสุดท้าย “มีหลายกรณีก่อนหน้านี้ที่ศาลฯ สั่งให้หยุด แต่สุดท้ายก็ตัดสินให้ยกคำร้อง” ⸻ สองคดีคู่ขนาน : ถอดถอนรัฐมนตรี VS ฮั้วเลือก ส.ว. อาจารย์พิชายแนะให้ติดตามไทม์ไลน์ของสองคดีสำคัญไปพร้อมกัน คำร้องถอดถอน พ.ต.อ. ทวี และนายภูมิธรรม เวชยชัย ต่อศาลรัฐธรรมนูญ คดีฮั้ว ส.ว. ที่ กกต.–DSI กำลังดำเนินการสอบสวน “ถ้าศาลตัดสินให้ ทวี พ้นจากตำแหน่งก่อน คดีฮั้วอาจถูกสั่นคลอนในแง่ความชอบธรรม แต่ถ้าไม่ถูกถอดถอน คดีก็จะเดินหน้าได้ตามกลไกเดิม” ⸻ กล้าธรรมสยายปีก – ภูมิใจไทยถูกเบียดในเกมใหญ่ อาจารย์พิชายวิเคราะห์การขยายอำนาจของ “พรรคกล้าธรรม” ภายใต้การนำของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ว่าไม่ใช่แค่ขยายพรรคเพื่อเตรียมเลือกตั้ง แต่คือการจัดเกมใหม่ให้ “เพื่อไทยได้เปรียบ”…

Read More

เพจ “ดาวแปดแฉก” โพสต์เรื่องนี้โดยระบุ ด่วน ! ศาลออกหมายจับ “เปรมชัย” เศรษฐีคนดัง และบุคคลรวม 17 คน ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 227 และมาตรา 238 กรณีอาคารก่อสร้าง สตง.ถล่ม ทั้งนี้มีรายงานว่าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้รวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้ตั้งแต่การเริ่มทำ TOR และสัญญาจ้างต่างๆ รวมไปถึงพยานวัตถุชิ้นส่วนกว่า 300 ชิ้นและผลการตรวจสอบการออกแบบ จากผู้เชี่ยวชาญมาประกอบสำนวนคดี ก่อนพิจารณากลุ่มบุคคลที่พบการกระทำความผิดเป็นเหตุให้อาคาร สตง. ถล่ม และขออนุมัติศาลออกหมายจับดังกล่าว โดย 17 ราย ใน 3 กลุ่ม บริษัทเอกชน คือ บริษัทกิจการร่วมค้า กลุ่มผู้รับเหมาควบคุมงาน และกลุ่มวิศวกรที่เซ็นรับรองออกแบบ แก้แบบ จัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงนายเปรมชัย กรรณสูต ที่เคยถูกจำคุกคดีเสือดำ และนายชวน หลิง จาง ในฐานความผิดตาม ม.227 และ ม.238 ผู้ใดเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบควบคุมหรือทำการก่อสร้าง ซ่อมแซมหรือรื้อถอน อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้นๆ เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย มีโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต ส่วนในล็อต 2 คาดว่าจะเป็นกลุ่มข้าราชการในอาคาร สตง.

Read More

เป็นการพาคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่อาคารรัฐสภา ที่เรียกว่า “สัปปายะสภาสถาน” ของนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.และอดีต กมธ. ป.ป.ช.จากพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายวิลาศเดินชี้จุดที่มีปัญหาเรื่องมาตรฐานการก่อสร้างตั้งแต่ด้านหน้า ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ปัญหาน้ำรั่วซึม เมื่อฝนตกในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะชั้น B2 คาดว่าไม่ต่ำกว่า 100 จุด ซึ่งเกิดก่อนตรวจรับงาน และเคยร้อง ป.ป.ช.และรัฐสภาให้ชะลอการตรวจรับงาน เนื่องจากก่อสร้างผิดแบบ แต่กลับตรวจรับงาน นอกจากนี้ยังใช้งบประมาณไปจ้างออกแบบทำที่จอดรถใต้ดินเพิ่มอีก 106 ล้านบาท ซึ่งเป็นคนละส่วนกับรายการก่อสร้างอาคารจอดรถที่ระบุอีก 1,500 ล้านบาท จึงเป็นที่สังเกตุว่าปัญหาเก่าได้รับการแก้ไขหรือไม่ และการประกวดราคาออกแบบใหม่นี้ อาจมีเจตนาตั้งโครงการใหม่เพื่อกลบปัญหาเดิมหรือไม่ เพราะมีข้อมูลว่าจุดนี้มีน้ำท่วมขังเนื่องจากพื้นมีปัญหา ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำได้ ส่วนศาลาแก้ว ที่ของบประมาณปรับปรุง 123 ล้านบาท จากที่นายวิลาศให้ข้อมูลหลังตรวจสอบก็พบความผิดปกติที่ทางเดินเท้าหินที่ใช้มีขนาดเล็กกว่าแบบ กระเบื้องใต้น้ำหลุดล่อน และเป็นจุดที่น้ำรั่วซึมไปยังชั้น B1 จึงสงสัยว่าการปรับปรุงศาลาแก้วด้วยการติดแอร์ อาจเป็นการใช้งบประมาณเพื่อรื้อของเก่าที่มีปัญหา แทนที่ให้บริษัทเอกชนเป็นคู่สัญญามาแก้ไขปรับปรุง รวมถึงการปรับปรุงสระมรกต มีข้อสงสัยว่าเป็นการของบฯ ที่อาจเพื่อปกปิดเรื่องที่ปูพื้นไม้ตะเคียนทองที่ไม่ได้ขนาด และมีไม้ปลอมหรือไม่ “เละเทะที่สุด สร้างผิดแบบมากที่สุด โกงมากที่สุด” นายวิลาศกล่าว ทั้งนี้นายวิลาศบอกอาคารรัฐสภายังอยู่ในระยะประกัน หากพบจุดที่ไม่เป็นไปตามสัญญา หรือจุดบกพร่องจากการก่อสร้าง หรือสร้างไม่ตรงแบบก็ควรแจ้งผู้รับเหมาให้ทราบมากกว่า

Read More

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์​ในรายการเที่ยงเปรี้ยงปร้าง ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร⸻ ยื่นสถานทูตมาเลย์ สกัด “บันไดทองคำ” หนีศาลไทย พิชิต ไชยมงคล เผยเหตุผล คปท. ยื่นหนังสือถึงสถานทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย ขอให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย “ทบทวน” การแต่งตั้งนายทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาประธานอาเซียน “คุณทักษิณเคยหนีคดีมาแล้วหนึ่งรอบ ตอนนี้เขาอาจใช้ตำแหน่งนี้เป็นใบผ่านออกนอกประเทศอีกครั้งโดยก่อนหน้านี้ก็ใช้สถานะนี้ขออนุญาตศาลอาญาออกนอกประเทศมาแล้ว” ⸻ จี้ “รมว.สาธารณสุข” อย่าเป็นด่านแทรกแซงมติแพทยสภา คปท. จับตากระบวนการขอความเป็นธรรมของ 2 หมอ หลังแพทยสภามีมติพักใบอนุญาตฯ แต่กลับมายื่นเอกสารกับรัฐมนตรีแทนที่จะต่อสู้ในชั้นแพทยสภา “นี่ไม่ใช่แค่ขอความเป็นธรรม — แต่มันคือการเปิดช่องให้รัฐมนตรีแทรกแซงองค์กรวิชาชีพ แม้ตามกฎหมายรมว.สาธารณสุขในฐานะสภานายกพิเศษแพทยสภา จะระงับยับยั้งมติแพทยสภาได้แต่ไม่เคยเกิดมาก่อน เพราะผู้ที่คิดว่าได้รับความเสียหายสามารถอุทธรณ์ในชั้นพิจารณาของแพทยสภาได้อยู่แล้ว และเมื่อมติมีผลบังคับใช้ก็ยังสามารถใช้ช่องทางศาลปกครองได้อีก ไม่เคยมีการขอความเป็นธรรมต่อรมว.สาธารณสุขมาก่อน จึงเชื่อว่านี่คือการยื่นมีดส่งดาบให้นายสมศักดิ์ เพื่อเปลี่ยนข้อเท็จจริงจากมติของแพทยสภา” ⸻ “หมอพูดว่าเจ็บ…แต่ข้อมูลมันฟ้องว่าไม่ป่วยวิกฤต” พิชิตถามกลับพล.ตท. นพ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร. หนึ่งในแพทย์ที่ถูกพักใบอนุญาตฯ ที่ออกมาโอดครวญว่าเหมือนถูกประหารชีวิตทางเกียรติยศว่า ทำไมหมอไม่พูดความจริงตั้งแต่แรก “ถ้าอยากรักษาเกียรติยศ จงพูดความจริง เพราะคุณคือคนที่รู้อาการทักษิณดีที่สุด ถ้าจะถูกประหารชีวิตทางเกียรติยศจริงไม่มีใครทำ นอกจากพฤติกรรมของหมอเอง” ⸻ มติแพทยสภาคือกุญแจเปิดโปงเกม “ถ่วงกระบวนการยุติธรรม” พิชิตเชื่อว่า หากศาลฎีกาฯ ใช้มติแพทยสภาเป็นฐาน ก็จะนำไปสู่การตั้งคำถามถึงเหตุผลที่นำทักษิณออกจากเรือนจำ “คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องรับผิด ไม่ใช่แค่หมอ 12 คน แต่รวมถึง พ.ต.อ. ทวี และแม้แต่นายกฯ แพทองธาร” ⸻ ยื่น กกต. ฟันแพทองธาร ผิดจริยธรรมร้ายแรง คปท. เตรียมยื่นคำร้องต่อ กกต. ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความผิดจริยธรรมร้ายแรงของนายกรัฐมนตรี “คุณรู้มาตลอดว่าพ่อป่วยหรือไม่ป่วยจริง — การสนับสนุนข้อมูลผิดคือการสมรู้ร่วมคิดในกระบวนการบิดเบือนความยุติธรรม” ⸻

Read More