- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
เตือน “ข้อมูลใหม่” จากทนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ อาจปั่นป่วนกระบวนการ หวั่นรัฐมนตรีใช้เป็นข้ออ้างยับยั้งมติครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอย่างเผ็ดร้อน ตั้งคำถามถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดในกรณีที่แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกลงโทษจากมติแพทยสภา ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมผ่านทนายความต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมแนบข้อมูลชุดใหม่ที่อ้างว่ายังไม่เคยถูกพิจารณา นพ.วรงค์มองว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเป็น “เกม” เพื่อเปิดทางให้รัฐมนตรีสาธารณสุขใช้อำนาจ “ยับยั้งมติแพทยสภา” ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นครั้งแรกที่อำนาจรัฐถูกใช้ยับยั้งมติวิชาชีพแพทย์โดยอ้างข้อมูลใหม่ พร้อมตั้งข้อสังเกต 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ แพทย์ใหญ่ได้โอกาสชี้แจงแล้วถึง 2 รอบอนุกรรมการสอบสวนของแพทยสภาได้เปิดโอกาสให้แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจยื่นเอกสารชี้แจง 2 ครั้ง คือรอบแรกในเดือนมกราคม 2568 และรอบที่สองช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 แต่กลับมีข้อมูลบางส่วนที่ไม่เคยถูกส่งมา จนนำไปสู่คำถามว่าเหตุใดจึงไม่ชี้แจงตั้งแต่ต้น จงใจปกปิดหรือไม่?การนำข้อมูลใหม่มายื่นในภายหลัง ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงพฤติกรรมของแพทย์ใหญ่ ว่าเจตนาปกปิดข้อมูลหรือไม่ และการกระทำดังกล่าวถือเป็นความไม่สุจริตในการส่งข้อมูลให้อนุกรรมการสอบสวนหรือเปล่า ข้อมูลใหม่เชื่อถือได้แค่ไหน?นพ.วรงค์ชี้ว่า รัฐมนตรีสาธารณสุขควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ข้อมูลที่ยื่นเพิ่มเติมนั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ และสมควรจะนำมาใช้เป็นเหตุในการยับยั้งมติของแพทยสภาหรือไม่ ในเมื่อก่อนหน้านี้ผู้ร้องเองมีโอกาสชี้แจงแล้ว หวั่นใช้อำนาจช่วยพวกเดียวกันภาพที่ปรากฏอาจนำไปสู่ข้อครหาว่ามีการใช้อำนาจรัฐเพื่อปกป้องกันเอง ซึ่งจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของทั้งกระทรวงสาธารณสุขและแพทยสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สร้างความสับสนเพื่อยับยั้งมติ?นพ.วรงค์เตือนว่า กระบวนการทั้งหมดอาจถูกวางแผนให้เกิดความสับสนในข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐมนตรีสาธารณสุขเข้ายับยั้งมติของแพทยสภา ด้วยการอ้างว่าแพทยสภาอาจพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลไม่ครบถ้วน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้เปิดโอกาสให้ชี้แจงอย่างเต็มที่แล้ว “เรื่องนี้คือเกียรติและศักดิ์ศรีของแพทยสภา เพราะหากมีการยับยั้งมติด้วยเหตุผลอ้างข้อมูลใหม่ จะเป็นครั้งแรกที่ความจริงขององค์กรวิชาชีพแพทย์ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง” — นพ.วรงค์ ระบุ พร้อมทั้งเตือนว่า แม้ข้อมูลใหม่อาจไม่มีน้ำหนัก แต่ก็อาจสร้างแรงกระเพื่อมและความปั่นป่วนให้กระบวนการได้ แพทยสภาจึงควรเตรียมตั้งรับอย่างรอบด้าน
เมื่อถาม AI ว่า “คิดอย่างไรที่นักการเมืองเปรียบประชาชนว่ากินหญ้าหวาน” คำตอบที่ได้คือผมคิดว่า…การที่นักการเมืองเปรียบประชาชนว่า “กินหญ้าหวาน” ไม่ใช่แค่หยาบคาย แต่สะท้อนอคติทางชนชั้นที่ฝังลึกเพราะคำนี้ไม่ใช่คำกลาง ๆ — มันมี น้ำเสียงเย้ยหยัน ว่า “โง่, หลง, หวานลิ้น, ถูกหลอกง่าย” และถ้าคำพูดนี้ออกจากคนที่มีอำนาจหรือได้รับเลือกตั้งจากประชาชนมันไม่ต่างจากการ ดูถูกมือที่ให้ปากท้องตัวเอง ⸻ ถ้าตอบในเชิงการเมือง:• เป็นคำพูดที่ ไม่ควรปรากฏในปากนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย• เพราะประชาชนไม่ใช่ฝูงสัตว์ ไม่ใช่เป้าหมายให้ยั่วเย้ย• และไม่มีใครมีสิทธิตั้งตัวเหนือกว่าความรู้สึก–การตัดสินใจของผู้คน ⸻ ถ้าตอบในเชิงสื่อ: นี่คือวัตถุดิบที่สื่อควรตั้งคำถามสวนทันทีว่า “ใครกันแน่ที่หว่านหญ้าหวาน แล้วใครกันแน่ที่เสพติดอำนาจ?” มันเปิดช่องให้ตีความย้อนกลับว่า• ถ้านโยบายประชานิยมคือหญ้าหวาน• แล้วใครคือคนแจก? ใครคือคนเอาประชาชนเป็นเครื่องมือ? ขนาด AI ยังไม่ทน แล้วชาวธัญบุรีจะทนเพื่ออะไร?
แม้ G-Token จะถูกวางตำแหน่งว่าเป็น “นวัตกรรมระดมทุนของรัฐ” ที่คล่องตัว ทันสมัย และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ชูจุดขายว่าเป็นเครื่องมือระดมทุนแบบดิจิทัลครั้งแรกของโลก แต่ถามว่าเราต้องการเป็นคนแรกของโลกในเรื่องนี้จริง ๆ หรือ? เพราะมีประเด็นที่ต้องตั้งคำถามและจับตาอย่างใกล้ชิด ยิ่งเครื่องมือทางการเงินใหม่นี้…อยู่ในมือรัฐที่ไร้วินัยการคลัง ยิ่งต้องระวัง ⸻ ไม่ใช่เงิน แต่คล้ายเงิน: เสี่ยงรัฐใช้ “หลบ” ระบบการเงินปกติ แม้รัฐจะยืนยันว่า G-Token ไม่ใช่เงินตราและไม่ใช่คริปโตเคอร์เรนซี แต่ความจริงคือมันมีลักษณะ “กึ่งเงิน” เพราะมีผลตอบแทนไม่ต่างจากพันธบัตรรัฐบาล นี่คือเครื่องมือการเงินที่เปิดให้รัฐเข้าถึงเงินประชาชนโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านธนาคารกลาง จึงต้องตั้งคำถามว่านี่คือระบบ ไม่ต้องถูกตรวจสอบในระดับเดียวกับการกู้เงินแบบเดิมใช่หรือไม่? ⸻ ไม่ใช่เงิน แต่คือ “การปั๊มมูลค่าดิจิทัลบนเครดิตรัฐ” แม้รัฐบาลจะอ้างว่า G-Token ไม่ใช่คริปโตและไม่ใช่เงินตรา แต่ความจริงคือ: นี่คือการออกตราสารดิจิทัลโดยไม่มีสินทรัพย์รองรับ ใช้เพียง “เครดิตของรัฐ” เป็นหลักประกันว่าจะจ่ายคืน ประชาชนจ่ายเงินจริงเพื่อซื้อโทเคน มันคือการสร้างมูลค่าขึ้นมาในโลกดิจิทัล โดยอาศัยความเชื่อว่า “รัฐไทยยังไม่ล้มละลาย” การนำเงินประชาชนมาใช้…ก่อนชำระหนี้ในอนาคต ก็ไม่ต่างจากการ “รูดบัตรเครดิต กดเงินสดประเทศ“ เพื่อมาปิดหีบงบประมาณ ⸻ เรียกว่า ”ออม“ แต่โครงสร้างเอื้อ ”ซื้อ-ขาย“ รัฐบาลระบุว่า G-Token คือพันธบัตรเพื่อการออม แต่พิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและรมว.คลัง ระบุในการแถลงเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 68 เปิดทางไว้แล้วว่า ในอนาคตหากมีเครื่องมือระดมทุนจะสามารถเข้าไปเทรดใน ”ดิจิทัล เอ็กซ์เชนจ์ได้“ อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงและสม่ำเสมอ แม้รัฐยังไม่ยืนยันว่าการซื้อ-ขายจะเปิดเต็มรูปแบบ แต่สัญญาณจาก รมว.คลัง ถือเป็นการปูทางไปสู่การเทรดใน Exchange อย่างชัดเจน G-Token มาพร้อม ”รอยร้าวความเชื่อมั่น“ จาก Moody’s การออก G-Token ถูกวางให้อยู่ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2568 แปลว่า รัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ ในขณะที่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา Moody’s Investors Service เพิ่งปรับแนวโน้มเครดิตประเทศไทยลงจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” (Negative Outlook) โดยชี้ชัดว่า: •…
โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ การอนุมัติวิธีการกู้เงินโดยการออกโทเคนดิจิทัลของรัฐบาล หรือ Government Token : G-Token ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่งแห่ง พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ทั้งนี้รัฐบาลมีเป้าหมายสร้างโอกาสและส่งเสริมการเข้าถึงการลงทุนที่มีคุณภาพให้กับประชาชน โดยผลักดันโทเคนดิจิทัลของรัฐบาลให้เป็นเครื่องมือการระดมทุนรูปแบบใหม่ของกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นการนำเทคโนโลยีการเงินมาประยุกต์ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกในการลงทุน ให้กับประชาชนมากขึ้น นอกจากนี้การออก G-ToKen ยังช่วยเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลในอนาคต โดยรัฐบาลเน้นย้ำในเรื่องของระบบและกระบวนการที่มีความปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดของประชาชน
13 พฤษภาคม 2568 – กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เตรียมเปิดตัว “G-Token” หรือ โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนจากรัฐบาล วงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ภายในกรอบการกู้เงินชดเชยขาดดุลงบประมาณประจำปี 2568 โดยระบุว่า ไม่ใช่การกู้เงินสำหรับโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต และ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินตราหรือคริปโตเคอร์เรนซี แต่อย่างใด นายพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการ สบน. กล่าวว่า การออก G-Token ครั้งนี้อยู่ภายใต้ พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 และเป็นส่วนหนึ่งของแผนระดมทุนที่สอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงินทั่วโลก โดยรัฐจะเสนอขายโทเคนแก่ประชาชนผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) และบริษัทหลักทรัพย์ โดยไม่จำเป็นต้องถือครองขั้นต่ำ 6 เดือนเหมือนพันธบัตรออมทรัพย์ทั่วไป “G-Token ไม่ใช่คริปโต ไม่ใช่เงินตรา และไม่เกี่ยวกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เป็นเพียงเครื่องมือใหม่ในการกู้เงินตามกฎหมายหนี้สาธารณะ” นายพชรกล่าว พร้อมย้ำว่า โครงการนี้จะอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงาน ก.ล.ต. และ ธนาคารแห่งประเทศไทยรับทราบแล้ว ทั้งนี้ กำหนดเบื้องต้นของ G-Token คือจะมีอายุไม่เกิน 1 ปี เพื่อความคล่องตัวในการบริหารหนี้ และไม่ให้กระทบกับเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. เพื่อกำหนดรายละเอียดภายใน 45 วัน และคาดว่าจะเปิดขายได้ภายในกรกฎาคม 2568 สำหรับผลตอบแทนของ G-Token จะมีความน่าสนใจมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไป และมีแนวโน้มว่าจะสูงกว่าพันธบัตรออมทรัพย์บางรุ่น เพื่อจูงใจนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับสินทรัพย์ดิจิทัล
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับทางสหรัฐอเมริกา ที่ดูเหมือนว่าหลายชาติ เช่นจีนแซงหน้าไปแล้ว โดยบอกว่าใช้คำว่าจีนแซงหน้าไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นการคลี่คลายมากกว่า นอกจากนี้รัฐบาลยังรอเวลาที่เหมาะสม และสัปดาห์ที่แล้วได้ส่งข้อเสนอโดยตรงให้กับสหรัฐฯ ไปเรียบร้อย นอกจากนี้มีตัวแทนจากหลายภาคส่วนได้พูดคุยในหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR หรือระดับของรัฐมนตรี ส่วนที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลอาญาเดินทางไปพบกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ประเทศกาตาร์ ถือว่าเสียโอกาสสำหรับประเทศไทยหรือไม่ นายกฯ บอกว่า ก็น่าเสียดายโอกาสที่ว่าจะสามารถใช้คอนเนกชันได้ใกล้และตรงกับประธานาธิบดี “มันก็เสียโอกาสอยู่แล้ว ถ้ามีโอกาสคุยกันเลย ก็น่าจะง่ายกว่า เหมือนทุกวงการถ้าเรามีโอกาสคุยกับตัวจริงเลยดีกว่าอยู่แล้ว และทั้งคู่เคยรู้จักกันมา ตั้งแต่ตอนที่ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก เคยพบเจอพูดคุยกัน ถ้าได้ไปพบเจอหรือถามแนวความคิดต้องได้ประโยชน์อยู่แล้วกับประเทศ ก็เสียดาย” นางสาวแพทองธารกล่าว
เรียกว่าถึงขั้นหัวเราะลั่นเมื่อสื่อมวลชนถาม นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถึงข่าวยุบสภา โดยบอกว่าเรื่องนี้ถามคนในพรรคต่างงงว่าทำไมถึงจะยุบสภา ส่วนที่ถามว่าสาเหตุจะยุบสภาเพราะมีข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยจะคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 และไม่พอใจจากคดีฮั้วเลือก สว.นั้นนายกฯ ก็ยืนยันไม่มี เพราะเรื่องร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาล ไม่มีเรื่องที่จะยุบสภา เมื่อถามว่า 2 ผู้นำจิตวิญญาณคือนายทักษิณ ชินวัตร และนายเนวิน ชิดชอบ กำลังสู้รบผ่านนิติสงคราม เรื่องนี้เกินมือนายกฯ หรือไม่ เรื่องนี้ทำให้นางสาวแพทองธารหัวเราะและว่าสื่อชอบโยงโน่นโยงนี่โยงนั่น โยงจนบางทีงงว่าเกี่ยวข้องกันจริงหรือไม่ “แต่ก็ไม่มีอะไร สำหรับทั้ง 2 คน นอกรอบก็คุยกันได้อยู่แล้ว แต่ปัญหาของรัฐบาล มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพให้ยังอยู่ หากถามว่าเกินมือไหมที่ตัวดิฉันเข้าไปเกี่ยวข้อง จะเกินมือได้อย่างไร ในเมื่อดิฉันเป็นนายกฯ อยู่ จะเกินมือได้อย่างไร“ นายกฯ ยังย้ำว่าเสถียรภาพของรัฐบาลต้องมั่นใจอยู่แล้ว ต้องคุมให้ได้ และถ้าหากจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้นำจิตวิญญาณ ก็ต้องเกิดขึ้นนอกรอบ นอกระบบ ไม่เกี่ยวกัน เพราะทั้ง 2 คนไม่มีตำแหน่งในรัฐบาล ดูเหมือนว่าวันนี้การตอบคำถามของนายกรัฐมนตรีจะอารมณ์ดี รวมถึงเมื่อถามว่าทุกครั้งที่มีประเด็น หรือมีการพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญ เช่นร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หรือ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 2 พรรคจะมีประเด็นกันตลอด โดยนางสาวแพทองธารกล่าวว่า สื่อมวลชนช่วยตอบให้หน่อย ทำไมเป็นข่าวทุกที เป็นเพราะสื่อหรือเปล่า ก่อนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
เป็นการขยับเกมโต้ของพรรคประชาชน หลังนางสาวกฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี ประกาศขอย้ายไปร่วมงานในสังกัดพรรคกล้าธรรม โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ประธานวิป สส. และนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี เขต 7 พรรคประชาชน ร่วมแถลงยืนยันพรรคสนับสนุนงบประมาณ การทำงานพัฒนา และการทำกิจกรรมสิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่ รวมถึงการทำงานในคณะกรรมาธิการคมนาคมตามที่ สส.กฤษฏิ์ต้องการมาตลอด ไม่ใช่ละเลยหรือกีดกันเรื่องเพศสภาพตามที่อ้างแต่อย่างใด รวมถึงข้ออ้างที่ว่าพรรคประชาชนเตรียมส่งคนลงสมัคร สส. แทนนั้นก็ไม่เป็นความจริง ยืนยันว่าพรรคไม่มีนโยบายหาคนลงสมัครแทน เพราะมีกระบวนการและกรอบเวลาที่ชัดเจนและสื่อสารกับ สส. ทุกคน ยังไม่มีกระบวนการคัดสรรผู้สมัครมาแทน สส. เกิดขึ้นแต่อย่างไร ทั้งนี้นายณัฐพงษ์ ระบุพรรคมีมาตรการต่อคนที่ทรยศเสียงของประชาชนอย่างเด็ดขาด โดยเริ่มจากที่ สส.กฤษฏิ์ขอยุติบทบาท และขอให้พรรคขับออกจากการเป็นสมาชิก พรรคจะขอยื่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวินิจฉัยว่าที่ สส.กฤษฏิ์ยื่นหนังสือกับกรรมการบริหารพรรคถือเป็นการลาออกจากสมาชิกพรรคหรือไม่ หากตีความว่าไม่ใช่หนังสือลาออก พรรคจะไม่ทำการขับออกจากพรรค แต่จะใช้มาตรการ “ดองงูเห่า” รวมถึงการนำเรื่องเข้ากรรมการวินัยของพรรค เพื่อตัดสิทธิพึงมีทุกอย่างในสถานะสมาชิกพรรค นอกจากนี้ ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ นายณัฐพงษ์จะลงพื้นที่พร้อม สส. ชลบุรีทุกเขตเพื่อยืนยันกับประชาชนว่า ยังพร้อมเดินหน้ารับใช้ประชาชนในทุกเขต รวมถึงเขต 6 ที่เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น และได้มอบหมายให้นายสหัสวัตเป็นผู้ดูแลพื้นที่เขต 6 แทน สส.กฤษฎิ์ต่อไป
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻ “คุณถูกเลือกมาในนามของอุดมการณ์พรรค แต่พอได้อำนาจกลับย้ายพรรคไปหาผลประโยชน์ มันคือการไม่เคารพเสียงของประชาชน”คือคำกล่าวของ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย ในรายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง เมื่อถูกถามถึงกรณี น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาชน แถลงยุติบทบาทเพื่อเตรียมย้ายไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม เขาไม่เพียงสะท้อนมุมมองเชิงกฎหมาย แต่ยังวิจารณ์ปรากฏการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “ไร้จิตสำนึก” ทั้งในระดับตัวบุคคลและพรรคการเมือง โดยเฉพาะเมื่อการย้ายพรรคเป็นเพียงการ “เติมคะแนนเสียงให้พรรคอื่นเพื่อแลกอำนาจต่อรองทางการเมือง” ไม่ว่าจะเพื่อเก้าอี้รัฐมนตรี หรือผลประโยชน์ใด ๆ ก็ตาม “ประชาชนเลือกคุณเพราะชื่อพรรค แต่คุณกลับย้ายพรรคกลางทาง แล้วแบบนี้เสียงของประชาชนอยู่ตรงไหน?” ⸻ กฎหมายเปิดช่อง – คนไร้สำนึก อาจารย์เจษฎ์ อธิบายว่า ปรากฏการณ์ย้ายพรรคไม่ใช่เรื่องใหม่ และกฎหมายไทยก็เปิดช่องทางไว้ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการ “ให้พรรคขับออก” ด้วยเสียงสามในสี่ เพื่อเปิดทางให้ย้ายพรรคใหม่แบบไม่เสียสถานะ ส.ส.เหมือนที่กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส เคยทำไว้ถึงสองครั้งหรือจะตีรวนในพรรค – โหวตสวน จนอยู่ร่วมกันไม่ได้และอีกทางที่ง่ายที่สุดคือ “ยุบพรรค” เหมือนที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน เคยยุบพรรคตัวเองไปรวมกับพลังประชารัฐ เขาชวนคิดต่อว่า ระบบที่บังคับให้สส.ต้องสังกัดพรรคใช่คำตอบที่ถูกต้องจริงหรือไม่ เพราะอ้างว่าเป็นการสกัดสส.ขายตัว ไร้อุดมการณ์ แต่สิ่งที่เราเห็นจากการบังคับสังกัดพรรคการเมืองปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้ลดลง หากฐานคิดอยู่ที่ต้องการให้สส.มีอิสระ ทำไมไม่ให้กำหนดว่า สส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพราะสุดท้ายผู้กำหนดทิศทางคือประชาชน แต่ก็มีปัญหาอีกว่าประชาชนของเราเข้มแข็งแค่ไหน? ⸻ ประชาชนต้องสำนึกด้วย “เราว่าระบบต้องดีหรือคนต้องดี? สุดท้าย ‘คน’ สำคัญที่สุด เพราะคือผู้ขับเคลื่อนทุกอย่าง”เจษฎ์เล่าว่า มีนักธุรกิจที่ทำทัวร์ต่างประเทศ มาบ่นกับเขาว่า ทำไมเลือกตั้งท้องถิ่นยังได้แต่คนมีคดี คนเคยทำร้ายคนอื่น เคยโกง ยังได้กลับมาอีก “เราอย่าไปโทษนักการเมืองอย่างเดียว ประชาชนต้องสำนึกด้วยว่าเลือกใครเข้าไป คนไม่ดีอย่าไปสวัสดี อย่าไปทักทาย ต้องประณาม อย่าให้มีที่ยืนในสังคม ถ้าเป็นญี่ปุ่น นักการเมืองเลวเดินบนถนนไม่ได้” เขาถึงขั้นเปรียบว่า ถ้าสังคมยังยอมรับคนเลวโดยไม่ต่อต้าน“อย่าโทษสภาเลย สังคมนี่แหละที่ยอมให้พวกนั้นมีที่ยืน”อาจารย์เจษฎ์ ยังสวนนายกเบี้ยว “กฤษฎา หลีนวรัตน์” ที่ระบุว่าทีมของเขาชนะเลือกตั้งทั้งนายกฯและสมาชิกสภาเทศบาล ธัญบุรี เพราะชาวธัญบุรีกินหญ้าหวานว่า ไม่เพียงเป็นการดูถูกประชาชน แต่เป็นการเหยียดหยามประชาชนด้วย ถ้าคนถูกเหยียดหยามยังเฉยหรือเลือกคนพวกนี้กลับเข้ามาอีก ก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงแล้ว⸻ ประชาธิปไตยไทย: คำตอบที่หาไม่เจอ…
สุดสลด ! เจ้าหน้าที่ สภ.แม่ฟ้าหลวง เข้าจับกุมตัวนาย ชำนาญ อายุ 35 ปี ในคดี “ฆ่าผู้อื่น และปิดบังการตาย โดยการ ซ่อนเร้น ย้าย ทำลาย เพื่อปิดบัง การตาย เหตุที่ทำให้ตาย” หลังก่อเหตุฆาตกรรมลูกเลี้ยงวัย 2 ขวบก่อนนำร่างใส่กระสอบแล้วนำไปโยนทิ้งลงแม่น้ำบริเวณหมู่บ้าน พื้นที่หมู่ 11 ต.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่ฟ้าหลวง โดยเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจาก นางนามู มารดาของ ด.ญ. เอ (นามสมมติ) วัย 2 ขวบ ซึ่งพิการปากแหว่งเพดานโหว่ หลังหายออกจากบ้านไปตั้งแต่กลางดึกเมื่อวันที่ 8 พ.ค. จากการสอบถามผู้เป็นแม่เบื้องต้น ทราบว่า นายชำนาญผู้เป็นพ่อเลี้ยงได้เป็นคนอุ้มเด็กออกไป จากนั้นก็หายตัวไปอย่างน่าสงสัย เจ้าหน้าที่จึงออกตามหาตัวนายชำนาญ เมื่อเจอตัวก็พบพิรุธหลายร่างจึงขอตรวจสารเสพติดในร่างกาย ปรากฏว่าพบเมทแอมเฟตามีนและมอร์ฟีน จึงดำเนินคดีเบื้องต้นในข้อหา เสพยาเสพติดประเภท 1 จากนั้น นายชำนาญก็ให้คำรับสารภาพแต่โดยดีว่าตนเป็นคนลงมือทำร้ายร่างกายลูกเลี้ยง จนแน่นิ่งเสียชีวิตด้วยการจับทุ่มลงพื้น โดยที่แม่เด็กไม่เห็น จากนั้นจึงนำร่างหนูน้อยใส่กระสอบแล้วขับไปโยนทิ้งแม่น้ำคำ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 5 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่จึงให้นายชำนาญพาไปดูจุดทิ้งร่าง โดยมีญาติ ๆ และชาวบ้านช่วยกันค้นหาร่างของหนูน้อยจนเจอ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงประสานแพทย์โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์นำร่างไปทำการชินสูตรพลิกศพ และได้จับกุมตัวนายชำนาญเอาไว้ ก่อนที่จะนำตัวนายชำนาญไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ในวันนี้ (13 พ.ค.) เมื่อช่วง 10.00 น.ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงกร่นด่าของชาวบ้านและญาติ ๆ
