- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
วันนี้ 1 พฤษภาคมเป็นวันแรงงาน ที่ทุกปีรัฐบาลจะประกาศให้ของขวัญผู้ใช้แรงงานไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเติมสวัสดิการ หรือการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งรัฐบาลนี้หมายมั่นปั้นมือว่าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ ย้ำว่าทั่วประเทศ 400 บาทต่อวัน แต่ปรากฎว่าในการประชุมคณะกรรมการไตรภาคีครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้ ด้วยข้ออ้างสภาวะทางเศรษฐกิจ และกรณีสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีสินค้าไทย เมื่อไม่มีของขวัญที่เคยประกาศไว้เป็นนโยบาย ทำเอาวันนี้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีถึงกับหูทวนลม ไม่ตอบสื่อฯ เมื่อถามถึงเรื่องนี้ ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก็ออกตัวไม่อยากตอบเรื่องนี้ เพราะมีโรคเลื่อนมาตลอดเวลา เมื่อมีความเห็นไม่ตรงกันของคณะกรรมการไตรภาคี ทั้งที่การประชุมวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา คิดว่าควรจะจบได้เพราะอยากเอามาประกาศเพื่อเป็นของขวัญวันแรงงาน แต่สุดท้ายก็ไม่จบ นายพิพัฒน์บอกจนวันนี้ไม่กล้าประกาศว่าเป็นวันไหน เวลาใด รู้สึกว่าหน้าตายับเยินหมดแล้ว เพราะรับปากแล้วทำไม่ได้ ก็จะพยายามต่อไปและทำให้ได้เร็วที่สุด แต่ยิ่งองค์ประกอบของปัจจุบันนี้ก็ยิ่งหนักใจ นี่เป็นสิ่งที่ต้องบอกว่าหนักใจมากๆ แต่ก็ยังไม่ละความพยายามที่จะทำให้สำเร็จ ตามที่รับปากนายกรัฐมนตรี โดยคาดว่าเดือนพฤษภาคมนี้ ที่เป็นเดือนวันแรงงานน่าจะมีคำตอบ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#วันแรงงาน#ค่าแรง400บาท#รัฐบาลแพทองธาร
สำนักงานอัยการสูงสุด หรือ อสส.เผยแพร่เอกสารข่าว เนื้อหาระบุนายศักดิ์เกษม นิไทรโยค ผู้ตรวจการอัยการ ในฐานะโฆษกสํานักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ตามที่สํานักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก สํานักงานอัยการสูงสุด ได้รับสํานวนจากพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรเมืองพิษณุโลกคดีระหว่าง พ.อ.มงคล วีระศิริ ผู้กล่าวหา ดร.พอล แชมเบอร์ส (Dr.Paul Chambers) ผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาตามข้อกล่าวหา โดยครบกําหนดฝากขัง ครั้งที่ 2 ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสําคัญตามระเบียบสํานักงานอัยการสูงสุด อธิบดีอัยการภาค 6 มีคําสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ทั้งสองฐานความผิด และพนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก จะได้ดําเนินการยื่นคําร้องขอปล่อยตัวผู้ต้องหาต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก พร้อมทั้งดําเนินการส่งสํานวนพร้อมความเห็นและคําสั่งไม่ฟ้องไปยังผู้บัญชาการตํารวจภูธร ภาค 6 เพื่อพิจารณาว่าจะมีความเห็นแย้งในคําสั่งไม่ฟ้องหรือไม่ โดยในใบแถลงดังกล่าวไม่มีการระบุถึงเหตุผลของการสั่งไม่ฟ้อง ดร.พอล ทั้งสองข้อหาแต่อย่างใด ทั้งนี้นายพอล แชมเบอร์ส์ นักวิชาการสัญชาติอเมริกัน นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ถูกกองทัพภาคที่ 3 กล่าวโทษร้องทุกข์ดำเนินคดีตามความผิดทั้งสองข้อหา ก่อนที่ศาลจังหวัดพิษณุโลกออกหมายจับ ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน และเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานายทักษิณ ชินวัตร บิดานางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยว่ากรณีนี้เป็นหนึ่งในประเด็นที่ทำให้สหรัฐฯ ยังไม่รับนัดเจรจาผ่อนปรนกำแพงภาษีกับประเทศไทย #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รัฐบาลแพทองธาร#ม112#อัยการสูงสุด#นักวิชาการสหรัฐ#กำแพงภาษี
ลดค่าไฟ 3.98 บาท…เพราะรีดคืนเงินลงทุนเกินจริง!สภาผู้บริโภคชี้ค่าไฟลดลงได้อีกถ้ารัฐบาลเอาจริงกับต้นทุนค่าไฟฟ้าทั้งระบบ กกพ.ประกาศลดค่าไฟรอบใหม่ (พ.ค.–ส.ค. 68) เหลือหน่วยละ 3.98 บาทสิ่งที่ควรจับตาไม่ใช่ตัวเลขนี้…แต่คือ “ที่มา” ของเงินที่ช่วยให้ลดได้ต่างหาก เงิน 12,200 ล้านบาทที่นำมาลดค่าไฟคือ “การเรียกคืน” ผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดจากการที่ 3 การไฟฟ้าคำนวณค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าปริมาณใช้ไฟที่เกิดขึ้นจริง จึงเป็นเงินต้นทุนค่าไฟที่ต้องคืนให้กับประชาชน แต่รัฐบาลยังไม่มีการแตะต้นทุนค่าไฟฟ้าจากการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนต่างๆที่ทำให้ค่าไฟฟ้ายังสูงอยู่ นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาฯ สภาองค์กรของผู้บริโภค จึงตั้งคำถามสำคัญว่า ถ้ารัฐบาลยังไม่ลงมือจัดการโครงสร้างต้นทุนไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรมกับโรงไฟฟ้าเอกชนค่าไฟก็อาจจะกลับมาแพงอีกในรอบถัดไป การลดครั้งนี้ยังไม่ใช่ความยั่งยืนในการแก้ปัญหา แต่เป็นการแก้ไขปัญหาเพียงเปลือกนอกเท่านั้น แล้วจะทำอย่างไรให้ค่าไฟต่ำกว่า 3.70 บาทตามที่ทักษิณเคยพูดไว้? • สิ่งที่ควรทำได้เลยคือยกเลิกการต่อสัญญาแอดเดอร์แบบอัตโนมัติให้กลุ่มทุนพลังงานหมุนเวียน• เปิด Net Metering ให้ประชาชนติดโซลาร์รูฟได้เสรี ไม่จำกัดโควตา• ปรับโครงสร้างต้นทุนค่าซื้อไฟฟ้ากับโรงไฟฟ้าเอกชนที่ทำให้รัฐ–ประชาชนต้องจ่ายแพงกว่าไฟที่ผลิตได้จริง “เพราะ “ไฟฟ้า” เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยเราจึงควร จ่ายในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง ไม่ใช่แบกรับค่าใช้จ่ายที่เกินควรจากนโยบายที่ไม่เป็นธรรม” อิฐบูรณ์ กล่าวทิ้งท้าย #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #สภาองค์กรผู้บริโภค #ค่าไฟ #ค่าไฟแพง #รัฐบาลไทย #รัฐบาลแพทองธาร #แพทองธารชินวัตร
วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ กสทช. เมื่อคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายจะพิจารณาวาระสำคัญว่า ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ จะยังมีสิทธิร่วมประชุมในวาระที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือทรู คอร์ปอเรชั่น ได้หรือไม่ ปมปัญหานี้สะท้อนคำถามใหญ่ 2 ข้อในเวลาเดียวกัน• กติกาที่ออกแบบมาเพื่อความเป็นธรรมอาจกลายเป็นเครื่องมือ “บล็อก” ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่?• และการฟ้องร้องจาก นิติบุคคลหนึ่ง ในเครือจะเป็นเหตุให้ต้องถอนตัวจาก ทุกวาระ ที่เกี่ยวข้องกับเครือบริษัทเดียวกันได้จริงหรือ? เป็นธรรมหรือเปล่า? จาก “ทรูไอดี” ฟ้องพิรงรอง สู่ความพยายามบล็อกจากทุกวาระทรู เรื่องเริ่มต้นจาก บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด ซึ่งให้บริการแอปทรูไอดี ได้ยื่นฟ้อง พิรงรอง ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ปี 2566 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกล่าวหาว่า หนังสือที่สำนักงาน กสทช. ออกไปถึงผู้ประกอบการกว่า 127 ราย อาจทำให้ทรูไอดีเสียหายทางชื่อเสียงและธุรกิจ ต่อมา ศาลมีคำสั่งรับฟ้อง และพิพากษาจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา (6 ก.พ. 2568)แต่พิรงรองได้รับการประกันตัว และอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ บริษัททรูฯ อีกหลายแห่ง — รวมถึง ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)จึงได้ยื่นหนังสือคัดค้านไม่ให้พิรงรองพิจารณา “ทุกวาระ” ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทรู แต่… นิติบุคคลไม่ใช่กลุ่มเครือ นักกฎหมายหลายท่านชี้ว่า การฟ้องร้องของทรู ดิจิทัล ไม่สามารถขยายความไปถึงบริษัทอื่นในเครือเดียวกันได้ เนื่องจากแต่ละบริษัทในกลุ่มทรูเป็น “นิติบุคคลที่แยกจากกัน” ตามกฎหมายบริษัทที่ฟ้องคือ ทรู ดิจิทัล แต่บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. และเข้ารับการพิจารณาในวาระต่าง ๆ คือ ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือบริษัทอื่นในกลุ่ม ซึ่งเป็นคนละนิติบุคคลกัน ดังนั้น แม้จะอยู่ในเครือเดียวกัน แต่ก็ไม่ใช่ “คู่กรณี” ตามความหมายของ มาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ และการคัดค้านกรรมการ…
จากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” โดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร พิชิต เล่าถึงยื่นหนังสือทวงถามจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับ “กาสิNO” ว่า ต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์ ต้องแสดงออกให้ประชาชนเห็นว่าจะเลือกทางไหน เพราะครั้งหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยเข้าร่วมกับประชาชนชูธงปฏิรูปการเมืองไทย “กาสิNO ไม่ใช่แนวทางปฏิรูปแน่ แต่จะยิ่งทำให้การเมืองไทยดิ่งเหวเพราะเป็นบ่อเกิดการคอร์รัปชัน ถ้าประชาธิปัตย์ยังคงอุดมการณ์ที่เคยมี ก็จะมีโอกาสฟื้นฟูพรรคได้” พิชิต ขยายให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวต่อจากนี้ว่าจะไปพรรคภูมิใจไทยในวันพุธหน้า (7เม.ย.68) แม้จะไม่มีความคาดหวังมากนักจากพรรคการเมืองก็ตาม แต่จะเป็นจุดมัดทางประวัติศาสตร์ในอนาคตว่าประชาชนได้เรียกร้องผ่านพรรคการเมืองเหล่านี้แล้ว เป็นการใช้มาตรการทางสังคม ทักษิณ ไม่ฟังเสียงประชาชน พิชิตยังวิเคราะห์ท่าทีของทักษิณ ชินวัตร และนายกฯ ที่แสดงอาการผลักดันกาสิNO เต็มที่ว่า เป็นการส่งสัญญาณจากทักษิณว่าต้องเดินหน้าก่อนรัฐบาลจะเดินตาม แสดงว่าทักษิณไม่ได้คำนึงถึงเสียงคัดค้านของประชาชนเลยไม่เข้าใจสิ่งที่ประชาชน ผู้นำศาสนา ราชบัณฑิต ภาคประชาสังคมจำนวนมากสื่อสาร “มีการอ้างประเทศญี่ปุ่นทั้งที่มีความแตกต่างอย่างมาก กว่าญี่ปุ่นจะออกกฎหมายใช้เวลาศึกษาผลกระทบ ทำความเข้าใจกับสังคมเกือบสิบปี แต่ไทยใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีจากการแสดงวิสัยทัศน์ทักษิณ รัฐบาลก็มาเดินหน้า ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการหาเสียงไว้ จะเปรียบเฉพาะว่าประเทศนั้นก็ทำ ประเทศนี้ก็ทำไม่ได้ เพราะบริบทต่างกัน ญี่ปุ่นใช้เวลาเกือบสิบปีออกกฎหมายสองฉบับ มีกาสิNO แค่ 3% และให้น้ำหนักกับอย่างอื่นมากกว่า ทักษิณต้องเข้าใจบริบทสังคมไทยและประชาชนให้มากกว่านี้ อย่าดื้อดึงเดินหน้าโดยไม่ฟังเสียงประชาชน” ทักษิณอาจ “กลับเข้าคุก”…ก่อนคนคัดค้าน “ติดเตียง” เขาสวนกลับคำพูดทักษิณที่บอกว่า “คนคัดค้านระวังเครียดจนป่วยติดเตียง” ว่า “ทักษิณเองตอนนี้สีหน้าท่าทางหมองมาก ไม่รู้ว่าระหว่างพี่น้องประชาชนที่คัดค้านจะติดเตียงกับทักษิณกลับไปติดคุก ไม่แน่ใจอันไหนจะเกิดก่อนกัน ทักษิณอย่าเบี่ยงประเด็นว่าคนคัดค้านเป็นคนหน้าเดิม แก่ ระวังป่วยติดเตียง เพราะคนคัดค้านมีประชาชนที่ไม่เกี่ยวกับการชุมนุมและการเมืองเลยจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วย อย่าเอาแต่บอกให้ประชาชนเข้าใจรัฐบาล รัฐบาลต้องเข้าใจประชาชนด้วย” ผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ หรือหายนะระดับประเทศ? ส่วนที่นายกฯ บอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์คือประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศนั้น พิชิต ถึงกับหัวเราะพร้อมถามกลับว่า “เป็นประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ หรือจะเป็นหายนะของประเทศ ไม่เข้าใจว่านายกฯ ไปเอาความคิดนี้มาจากไหน จะเอาเรื่องนี้มากระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้ได้อย่างไร เพราะแม้จะผ่านสภาฯ เดินหน้าได้ก็ต้องใช้เวลา ขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจเกิดแล้ว นายกฯ คิดอะไรอยู่ และเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะประสบความสำเร็จ การสร้างคอนเสิร์ตฮอลล์ ก็ไม่ได้หมายความว่าศิลปินระดับโลกจะเดินทางมา ในทางตรงกันข้ามถ้ามีกาสิNO มีธุรกิจสีเทามากไทยบังคับใช้กฎหมายไม่ได้จริง แถมเป็นพื้นที่ที่จีนมองเป็นทางผ่านกระบวนการค้ามนุษย์ ศิลปินระดับโลกจะกล้ามาหรือไม่” หวังศาลฯ เปลี่ยนผิดให้เป็นถูกพิชิต ยังตั้งความหวังหลังศาลฯ มีมติไต่สวนปมการบังคับโทษทักษิณ อาจไม่เป็นไปตามหมายจำคุก 1 ปี เพราะไปรักษาตัวที่ ชั้น 14…
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” โดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร⸻สัญญาณเตือนจากมูดี้ส์ : เมื่อความน่าเชื่อถือของไทยเริ่มติดลบ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี ที่มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” และนั่นไม่ใช่เรื่องเล็ก ในมุมของ กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เขามองว่านี่คือสัญญาณเตือนภัยของความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ “เราอยู่ในอันดับ Baa1 มาตั้งแต่ปี 2547…การที่แนวโน้มถูกปรับเป็นเชิงลบ หมายความว่าขั้นต่อไปอาจเป็นการลดอันดับเครดิตจริง ๆ ซึ่งจะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนโดยตรง” กรณ์ ชี้ว่าต้นตอของปัญหาคือความเสี่ยงด้านการคลังของรัฐ ทั้งการจัดงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง รายได้พลาดเป้า และเศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาด “รัฐบาลตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 3% แต่ดูจากปัจจัยต่าง ๆ แล้ว อาจโตได้จริงเพียง 1.5% ขณะที่รายได้แผ่นดินพลาดเป้า แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้าใช้จ่ายแบบเดิม ไม่ปรับ ไม่ลด” สิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ “ท่าที” ของรัฐบาล ที่กรณ์มองว่าแสดงออกถึงความไม่มีวินัยทางการคลัง “ถ้าไม่ปรับงบปี 68-69 ไม่ยกเลิกโครงการอย่างดิจิทัลวอลเล็ตที่ใช้งบ 1.5 แสนล้าน แล้วจะกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้าน ทั้งที่ยังไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ถ้าคิดว่ามีปัญหาต้องใช้เงินที่มีในมือให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อน ไม่ใช่คิดสร้างหนี้” เขาย้ำว่าดิจิทัลวอลเล็ต เป็นโครงการที่ไม่ควรทำมาตั้งแต่ต้น ถ้ายังดันทุรังทำต่อ โดยไม่มีการปรับอะไรเลยจะเกิดความเสี่ยงต่อฐานะการคลังของประเทศ⸻ไร้วินัยการคลัง-ขาดทิศทางปฏิรูปความเสี่ยงที่เกินกว่าเรื่อง “เงิน” กรณ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของรัฐบาลต่อการเจรจากับสหรัฐฯ ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจัง อาจมาจากการเมืองและการที่สหรัฐฯ ไม่ได้เห็นความสำคัญของประเทศไทยอีกต่อไป “แม้แต่ทรัมป์ที่อยากโชว์ว่าคุยกับใครบ้าง ยังไม่คุยกับไทย เป็นเพราะเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเราหรือเปล่า และตอนนี้ในสายตามหาอำนาจรวมถึงจีนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับไทย” กรณ์แนะนำว่ารัฐบาลไทยควรทำการบ้านให้ชัดว่า “ดุลการค้าบวกกับสหรัฐฯ” มาจากไหน หากส่วนใหญ่เกิดจากการที่บริษัทสหรัฐฯ มาลงทุนในไทย แล้วส่งสินค้ากลับไป ก็ต้องชี้ให้เห็นว่านี่คือผลประโยชน์ร่วม ไม่ควรใช้เป็นข้ออ้างในการลงโทษไทยทางการค้า เขาย้ำว่า ไทยควรใช้จังหวะวิกฤตนี้ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจังเพื่อปูทางสร้างอนาคตประเทศ ทั้งเรื่องการศึกษา เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน “แต่จนถึงตอนนี้…ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลมีทิศทางเรื่องเหล่านี้เลย”⸻ยิ่งทำ ยิ่งจน—กรณ์เสนอพันธบัตรป่าไม้ ปฏิรูปโครงสร้างการเกษตร หนึ่งในข้อเสนอเชิงโครงสร้างที่กรณ์ให้ความสำคัญคือ การปฏิรูปภาคเกษตร ซึ่งเขามองว่ากำลังติดกับดักความยากจน และนโยบายปกป้องที่ไม่สามารถสร้างทางรอดและรายได้ที่มั่นคงได้จริง “ยิ่งทำ ยิ่งจน ยิ่งทำ ยิ่งมีหนี้…ชาวไร่ข้าวโพดคือคนกลุ่มหนึ่งที่ยากจนที่สุดในประเทศ แต่รัฐยังใช้วิธีปกป้องที่ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเขาเลย” กรณ์เสนอแนวคิด…
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดฟังคำสั่งกรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนฯ และออกหมายจับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มาขังไว้ตามหมายศาลฯ หลังพบนายทักษิณไม่ได้ถูกจำคุกตามคำพิพากษา และถูกส่งตัวไปพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจโดยมิชอบโดยศาลวินิจฉัยว่า นายชาญชัยไม่ใช่คู่ความ อีกทั้งไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อน ไม่มีส่วนได้เสียในคดี จึงไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อศาล แต่ศาลเห็นว่าอาจมีการบังคับคำพิพากษาไม่เป็นไปตามหมายจำคุก จึงยอมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรจึงให้โจทก์คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช และจำเลย นายทักษิณ ชินวัตร แจ้งต่อศาลว่ามีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร กับสำเนาคำร้องให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร อธิบดีกรมราชทัณฑ์และนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาล โดยนัดไต่สวนในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 9.30 น.
เพจ CSI LA โพสต์คลิปและภาพกลุ่มบริษัท Quanhou ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศจีน ขณะจัดงานอีเวนต์ใหญ่เปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อนำภาพไปเผยแพร่ในประเทศจีนว่าบริษัทได้ขยายตัวไปไกลในอาเซียน โดยจัดที่ศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่ มีคนเข้าไปร่วมจำนวนมาก ในคลิปจะเห็นว่าช่วงการเปิดตัวผู้บริหารซึ่งเป็นสาวชาวจีนเดินออกมา จะมีคนแต่งกายคล้ายสารวัตรทหาร หรือ สห.ซึ่งเป็นหน่วยงานของกองทัพบกเดินประกบเสริมบารมี กระทั่งมีคำถามว่าบุคคลในภาพมีสถานะใดในประเทศไทย ถึงมี สห.คุ้มกันเป็นหมู่ เป็นแขกรับเชิญของหน่วยงานรัฐหรือเป็นบุคคลพิเศษอย่างใด ทำไมจึงมีการดูแลราวกับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งรวมถึงคนจีนหลายคนที่มี สห.เดินประกบประดับบารมี ในคลิปยังมีภาพของนายกร ทัพรังสี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งในคลิประบุเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยขึ้นเวที และร่วมนั่งคู่กับสาวชาวจีนคนนี้ด้วย เรื่องนี้ร้อนไปถึงกองทัพบก เมื่อ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก บอกได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้น พร้อมชี้แจงว่าเป็นงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัท Quanhou เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก กองทัพบกได้ประสานกับกองพันทหารสารวัตรที่ 11 (พัน.สห.11) พบว่าไม่มีคำสั่งให้กำลังพลของหน่วยเข้าปฏิบัติภารกิจในงานดังกล่าว และขณะนี้ไม่สามารถยืนยันว่าบุคคลที่แต่งกายในลักษณะคล้ายสารวัตรทหารเป็นกำลังพลของกองทัพบกหรือไม่ หรือสังกัดหน่วยงานใด อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม และหากพบมีความเกี่ยวข้องหรือเป็นกำลังพลของกองทัพบกจริง จะต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนทางวินัยทันที เพราะถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่นอกเหนือคำสั่ง และฝ่าฝืนระเบียบวินัยราชการอย่างชัดเจน ขอบคุณข้อมูล-ภาพ : CSI LA
เป็นภาพสะท้อนจากเพจ FB ของผู้ใช้ชื่อว่า เขียนไว้ให้เธอ ที่เขียนเรื่อง “ส่องโซเชียลจีนว่าทำไมถึงไม่มาไทย” หลังร้านชาบูของตนเองย่านราชประสงค์ ลูกค้าชาวจีนหายไปจนน่าใจหาย สวนทางกับนักท่องเที่ยวจีนไปญี่ปุ่นมากขึ้น จึงขอให้เพื่อนที่ทำธุรกิจในจีนส่องโซเชียลว่าคนจีนพูดถึงการเที่ยวไทยอย่างไร ซึ่งเป็นข้อมูลที่มองเห็นอารมณ์ความรู้สึกของชาวจีนต่อประเทศไทย หลายเรื่องก็เป็นเรื่องจริง หลายเรื่องก็เข้าใจผิด ประเด็นแรกคือความไม่ปลอดภัย มีข่าวลือเรื่องการถูกลักพาตัว ขโมยอวัยวะ และมีข่าวฆาตกรรม มีคนจีนที่ไม่ดี (สีเทา) อยู่จีนไม่ได้ มาตั้งรกรากที่ไทยจำนวนมาก มีปัญหาอะไรตำรวจไทยแทบช่วยไม่ได้ ระบบ city security ล้าหลัง กล้อง CCTV น้อยมาก ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีเรื่องถ้ามาเที่ยวจะ “แพง” โรงแรม-อาหารแพงเท่ากับในญี่ปุ่น แต่ถ้าอยู่ยาวจะ “ถูก” รวมถึงไทยไม่มีอะไรใหม่ ไม่พัฒนามา 10 ปีแล้ว ที่เที่ยวเดิมๆ ไม่ดึงดูด ถ้าอยู่นอกเส้นรถไฟฟ้าเดินทางลำบากมาก และยังมีข่าวร้ายๆ ทำให้มีภาพว่าระบบจัดการไทยไม่ดี ไม่ปลอดภัย โดยยกตัวอย่างที่คนจีนส่งลิงค์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่นรถบรรทุกชนรถ SUV ในเลนส์ฉุกเฉิน เกิดหลุมยุบลึก 3 เมตรกะทันหันจนคู่รักพลัดตก นักท่องเที่ยวจีนถูกต้นไม้ทับ โรงงานสารเคมีระเบิดใกล้กับอาคารผู้โดยสารของสนามบิน เด็กอายุ 14 ยิงกราดที่พารากอน มีคนจีนเสียชีวิต ชาวจีนถูกตำรวจไทยลักพาตัวเรียกค่าไถ่ และตึกถล่มเหตุโครงสร้างไม่เป็นไปตามมาตรฐานเป็นต้น ผู้เขียนยังระบุว่าประเทศไทยจะอยู่รอดต้องมีกลยุทธ์ใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรมแบบเดิม พร้อมยกตัวอย่างประเทศคู่แข่งพัฒนาไปมากทั้ง จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม กัมพูชา ดังนั้นเมืองไทยจะสร้างอะไรใหม่ “เหมือนแม่น้ำที่เปลี่ยนทิศไปแล้ว ไม่ใช่แม่น้ำที่เคยขึ้นและลง ถ้ายืนอยู่กับที่ก็คงไม่มีปลาเหมือนเดิม ถ้าไม่ย้ายตามแม่น้ำใหม่ ก็คงต้องเปลี่ยนวิธีทำมาหากินกันต่อไปนั่นเอง….”
โดย The Publisher | อ้างอิงเอกสารจากเพจ CSILA หลังคำสั่งจังหวัดปราจีนบุรีแต่งตั้ง Mr. Juncheng Zhu เป็น “ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด” กลายเป็นประเด็นร้อนเพียงข้ามคืนผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีได้ออกคำสั่ง “ยกเลิก” การแต่งตั้งดังกล่าวแล้วจบกระแส…แต่ไม่จบคำถาม ⸻ อะไรเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง?• 21 เม.ย. 2568: คำสั่งจังหวัดปราจีนบุรีแต่งตั้ง “Mr. Juncheng Zhu”• 29 เม.ย.2568 เพจ CSILA เปิดข้อมูล• วันที่ 30 เม.ย.: กระแสสังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสม ความโปร่งใส และความมั่นคง• เย็นวันเดียวกัน: มีคำสั่งใหม่ออกมา “ยกเลิกคำสั่งเดิม”ให้เหตุผลว่า “พบว่ามีความไม่เหมาะสม อันอาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการได้” ⸻คำสั่งยกเลิก…รีบตัดตอนก่อนไฟลามถึงตัว? คำถามคือ…ไม่เหมาะสมเพราะอะไร?เสียหายแบบไหน?ใครเป็นคนเสนอชื่อ?ทำไมถึงเซ็นแต่งตั้งในตอนแรก? การยกเลิกคำสั่งไม่ผิดแต่อาจสะท้อนว่า คำสั่งแรกนั้น “ขาดการไตร่ตรองรอบด้าน”หรือเร่งรีบ “ปัดสวะพ้นตัว”ส่วนอีกมุมหนึ่ง…คนที่ได้รับการแต่งตั้งและยกเลิกภายหลังก็ถูกคำสั่งหลังประทับตาไปแล้วว่า “คุณคือปัญหา”ทั้งที่คำตอบของปัญหานี้อาจอยู่ที่ “คนแต่งตั้ง“ ”คนถูกตั้ง“ และ ”ระบบ“ ที่ไม่รัดกุม สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “การยกเลิก”แต่มันคือบทเรียนเรื่องความไวต่อสังคม – ความโปร่งใสของราชการ – และการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ ⸻ เพจ CSILA คือผู้เปิดเอกสาร และสังคมคือผู้ถามต่อ ในยุคที่เอกสารคำสั่งถูกโพสต์ไม่กี่ชั่วโมงก็กลายเป็นกระแส“ความเงียบ” ไม่ใช่เครื่องมือรับมืออีกต่อไป คำถามสำคัญคือ:• ใครเสนอชื่อ Mr. Juncheng Zhu?• มีจังหวัดอื่นเคยดำเนินการลักษณะนี้หรือไม่?• โครงสร้างการแต่งตั้งที่ปรึกษาในระดับจังหวัดเปิดช่องให้เกิดความไม่โปร่งใสได้หรือไม่? ⸻ ยกเลิกคำสั่งคือการ “ดับไฟ” แต่ไม่ควรลืมว่า…ใครเป็นคนจุด การแต่งตั้งชาวต่างชาติให้มีสถานะใกล้ชิดราชการไทย ไม่ใช่เรื่องผิดหากทำอย่างถูกขั้นตอน มีกรอบชัดเจน และมีคำอธิบายต่อประชาชนแต่เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นเงียบ ๆ พอดังแล้วถูกยกเลิกสิ่งที่เสียไป…คือ “ศรัทธา” และ “ความน่าเชื่อถือ”หรือว่ามันไม่มี…มาตั้งแต่ต้น⸻
