- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 ปราจีนบุรี เปิดเผยถึงกรณีคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นบุคคลพกอาวุธมีดเดินเข้าใกล้ช้างป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งจากการตรวจสอบของนายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ทุ่งเขาเขียว ตำบลหินตั้ง อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เจ้าหน้าที่ระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ได้แก่ การนำอาวุธเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ และการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ประกอบกับระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติฯ ว่าด้วยการเข้าเป็นไปในเขตอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2563 ทางอุทยานฯ ได้ทราบตัวผู้กระทำผิดแล้ว และจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและเรียกตัวมาลงโทษปรับตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป ทั้งนี้เตือนนักท่องเที่ยวว่า การเข้าใกล้ช้างป่าในระยะประชิดโดยเฉพาะเมื่อพกพาอาวุธ นอกจากจะผิดกฎหมายแล้วยังเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ทั้งต่อมนุษย์และสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่าที่รู้สึกถูกคุกคามอาจตอบโต้ด้วยการเข้าทำร้ายได้ทันที จึงขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวให้เคารพกฎระเบียบของอุทยานแห่งชาติ และรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากสัตว์ป่าทุกชนิด เพื่อความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย ขอบคุณภาพจาก : ช้างอยู่ไหน
เป็นกรณีร้อนหลังจากเพจ CSI LA โพสต์ภาพคำสั่งของนายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ที่ตั้งแต่ชายชาวจีนชื่อ Mr. Juncheng เป็น “ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด” อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงคำสั่งดังกล่าว ว่าทำไมถึงตั้งคนจีนใกล้กับผู้ว่าฯ ใครเป็นผู้ผลักดันการแต่งตั้ง และตำแหน่งนี้มีอิทธิพลหรืออำนาจหน้าที่ในการขับเคลื่อนงานของจังหวัดอย่างไร มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ รวมถึงนี่เป็นการตอกย้ำอิทธิพลของคนจีนที่เข้าไปอยู่ใจกลางอำนาจปกครองส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกหรือไม่ ล่าสุดสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปราจีนบุรี โพสต์ข้อความและหนังสือคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีฉบับใหม่ เรื่องการยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งชายชาวจีนแล้ว โดยระบุในหนังสือยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งชาวต่างชาติเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว เนื่องจากพบมีความไม่เหมาะสม อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ ลงนามโดยนายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ที่ปรึกษาชาวจีน#จังหวัดปราจีนบุรี#ผู้ว่าราชการจังหวัด#ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี
หลังจากนำความเห็น ทักษิณ ชินวัตร บิดานายกฯ กับ รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้เอไอวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ได้คำตอบมาดังนี้ เทียบเชิงข้อมูลและข้อเท็จจริง• ทักษิณ พูดว่า “กาสิNO มีแค่ 10%” ของสถานบันเทิงครบวงจร เหมือนเป็นเรื่องเล็กเพื่อลดน้ำหนักความสำคัญ แต่ ชิดตะวัน ชี้ว่า 10% คือหัวใจเพราะสร้างรายได้ 65–90% ซึ่งเป็นตัวเลขจากสถิติสากล เช่น กรณี มาเก๊า, ลาสเวกัส หรือ สิงคโปร์ → ข้อเท็จจริงโน้มเอียงเข้าทางชิดตะวัน เพราะในโลกจริง “บ่อน” คือ ตัวทำเงินหลัก ของโมเดลสถานบันเทิงครบวงจร ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องเคียงอย่างที่ทักษิณพยายามทำให้ดูเบา ⸻ เทียบเชิงปฏิบัติการและความเป็นจริง• ทักษิณ บอกว่า “ห้ามนักการเมืองฟอกเงินได้” แต่ไม่ได้อธิบาย “จะห้ามยังไง” ในบริบทกฎหมายไทยที่ระบบตรวจสอบอ่อนแออยู่แล้ว• ชิดตะวัน พูดตรง ๆ ว่า “ร่างกฎหมายไม่ได้ห้าม” และถึงห้ามก็ยังมีปัญหา “บังคับใช้กฎหมายไม่ได้” เพราะโครงสร้างรัฐไทยยังสีเทา → น้ำหนักความจริงใจและเข้าใจโครงสร้างไทย อยู่ที่ชิดตะวัน ชัดเจนว่ามองทะลุและไม่เพ้อฝัน ⸻ เทียบเชิงวิสัยทัศน์เศรษฐกิจ• ทักษิณ เห็นว่าต้องมีกาสิNOเพื่อจูงใจเศรษฐกิจ เช่นลงทุนคอนเสิร์ตฮอลล์• ชิดตะวัน บอกว่าไม่ต้องใช้บ่อนก็สร้างเศรษฐกิจได้ แค่ต้องทำประเทศให้ปลอดภัย น่าเชื่อถือ ปราศจากคอร์รัปชัน → แนวทาง ชิดตะวัน ยั่งยืนกว่า เพราะไม่ขาย “การเปิดทางสีเทา” เพื่อแลกกับเศรษฐกิจระยะสั้น ⸻ สรุปเทียบความน่าเชื่อถือ รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล มีเหตุผลและน่าเชื่อถือมากกว่าทักษิณเพราะ (1) มีข้อมูลรองรับ, (2) เข้าใจข้อจำกัดโครงสร้างกฎหมายไทยจริง ๆ, (3) มีวิสัยทัศน์ระยะยาวโดยไม่แลกศักดิ์ศรีของประเทศกับเศรษฐกิจสีเทา ⸻ เศรษฐกิจที่ยั่งยืน ไม่ได้โตจาก “เส้นทางสีเทา”แต่เติบโตจาก “โครงสร้างที่โปร่งใส” แม้แต่เอไอยังรู้…ว่าเห็นเงินเร็ว ไม่เท่ากับเห็นอนาคตไกล แล้วคนไทย…อยากได้แบบไหน?
วันที่ 29 เมษายน 2568 — มูดี้ส์ (Moody’s Ratings) ประกาศลดแนวโน้มเครดิตประเทศไทยจาก “คงที่” เป็น “เชิงลบ” (Negative Outlook) ข่าวนี้คือ “สัญญาณเตือนใหญ่” ว่าในสายตาของนักลงทุนโลก ประเทศไทยกำลังอยู่บนเส้นทางที่อันตรายกว่าที่รัฐบาลยอมรับ เพราะไม่ใช่แค่มูดี้ส์เท่านั้นที่มองลบ…แต่ทั้งกองทัพสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ก็พร้อมใจกันกดไทยลง อย่างน่าเป็นห่วง ⸻ ฟ้าครึ้มจากทุกสถาบันใหญ่• IMF (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะเติบโตเพียง 1.8%(ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 4.6% อย่างน่าอับอาย)• World Bank (เวิลด์แบงก์) กดตัวเลขลงต่ำกว่านั้นอีก เหลือเพียง 1.6%(ต่ำสุดในอาเซียน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศรายได้ปานกลางเกือบครึ่งหนึ่ง)• Moody’s ลดแนวโน้มเครดิตเป็น “เชิงลบ” พร้อมเตือนตรง ๆ ว่า“เสถียรภาพการคลังของไทยอ่อนแอลงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเปราะบางและภาระหนี้สาธารณะสูงขึ้นจนน่ากังวล” ไม่ต้องรอให้คะแนนร่วงระดับ Investment Grade — แค่เสียงเตือนจาก 3 ยักษ์ใหญ่นี้ ก็ควรทำให้รัฐบาลสะดุ้งสุดตัว แต่…รัฐบาลไทยกำลังตอบสนองด้วยอะไร? ด้วยการกู้เงินเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท โดยไม่มีแผนชัดเจนว่าจะฟื้นเศรษฐกิจระยะกลาง-ยาวอย่างไร ⸻ จาก “เจรจาไม่เป็น” ถึง “สร้างหนี้เก่ง” บทความก่อนหน้านี้ เราเคยตั้งข้อสังเกตแล้วว่ารัฐบาลไทยขาดศักยภาพการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ — ไม่ว่าจะเป็นดีลการค้า หรือการต่อรองผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสงครามการค้าเต็มรูปแบบ ไทยกลับไม่ได้เร่งสร้างพันธมิตรใหม่ไม่ได้ยกเครื่องการส่งออก ไม่ได้กระจายฐานเศรษฐกิจกลับเลือก “ทุ่มเงิน” หวังพยุงเศรษฐกิจด้วยมาตรการกระตุ้นระยะสั้นที่ไม่แก้โครงสร้าง ผลลัพธ์คือ:• หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นสู่ 64.1% ของ GDP (11.3 ล้านล้านบาท ณ มีนาคม 2568)• และมีแนวโน้มแตะ 70% ในปี 2569 นั่นหมายความว่าจะต้องขยายเพด้านหนี้อีกรอบ เพื่อกู้ต่อ!• แต่รายได้จากภาษียังไม่กระเตื้อง• โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ก็ยังไม่มี เรียกได้ว่า… “สร้างหนี้เก่ง แต่สร้างอนาคตไม่เป็น” ⸻ ไม่ใช่แค่ตัวเลข…แต่นี่คือ “เครดิต” ที่หายไป สิ่งที่น่ากลัวกว่าหนี้ คือ…
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาฯ สมช.ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” โดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻ เมื่อทักษิณ ชินวัตร ประกาศอาสาดับไฟใต้ในเวลา 1 ปี ภาพที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกับความหวังที่วาดไว้ — พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) บอกกับ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ว่า เหตุระเบิดและความไม่สงบกลับทวีความรุนแรงขึ้นนับแต่วันนั้น “ทุกครั้งที่เกิดเหตุ มักกระโจนข้ามจังหวัด เพื่อให้ครบทั้งสามจังหวัดชายแดนใต้” เขากล่าว พร้อมเสนอว่าถ้าเข้าใจโจทย์จริง ต้องเริ่มจากการกำหนด “พื้นที่ปลอดภัย” เพื่อพิสูจน์ว่า คนเจรจาคือตัวจริง ไม่ใช่แค่ตัวแทน และตามมาด้วยการลดความเข้มข้นของกฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึก พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่จำกัดสิทธิประชาชน “หัวใจสำคัญคือต้องพึ่งพาตัวเอง” พล.ท.ภราดรย้ำ “เรายินดีให้มาเลเซียช่วยอำนวยความสะดวก แต่คนที่ต้องทำคือเราเอง ไม่ใช่หวังพึ่งประเทศอื่น” นโยบายเลือนลาง–การปฏิบัติสะเปะสะปะ อดีตเลขาฯ สมช. ยังชี้ให้เห็นปัญหาใหญ่ในเชิงโครงสร้างว่า รัฐบาลชุดนี้มีปัญหาความยุ่งเหยิงในการแก้ปัญหาไฟใต้ เพราะ “คนที่มีบทบาทไม่มีสถานะ” — ทักษิณเข้าไปมีบทบาทโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ขณะที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงที่มีอำนาจโดยตรง กลับไม่ขับเคลื่อนนโยบายอย่างจริงจัง “ภาพนโยบายจึงมัว ฝ่ายปฏิบัติก็ไม่รู้จะไปทางไหน” เขาอธิบาย “ถ้านโยบายชัด กอรมน.จะได้เอาแผนไปดำเนินการต่อ แต่ตอนนี้สับสน แม้จะพยายามใช้ความสัมพันธ์กับอาเซียนก็ไม่ได้ผล เพราะหัวใจไม่ใช่อยู่ที่เวที แต่คือศักยภาพของคนที่ถืออำนาจ” เขาแนะนำว่า ทักษิณควรถอยห่างมาเป็นฝ่ายสนับสนุนข้อมูล ไม่ใช่ลงไปขับเคลื่อนเองจนสร้างความสับสน “สองเรื่องที่อาสาเข้าไปแก้ไม่ว่าจะเป็นไฟใต้หรือความขัดแย้งในเมียนมา ล้วนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง” ข่าวกรองดีเกิดจากใจประชาชน แต่วันนี้ไม่มี พล.ท.ภราดร ยังเน้นว่า การแก้ไฟใต้ที่แท้จริง ต้องเริ่มจากการได้ใจประชาชน ถ้ามีใจ ข่าวกรองดีจะเกิดเอง แต่ตอนนี้ รัฐบาลกลับเสียศรัทธา เพราะประชาชนยังไม่เห็นความยุติธรรมเกิดขึ้น “ต้องรีบสร้างความยุติธรรม เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง แล้วใช้พื้นที่ปลอดภัยเป็นโจทย์ในการเจรจา” เขาเสนอ พร้อมระบุว่าผู้นำการเจรจาควรเปลี่ยนจากข้าราชการประจำ เป็นนักการเมือง เช่น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม “แต่ปัญหาตอนนี้คือ รัฐบาลยังขาดเอกภาพด้านความมั่นคง ประสิทธิภาพจึงไม่เกิด” เขากล่าว ต้องเปลี่ยนทั้งนโยบายและคน พล.ท.ภราดร เสนออย่างตรงไปตรงมาว่า ฝ่ายความมั่นคงควรปรับโครงสร้างใหม่หมด…
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” โดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻ ยื่นเองสามครั้ง เพื่อกอบกู้กระบวนการยุติธรรม นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เปิดเผยว่า ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา เขาตรวจสอบการทุจริตอย่างต่อเนื่อง และยึดมั่นว่าความยุติธรรมคือเสาหลักของบ้านเมือง การยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อไต่สวนกรณี “ทักษิณป่วยทิพย์” จึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการปกป้องระบบยุติธรรมที่กำลังพังทลาย เขาเล่าว่า ยื่นเรื่องไปแล้วถึงสามครั้ง — 19 ธ.ค. 2566, 15 ก.พ. 2567 และล่าสุด 10 ม.ค. 2568 — ซึ่งศาลฯ นัดอ่านคำสั่งในวันที่ 30 เม.ย. 2568 “ผมรับไม่ได้ที่คนถูกตัดสินทุจริตแล้วไม่รับโทษจริง มันทำลายกระบวนการยุติธรรม เสียหายต่อประเทศชาติอย่างมาก ถ้าไม่มีคนร้อง ผมก็ต้องร้องเอง” ⸻ ทำไมต้องรื้อชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ นายชาญชัยชี้ว่า ทักษิณ ชินวัตร ถูกตัดสินจำคุก 8 ปี ก่อนจะได้รับการลดโทษเหลือ 1 ปี แต่กลับไม่ถูกคุมขังจริงตามคำพิพากษา กลับไปอยู่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ได้ขออนุญาตศาล ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 246 กำหนด “จะอ้างกฎกระทรวงที่ขัดกับกฎหมายไม่ได้ ผมขอให้ศาลใช้อำนาจตามกฎหมาย เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ — คนที่ไม่ได้ติดคุกจริง แต่ยังมีอิทธิพลทางการเมือง ทำให้ประเทศเสียหาย ใครจะเคารพกฎหมาย ถ้าพ่อของนายกฯ ยังไม่เคารพกฎหมาย?” ⸻ กฎหมายอาญา: ศาลมีสิทธิกลับคำพิพากษา ชาญชัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ศาลไม่ได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่ยึดตามกฎหมายทุกประการ โดยนอกจากมาตรา 246 แล้ว ยังมีมาตรา 248 ที่ศาลสามารถกลับคำพิพากษาได้ในกรณีพิเศษ เช่น กรณีนักโทษหญิงมีครรภ์ “คนยังเข้าใจผิดว่าศาลตัดสินแล้วจบ จริง ๆ ศาลมีอำนาจแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับศีลธรรมและความถูกต้อง กฎหมายอาญาไม่ใช่แค่ศาลใช้ แต่ตำรวจ…
“ต้องสูญเสียงบประมาณอีกเท่าไหร่ ถนน 7 ชั่วโคตรนี้ถึงจะสร้างเสร็จสมบูรณ์เสียที?” นี่ยังคงเป็นคำถามที่สะท้อนอยู่ในสังคมไทยเมื่อพูดถึง ‘ถนนพระราม 2’ ถนนที่ขึ้นชื่อในเรื่องของปัญหาการก่อสร้างล่าช้าลากยาวมานานหลายสิบปี รวมถึงการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซากที่เกิดจากการก่อสร้าง ซึ่งดูเหมือนว่าปัญหาเหล่านี้จะไม่มีวันหมดไป และวนกลับมาใหม่ทุก ๆ ไตรมาส ไม่จบไม่สิ้น ซึ่งล่าสุด เกิดเหตุระทึกอีกครั้งเมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัย รับแจ้งอุบัติเหตุบริเวณถนนพระราม 2 พบผู้บาดเจ็บชาย 1 ราย มีบาดแผล ฉีกขาดใต้คาง หน้าอกกับแขนซ้ายมีรอยถลอกช้ำจากการถูกกระแทก เบื้องต้นทราบว่าขับรถมาอยู่ดี ๆ แล้วมีก้อนปูนขนาดใหญ่ตกลงมาใส่กระจกหน้ารถ ทำให้ได้รับบาดเจ็บ โดยคาดว่าก้อนปูนดังกล่าวน่าจะหล่นมาจากโครงการของทางด่วนพระราม 2 เคราะห์ดีที่อุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ผู้ประสบเหตุก็ได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล แน่นอนว่าเมื่อเหตุมันเกิดที่ “ถนนพระราม 2 อีกแล้ว” ก็ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากโลกออนไลน์อย่างเผ็ดร้อน เพราะภาษีที่ประชาชนควักกระเป๋าจ่ายไปล้วนแล้วแต่ต้องการคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินทั้งสิ้น ซึ่งมันช่างสวนทางกับภาพสะท้อนตลอดหลายปีที่ผ่านมาในการก่อสร้าง “ถนนพระราม 2” อันยืดเยื้อเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะทวีความเสี่ยงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้รถใช้ถนนแล้ว ยังดูเหมือนว่ามาตรฐานความปลอดภัยของถนนเส้นนี้ยังเป็นที่น่ากังขา และไม่มีทีท่าว่าจะสร้างเสร็จในอนาคตอันใกล้ เปรียบดั่งมะเร็งร้ายคอยกัดกินประชาชนอย่างไม่มีวันจบสิ้น คำถามคือ “ต้องใช้งบอีกเท่าไหร่?”, “ต้องใช้เวลาอีกกี่ปี?”, หรือแม้แต่ “ต้องมีอีกกี่ชีวิตที่สังเวย?” ถนนสายนี้ถึงจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ พร้อมการันตีมาตรฐานความปลอดภัยที่ประชาชนสมควรจะต้องได้รับ ประชาชนไม่ได้เรียกร้องอะไรเกินตัวแค่ต้องการ “ถนนที่เดินทางได้โดยไม่ต้องกลัวตาย” เท่านั้นเอง
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม.นอกสถานที่ที่จังหวัดนครพนม ยืนยันขับเคลื่อนเต็มที่กับการผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หรือสถานบันเทิงครบวงจร เพราะเป็นนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา โดยช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ มอบหมายให้ สส.พรรคร่วมรัฐบาลลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น เพราะเป็นสิ่งใหม่ที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลก็ให้ความร่วมมือ ซึ่งมีเวลาก่อนเปิดสมัยประชุม เพื่อผลักดันกฎหมายฉบับนี้อย่างเต็มที่ นางสาวแพทองธารย้ำด้วยว่าต้องทำความเข้าใจว่านี่เป็นการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเอกชน ไม่ใช่รัฐลงทุนเอง มีพื้นที่จัดคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ มีการจ้างงาน โดยรัฐได้ประโยชน์จากการจัดเก็บภาษี “เราจะทำให้ดีที่สุด เพราะตัวดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ จึงอยากจะทำและจัดตั้งขึ้นมาให้ได้” นางสาวแพทองธารระบุ เมื่อถามว่า สส.พรรคร่วมรัฐบาลบางคนประกาศกลางสภาฯ ไม่เอากฎหมายฉบับนี้ เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีบอกไม่มีปัญหาเรื่องพรรคภูมิใจไทย เพราะตอนนี้ทุกคนเข้าใจแล้วว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล
“เชาว์” โพสต์เฟซบุ๊ก ลุ้นศาลฯ ส่ง “ทักษิณ” กลับเรือนจำ นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นกรณีนัดฟังคำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 30 เมษายน 2568 เวลา 13.00 น. ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ศาลฯ จะรับไต่สวนคำร้องของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แม้เจ้าตัวจะไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงก็ตาม ที่มาของคดี: กรมราชทัณฑ์อนุญาต “ทักษิณ” ออกจากเรือนจำ คดีนี้สืบเนื่องจากนายชาญชัยยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 ขอให้ศาลไต่สวนกรณีกรมราชทัณฑ์อนุญาตให้นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งต้องโทษจำคุก 8 ปี (ก่อนลดเหลือ 1 ปี) ได้ออกจากเรือนจำกลางดึกวันที่ 22 สิงหาคม 2566 เพื่อรักษาตัวที่ห้องวีไอพี โรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ทั้งที่อาจขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหลายมาตรา เคยถูกยกคำร้องสองรอบ แต่ยังยื่นสู้ต่อ นายเชาว์ระบุว่า ก่อนหน้านี้นายชาญชัยเคยยื่นคำร้องลักษณะเดียวกันสองครั้ง และถูกศาลยกคำร้องโดยไม่ไต่สวน เพราะถือว่าเป็นอำนาจของกรมราชทัณฑ์ ไม่อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของศาล แต่ครั้งนี้ นายชาญชัยยื่นขอเพิกถอนคำสั่งเดิม และขอให้ศาลรับไต่สวนอีกครั้ง โดยชี้ว่าคดีนี้กระทบต่อหลักความยุติธรรมและเป็นที่วิพากษ์ในสังคม ป.ป.ช. – อัยการ ไม่ขยับ ประชาชนต้องเดินหน้าเอง นายเชาว์ยังกล่าวถึงกรณี “ป่วยทิพย์–คุกทิพย์” ว่าเคยไปยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.และอัยการสูงสุด ให้ยื่นคำร้องต่อศาล เพราะเป็นคู่กรณีโดยตรง แต่ทั้งสององค์กรกลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการ ทำให้ประชาชนต้องเคลื่อนไหวเอง และกรณีนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าศาลฎีกาฯ จะใช้อำนาจที่มีเพื่อรักษาความยุติธรรมได้หรือไม่ เดิมพันศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม “ว่าแต่ว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองจะใช้อำนาจที่ตนเองมีอยู่หรือไม่ ถ้าศาลใช้อำนาจรับกรณีนี้ไว้ไต่สวน นายทักษิณคงหนีความจริงไม่พ้น ต้องกลับเข้าไปติดคุกในเรือนจำ ได้เรียนรู้เสียทีว่าความยุติธรรมมีอยู่จริง คนพยายามยุติความเป็นธรรมเพื่อตัวเองอาจทำได้แค่ชั่วคราว สุดท้ายมีราคาที่ต้องจ่ายตามพฤติกรรมของตัวเอง” นายเชาว์ระบุทิ้งท้าย นัดฟังคำสั่ง 30 เมษายนนี้ สังคมจับตา ทั้งนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีกำหนดนัดฟังคำสั่งในวันที่ 30 เมษายน 2568 เวลา 13.00 น. ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่สังคมไทยต้องจับตา #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#แพทองธาร#แพทองธารชินวัตร#ทักษิณ#ทักษิณชินวัตร#รัฐบาลแพทองธาร#แพทยสภา#ชั้น14
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่ไปเชียงใหม่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจับพฤติกรรมจากการให้สัมภาษณ์และปราศรัยเวทีหาเสียงนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ที่เห็นว่ามีลักษณะเยาะเย้ย แข็งกร้าว และพาดพิงไปถึงบุคคลอื่นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การพาดพิงและวิพากษ์วิจารณ์นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนที่ว่าเป็นหนุ่ม “สึ่งตึง” เป็นการกล่าวหาด้วยภาษาท้องถิ่นที่รุนแรงไม่ให้เกียรติกัน หรือพูดถึง พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในลักษณะเยาะเย้ยว่า บอกให้หนูรี ใจเย็นๆหน่อย ทำตัวดีๆหน่อย จะได้เป็นรองนายกฯ และพูดถึงความมั่นใจผลักดันกฎหมายอินเตอร์เทนเม้นคอมเพล็กซ์ โดยกล่าวหาคนที่คัดค้านว่า เป็นขาประจำระวังจะเครียดจนติดเตียงได้ นายเทพไทมองการแสดงออกของนายทักษิณในลักษณะนี้ เป็นการบ่งบอกถึงความไม่ปกติทางอารมณ์ ที่น่าจะเกิดจากความเครียดสะสมในใจจากปัญหา 2 ส่วนคือ ปัญหาส่วนตัว อาจจะวิตกเรื่องคดีชั้น 14 ที่อยู่ในชั้นสอบสวนของ ป.ป.ช. การสอบสวนของแพทยสภา และการยื่นคำร้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้มีคำสั่งนำนายทักษิณกลับเข้าเรือนจำใหม่ ซึ่งศาลได้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 30 เมษายนนี้ รวมถึงปัญหาการทำงานของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ไม่เป็นไปตามความต้องการ ทั้งเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี การเจรจากำแพงภาษี ปัญหายาเสพติด และปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ที่นางสาวแพทองธาร ไม่ได้ประสีประสาในเรื่องเหล่านี้เลย จนทำให้นายทักษิณเกิดความเครียดในการผลักดันให้อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก
