- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนเกียร์สู่ “สงครามเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ” รัฐบาลไทยกลับเร่งจ่ายเงินดิจิทัลเฟสสาม พร้อมข่าวการเตรียม “ขยายเพดานหนี้สาธารณะ” จาก 70% ขึ้นไปอีก ฟังดูเหมือนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในสถานการณ์ที่รัฐยังไม่มี “แผนรับมือเชิงโครงสร้าง” สิ่งที่ควรถามกลับคือ นี่คือความหวัง…หรือกับดักใหม่ที่เรากำลังพาตัวเองเดินเข้าไป? ⸻ แจกเงินเพื่อซื้อเวลา แต่ไม่ได้ซื้อโอกาส ดิจิทัลวอลเล็ตเฟสสาม หากยกเลิก เรายังมีเงินตุนในกระเป๋า 1.5 แสนล้าน แต่รัฐบาลไม่นำพาต่อเสียงทักท้วง ทั้ง ๆ ที่… • มีหลักฐานชัดเจนว่ากระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้จริง • เงินที่ถูกแจกไปเหมือนโยนหินลงแม่น้ำ จมหาย • และไม่สามารถเชื่อมโยงกับนโยบายอื่นที่เพิ่มขีดความสามารถของประเทศได้ หากเศรษฐกิจเหมือนรถยนต์ โครงการนี้คือการเติมน้ำมันไม่กี่ลิตร โดยไม่ยอมเปลี่ยนเครื่องยนต์ ⸻ ขยายเพดานหนี้ = สัญญาณเตือน ไม่ใช่คำตอบ แม้รัฐบาลอาจอ้างว่า “ยังมีพื้นที่ทางการคลัง” แต่การขยายเพดานหนี้เพิ่มจาก 70% คือ การผลักภาระให้คนรุ่นหลัง • รายได้รัฐไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่สมดุลกับการใช้หนี้ • โครงสร้างรายจ่ายยังติดกับงบประจำ-งบผูกพัน • ขณะที่รายจ่ายเพื่อปฏิรูปโครงสร้างหรือเพิ่มประสิทธิภาพยังถูกมองเป็น “ต้นทุน” ไม่ใช่ “การลงทุน” ไม่ใช่ว่าจะกู้เเพิ่มไม่ได้… แต่ต้องกู้มาใช้กับโครงการที่คุ้มค่า ไม่ใช่ใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย ⸻ เสียงเตือนจากนักวิชาการ: ถ้าไม่ปฏิรูป เศรษฐกิจไทยจะล้าหลังเพื่อนบ้าน รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญการค้าระหว่างประเทศและอาเซียน เตือนชัดในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ว่า… “หากไทยยังไม่ปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจัง ในอีก 5 ปีข้างหน้า ขนาดเศรษฐกิจของไทยจะเล็กกว่าเวียดนามและฟิลลิปินส์” คำเตือนนี้ไม่ใช่การคาดเดาลอย ๆ เพราะขณะนี้เวียดนามกำลังดึงการลงทุนใหม่จากเทคโนโลยีระดับโลก ส่วนฟิลิปปินส์กำลังใช้โครงสร้างแรงงานและบริการทางไกลรุกตลาดโลก ในขณะที่ไทย… ยังเดินหน่าแจกเงินดิจิทัล ทั้งที่ควรเก็บเงิน 1.5 แสนล้านบาทไว้ใช้ในสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่า แถมเรายังไม่มีอุตสาหกรรมอะไรที่ทำให้เห็นอนาคตได้เลย ——- ประเทศจะเหลืออะไร…ถ้ารัฐบาลเดินหน้าหาแต่ “ความนิยมทางการเมือง” คำถามวันนี้ไม่ใช่แค่ว่า… โครงการดิจิทัลจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงไหม? แต่มันไปไกลถึงขั้นที่ว่า… เรากำลังเสียโอกาสปฏิรูปประเทศไปมากแค่ไหน? ในทุก ๆ วันของการใช้เงินแบบนี้! อนาคตประเทศไม่ได้ดับวูบ…เพราะใคร แต่หาแสงสว่างไม่เจอเพราะผู้นำที่ใช้เงินเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
ขอเจรจาเอง แต่กลับเลื่อนเอง – รัฐบาลไทยพร้อมสู้ศึกเศรษฐกิจโลกจริงหรือ? ประกาศวันด้วยความมั่นใจ แต่พอถึงเวลา…กลับบอกว่ายังไม่พร้อม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการเจรจาที่ล่มกลางทาง แต่มันสะท้อนว่า “ความไม่พร้อมของรัฐบาล” ในการนำพาประเทศในสมรภูมิเศรษฐกิจโลก ⸻ จากความหวัง…สู่ความสับสน ต้นเดือนเมษายน 2568 พล.อ.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดว่า รัฐบาลไทยเตรียมเปิดการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อแก้ไขวิกฤต “ภาษีทรัมป์” ที่ทำให้สินค้าส่งออกจากไทยถูกขึ้นภาษีสูงถึง 37% ภายใต้ ต่อมานายกฯ แพทองธาร ยืนยันกับสื่อว่า “ไทยได้ยื่นขอเจรจาอย่างเป็นทางการแล้ว และได้นัดหมายเบื้องต้นในวันที่ 23 เมษายน” การประกาศเช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายรู้สึกว่าไทยกำลังเริ่ม “ตั้งหลัก” และวางเกมต่อรองอย่างจริงจัง ⸻ แต่แล้วเกิดอะไรขึ้น? เพียงไม่กี่วันก่อนถึงกำหนดวันเจรจา กลับไม่มีความคืบหน้าใด ๆ จากฝั่งรัฐบาล จนกระทั่งวันที่ 21 เมษายน นายพิชัยให้สัมภาษณ์อีกครั้ง โดยระบุว่า “ได้ขอเลื่อนการเจรจาออกไปก่อน เพราะยังต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมให้รอบคอบ” คำชี้แจงนั้นแทนที่จะคลายความกังวล…กลับสร้างคำถามมากขึ้นกว่าเดิม ⸻ คำอธิบาย…ที่เต็มไปด้วยคำถาม “พูดตรง ๆ นะ เราขอว่าอย่าให้เร็วกว่าคนอื่น และอย่าช้ากว่าคนอื่น เร็วไปก็ไม่ดี ถ้าช้ากว่าคนอื่นก็ไม่ดี เหมาะสมที่สุด คือดูก่อนว่าหัวขบวนเขาโดนอะไรบ้าง กลางขบวนโดนอะไรบ้าง เราอยู่กลาง ๆ เกือบท้ายเราจะได้รู้ว่าควรจะทำอย่างไร จริง ๆ เขาอยากให้ไป อยากให้ทุกคนไป เพียงแต่จะจัดคิวอย่างไร ส่วนผมอาจต้องละเอียดรอบคอบหน่อย” เป็นคำอธิบายของ รมว.คลัง ที่คนฟังได้แต่ขมวดคิ้ว ขออยู่กลาง ๆ เกือบท้าย ที่เลื่อนเพราะไม่รีบ ถ้าไม่รีบแล้วนัดเพื่อ… เมื่อรัฐบาลเป็นฝ่ายขอเจรจาก่อน แล้วเหตุใดจึงต้องเป็นฝ่ายขอเลื่อนเอง? • ถ้ายังไม่มีข้อมูลเพียงพอ เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงประกาศวันเจรจา? • พอใกล้ถึงวันเจรจาเพิ่งรู้ว่าไม่พร้อม นี่งานระดับประเทศนะ ไม่ใช่พรีเซ็นต์หน้าห้องเรียนของเด็กมัธยม สิ่งที่เกิดขึ้นมันบ่งบอกว่า…รัฐบาลยังไม่รู้เลยว่าจะเจรจาอะไรดีกับสหรัฐฯ…หรือไม่ก็ที่เตรียมไว้ทั้งหมดไม่มีอะไรเข้าตาเขาเลย จนต้องกลับมาตั้งหลักใหม่! ⸻ เมื่อภาพนายกรัฐมนตรี…เป็นไม่ได้แม้แต่พรีเซ็นเตอร์ สิ่งที่น่าวิตกยิ่งกว่าการเลื่อนเจรจา คือคำถามเชิงโครงสร้าง เพราะคำประกาศของแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้รับการต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ได้เสียหายแค่ ”แพทองธาร“ เต่เสื่อมเสียภาพลักษณ์ของประเทศไทย บนเวทีการค้าระดับโลก…
ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ⸻ “ซิน เคอ หยวน” กำลังถูกสอบอย่างเข้มข้น หลังพบว่าเหล็กที่ผลิตไม่ผ่านมาตรฐาน โดยเฉพาะขนาด 32 มม. ที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารสูง 8 ชั้นขึ้นไป ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงอย่างร้ายแรงต่อความปลอดภัยของประชาชน “พอมีปัญหา กลับไม่ยอมรับการตรวจสอบ ทั้งที่ใช้เครื่องตรวจของสถาบันเหล็กฯ ซึ่งตัวเองก็เคยได้ มอก.จากที่นั่น!” ดร.อรรถวิชช์ ตั้งคำถามถึงตรรกะของบริษัทที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบไม่มีหลักฐานรองรับ พร้อมฟาดกลับแบบสับไม่เลี้ยงว่า…——-หนีภาษี 200 ล้าน แต่ดันอ้างเสียภาษี 800 ล้าน“ส่งทนายมาอ้างว่าเสียภาษีให้รัฐจำนวนมาก แต่ความจริงคือ…กำลังถูกดำเนินคดีข้อหาใช้ใบกำกับภาษีปลอม หนีภาษี 200 ล้าน!” ในมุมของกระทรวงอุตสาหกรรม การสอบสวนคืบหน้าเร็วมาก โดยภายในเดือนนี้จะมีการส่งข้อมูลสรุปประกอบคดีที่ DSI ดูแลอยู่ ซึ่งมีความผิดทางอาญาและโทษจำคุกด้วย ขณะเดียวกันก็อยู่ระหว่างพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตโรงงานควบคู่ไป ⸻ คำถามแรง: เหล็กทั้งเส้นต้องได้มาตรฐานหรือไม่? “เขาอ้างว่าถ้าท่อนแรกตกมาตรฐาน ก็เปลี่ยนไปเอาท่อนสองมาตรวจ…แบบนี้มันได้หรือ? ในเมื่อเหล็กหนึ่งเส้นจะถูกใช้งานจริงทั้งเส้น ไม่ใช่แค่ท่อนที่ผ่านการตรวจสอบ!” ⸻ ฝุ่นแดง = ร่องรอยการผลิตผิดปกติ อีกประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบ คือ “ฝุ่นแดง” ที่พบในกระบวนการผลิตเหล็ก มีปริมาณมากผิดปกติเมื่อเทียบกับยอดผลิตที่บริษัทแจ้งไว้ และที่ร้ายแรงยิ่งกว่าคือ ซิน เคอ หยวน ไม่แจ้งเลยว่าเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้ถูกส่งไปให้ใคร และใช้ในโครงการไหนบ้าง “เหล็ก 32 มิลฯ ใช้ในอาคารสูง ถ้าไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ก็เตือนให้เสริมโครงสร้างไม่ได้ ถ้าเกิดอะไรขึ้น…มันคือโศกนาฏกรรมที่ป้องกันได้ แต่รัฐยังไม่ได้ข้อมูล!” ⸻ “เรายินดีต้อนรับนักลงทุนจากทุกชาติ…แต่ถ้าคุณไม่ทำตามมาตรฐาน เราไม่ยอม!” ดร.อรรถวิชช์ ย้ำหนักแน่นว่า รัฐบาลไม่ได้กีดกันนักลงทุนต่างชาติ แต่ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน และการอ้างเหตุผลไร้ตรรกะ จะไม่มีทางทำให้หลุดพ้นความรับผิดชอบได้ “ฟังคำชี้แจงแล้ว…ผมก็ยังงงว่าสังคมได้อะไร”คำปิดท้ายของดร.อรรถวิชช์ ที่ฝากไว้ให้สังคมขบคิด
“ในภาวะที่ประเทศกำลังเผชิฯความยากลำบากเช่นนี้ เราต้องการผู้นำเก่ง ๆ มีข้อมูลในหัว เท่าทันคนอื่น แค่อ่านข้อมูลจากไอแพดไม่พอ” — รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช จาก “เลื่อน” สู่ “ล่ม” กับคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือของรัฐบาล “นี่อาจไม่ใช่แค่เลื่อน แต่คือ ล่ม ไปแล้ว” — รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ฟันธงไว้ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง“ ดำเนินรายการโดย ”สมจิตต์ นวเครือสุนทร“ โดยวิเคราะห์พูดถึงกรณีที่สหรัฐฯ เลื่อนนัดเจรจากับรัฐบาลไทยแบบไร้กำหนด ทั้งที่นายกรัฐมนตรีแพทองธารเคยประกาศไว้ชัดเจนว่าจะเดินทางไปพบทีมเจรจาของรัฐบาลทรัมป์ในวันที่ 23 เมษายน อาจารย์อัทธ์ตั้งคำถามสำคัญว่า“สหรัฐฯ นัดเราจริงหรือ? เพราะฝรั่งไม่เลื่อนนัดกันง่าย ๆ ถ้าเขานัดเองจริง คงไม่ยกเลิกแบบไร้คำอธิบายแบบนี้” เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่แค่การเสียหน้า แต่สะท้อนถึงปัญหา “ความน่าเชื่อถือของนายกฯ เอง” ซึ่งออกมาประกาศกำหนดวัน แต่กลับไม่สามารถรักษาคำพูดได้ ทำให้ทั้งภาพลักษณ์ประเทศและตัวผู้นำดูไม่มั่นคงในสายตาชาวโลก ⸻ สงครามการค้า…สนามสอบที่รัฐบาลไม่ผ่าน? “ผมให้ 4 คะแนน จาก 10 คะแนน”รศ.ดร.อัทธ์ ประเมินแบบตรงไปตรงมา เมื่อถูกถามว่ารัฐบาลไทยสอบผ่านหรือไม่ในการเตรียมพร้อมรับมือสงครามการค้ากับสหรัฐฯ “สอบตกครับ ท่าทีที่ชัดเจนไม่มี เนื้อหาไม่ชัด ไม่เร้าใจ ด้านการเมืองระหว่างประเทศก็ไม่เข้มแข็ง ส่วนตัวนายกฯ ผมคิดว่าไม่ผ่านมาตั้งแต่รับตำแหน่งแล้ว” เขาบอกว่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ประเทศต้องการผู้นำที่ “มีข้อมูลอยู่ในหัว” ไม่ใช่แค่อ่านจากไอแพด พร้อมสะกิดให้รัฐบาลคิดลึกกว่าแค่การค้าการลงทุน เพราะ “เจตจำนงของทรัมป์ไม่ได้มีแค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่รวมถึงภูมิรัฐศาสตร์ด้วย” ⸻ “สิ่งที่ไทยเสนอ…ยังไม่ว้าวพอ” ในมุมมองของอาจารย์อัทธ์ ข้อเสนอที่รัฐบาลไทยเตรียมไปคุยกับสหรัฐฯ ยังขาดความน่าสนใจ “ทั้ง LNG ทั้งสินค้าเกษตร เรานำเข้าอยู่แล้ว มันแค่เพิ่มปริมาณ ไม่ได้มีอะไรใหม่” เขาชี้ว่ารัฐบาลควรคิดนอกกรอบ และเสนอบางอย่างที่ตอบโจทย์สหรัฐฯ โดยซ่อนผลประโยชน์ของไทยไว้ในดีล เช่น ชวนสหรัฐฯ มาตั้งโรงงานสารสกัดสินค้าเกษตรในไทย—สหรัฐฯ ได้ธุรกิจ ไทยได้เทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่ม “ทรัมป์ไม่สนใจว่าเราสนิทกันแค่ไหน เขาสนใจว่าเขาจะได้อะไร เลิกอ้างเรื่องสัมพันธ์ใกล้ชิดยาวนานได้แล้ว เพราะไม่มีประโยชน์ ”และหากอยากเข้าถึงทรัมป์จริง ๆ คีย์แมนที่ควรใช้คือ “ปีเตอร์ นาวาโล” ที่เคยทำงานด้านอาเซียน…
นิทรรศการไทยที่ควรโชว์ศักยภาพประเทศ กลับโดนวิจารณ์ว่า “เบา โบ๋ บ้ง” กระทรวงสาธารณสุขเพิ่งตั้ง “ทีม Thailand” มาปรับเนื้อหา แต่คำถามสำคัญยังไม่มีใครตอบ… ภาษีใช้ไปเกือบ 900 ล้าน ได้งานไม่คุ้ม ชื่อเสียงเสียหาย แล้วใครรับผิดชอบ? อ่านบทความเต็ม: [ใส่ลิงก์บทความ] #EXPO2025 #พาวิลเลียนไทย #จัดซื้อจัดจ้าง #ThePublisher #เที่ยงเปรี้ยงปร้าง //// EXPO 2025: เวทีโลก…ที่ทำให้ “คนไทยได้แต่ก้มหน้า เสียงบประมาณไปเกือบ 900 ล้าน แต่กลับได้ ‘งานไม่ตรงปก’ แล้วใครรับผิดชอบ? EXPO 2025 ณ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น คืองานระดับโลกที่ทุกประเทศเจ้าภาพพาวิลเลียนต่างทุ่มเทเพื่อสะท้อนศักยภาพของตนเอง — แต่สำหรับประเทศไทย นิทรรศการ “ไทยพาวิลเลียน” กลับกลายเป็นจุดตั้งคำถามว่า งบประมาณที่ใช้ไปนับพันล้าน…ได้กลับมาเท่าที่ควรหรือไม่? ไม่ใช่แค่เสียงวิจารณ์ว่า “นิทรรศการไม่สมราคา” แต่ยังมีข้อสงสัยเชิงโครงสร้างที่ลุกลามไปถึงการจัดซื้อจัดจ้าง บริษัทที่ได้งาน การจ่ายงบ และความรับผิดชอบของ “กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ” เจ้าของโครงการนี้ ⸻ เสียงวิจารณ์: งานห่วย ไม่สมศักดิ์ศรีเวทีโลก หลังภาพนิทรรศการไทยเปิดตัว ผู้ชมจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศวิจารณ์ว่า • เนื้อหาบาง เบา ไร้จินตนาการ • การจัดแสดงไม่สื่อสาร “ตัวตน” หรือ “จุดแข็ง” ของไทยได้อย่างน่าสนใจ • เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ใช้ไปกว่า 867 ล้านบาท “มันไม่คุ้ม” ⸻ พิรุธบริษัท: ตั้ง 4 เดือน คว้างาน 867 ล้าน แล้วรีบปิดกิจการ ชื่อ บริษัท กิจการร่วมค้า อาร์เอ็มเอหนึ่งร้อยสิบ จำกัด • จดทะเบียนเมื่อ 29 มิถุนายน 2566 • ได้งานในเดือนตุลาคม 2566 (เพียง 4 เดือนหลังตั้งบริษัท)…
การประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 ครั้งที่ 4/2568 หรือไตรภาคีแรงงาน ที่นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน และมีผู้แทนจากฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ผู้แทนฝ่ายรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม เพื่อร่วมพิจารณาการทบทวนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2568 และมาตรการลดผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นการประชุมหลังเมื่อวันที่ 8 เมษายนคณะกรรมการฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายรัฐขาดประชุม นายบุญสงค์ บอกตลอด 3 ชั่วโมง ที่ประชุมเห็นแตกต่างกัน จึงขอให้ฝ่ายเลขาฯ ที่ประชุมกลับไปทำข้อมูลเพิ่มเติม และนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่งในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยนายบุญสงค์บอกว่าฝ่ายนายจ้างเห็นว่า ข้อมูลที่ชี้แจงยังไม่เพียงพอ ควรทำรายละเอียดให้ชัดเจน อีกทั้งไม่ควรขึ้นค่าแรงในช่วงนี้ เนื่องจากอยู่ในภาวะเศรษฐกิจ และกรณีสหรัฐอเมริกาขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศไทย ขณะที่กระทรวงแรงงานชี้แจงว่าไม่เกี่ยวกัน โดยเฉพาะกิจการภาคบริการ การท่องเที่ยวไม่เกี่ยวกับการขึ้นภาษี การนัดประชุมใหม่ในเดือนพฤษภาคมนี้ ทำให้การเคาะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ จะไม่เกิดขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรงงาน ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเคยประกาศว่าจะให้เป็นของขวัญในวันแรงงานได้ #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #รัฐบาลแพทองธาร #ค่าแรง400บาททั่วประเทศ #กระทรวงแรงงาน
เป็นกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านใน ต.ประสงค์ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี หลังองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้โค่นป่าตะเคียนทองอายุเกือบ 20 ปี เพื่อปลูกยูคาลิปตัส จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์หนัก รวมถึงอาจเชื่อมโยงนักลงทุนต่างชาติ จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยนายวัชระพบว่าป่าตะเคียนทองที่ปลูกเพื่อเศรษฐกิจและทดแทนป่านับร้อยนับพันต้น ซึ่งปลูกมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย พอมีนโยบายให้ปลูกยูคาลิปตัส ก็ถูกโค่นหมดหลายพันไร่ แปลงนี้ร้อยกว่าไร่ และยังมีอีกหลายแปลงที่ถูกตัดเช่นกันถูกโค่นจนเหลือแต่ตอ ทั้งหมดนี้ถูกทำลายเพื่อปลูกต้นยูคาลิปตัส เมื่อถามชาวบ้านที่ร้องเรียนเขายืนยันว่าต้นตะเคียนทองราคาดี และมีค่ากว่าแน่นอน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าต้นกล้ายูคาฯ และปุ๋ยที่ใช้ ล้วนเป็นภาษาจีน จึงมีคำถามว่าทำไมต้องให้ทุนต่างชาติเข้ามาแสวงประโยชน์? ยูคาลิปตัสเป็นพืชทำลายดิน สุดท้ายพื้นที่นี้จะแห้งแล้ง และชาวบ้านจะเดือดร้อน ทั้งนี้นายวัชระเตรียมยื่นหนังสือถึงกระทรวงทรัพยากรฯ และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้สิทธิทำกินในที่ดินเหล่านี้กับประชาชน หลังมีข้อกังวลทั้งเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และสิทธิ์ของชาวบ้าน” ว่าจะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรมหรือไม่
ไตรมาส 1 ปี 2568 — ธนาคารพาณิชย์ไทย 11 แห่ง โชว์กำไรรวม 68,392 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 5.62% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เมื่อแบงก์ได้กำไรจาก “ความระวัง” ไม่ใช่ “การขับเคลื่อน” แล้วใครจะพาประเทศเดินหน้า? ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ไทย ไตรมาส 1 ปี 2568• กำไรสุทธิรวม: 68,395 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน• ธนาคารที่มีกำไรสุทธิสูงสุด:• ธนาคารกสิกรไทย (KBANK): 13,791 ล้านบาท (+1.08%)• ธนาคารกรุงเทพ (BBL): 12,618 ล้านบาท (+19.90%)• เอสซีบี เอกซ์ (SCBX): 12,502 ล้านบาท (+10.82%)• ธนาคารที่มีกำไรสุทธิลดลง:• ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY): 7,533 ล้านบาท (-0.12%)• ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB): 5,096 ล้านบาท (-5.17%)• ทิสโก้ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (TISCO): 1,643 ล้านบาท (-5.19%)• กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP): 1,061 ล้านบาท (-29.55%)————ข่าวดีของ “นายแบงก์”ในวันที่ประชาชนยังจมอยู่กับหนี้SMEs ยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุนและเศรษฐกิจยัง “ง่อย” กำไรของธนาคาร…กำลังสะท้อน “ความแปลกประหลาดของระบบ” ⸻ แบงก์กำไรจากอะไร…และใครเสีย? ธนาคารไม่ได้กำไรจาก “การปล่อยสินเชื่อเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”แต่กำไรจากการ ถือเงินไว้กับตัวเองและเลือกเสี่ยงน้อยลงเช่น• กินส่วนต่างดอกเบี้ยจากเงินฝาก–เงินกู้• ลงทุนพันธบัตร• เก็บค่าธรรมเนียม• ลดความเสี่ยงผ่านการคุมหนี้เสีย (NPL) เรียกว่า “แบงก์” เพลย์เซฟ เลือก “ระวังไว้ก่อน”เพราะเศรษฐกิจยังเปราะเกินกว่าจะเสี่ยงปล่อยสินเชื่อใหม่เปราะบางเกินกว่าจะเอา “กำไร” ไปเสี่ยงจนอาจ “ขาดทุน” เริ่มมีคำถาม คิดแบบนี้ “เห็นแก่ตัว“ ไปไหม?⸻ ในขณะที่ธุรกิจรายย่อย…หายใจไม่ทั่วท้อง• SMEs หลายแห่งประสบปัญหา “สินเชื่อไม่ผ่าน” แข้าถึงแหล่งทุนยากเย็น•…
คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป กำลังเดินทางถึง “ศาลฎีกา” และอาจพลิกทั้งเกมการเมืองและระบบภาษีไทย เมื่อวานนี้ (21 เม.ย.68) สำนักข่าวอิศรา อ้างแหล่งข่าวระดับสูงจากรมสรรพากรว่ามีการยื่นฎีกาคำพิพากษา “ศาลอุทธรณ์ ชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากร“ ที่เพิกถอนการเก็บภาษี ”ทักษิณ“ 1.76 หมื่นล้าน จากกรณีเป็นเจ้าของหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ตัวจริงแล้ว คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ในขณะที่ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองของไทย ก็กำลังเผชิญการตรวจสอบ ตั๋ว PN กว่า 4 พันล้านบาท ที่ส่อว่าจะเลี่ยงภาษีรับให้ ทั้งคดีใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับคดีเก่าที่ยังปิดไม่ลง กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของ “หลักภาษีที่เป็นธรรม” และ “ความเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย”เพราะมันเกี่ยวข้องกับเงินภาษีกว่า 17,600 ล้านบาท ที่ “พ่อ” กำลังถูกไล่บี้ — และภาษี 218 ล้านที่ “ลูกสาว” กำลังถูกตั้งคำถาม เป็นกงกรรม…กงเกวียนที่วนเวียนมาด้วยเรื่องเดิม “เลี่ยงภาษี“กับคนในครอบครัวเดิม ไปย้อนเรื่องราวภาษี 17,600 ล้านที่ยังหาคนจ่ายไม่ได้กัน…⸻ จุดเริ่ม: หุ้นชินคอร์ปในชื่อ “ลูก” แต่ศาลชี้ “นอมินีพ่อ”• ปี 2549 หุ้นชินคอร์ปถูกขายให้บริษัทต่างชาติ (เทมาเส็ก) ผ่านชื่อของ “พานทองแท้” และ “พิณทองทา” ลูกทักษิณ• ต่อมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชี้ขาดว่า ทั้งสองเป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทน (นอมินี) โดย “เจ้าของตัวจริง” คือ ทักษิณ ชินวัตร ⸻ ลูกอ้าง “ไม่ใช่เจ้าของหุ้น” – ศาลภาษีเชื่อ ยกฟ้อง• ลูกทั้งสองคนถูกสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากดีลนี้• แต่ในชั้นศาลภาษีอากร อ้างว่าไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นจริง — จึงไม่ต้องเสียภาษี• ศาลรับฟัง และตัดสินให้ ชนะคดี ⸻ ภาษีไม่ตกกับลูก – สรรพากรหันมาเล่น “ตัวพ่อ”• เมื่อศาลระบุว่าทักษิณคือเจ้าของตัวจริง สรรพากรจึงหันมาทวงภาษีจากเขาแทน• ยอดที่เรียกเก็บคือ…
23 เม.ย. 68 ควรจะเป็น “ดีลระดับชาติ” ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ แต่กลับกลายเป็น “วันเงียบ ๆ ที่ไม่มีการเจรจาเกิดขึ้นจริง” นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร เคยประกาศไว้อย่างมั่นใจว่า “ไทยจะเจรจากับสหรัฐฯ วันที่ 23 เมษายนนี้” แต่เมื่อใกล้ถึงวันจริง…ไม่มีโต๊ะเจรจา ไม่มีแม้แต่ “วันนัดหมายที่ยืนยันอย่างเป็นทางการ” ⸻ เมื่อรัฐมนตรีต้องยกเลิกใบลา เพราะไม่มีที่ให้ไป• นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยกเลิกการเดินทางไปสหรัฐฯ และกลับมานั่งประชุม ครม. ตามปกติ• นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และหัวหน้าทีมเจรจาเศรษฐกิจ ก็ยัง “ไร้กำหนดนัด” กับรัฐบาลสหรัฐฯ เช่นกัน• แหล่งข่าวยืนยันว่า การเจรจาไทย-สหรัฐฯ ยังไม่ได้รับการคอนเฟิร์ม และถูก “เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด” ⸻ นี่คือปัญหาชั่วคราว…หรือสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังถูกเมิน?• ถ้าเราคือผู้ขอเจรจา แล้วอีกฝ่ายไม่ให้คิว — แปลว่าเราไม่สำคัญพอในสมรภูมินี้ใช่ไหม?• ถ้าเราวางตารางเอง แล้วยัง “หน้าแตก” แบบนี้ — นี่คือความผิดพลาดทางการทูตหรือไม่? ⸻ ในขณะที่คนอื่นเดินเกม…ไทยยังรอแสงไฟบนเวที• สิงคโปร์เจรจาเชิงรุก พร้อมแนวนโยบายหนุนเทคโนโลยี-อุตสาหกรรม• เวียดนามออกแถลงการณ์ชัด ไม่ยอมให้ภาษีทรัมป์ทำลายห่วงโซ่อุปทาน• ไทย…รอวันนัดที่ยังมาไม่ถึง ⸻ นี่ไม่ใช่แค่ “ดีลที่เลื่อน” แต่นี่คือ “ศักดิ์ศรีของรัฐไทย” รัฐบาลจะอธิบายกับประชาชนอย่างไร?เมื่อคำประกาศอย่างเป็นทางการ “ล้มไม่เป็นท่า”และไม่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม ถ้าเราจะต่อรอง เราต้องรู้สถานะตัวเองก่อนและถ้ายังไม่ชัวร์ — อย่าประกาศก่อนว่าเราจะไป สิ่งที่สะท้อนจากปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่การ “ถูกเท” แต่คือคำถามถึง“ภาวะผู้นำ” ที่ “แพทองธาร” ยังตามหาไม่เจอ บางครั้งภัยคุกคามทางเศรษฐกิจไม่ได้มาจากศัตรูภายนอกแต่เกิดจากความไร้แผนของตัวเอง⸻
