Author: Writer Publisher

ชาวกระบี่จำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่สบายใจ เมื่อทราบว่าภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 บนผนังอาคารธนาคารแห่งหนึ่งในจังหวัดกระบี่ ถูกทาสีทับไปเมื่อไม่นานมานี้ ธนวัช ภูเก้าล้วน เจ้าของโครงการหมู่บ้าน “เค-อเวนิว2@ถนนมหาราช-นภาจรัส” จ.กระบี่ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 ระบุว่า ตนเองรู้สึกเช่นเดียวกับชาวกระบี่ และในฐานะคนหนึ่งที่ผูกพันกับเมืองนี้ จึงอาสาเป็นสะพานประสานงานเพื่อคืนภาพวาดสำคัญกลับมา หลังพูดคุยกับผู้จัดการธนาคารที่เกี่ยวข้อง ธนวัชได้รับคำชี้แจงว่า ผนังอาคารมีรอยร้าวและมีน้ำซึมจนเอกสารภายในได้รับความเสียหาย จึงจำเป็นต้องซ่อมแซมด่วน ส่งผลให้ต้องทาสีทับผนังทั้งหมด รวมถึงภาพวาดที่อยู่บริเวณนั้น “ผมจึงถามต่อว่า ถ้าผมอยากขอใช้พื้นที่ผนังเดิม เพื่อวาดภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นมาใหม่ จะเป็นไปได้ไหม? คำตอบที่ได้รับคือ—ธนาคารยินดีและไม่ขัดข้อง” ธนวัชระบุ ขณะนี้เขาได้ประสานกับ “ครูอะไหล่” ชวัส จำปาแสน ศิลปินจากมูลนิธิสานต่อที่พ่อทำ เพื่อเตรียมการวาดภาพใหม่ในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการทำงานกลางแจ้ง “ผมเข้าใจความรู้สึกของทุกคนครับ ภาพนี้ไม่ใช่แค่ภาพวาด แต่มันคือความทรงจำ ความเคารพ และความผูกพันที่มีต่อพ่อของแผ่นดิน” ธนวัชกล่าว พร้อมแจ้งข่าวกับพี่น้องชาวกระบี่ว่า กำลังจัดทำหนังสือขออนุญาตใช้พื้นที่จากธนาคารอย่างเป็นทางการ และหากได้รับการอนุญาต เราอาจได้เห็นภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์กลับมาอีกครั้ง—สวยงาม อบอุ่น และอยู่ในหัวใจของคนกระบี่ตลอดไป อ้างอิง: ธนวัช ภูเก้าล้วน. (4 เม.ย. 2568). โพสต์เฟซบุ๊ก #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม

Read More

พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอ 5 ข้อยกระดับการรับมือแผ่นดินไหว เน้นตรวจอาคารทั่วประเทศให้ “ประชาชนเชื่อมั่นกลับมาใช้ชีวิตได้” พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรต่อญัตติเรื่อง “แผ่นดินไหว” ซึ่งได้รับการเสนอโดยหลายพรรคการเมือง เพื่อร่วมกันสะท้อนปัญหาและส่งข้อเสนอไปยังฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะการยกระดับภารกิจสำคัญอย่าง “การตรวจสภาพความปลอดภัยของอาคาร” พริษฐ์ระบุว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่คาดฝัน แต่เป็นวิกฤตที่นักการเมืองไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ พร้อมย้ำว่า ไม่ว่าจะอยู่ฝั่งรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน สมาชิกสภาทุกคนมีหน้าที่ร่วมติดตาม เติมกำลัง และสนับสนุนหน่วยงานรัฐให้ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และเป็นธรรมที่สุด 5 ข้อเสนอเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการวิกฤต โดยเฉพาะเรื่อง “การตรวจอาคาร” พริษฐ์ชี้ว่า จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะและข้อร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ พบว่าสถานการณ์การตรวจสอบอาคารในแต่ละจังหวัดยังมีความคืบหน้าไม่เท่ากัน จึงได้นำเสนอ 5 ข้อเสนอ แบ่งเป็น 4 ข้อเสนอเฉพาะหน้า และ 1 ข้อเสนอเชิงโครงสร้าง ดังนี้: [ข้อเสนอระยะสั้น – เพื่อดำเนินการได้ทันที] 1. ยกระดับ Traffy Fondue เป็นช่องทางกลางสำหรับรับเรื่องร้องเรียนหรือคำขอตรวจสอบอาคารจากทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะ กทม. 2. บริหารจัดการวิศวกรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรวบรวมวิศวกรจากภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม มาอยู่ภายใต้การบริหารแบบศูนย์กลางระดับประเทศหรือจังหวัด 3. จัดลำดับความสำคัญในการตรวจสอบ โดยให้ความสำคัญตามความเร่งด่วนในการใช้งานและความซับซ้อนของอาคารแต่ละประเภท 4. สร้างระบบข้อมูลและ Dashboard กลาง เพื่อแสดงสถานะการตรวจสอบของอาคาร 9 ประเภทในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ [ข้อเสนอระยะยาว – เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง] 5. ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจังหวัด ให้คล้ายกับระบบของกรุงเทพมหานคร เพื่อลดความซ้ำซ้อนระหว่างส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้บริหารกับประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง พริษฐ์ย้ำว่า “การตรวจสอบอาคาร” ไม่ใช่เพียงแค่ภารกิจทางเทคนิค แต่คือ “รากฐานของความเชื่อมั่น” ที่จะทำให้ประชาชนกล้ากลับมาใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้งอย่างมั่นใจ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการยกระดับการจัดการภัยพิบัติในประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #เที่ยงเปรี้ยงปร้าง #ข่าวการเมือง #รัฐบาลแพทองธาร #แพทองธารชินวัตร

Read More

“ผมว่าความคิดที่ว่าเสียงข้างมากถูกที่สุด มันเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง” — ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, ส.ส. พรรคประชาชน กลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 3 เมษายน 2568 – เกิดเหตุการณ์ที่หลายคนกำลังจับตาว่า “จะซ้ำรอยประวัติศาสตร์หรือไม่” เมื่อรัฐบาลเสียงข้างมาก นำโดยพรรคเพื่อไทย ใช้เสียงโหวตเปลี่ยนวาระการประชุมอย่างกะทันหัน แทรกเรื่อง “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” หรือร่างกฎหมายกาสิโน ให้ขึ้นมาพิจารณาแทน “ญัตติแผ่นดินไหว” ที่ฝ่ายค้านเสนอเพื่อแก้ปัญหาสำคัญเร่งด่วนของประชาชน ⸻ เสียงข้างมาก…เพื่อใคร? ฝ่ายค้านนำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน แถลงหลังการแพ้โหวตว่า “ญัตติแผ่นดินไหวเป็นเรื่องเร่งด่วนจริงๆ ประชาชนรอคำตอบอยู่ แต่รัฐบาลกลับแทรกญัตติกาสิโนขึ้นมาก่อน ทำให้สภาเสียเวลา สูญเสียความชอบธรรม” ขณะทีี่ รังสิมันต์ โรม แฉตรง ๆ ว่า “ส.ส. รัฐบาลแค่ไม่อยากอยู่สภาดึกๆ เลยรีบเปลี่ยนวาระ ก่อนที่ฝ่ายค้านจะได้อภิปราย” คำอธิบายนี้ฟังดูเบา แต่ตีแสกหน้าหนักมาก เพราะมันบ่งชี้ว่าเสียงข้างมากในสภากำลังใช้อำนาจเพื่อ “จัดการเวลา” ให้เหมาะกับความสะดวกของฝ่ายตัวเอง มากกว่าจะให้ความสำคัญกับประเด็นที่กระทบประชาชนทั้งประเทศอย่างแผ่นดินไหว ⸻ ย้อนอดีต…เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน บรรยากาศนี้ไม่ต่างจากยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ที่เสียงข้างมากถูกใช้เป็น “อาวุธทางการเมือง” “สิ่งที่เคยเกิดในยุคทักษิณ…กำลังย้อนกลับมาในรูปแบบที่คุ้นเคย • เพื่อแทรกวาระ • เพื่อกลบเสียงข้างน้อย • เพื่อเดินหน้านโยบายที่เอื้อตัวเองและพวกพ้อง ฯลฯ วันนั้น…เสียงข้างมากพังมาแล้ว วันนี้…เสียงข้างมากกำลังจะ “ซ้ำรอย?” วันนั้น…ฝ่ายค้านลุกขึ้นถามหาความโปร่งใส วันนี้…ฝ่ายค้านถามว่า “เร่งกาสิโนเพื่อใคร?” ⸻ ดีลการเมือง หรือเจตจำนงของประชาชน? พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลอยากจริงจังกับนโยบายกาสิโน ทำไมไม่ใช้ช่วงปิดสมัยประชุมทำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ให้รอบด้าน? “ยิ่งรีบ ยิ่งน่าสงสัยว่า รัฐบาลยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะรองรับนโยบายนี้” — พริษฐ์ วัชรสินธุ ในขณะที่ประชาชนยังไม่มีข้อมูล ในขณะที่ผลกระทบยังไม่ถูกประเมิน ในขณะที่ญัตติที่สำคัญกับชีวิตผู้คนจริงๆ ถูกแทรกกลางทาง หากการเร่งพิจารณา ”กาสิโน“ เกิดจากแรงกด การผลักดันกาสิโนจึงดูไม่ต่างจาก “วาระเฉพาะกิจที่ทำตามดีล” มากกว่า “วาระเพื่อสาธารณะ” ⸻…

Read More

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการและสื่อมวลชนอาวุโส วิพากษ์แนวคิดการเปิดบ่อนกาสิโนในประเทศไทยภายใต้ชื่อ “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ว่าเป็นเพียงการนำแนวคิดเก่ากลับมาปัดฝุ่นในยามที่รัฐบาลตกอยู่ในภาวะ “จนตรอก” ทั้งในแง่การเงินและสติปัญญา พร้อมชำแหละข้ออ้างสนับสนุนการเปิดบ่อนว่าเป็นการหลอกตัวเองและซ้ำเติมสังคม “หากรัฐบาลไม่จนเงิน ก็จนตรอกทางปัญญา เป็นตัวชี้วัดระดับหนึ่งของความล้มเหลวในการบริหารประเทศ” — ดร.เจิมศักดิ์ ดร.เจิมศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลมักหยิบยกแนวคิดบ่อนถูกกฎหมายขึ้นมาในเวลาที่ขาดรายได้ และพยายามอำพรางบ่อนในรูปของศูนย์รวมความบันเทิงที่ตั้งอยู่ใกล้สนามบินหรือเมืองใหญ่ ซึ่งเปิดโอกาสให้เฉพาะนักลงทุนรายใหญ่ที่มีเงินหลายแสนล้านบาท ค้านข้ออ้าง “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ชี้พนันไม่สร้างคุณค่า เขาชี้ว่าแม้ธุรกิจการพนันจะมีเงินหมุนเวียนสูง แต่เป็นเพียงการโอนเงินจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง ไม่ได้สร้างสินค้า บริการ หรือเพิ่มผลิตภาพให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวม แตกต่างจากการลงทุนที่สร้างงานและกระตุ้นการผลิต “เงินหมุนในบ่อน ไม่ต่างจากเปลี่ยนกระเป๋า ไม่ได้สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ” นอกจากนี้ ดร.เจิมศักดิ์ยังเตือนถึงผลกระทบทางสังคม ทั้งการเสียเวลา โอกาส และการนำทรัพยากรมนุษย์ไปใช้ผิดทาง รวมถึงปัญหาอาชญากรรม ฟอกเงิน ความรุนแรงในครอบครัว และพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ บ่อนถูกกฎหมายไม่ใช่ทางออกของบ่อนเถื่อน ต่อข้ออ้างที่ว่าการเปิดบ่อนจะช่วยลดบ่อนเถื่อนนั้น ดร.เจิมศักดิ์ชี้ว่าไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าบ่อนเถื่อนจะหายไป พร้อมยกตัวอย่างสลากกินแบ่งที่แม้จะมีรัฐบาลควบคุม แต่ “หวยใต้ดิน” และการพนันออนไลน์ก็ยังเฟื่องฟูอย่างต่อเนื่อง เตือนบ่อนถูกกฎหมายเป็นช่องทางฟอกเงิน–คอร์รัปชัน เขายังกล่าวถึงอันตรายที่บ่อนอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน และเป็นฐานผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเตือนว่าอาจซ้ำรอยกรณีที่นักการเมืองเคยอ้าง “ได้รายได้จากการเล่นพนัน” เพื่อตบตาศาลในคดีทุจริต ย้อนไปสมัยรัชกาลที่ 5 สั่งเลิกบ่อนเพราะมอมเมาประชาชน บทความยังย้อนประวัติศาสตร์ว่าประเทศไทยเคยมีบ่อนถูกกฎหมายตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 จนถึงรัชกาลที่ 6 แต่ในที่สุด “พระพุทธเจ้าหลวง” ทรงมีพระราชดำริให้เลิกบ่อน เพราะเห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและสังคม โดยพระราชหัตถเลขาที่ทรงบันทึกไว้ถึงกับระบุว่า “ถ้าชาวบางกอกได้รู้ไปเล่นแล้วฉิบหายกันไม่เหลือ…ต้องห้ามทันที” ปิดท้ายด้วยคำถามแทงใจนักการเมือง ดร.เจิมศักดิ์ทิ้งท้ายด้วยคำถามตรงไปตรงมาถึงนักการเมืองที่ผลักดันนโยบายบ่อนบันเทิงครบวงจรว่า “หากคนในครอบครัวท่านติดการพนัน…ท่านจะยังสุขสบายใจได้หรือไม่?” พร้อมวิจารณ์ว่าเพราะ “เงินและผลประโยชน์” ทำให้เกิดความคิดแบบสองมาตรฐาน แยกคนในครอบครัวออกจาก “ประชาชน” ที่จะได้รับผลกระทบ อ่านบทความต้นฉบับได้ที่ https://www.facebook.com/share/192T9otbv7/?mibextid=wwXIfr

Read More

กรุงเทพฯ – สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์หมายเลข สสท. 046/2025 แสดงจุดยืนคัดค้าน (ร่าง) พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. อย่างชัดเจน โดยระบุว่า การอนุญาตให้มีการพนันและคาสิโนถูกกฎหมายจะก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมอย่างลึกซึ้งและรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน พร้อมเตือนว่าความรักในเงินตราคือรากเหง้าของความชั่วร้ายทั้งปวง ข้อความในแถลงการณ์เริ่มต้นด้วยการยกพระคัมภีร์ 1 ทิโมธี 6:9-10 ว่า “คนที่อยากรวยก็ตกเป็นเหยื่อของการถูกผจญ ติดกับดัก และตกลงไปในตัณหาชั่วร้ายโง่เขลามากมาย ซึ่งทำให้มนุษย์จมลงสู่ความพินาศย่อยยับ ความรักในเงินตรา เป็นรากเหง้าของความชั่วร้ายทุกประการ…” สภาฯ ชี้ว่า พระศาสนจักรคาทอลิกมีพันธกิจในการสอนศีลธรรมเพื่อประโยชน์ของชีวิตที่ดีงามของสังคม และจากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการของร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลตระหนักถึงหน้าที่ในการออกกฎหมายที่ชอบธรรมและสอดคล้องกับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ “สภาประมุขบาทหลวงฯ ขอยืนยันเจตนารมณ์ของพระศาสนจักรในการคัดค้านอย่างหนักแน่น และขอให้รัฐบาลได้โปรดทบทวน ยุติ และระงับการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้” แถลงการณ์ระบุ พร้อมชี้ว่า การพนันจะนำมาซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นหนี้สิน อาชญากรรม การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ รวมถึงการล่อลวงเด็กและเยาวชนเข้าสู่วงจรอันตราย ในตอนท้าย แถลงการณ์เน้นย้ำว่า “กิจกรรมทางเศรษฐกิจและศีลธรรมมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด” และเรียกร้องให้รัฐบาลมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานคุณธรรมอย่างยั่งยืน โดยไม่แลกอนาคตของสังคมกับผลประโยชน์ทางรายได้ระยะสั้น แถลงการณ์ลงนามโดย อาร์ชบิชอป ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 2025 / พ.ศ. 2568 #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #เที่ยงเปรี้ยงปร้าง #ข่าวการเมือง #รัฐบาลแพทองธาร #แพทองธารชินวัตร #เพื่อไทย #กาสิโน #กาสิโนถูกกฎหมาย #ค้านกาสิโนพนันออนไลน์

Read More

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ถึงเหตุวุ่นวายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวาน ที่ชัดเจนแล้วว่า พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ จะพิจารณาในวันที่ 9 เมษายน ตามที่รัฐบาลเตรียมการไว้แล้วทั้งสิ้น และการผ่านวาระที่ 1 ต้องมีเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองในสภาฯ ทั้งนี้เห็นว่าแต่ละพรรคการเมืองแสดงท่าทีและจุดยืนที่แบ่งเป็นทั้งสนับสนุนให้เปิดบ่อนกาสิโน คือพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย พรรคที่ไม่เอาบ่อนกาสิโก คือพรรคพลังประชารัฐ และพรรคไทยสร้างไทย ส่วนพรรคที่ซุ่มเงียบไม่กล้าแสดงจุดยืนกลัวเสียมวลชน คือพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งต้องประกาศตัวให้ชัดเจนว่า เอาบ่อนกาสิโน หรือไม่ สุดท้ายคือพรรคการเมืองที่แสดงจุดยืน และท่าทีไม่ชัดเจน ไม่ฟันธง พูดแบบกั๊กๆ คือพรรคประชาชน และพรรคประชาชาติ นายเทพไทจึงถามหาจุดยืนของพรรคประชาชน ว่า เห็นด้วยกับการเปิดบ่อนกาสิโนหรือไม่ ไม่ต้องออกมาแสดงเหตุผลแบบกั๊ก หรือครึ่งๆกลางๆ ตีกรรเชียงอีกต่อไป ฟันธงไปเลยว่า จะเอาหรือไม่เอา ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ อยากฟังเสียงของประชาชนว่าจะเอาอย่างไร ก็ต้องสนับสนุนให้มีการทำประชามติ เพื่อประกอบการตัดสินใจของพรรคประชาชน ในส่วนของพรรคประชาชาติ ที่มีจุดยืนชัดเจนว่าบ่อนกาสิโนขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม เมื่อพรรคประชาชาติมีฐานมวลชน และสมาชิกเป็นมุสลิมนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ ต้องประกาศจุดยืนให้ชัดเจนว่า สนับสนุนการเปิดบ่อนกาสิโนของรัฐบาลหรือไม่ อย่าทำตัวเป็นแอบ เลียบๆเคียงๆ “จึงขอเป็นตัวแทนของคนไทยทุกคน ขอให้ทุกพรรคการเมือง ประกาศจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อประกอบการตัดสินใจ ของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า” #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #เที่ยงเปรี้ยงปร้าง #ข่าวการเมือง #รัฐบาลแพทองธาร #แพทองธารชินวัตร #เพื่อไทย #กาสิโน #กาสิโนถูกกฎหมาย

Read More

3 เมษายน 2568 – รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภาและนักเคลื่อนไหวทางสังคม โพสต์ข้อความเรียกร้องให้รัฐสภาและรัฐบาลยุติการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ที่มีข้อสงสัยว่ามีการ “สอดไส้” บ่อนกาสิโนเข้าไปในกฎหมายฉบับนี้ พร้อมย้ำว่า ไม่มีพรรคการเมืองใดหาเสียงด้วยนโยบายบ่อนกาสิโน จึง ไม่มีความชอบธรรมในการโหวตรับร่างกฎหมายในสภา “ประชาชนเลือกผู้แทน ไม่ใช่เลือกโจรมาปล้นบ้านตัวเอง ใช่หรือไม่?”– รสนา โตสิตระกูล เธอยกกรณีตัวอย่างเมื่อปี 2542 ที่เกิดคดีทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์วงเงิน 1,400 ล้านบาท โดยอดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขในขณะนั้น อ้างว่าเงินที่ได้มาโดยไม่มีที่มาชัดเจนเกิดจากการพนันในบ่อนกาสิโนต่างประเทศ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่รับฟังข้ออ้างนี้ และพบว่าเป็นเงินสินบนจากบริษัทยาโดยใช้วิธีทำนิติกรรมอำพราง สุดท้ายศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 15 ปี และยึดทรัพย์ 233 ล้านบาทคืนแผ่นดิน หากบ่อนถูกกฎหมาย = ฟอกเงินถูกกฎหมาย รสนาเตือนว่า หากร่างกฎหมายสถานบันเทิงที่แอบแฝงบ่อนกาสิโนผ่านสภา จะเปิดทางให้เงินผิดกฎหมายทุกประเภท — ทั้งสินบน การค้ายา ค้ามนุษย์ ไปจนถึงการปล้น — ถูกนำมาฟอกขาวผ่านกิจกรรมในบ่อนกาสิโนที่ถูกกฎหมาย “สิ่งนี้คือสิ่งที่นักการเมืองต้องการ ใช่หรือไม่?” พร้อมย้ำว่า “รัฐบาลประชาธิปไตยที่แท้จริง” ต้องอยู่ภายใต้กรอบสัญญาประชาคม และอำนาจที่ได้รับมาจากประชาชนในการเลือกตั้ง ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลมีสิทธิทำเฉพาะสิ่งที่ประกาศไว้ในการหาเสียง ไม่ใช่ฉวยโอกาสผลักดันนโยบายใหม่ที่ประชาชนไม่เคยให้ฉันทามติ ประชาชนมีสิทธิปฏิเสธ – เรียกร้องประชามติ รสนายังเรียกร้องให้รัฐบาลใช้กลไกประชามติ หากคิดว่าการตั้งบ่อนกาสิโนคือสิ่งที่ประชาชนยอมรับได้ เพราะไม่เช่นนั้นจะเท่ากับ “ใช้อำนาจเกินขอบเขต” และอาจนำไปสู่การใช้พลังประชาธิปไตยทางตรงของประชาชนในการขับไล่รัฐบาลที่ผิดสัญญา “ถ้ารัฐบาลทนรอไม่ไหวถึงการเลือกตั้งสมัยหน้า ก็จงถามประชาชนผ่านประชามติ!” เธอยังฝากเตือนประธานรัฐสภาว่า การปล่อยให้ร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่สายพานการออกกฎหมาย คือการทรยศต่อความไว้วางใจจากประชาชน และไม่ต่างจาก “ปล้นอนาคตลูกหลานไทยอย่างถูกกฎหมาย” บทเรียน “นิรโทษกรรมสุดซอย” อาจซ้ำรอย รสนาย้อนรอยบทเรียนทางการเมืองจาก ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย ที่เคยจุดชนวนวิกฤตศรัทธารัฐบาลในอดีตเพราะการออกกฎหมายช่วงตีสามตีสี่ว่า หากนักการเมืองยังไม่รับฟังเสียงของประชาชน กฎหมายบ่อนกาสิโนอาจกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่ทำให้เกิด “อุบัติเหตุทางการเมือง” ได้อีกครั้ง “บ่อนกาสิโนไม่ใช่สิ่งที่พรรคใดหาเสียงไว้ ไม่มีสิทธิฮั้วกันโหวตรับประชาชนจะไม่ยอมให้ลักไก่ฟอกเงินผ่านสภา” อ่านโพสต์ต้นฉบับของ รสนา โตสิตระกูล

Read More

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ให้สัมภาษณ์ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ถึงการเคลื่อนไหวของประชาชนในการคัดค้านกาสิโนว่า 9 เมษายนนี้ จะเคลื่อนจากทำเนียบไปสภาฯ เพื่อติดตามว่าจะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร หรือ กาสิโน หรือไม่ “เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่หยุดแต่จะดันให้ได้ และสุดท้ายก็จะไม่รอด นายกฯ อาจต้องลาออกหรือยุบสภา เพราะกระแสคัดค้านจะแรงขึ้นเรื่อย ๆ บรรยากาศไม่ต่างจากยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ดันกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ถ้าอยากหยุดกระแสนี้รัฐบาลต้องยกเลิกกาสิโนเท่านั้น เพราะไม่ได้เป็นผลดีต่อชาติบ้านเมืองเลย นำไปสู่การฟอกเงิน อาชญากรรม นักการเมืองจะหาผลประโยชน์ได้ง่ายขึ้น ประชาชนอ่อนแอ รัฐบาลต้องถอนร่างกฎหมายและประกาศยุติการผลักดันทั้งหมด” การสิโน…กระเป๋าเงินนักการเมือง?ประธานพรรคไทยภักดี บอกว่า สังคมไทยเป็นสังคมทุจริต เฉพาะปกติเวลาขอใบอนุญาตก็ต้องจ่ายใต้โต๊ะ กาสิโนลงทุนแสนล้านได้ใบอนุญาต 30 ปี มีผลประโยชน์มหาศาล ซึ่งคณะกรรมการนโยบายที่นายกฯ เป็นประธานมีอำนาจกำหนดทั้งภาษี การให้ใบอนุญาต รวมถึงค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่กำหนดเพดานสูงสุดไว้ที่ 5 พันล้านบาทด้วย ขณะที่รายได้เข้าประเทศไม่ชัดเจน แตกต่างจากสิงคโปร์กำหนดเลยว่า 17% มาเก๊า 35% แต่ไทยยังไม่กำหนด “เป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์ใช่หรือไม่ ที่เร่งรีบทำนโยบายนี้เพราะมีผลประโยชน์ใช่หรือไม่ ส่วนภาษีที่นายกฯ บอกจะได้จากกาสิโนแค่ 3 พันกว่าล้านบาทเท่านั้น ไม่คุ้มกับความเสียหายของชาติบ้านเมือง ถ้าสร้างรายได้ให้ประเทศไม่เป็นคุณไม่ควรอยู่ ในตำแหน่งนี้อีกต่อไป อย่าเอาประเทศไปเปิดบ่อน” อย่าประเมินประชาชนต่ำ ย้ำกระแสต้านแรงหลังจากนี้ทั้งภาคประชาชน ภาควิชาการ เครือข่ายต่าง ๆ จะจัดเวทีให้ข้อมูลกับประชาชน เพื่อเห็นถึงพิษภัยของกาสิโน “ผมคิดว่ารัฐบาลประเมินสถานการณ์ผิดพลาด คิดว่าประชาชนอ่อนล้า ม็อบอ่อนแรง จึงพยายามรวบรัดเร่งรีบ การทำแบบนี้ยิ่งเร่งปฏิกริยาจากประชาชน ให้ออกมาต่อต้านมากขึ้น ไม่มีแผ่วหรืออ่อนแรง มีแต่จะแข็งแกร่งมากขึ้น เรื่องนี้จะทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้” เขาบอกว่าตอนนี้มีแต่คนบ่นเรื่องกาสิโน ทำไมรัฐบาลไม่เห็นศพ คราบน้ำตา ที่ยังกองอยู่บริเวณตึกสตง.ถล่ม แต่กลับฉวยโอกาสผลักดันกาสิโน ทำให้กระแสต่อต้านแรงขึ้นเรื่อย ๆ “ผมเชื่อว่าที่จะเอาให้ได้เพราะมีดีลพิเศษเรื่องผลประโยชน์ ไม่แคร์ประชาชน จะเป็นชนวนให้คนออกมาต่อต้าน“ ซัดพรรคร่วมรัฐบาล “ไม่ใช่พายเรือให้โจรนั่ง แต่ร่วมมือกับโจร”ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลจะถูกกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ และประชาธิปัตย์ว่า จะมีจุดยืนอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ภูมิใจไทยก็เคยแถลงไม่เห็นด้วยสี่ข้อ มาวันนี้ทั้งสี่ข้อก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่กลับสนับสนุนจนผ่านความเห็นชอบจากครม.เข้าสภาฯ ”ทั้งภูมิใจไทย…

Read More

เป็นครั้งแรกที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรยอมรับว่าเป็นการประชุมสภาฯ ที่วุ่นวายมากที่สุด ต้องใช้เวลาครึ่งวันกว่าที่จะเดินหน้าอภิปรายญัตติด่วนเกี่ยวกับแผ่นดินไหวและตึก สตง.ถล่ม ประเด็นความป่วนของสภาฯ อยู่ที่ก่อนจะเข้าญัตติด่วนแผ่นดินไหว-ตึกถล่มของ “เท้ง” ณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ปรากฎว่านายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.พรรคเพื่อไทยเสนอญัตติแทรกให้สภาฯ โหวตให้เลื่อนวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ขึ้นมาพิจารณาเป็นวาระแรกในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางการประท้วงของ สส.ฝ่ายค้าน ที่ระบุว่าทำไมให้ความสำคัญกับกฎหมายสถานบันเทิง กาสิโน มากกว่าชีวิตของประชาชน แต่ สส.รัฐบาลอ้างว่าแค่ขอใช้เวลาโหวตเพียงเล็กน้อย ไม่ได้ผลักดันให้พิจารณาวันนี้ จนเกิดการถกเถียงกันไปมาและโห่ฮาลั่นสภาฯ ขณะประธานวันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งทำหน้าที่ประธานพยายามควบคุมการประชุม เริ่มจากสั่งพักการประชุม แต่เมื่อกลับมาใหม่ก็ยังเกิดการประท้วงวุ่นวายเช่นเดิม ความวุ่นวายถึงขีดสุดเมื่อ สส.รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชนลุกขึ้นประท้วงและขอชี้แจงเพิ่มเติม ขณะที่ประธานวันนอร์ไม่อนุญาต เพื่อจะได้โหวตว่าจะเลื่อนญัตติ “กาสิโน” หรือไม่ แต่นายรังสิมันต์ไม่ยอมหยุด จนประธานวันนอร์ต้องปิดไมโครโฟน ลุกขึ้นยืน และเรียกตำรวจสภาฯ เข้ามาระงับเหตุ ก่อนที่ประธานวันนอร์จะอารมณ์เย็นลงและค่อยๆ ให้นายรังสิมันต์ยุติการอภิปรายฯ เหตุการณ์น่าจะจบลงด้วยดีเมื่อฝ่ายรัฐบาลชนะโหวตให้เลื่อนญัตติกฎหมาย “กาสิโน” ขึ้นมาบรรจุวาระสัปดาห์หน้าแล้ว แต่นายอนุสรณ์เสนอญัตติให้เลื่อนขึ้นมาเป็นวาระแรกในการประชุมครั้งหน้าอีก คราวนี้เกิดปัญหาเช่นเดิม เมื่อ สส.ฝ่ายค้านเห็นว่าควรลำดับวาระปกติ ซึ่งมีกฎหมายเกี่ยวกับผู้ต้องขังทางการเมืองรออยู่ด้วย ก็เกิดการประท้วงกันไปมาอีก กระทั่งจบที่รัฐบาลชนะโหวตอีกครั้ง ก่อนที่สภาฯ จะพิจารณาญัตติด่วนแผ่นดินไหว-ตึกถล่มต่อไป

Read More

วันนี้ (3 เมษายน 2568) กรมสรรพากรโดยสำนักงานสรรพากรภาค 3 เข้ากล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อดำเนินคดีอาญากับ บริษัท ซิน เคอหยวน จำกัด และคณะกรรมการบริษัท หลังตรวจพบการใช้ใบกำกับภาษีปลอมกว่า 7,000 รายการ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 200 ล้านบาท การกล่าวโทษดังกล่าวเกิดขึ้นหลังกรมสรรพากรตรวจสอบภาษีของบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กเส้นที่เคยใช้ในการก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยพบว่าระหว่างเดือนกรกฎาคม 2558 ถึงมีนาคม 2560 บริษัทฯ มีการนำใบกำกับภาษีปลอมหรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 7,426 ฉบับ มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท มาใช้ขอคืนภาษี การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดอาญาตามมาตรา 90/4 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2565 ได้กำหนดให้เป็นคดีพิเศษที่อยู่ในอำนาจสอบสวนของ DSI ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดี DSI เป็นผู้รับเรื่องร้องทุกข์จากกรมสรรพากร พร้อมระบุว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ แม้จะเป็นกรณีที่ความผิดเกิดก่อนมีการก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน แต่ก็เป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษและกรมสรรพากร ที่ขยายผลจากกรณีอาคารถล่ม ซึ่งจะเสนอให้อธิบดี DSI รับเป็นคดีพิเศษโดยเร็ว เนื่องจากมีมูลค่าความเสียหายเข้าหลักเกณฑ์” คดีนี้จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลสู่เครือข่ายการใช้ใบกำกับภาษีปลอมในวงกว้าง ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งกับภาคธุรกิจและโครงการก่อสร้างระดับชาติ.

Read More