Author: Writer Publisher

“นิรโทษสุดซอย vs บ่อนเสรีสุดซอย” แดจาวู…ย้อนการใช้อำนาจไม่ชอบธรรม หนึ่งคือกฎหมายที่เร่งผ่านเพื่อ “คนเดียว” อีกหนึ่งคือญัตติที่เลื่อนขึ้นเพื่อ “บางกลุ่ม” นิรโทษกรรมสุดซอย (ปี 2556–2557) – แก้กฎหมายรวดเร็วผิดปกติ – เปิดช่องให้คดีทางการเมืองหลุดพ้น – จุดชนวนมวลชนกลางถนน – สังคมตั้งคำถาม: “ใครได้ประโยชน์?” บ่อนเสรีสุดซอย (ปี 2568) – ญัตติเลื่อนขึ้นอย่างเร่งรีบ – ข้อครหาแบ่งผลประโยชน์กับกลุ่มทุน – เสียงคัดค้านเริ่มดังจากทุกภาคส่วน – สังคมตั้งคำถาม: “นี่คือการท่องเที่ยวยั่งยืน…หรือผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม?” เมื่ออำนาจเสียงข้างมากถูกใช้ซ้ำ ๆ เพื่อลัดขั้นตอน กดเสียงค้าน ผลักดีลบางอย่างผ่านสภาฯ เราควรถามว่า… การเมืองเปลี่ยนไปจริง หรือเพียงเปลี่ยนฉากหน้าในบทเดิม? ซอยแรก “นิรโทษกรรม” พาประชาชนลงถนน…ซอยใหม่ “กาสิโน” จะพาไปไหน? #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ข่าวการเมือง#รัฐบาลแพทองธาร#แพทองธารชินวัตร#เพื่อไทย#กาสิโน#กาสิโนถูกกฎหมาย

Read More

“หมอตุลย์”จี้แพทยสภา ทบทวนเลื่อนสรุปผลสอบจริยธรรมแพทย์ ปมทักษิณชั้น 14 ยื่นหนังสือ 8 เม.ย.นี้ เตรียมยื่นหนังสือ 8 เม.ย.นี้ ก่อนเข้าถ้อยคำ ป.ป.ช. วันที่ 5 เมษายน 2568 — นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ สมาชิกแพทยสภา ออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง ต่อกรณีที่แพทยสภาประกาศเลื่อนการพิจารณาจริยธรรมของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งให้การรักษานายทักษิณ ชินวัตร โดยอ้างว่าเพิ่งได้รับเอกสารจำนวนมากจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ไม่สามารถสรุปผลได้ทันวันที่ 10 เมษายนนี้ตามเดิม ⸻ ตั้งคำถามแรง: “ป่วยวิกฤตจริงหรือ?” หมอตุลย์ตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดระยะเวลา 180 วัน ที่นายทักษิณเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตำรวจ กลับไม่เคยอยู่ในห้อง ICU แม้แต่วันเดียว ทั้งที่มีการระบุว่าอยู่ในภาวะวิกฤต นอกจากนี้ เมื่อได้รับการพักโทษในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 นายทักษิณสามารถกลับบ้านในสภาพร่างกายที่ดูปกติ มีภาพร่วมรับแขกบ้านแขกเมือง และเดินทางไปหลายจังหวัด สวนทางกับการแถลงว่าอยู่ในสภาพป่วยวิกฤตตลอดระยะเวลาก่อนหน้า “ลองไตร่ตรองดูนะครับว่า สรุปแล้ว ทักษิณ ป่วยวิกฤตจริงหรือไม่?” หมอตุลย์เขียนในแถลงการณ์ ⸻ จี้กรรมการแพทยสภากล้าหาญ – อย่ารับเอกสารล่าช้า ในจดหมายถึงกรรมการแพทยสภา หมอตุลย์ระบุว่า เอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรถูกส่งมาก่อนกำหนดเดิมคือ 15 มกราคม 2568 การยอมรับเอกสารที่ล่าช้า อาจสร้างภาพลักษณ์ว่าแพทยสภา “ยื้อเวลา” และลดทอนความเชื่อมั่นจากสาธารณชน “ผมขอเรียกร้องให้กรรมการแพทยสภาทั้งมวล ไม่รับฟังเอกสารที่ส่งล่าช้า และดำเนินการพิจารณาเรื่องนี้ในการประชุมวันที่ 10 เมษายนนี้ตามกำหนดเดิม” ⸻ นัดยื่นหนังสือ 8 เม.ย. ก่อนให้ถ้อยคำต่อ ป.ป.ช. หมอตุลย์ประกาศว่า ในวันจันทร์ที่ 8 เมษายน 2568 ตนจะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการแพทยสภาด้วยตนเอง เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนพิจารณา พร้อมทั้งให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งกำลังไต่สวนประเด็นเดียวกันเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลในการดูแลนักโทษชายทักษิณ ⸻ เดิมพันศรัทธาแพทยสภาอยู่ที่การตัดสินใจครั้งนี้ หมอตุลย์ทิ้งท้ายว่า การตัดสินใจของกรรมการแพทยสภาในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องจริยธรรมของแพทย์สองกลุ่มเท่านั้น แต่คือบทพิสูจน์ความกล้าหาญและวิจารณญาณของสถาบันแพทยสภาทั้งระบบ “นี่จะเป็นครั้งสำคัญ ที่จะทำให้ท่านสามารถมีความภาคภูมิใจไปตลอดชีวิตของท่าน ว่าได้ร่วมตัดสินใจเรื่องสำคัญนี้อย่างถูกต้อง ด้วยความกล้าหาญของทุกท่าน” #ThePublisherTH…

Read More

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยเรื่องนี้โดยโพสต์ในเพจเฟซบุ๊ก เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ขิง) ถึงบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ว่า ได้ลงนามในหนังสือขอให้เพิกถอนสิทธิประโยชน์การลงทุน (BOI) ไปวันนี้ เนื่องจากพบว่า บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ไม่ปฏิบัติตามกฏหมาย พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยที่หนังสือแจ้งเตือนให้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ครั้งแรกในวันที่ 27 ธันวาคม 2567 และครั้งที่สอง ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ยังมีผลเนื่องจากยังไม่มีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์แต่อย่างใด ข่าวลือเรื่องการประชุมล่ม เพราะกระทรวงอุตสาหกรรมไม่เป็นความจริง แต่ได้ออกคำสั่งให้หัวหน้าชุดสุดซอยสอบแล้วครับ ทั้งนี้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด เป็นผู้ผลิตเหล็กที่ใช้สร้างอาคาร สตง. ที่ถล่มเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา และเพิ่งถูกกรมสรรพากรกล่าวโทษต่อ DSI หลังพบการใช้ใบกำกับภาษีปลอมกว่า 7,426 ฉบับ มูลค่าเสียหายกว่า 200 ล้านบาท

Read More

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษาของ รมว.อุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ถึงความคืบหน้าในการสอบสวนปมเหล็กไม่ได้มาตรฐานที่พบในซากตึกสตง.ถล่มว่า การตรวจสอบดำเนินการที่ตัวเหล็กเป็นหลัก ซึ่งโรงงาน “ซินเคอหยวน” ถูกปิดไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2567 ขีดเส้น 7 วัน แจงล็อตเหล็ก จ่อแจ้งเตือน “เหล็กสำคัญคือเบอร์ 20 กับ 32 ซึ่งเป็นเบอร์ทำเสา พบว่ามีปัญหาไม่ได้มาตรฐาน กำลังขยายผลตรวจสอบ แต่โรงงานก็เถียงมาก ในทางคดีอาญาเป็นเรื่องของดีเอสไอ แต่ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมเราเป็นห่วงว่ารายการเหล็กที่พบว่ามีปัญหาผลิตในปี 63 ต้องส่งมาทั้งหมดว่าขายไปให้ใครบ้างภายใน 7 วัน ซึ่งตอนนี้เหลือห้าวันแล้ว ถ้าเรารู้ว่าล็อตไหนส่งไปให้เอเยนต์ไหนต้องมีการเตือนไปที่เอเยนต์นั้นว่า มีอาคารไหนเอาไปใช้บ้างต้องดูเรื่องการเสริมแรงก่อนเกิดปัญหา เพราะถ้าเหล็กไม่ได้คุณภาพต้องแจ้งเตือนให้ถูกต้อง อย่าไปกังวลว่าจะเกิดความตื่นตระหนก การแจ้งข้อมูลเพื่อแก้ไขคือการป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมอีก ถ้าซินเคอหยวนไม่ส่งเอกสารก็จะดำเนินคดีอย่างเต็มที่” เปิดโทษ บ.ต่างชาติ ผิดอาญา ถึงขั้นเนรเทศ ประธานคณะที่ปรึกษาของรมว.อุตสาหกรรม บอกด้วยว่า ในการรวบรวมหลักฐานทั้งหมดจะทำให้ชัดเจนตรวจอะไรบ้าง พบปัญหาอย่างไร เราเคยเตือนโรงงานนี้ไปแล้วกี่ครั้ง เพื่อให้ดีเอสไอไปใช้ในคดีอาญาด้วย เพื่อจะได้ประเมินสาเหตุตึกถล่มว่าเป็นเพราะแบบ การก่อสร้าง หรือวัสดุไม่ได้มาตรฐาน ”ระหว่างการตรวจเราพบว่าฝุ่นแดงที่เกิดจากการหลอมเหล็กมีจำนวนเกินกว่าที่แจ้งการผลิต แสดงว่าอาจมีการผลิตเหล็กเกินกว่าที่แจ้ง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จริง ๆ ก็จะนำไปสู่การปิดโรงงานแบบถาวร และดำเนินคดีอาญาด้วย ซึ่งกรณีชาวต่างชาติที่มาลงทุนในไทย หากมีคดีอาญาต่อให้โทษเล็กน้อย รอลงอาญา ก็เป็นเงื่อนไขต่อการเนรเทศด้วย เราตรวจเต็มที่แน่นอน“ จ่อทบทวนเลิกเตาหลอม IF ส่วนกรณีการใช้เตาหลอม IF (Induction Furnace )ซึ่งจีนเลิกใช้ถาวรมาตั้งแต่ปี 2560 จะมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์หรือไม่นั้น ดร.อรรถวิชช์ บอกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ในระหว่างการพิจารณา เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่พวกเราจะเข้ามาดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ผ่านมาธุรกิจไทยส่วนใหญ่ใช้เตา EF (Electric Arc Furnace) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่กว่า แต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่า ทำให้เหล็กที่ผลิตโดยเตาหลอม IF มีราคาถูกกว่าราว 5-10 % “ตอนนี้ก็มีการถามสมาคมเหล็กว่าควรยกเลิกเตาหลอม IF หรือไม่ จะเปลี่ยนเป็น EF ทั้งระบบหรือเปล่า หากไม่เอา…

Read More

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีตสส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ถึงความวุ่นวายในสภาฯ จากการเสนอญัตติซ้อนญัตติ ระหว่าง “แผ่นดินไหว” กับ “กาสิโน” ว่า เหมือนแดจาวู เพราะบรรยากาศเช่นนี้เคยเกิดขึ้นในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์​ที่มีการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย รวมถึงความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง แต่ล่าสุดบรรยากาศที่เดือดแต่ไม่ได้เดือดเพราะ สส. แต่เป็นเพราะการทำหน้าที่ของ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ที่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแบบลุกลี้ลุกลน เหมือนมีข้อตกลงมาก่อนว่าจะทำอะไรในวาระของเพื่อไทย “ผมสงสัยว่าเป็นวาระของพรรคเพื่อไทยหรือวาระของ สทร.กันแน่ (ทักษิณใช้เรียกตัวเอง สทร. เสือกทุกเรื่อง) เพราะทุกคนกระตือรือร้นที่จะทำตามนายใหญ่ ทำให้บรรยากาศการประชุมสภาฯ ไม่ราบรื่น ประธานฯ ใช้อำนาจเกินขอบเขต ไม่มีเหตุผล เพราะเรื่องแผ่นดินไหวอยู่ในความสนใจของสังคม ผู้นำฝ่ายค้านฯ เสนอก็ถูกแล้ว แต่พรรคเพื่อไทยเอาวาระของตัวเองเป็นใหญ่ดันญัตติเลื่อนวาระการประชุมเรื่องกาสิโนมาก่อนเพื่อจะได้พิจารณาในวันที่ 9 เมษายน ถือว่าผิดกาลเทศะ แต่คนเป็นประธานต้องทำหน้าที่เป็นกลางสิ่งใดควรมาก่อนหลัง แต่กลับเอาใจพรรคเพื่อไทย พอถูกท้วงติงก็ถึงกับลุกขึ้นยืน ซึ่งมันเกินขอบเขต เพราะการลุกขึ้นยืนคือเตือนแล้วสมาชิกที่ทำผิดข้อบังคับไม่หยุด เมื่อไม่หยุดและสภาฯ อาจเสียหาย ประธานฯ ใช้อำนาจลุกขึ้นยืน แต่บรรยากาศที่ผ่านมาไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย” แดจาวูในสภาฯ การเมืองวนซ้ำฉากเดิม สาทิตย์ วิเคราะห์ด้วยว่า สภาพการณ์เช่นนี้ย้อนรอยเกิดขึ้นทุกครั้งที่พรรคเพื่อไทยกลับเข้ามามีอำนาจตั้งแต่ยุคไทยรักไทย พลังประชาชนจนมาถึงเพื่อไทย “เขาใช้สภาฯ ฝ่ายบริหาร เป็นเครื่องมือไปถึงเป้าหมายและความต้องการของนายทุน ส่วนประธานสภาฯ ก็จะรับลูกคุมเกมในสภาฯ ยุคยิ่งลักษณ์ มี สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นประธานสภาฯ ก็ทำแบบนี้ปิดปากฝ่ายค้าน มาถึง ”วันนอร์“ ก็ปฏิบัติไม่แตกต่างกัน มันลุแก่อำนาจ แสดงให้ “กาสิโน” ลุกลี้ลุกลน มีผลประโยชน์เยอะขนาดที่ทำให้คนในสภาฯ ถึงกับยอมเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ศรีรองรับความต้องการของบางคน น่าเศร้ามาก” เขาบอกด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นชนวนที่ทำให้การประชุมนัดต่อไปจะเกิดลักษณะนี้อีก เพราะ “วันนอร์” ทำให้เห็นแล้วว่ามีปัญหาเรื่องความเป็นกลาง ยิ่งมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยว ประธานฯ ไม่เป็นกลาง ปิดปากฝ่ายค้าน อาจจะเป็นชนวนที่สภาฯ วุ่นวายและมติที่ออกมาจะไม่มีความสง่างามเลย หนุนฝ่ายค้านสู้เต็มที่ เตือนรัฐบาลเสี่ยงถูกสาปแช่ง สำหรับร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร แท้จริงแล้วก็คือการ…

Read More

เป็นแถลงการณ์จากกลุ่มแพทย์จุฬา อาวุโส (รุ่น27) ที่ร่วมกันลงนาม 37 นายแพทย์ใหญ่ เรื่อง ขอคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร โดยระบุตามที่รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร พยายามผลักดันกฎหมาย เพื่อให้มีการจัดตั้ง Entertainment complex แต่แฝงไว้ด้วยบ่อนกาสิโน แม้อ้างว่าแค่ 10% ของ Entertainment complex โดยอ้างประโยชน์ว่าหาได้รายได้จากนักท่องเที่ยวเพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้น แต่มันสร้างผลเสียหายต่อสังคมไทยอย่างใหญ่หลวงนัก ถึงขั้นล่มสลาย โดยเฉพาะสังคมไทยที่มีระบบอุปถัมภ์ ตลอดจนการบังคับใช้กฏหมายที่ไม่จริงจัง มีการติดสินบนและคอรัปชันซ่อนเร้นทุกหัวระแหง ส่งเสริมให้มีการทุจริตในบ่อนกาสิโน กับพนัน online ได้มากยิ่งขึ้น ประชาชนไทยจะติดการพนันมหาศาลทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดอบายมุขทุกอย่างตั้งแต่ ยาเสพติด โสเภณี การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน ธุรกิจสีเทาฯลฯ จะเฟื่องฟู เศรษฐกิจจะล่มจม ประเทศชาติมีแต่จะวิบัติ ในฐานะที่ กลุ่มเราแพทย์จุฬาอาวุโส ได้ผ่านชีวิตการเป็นแพทย์เห็นปัญหาของคนไทย ที่ยากไร้ลำบาก เจ็บ ป่วย ทุกข์ทรมาน เสียชีวิต มานานกว่า 50 ปี และมีวิจารณญาณพอที่พิจารณาว่าสิ่งใดดีและสิ่งใดไม่ดีต่อสังคมไทย จึงขอแสดงเจตนารมณ์ยืนยันที่จะลงชื่อคัดค้านการเปิดบ่อนกาสิโนเสรีและการพนัน online ในประเทศไทยอย่างที่สุด ลงชื่อ พล.อ.ต. นพ.ธนา ปุกหุต ว.8175 ในฐานะประธานรุ่น พร้อมกับบรรดานายแพทย์ และแพทย์หญิงชื่อดังอีก 36 คน #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#ข่าวการเมือง#รัฐบาลแพทองธาร#แพทองธารชินวัตร#เพื่อไทย#กาสิโน#กาสิโนถูกกฎหมาย#ค้านกาสิโนพนันออนไลน์

Read More

ข้อมูลจากการประชุมของ DSI นัดแรก ปม “ตึกสตง. ถล่ม” ขยายผลเจาะลึกไปถึง โครงสร้างผู้ถือหุ้น พบว่า… บริษัทจีนที่ถูกรัฐไทยมองว่าเป็น “บริษัทไทย” อาจไม่ใช่ไทยจริง ๆ หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ ชื่อ “ประจวบ” ถือหุ้น 10.2% แต่รายได้เดือนละ 10,000 บาท ไม่มีประวัติทำงานก่อสร้าง ไม่พบตัวในที่อยู่ตามทะเบียน ภรรยายอมรับ “สามีรับจ้างทั่วไป” นี่คือผู้ถือหุ้นของบริษัทที่รับงานรัฐเกือบ 2.2 หมื่นล้านบาท ผ่านกิจการร่วมค้า 11 ราย กับโครงการของรัฐ 29 โครงการทั่วประเทศ ⸻ ชื่อ “ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10” เคยอยู่บนเอกสารประกวดราคาของ… • สตง. • ศาลยุติธรรม • สถานีรถไฟ • โรงเรียน • โรงพยาบาล • ท่าอากาศยาน • หน่วยงานในแทบทุกกระทรวง DSI ขอเวลา 2 เดือน ตรวจสอบเอกสาร คลี่คลายปมทำไมต้องใช้นอมินีคนไทยร่วมถือหุ้น ⸻ จากตึกเดียว สู่โครงข่ายทั้งประเทศ เครือบริษัทที่ตั้งอยู่ในที่อยู่เดียวกันกับ “ไชน่า เรลเวย์ฯ” มีอีกอย่างน้อย 8 บริษัท โครงสร้างคล้ายกันหมด: คนไทยถือหุ้น 51–63% แต่ไม่มีชื่อผู้ถือหุ้นที่เป็นผู้ประกอบการจริง ⸻ ตึกถล่มจากแรงสั่นสะเทือน แต่สิ่งที่กำลังถูกเปิดเผย…คือเครือข่ายที่โยงงบประมาณรัฐ และคำถามที่สั่นสะเทือนกว่าคือ… บริษัทนี้…ทำไมกวาดงานรัฐได้มากขนาดนี้ หรือจริง ๆ แล้ว…เบื้องหลังมีอะไรมากกว่าชื่อผู้ถือหุ้นที่เราเห็น?

Read More

หลังเกิดเหตุอาคาร สตง. มูลค่า 2,136 ล้านบาทพังถล่ม ชื่อของ “ไชน่า เรลเวย์” กลับมาอยู่กลางกระแสอีกครั้ง เพราะบริษัทนี้ไม่ได้มีแค่โครงการเดียว แต่กวาดถึง 24 โครงการรัฐ ผ่าน “กิจการร่วมค้า” หลากหลายชื่อ รวมมูลค่ากว่า 22,000 ล้านบาท นี่คือบริษัทที่เดินเกมแบบเงียบแต่ลึก ผ่านใบเสนอราคาต่ำสุดในระบบ e-bidding ที่ทิ้งร่องรอยไว้ทั่วประเทศ ⸻ กิจการร่วมค้า ที่หลากหน้ากว่าที่คิด ในการก่อสร้างอาคาร สตง. ชื่อของ ITD–CREC (อิตาเลียนไทย + China Railway No.10) ถูกใช้เป็นกิจการร่วมค้า แต่ในโครงการอื่น ๆ ชื่อกิจการร่วมค้าเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ • AKC Construction • AGC10 Construction • WGCI10 Construction • ฯลฯ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ “ทุนหลัก” กลุ่มเดิม และจุดร่วมที่น่าสงสัยกว่าคือ หลายโครงการเกิดปัญหา: ทิ้งงาน ล่าช้า หรือคุณภาพต่ำ DSI พบมีการใช้คนไทยถือหุ้นอำพราง (นอมินี) อ้างตัวเป็นบริษัทไทย เพื่อเข้าร่วมประมูลกับรัฐ ⸻ ตึกถล่มไม่พอ…โยงภาษีปลอมด้วย กรมสรรพากรแจ้งความต่อ DSI ดำเนินคดีอาญากับ บริษัท ซิน เคอหยวน จำกัด ผู้ผลิตเหล็กเส้นที่เคยใช้ในโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. ข้อหา: • ใช้ใบกำกับภาษีปลอมกว่า 7,000 ฉบับ • มูลค่าความเสียหายกว่า 200 ล้านบาท คดีนี้ไม่ได้เกิดจากการไล่ตรวจบัญชีภาษีตามปกติ แต่เป็นผล “ต่อยอด” จากการถล่มของอาคาร สตง. ซึ่งอาจเป็นเพียงประตูบานแรก สู่การเปิดโปงเครือข่ายการใช้ใบกำกับภาษีปลอมในวงกว้าง ⸻ ราคาต่ำสุด…แต่คุณภาพต่ำสุด? เมื่อระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ วัดความคุ้มค่าด้วยแค่ “ราคาต่ำสุด” จึงไม่แปลกที่ทุนใหญ่จากจีน หรือทุนท้องถิ่นที่จับมือกับต่างชาติ จะปรากฏชื่อบนงานรัฐแทบทุกโครงการ เพราะพวกเขาเสนอราคาถูก…

Read More

เป็นความคืบหน้าหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI รับเหตุตึก สตง.ถล่มเป็นคดีพิเศษ โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) บอกว่าได้ขยายการสอบสวนไปถึงการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 ประเทศไทย จำกัด ว่าผู้ถือหุ้นคนไทยนั้นเป็นการถือหุ้นอำพรางหรือไม่ โดยไปที่บ้านนายประจวบ ที่ จ.ร้อยเอ็ด จำนวน 102,000 หุ้น คิดเป็น 10.2% แต่ไม่พบตัว สอบสวนภรรยา ได้ความว่านายประจวบ ออกจากบ้านไป 2-3 วัน และทราบว่านายประจวบ มีรายได้ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน จากทำงานรับจ้างก่อสร้าง นอกจากนี้ยังพบว่านายประจวบถือหุ้น นิติบุคคลอีก 10 บริษัท มีแนวโน้มว่าเป็นนอมีนี หรือการถือหุ้นอำพราง ส่วนผู้ถือหุ้นคนอื่นอยู่ระหว่างการติดตามตัว นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบบัญชี ยังพบว่าบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ ตอนก่อตั้งมีผู้ถือหุ้น 3 คน เป็นนิติบุคคลก่อน ช่วงแรกนายมนัส ถือหุ้น 306,000 หุ้นจากนั้นโอนให้ นายโสภณ จนเหลือแค่ 3 หุ้น ส่วนนายโสภณ มี 407,997 หุ้น ซึ่งอยู่ระหว่างติดตามว่าเป็นการโอนหุ้นแบบปกติหรือไม่ รวมถึงจะตรวจสอบว่า บุคคลทั้ง 3 ไม่เคยประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง แต่กลับ เป็นผู้ถือหุ้นขนาดใหญ่ และรับงานภาครัฐได้อย่างไร จากตรวจสอบเจอทั้งหมด 29 โครงการ ทั่วประเทศ เป็นเงิน 22,000 ล้านบาท ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า บริษัทไชน่าเรลเวย์ฯ อ้างตัวเป็นไทยแต่ไม่มีประสบการณ์และมาร่วมกับบริษัทไทย มาร่วมประมูล ซึ่งต้องตรวจสอบว่าคนไทยรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ และเอกสารมันเท็จหรือไม่ รวมถึงมุ่งประเด็นการทำกิจการร่วมค้ากับนิติบุคคลของไทย 11 บริษัท โดยเฉพาะตึก สตง. ที่มีบริษัท อิตาเลียนไทยเป็นกิจการร่วมค้าในการประมูลอาคารดังกล่าว โดยจะขอเวลา ประมาณ 2 เดือนตรวจสอบว่าเอกสารทั้งหมด รวมถึง…

Read More

สำนักข่าวซินหัว รายงานวันนี้ (4 เม.ย.68) ศาลรัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้สนับสนุนญัตติของรัฐสภาที่ถอดถอนประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล จากกรณีประกาศกฎอัยการศึกเป็นระยะเวลาสั้นๆ โดยมุน ฮยองแบ รักษาการประธานศาลฯ กล่าวว่าคณะผู้พิพากษา 8 คน มีมติเป็นเอกฉันท์ และคำตัดสินมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายทันที พร้อมกำหนดจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีภายใน 60 วัน รายงานระบุว่ายุน ซอก-ยอล ผู้นำสายอนุรักษนิยมคนนี้ ได้สูญเสียอำนาจประธานาธิบดีทั้งหมดอย่างเป็นทางการ กลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 ของเกาหลีใต้ที่ถูกปลดระหว่างดำรงตำแหน่ง โดยคนแรกคือปัก กึนฮเย อดีตประธานาธิบดีสายอนุรักษนิยม ซึ่งถูกถอดถอนเมื่อปี 2017 และยุนยังเป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ที่ถูกรัฐสภาถอดถอน อนึ่ง ยุนประกาศกฎอัยการศึกฉุกเฉินในค่ำคืนวันที่ 3 ธ.ค. 2024 แต่รัฐสภาที่พรรคฝ่ายค้านครองเสียงข้างมากได้ลงมติยกเลิกกฎอัยการศึกในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา โดยรัฐสภาผ่านญัตติถอดถอนยุนเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2024 และศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาญัตติดังกล่าวรวม 11 ครั้ง เมื่อนับถึงวันที่ 25 ก.พ. 2025 คำตัดสินสุดท้ายของศาลรัฐธรรมนูญมีขึ้นหลังจากเวลาผ่านพ้นไป 111 วัน ซึ่งนานกว่าการถอดถอนปัก กึนฮเย ที่ใช้เวลา 92 วัน และการถอดถอนโนห์ มูฮยอน ที่ใช้เวลา 64 วัน (แฟ้มภาพซินหัว : ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้อ่านคำตัดสินถอดถอน ปธน.ยุน ซอก-ยอล ในกรุงโซลของเกาหลีใต้ วันที่ 4 เม.ย. 2025)#ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #เกาหลีใต้ #ยุนซอกยอล

Read More