Author: Writer Publisher

ค่าไฟฟ้าเดือดกลางศึกซักฟอก: เพื่อนพ่อทำค่าไฟแพง? “มีเพื่อนเป็นเจ้าสัว ไม่ผิด…แต่ผิดถ้ารัฐบาลเดินหน้าช่วยให้เจ้าสัวได้เงินจากประชาชน”— วรภพ วิริยะโรจน์, ส.ส.พรรคประชาชน สภาฯ ถึงจุดเดือดระหว่างศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ปม“ค่าไฟแพง” ที่ไม่ใช่แค่ภาระประชาชน แต่กลายเป็นจุดเชื่อมโยงไปถึงข้อสงสัยเรื่อง “ทุจริตเชิงนโยบาย” และความสัมพันธ์ระหว่าง ทักษิณ ชินวัตร บิดานายกฯ กับกลุ่มทุนพลังงาน เมื่อค่าไฟคือเวทีการเมือง และประชาชนคือคนจ่าย ฝ่ายค้านนำโดย ส.ส.พรรคประชาชน เปิดฉากด้วยข้อกล่าวหาหนักแน่นว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ แพทองธาร ชินวัตร เดินหน้าโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนระยะที่ 2 จำนวน 3,600 เมกะวัตต์ โดยไม่มีการเปิดประมูลแข่งขัน กำหนดราคารับซื้อไว้ล่วงหน้า สร้างภาระทางการเงินกว่า 1 แสนล้านบาท ให้กับประชาชนโดยตรง “นายกฯ ตั้งใจโกงค่าไฟประชาชน”— วรภพ วิริยะโรจน์ กล่าวหากลางสภาฯ เพื่อนพ่อ…กับพลังงานแพง? การอภิปรายยิ่งเข้มข้น และทวีความร้อนแรงขึ้น เมื่อมีการขยี้ถึงปม “ความสัมพันธ์” ระหว่าง ทักษิณกับกลุ่มทุนพลังงานที่ได้รับประโยชน์ จากการลงนามในโครงการหลายโครงการ “พบว่านายทักษิณออกตีกอล์ฟกับกลุ่มทุนพลังงานหลายครั้ง”— วรภพ กล่าว การมีเพื่อนเป็นเจ้าสัวไม่ผิดแต่การเดินหน้านโยบายเปิดทางให้เพื่อนของพ่อได้ประโยชน์ นั่นต่างหากคือปัญหา ล็อกโควตา-กดประชาชน: เสรีเฉพาะกลุ่ม? โครงการรับซื้อไฟฟ้าระยะที่ 1 (5,200 เมกะวัตต์) ก็ถูกชี้ว่า ล็อกโควตาให้กลุ่มทุนสนิทของครอบครัวนายกฯ เช่นกัน ทั้งที่ควรเปิดให้ประชาชนทั่วไปมีโอกาสติดโซลาร์เซลล์มากขึ้น แต่แผนพัฒนาพลังงานกลับไม่เพิ่มโควตาประชาชนจาก 9,000 หลังคาเรือนเดิม ทั้งที่เป้าเมกะวัตต์เพิ่มกว่า 3 เท่า “นี่คือการผูกขาดในชื่อของเสรีพลังงาน”— วรภพ กล่าว PDP ปั้นตัวเลข-ปั้นสัมปทาน: แผนนี้ใครได้? ศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.พรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ล่าช้า เพราะมีความพยายามยัดโครงการกลุ่มทุนที่นายกฯ และครอบครัวสนิทสนม โดยให้ ปั้นตัวเลขความต้องการไฟฟ้าในอนาคตสูงเกินจริง เพื่อเปิดทางให้สร้างโรงไฟฟ้าใหม่อีก 16 โรง “ใครเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าเหล่านั้น ประชาชนอยากรู้”— ศุภโชติ ตั้งคำถาม เขื่อนแพง-ชื่อคุ้น:…

Read More

“ถึงแม้ว่าดิฉันจะอายุน้อยกว่าท่าน แต่ดิฉันมั่นใจว่าดิฉันก็เสียภาษีให้รัฐมากกว่าท่านแน่นอนค่ะ”– แพทองธาร ชินวัตร, 24 มีนาคม 2568 “ผมเสียภาษีเยอะกว่าพวกมันรวมกันทั้งประเทศอีก”– ทักษิณ ชินวัตร, 9 มีนาคม 2549 สองวรรคทองที่ห่างกันเกือบ 20 ปีต่างพูดในวันที่เจ้าตัวถูกกล่าวหาว่า “หลีกเลี่ยงภาษี”ต่างพยายามใช้ตัวเลขภาษีที่จ่าย…เป็นเกราะคุ้มกันทางศีลธรรม 2549: ขายหุ้น 73,300 ล้านแบบไม่เสียภาษี ย้อนกลับไปในปี 2549 ทักษิณ ชินวัตร ถูกตั้งคำถามครั้งใหญ่ เมื่อครอบครัวขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปให้เทมาเส็กได้เงิน 73,300 ล้านบาท — โดยไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว ด้วยการใช้ชื่อของลูก (พิณทองทาและพานทองแท้) เป็นผู้ถือหุ้น ผ่านช่องว่างของกฎหมายในเวลานั้น แม้จะมีเสียงวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม แต่ที่ปรึกษากฎหมายของทักษิณคือ สุวรรณ วลัยเสถียร ได้ออกมาชี้แจงต่อสังคมว่า “วันนี้ผมไม่ได้มาพูดเรื่องจริยธรรม ต้องขออภัยจริง ๆ ผมก็มั่นใจมากนะ ที่ทำมาก็เรียกว่าตรงไปตรงมา ทุกอย่าง on the table หมดเลยนะครับ” นั่นคือจุดเริ่มต้นของวาทกรรมใหม่ในสังคมไทย “ถูกกฎหมายก็พอแล้ว ไม่ต้องพูดเรื่องจริยธรรม” 2568: หนี้ 4,434.5 ล้าน… กับข้อกล่าวหานิติกรรมอำพราง ตัดภาพกลับมาปี 2568 แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยชี้ว่า อาจ เลี่ยงภาษีการรับให้ ผ่านการออก “ตั๋วสัญญาใช้เงิน” หรือ ตั๋ว PN กับเครือญาติ มูลค่า 4,434.5 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็น “การซื้อหุ้นด้วยเงินเชื่อ” จากพี่ชาย พี่สาว ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ แต่ไม่มีการกำหนดเวลาจ่ายหนี้ ไม่มีดอกเบี้ย และ ยังไม่มีการจ่ายเงินตลอดเกือบ 9 ปี ฝ่ายค้านตั้งคำถามว่า…• หากไม่มีการชำระหนี้จริง หนี้นี้คืออะไร?• การออกตั๋ว PN ทั้ง 9 ฉบับ เป็น “นิติกรรมซื้อขาย” หรือเป็น…

Read More

กดให้จนจะได้แจกหรือ? ทวงบุญคุณหรือ? นโยบายมีแค่นี้หรือ? ที่จะให้มีกิน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี? ตอนนี้…ไร้ทั้งเกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ไร้เงิน และกำลังจะไร้ชีวิต! เป็นคำพูดเดือด ๆ ของ ”ฐิติวัฒน์ กลีบมาลัย“ แกนนำชาวนาภาคกลาง ระอุไม่แพ้อากาศหน้าสภาฯ และอารมณ์ของชาวนาที่มาปักหลักพักค้างฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมป้ายข้อความโจมตีรัฐบาลที่ไม่เหลียวแลชาวนา ไม่ช่วยเอาแต่สับขาหลอก ”พอกันทีรัฐบาลเพื่อไทย” เขาให้สัมภาษณ์ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ว่า “อากาศร้อนพอ ๆ ความรู้สึกของชาวนาที่ระอุอยู่ตอนนี้ ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้ให้ความสนใจเลย ส่งอธิบดีฯ มาสับขาหลอกไปเรื่อย การแก้ปัญหาไม่มี” เขายืนยันว่าการปักหลักชุมนุมหน้าสภาฯ ครั้งนี้ ยังไม่มีกำหนดยุติการชุมนุม จะปักหลักพักค้างไปเรื่อย ๆ จนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข และเมื่อฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว หากนายกฯ ตอบไม่เคลียร์ ก็จะยกระดับเป็นการขับไล่รัฐบาลต่อไป “ข้างในสภาฯ อาจจะยกมือไว้วางใจ แต่ชาวนานอกสภาฯ ไม่ไว้วางใจแล้ว จบกันทีรัฐบาลเพื่อไทย” นโยบายย้อนแย้ง ไม่ช่วยยังซ้ำเติม “ชาวนาวันนี้ทุกข์แสนสาหัส ราคาข้าวตกต่ำต่อเนื่อง รัฐบาลไม่คิดพยุงราคายังซ้ำเติมด้วยการสั่งห้ามเผาตอซังข้าว เพิ่มต้นทุนอย่างน้อย 1 พันบาทต่อไร่ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเราจะเผาพร้อมกันวันที่ 1 เมษายน ถ้ารัฐบาลเห็นหัวชาวนาจริง อย่างน้อยก็ควรชะลอคำสั่งห้ามเผาฯ ไปก่อน เพราะวัฏจักรการทำนา เราต้องเตรียมดินภายใน เมษายนถึงพฤษภาคม เนื่องจากหลังจากนั้นจะมีการปล่อยน้ำท่วมทุ่ง รัฐบาลทำให้ชาวนาเป็นจำเลยเรื่องเผาสร้างฝุ่น PM2.5 ทั้ง ๆ ที่ตอนวิกฤต PM2.5 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ชาวนายังไม่ได้เผาตอซังข้าวเลย” ฐิติวัฒน์ กล่าวเสียงเข้มอย่างอัดอั้นตันใจ เขายืนยันว่า “ชาวนาไม่ได้ต้องการเป็นต้นเหตุในการทำให้เกิด PM2.5 ถ้าห้ามเราเผาก็ต้องมีมาตรการเยียวยารองรับ เพราะต้นทุนเพิ่ม ตอนนี้ขายข้าวได้เพียงแค่ห้าพันบาทเศษ แต่ต้นทุนอยู่ที่ 6,5000-7,000 บาท ขายหมดแต่หนี้ไม่หมด จนหลายคนคิดฆ่าตัวตายแล้ว” ชาวนา ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ไร้เงิน ไร้ชีวิต หรือต้องรอให้มีข่าวเศร้าก่อน รัฐบาลจึงจะช่วยเหลือ เขาถามอย่างสิ้นหวัง “รัฐบาลบอกปาว ๆ จะลดต้นทุนให้ชาวนา…

Read More

“นายกฯ มาเล่นมุก ‘ไม่เป็นความจริงค่ะ’ เย้ยบิ๊กป้อมเอง มันไม่ใช่บทที่ผู้นำควรแสดง มีปัญหาวุฒิภาวะ ถ้าพูดได้แค่นี้ก็สอบตก” เป็นบทสรุปที่ เทพไท เสนพงศ์ อดีตสส.นครศรีธรรมราช ประเมิน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ระหว่างให้สัมภาษณ์ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ด้วยภาษาตรงไปตรงมา พร้อมวิพากษ์การปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาฯ ว่า ไม่มีความเป็นกลาง ประธานหรือมือประท้วงเบอร์ 21 “การทำหน้าที่ของประธานสภาฯ อย่างนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เหมือนเป็นนักประท้วงคนที่ 21 ของพรรคเพื่อไทย เอะอะก็จะให้ ‘ระมัดระวังคำพูด’ ทั้งที่อภิปรายถึงอดีตนายกฯ อย่างเศรษฐา ทวีสิน” เทพไทบอกว่ารู้สึก “เกร็งแทน” เพราะประธานทำตัวไม่เป็นกลาง “เอาใจคนมีอำนาจมากเกินไป” จนเสียบรรยากาศในสภาฯ แจกคะแนนอภิปราย วันนอร์คาบเส้น-นายกฯ สอบตก “ให้แค่ 5 คะแนนครับ สำหรับประธานฯ” “ผู้นำฝ่ายค้านยังพอสอบผ่าน โปรยหัวได้ดี ให้ 8 คะแนน” “ส่วนบิ๊กป้อม ผมให้คะแนนความตั้งใจนะ แต่เนื้อหาไม่ให้มีอะไรใหม่ เหมือนพูดให้ครบ ๆ ไป ให้ 6 คะแนน” แต่พอถึงนายกรัฐมนตรี… เทพไทกลับตอบทันที “ให้ไม่ได้เลยครับ ถ้าพูดได้แค่นี้ก็สอบตก” เหตุผลหลัก? มุก “ไม่เป็นความจริงค่ะ” ที่ตอบสวน พล.อ.ประวิตร “มันเหมือนการเย้ยถากถาง ไม่ใช่สิ่งที่ผู้นำควรทำ หรือควรแสดงเอง เด็ก ส.ส. เล่นได้ แต่ไม่ใช่นายกฯ” “นี่คือภาวะไร้ภาวะผู้นำ มีปัญหาวุฒิภาวะ ไม่รู้จักกาลเทศะ” วิโรจน์เปิดแผล “ชินวัตร” พฤติกรรมถาวร “เลี่ยงภาษี” ในแง่เนื้อหาการอภิปราย เทพไทชื่นชม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่หยิบประเด็นการเลี่ยงภาษีของนายกฯ มาอภิปราย “แม้จะเป็นข้อมูลที่เคยมีมาก่อน แต่การพูดในสภาเป็นการตอกย้ำแผลเก่าของตระกูลชินวัตร ที่มีพฤติกรรมลักษณะนี้มาตั้งแต่ยุคคุณทักษิณจนถึงรุ่นลูก” เขามองว่า ถ้าขยายผลได้ดี…

Read More

บรรยากาศการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ครึ่งวันแรก หลังนายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านฯ และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อภิปรายเปิดญัตติแล้ว สส.หลายคนจากพรรคประชาชน และพลังประชารัฐอภิปรายเน้นไปที่การถือครองที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ การทำนิติกรรมอำพราง หรือซุกหุ้นเพื่อเลี่ยงภาษี ทั้งที่กรมที่ดินทำการเพิกถอนที่ดินแปลงนี้เพื่อกลับไปเป็นที่ธรณีสงฆ์แล้ว นอกจากนี้ฝ่ายค้านยังเตรียมยื่นให้ ป.ป.ช.สอบต่อว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ และเตือน สส.ที่ลงมติไว้วางใจนางสาวแพทองธารอาจถูกร่างแหพ้นจากตำแหน่งหากมีการยื่นคำร้องว่าสนับสนุนผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนจริยธรรม นอกจากนี้ยังนำที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เป็นเงื่อนไขทางการเมืองเจรจาต่อรองกับกรณีที่ดินเขากระโดง ของพรรคใหญ่ร่วมรัฐบาลเพื่อผลประโยชน์ตนเองและครอบครัวอีกด้วย ขณะที่ในการอภิปรายเรื่องนี้ของ สส.ฝ่ายค้านก็จะถูก สส.พรรคเพื่อไทยประท้วงเป็นระยะ จนเกิดความวุ่นวายหลายครั้ง ทั้งนี้ระหว่าง สส.อภิปรายฯ นายกรัฐมนตรีลุกออกจากห้องประชุมตั้งแต่ 09.25 น.และจนถึง 13 นาฬิกานายกรัฐมนตรียังไม่ได้ชี้แจงข้อกล่าวหาเลย ยกเว้นที่ตอบพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่า “ไม่เป็นความจริงค่ะ” เท่านั้น

Read More

เป็นคำชี้แจงของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงกรณีตามที่มีการอภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับการถือหุ้นของนายกรัฐมนตรีในบริษัท อัลไพน์ฯ ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการขาดความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ เนื่องจากมีการถือครองที่ดินที่เป็นที่ธรณีสงฆ์นั้น กรมที่ดินขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้ การถือหุ้นในบริษัท อัลไพน์ฯ นายกรัฐมนตรีได้รับโอนหุ้นของบริษัท อัลไพน์ฯ มาจากผู้ถือหุ้นเดิมก่อนเข้ารับตำแหน่ง โดยการโอนดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินแต่อย่างใด ซึ่งสถานะทางกฎหมายของที่ดิน ณ ขณะนั้นเมื่อมีการรับโอนหุ้นดังกล่าว สถานะของที่ดินที่เป็นประเด็นยังไม่ถูกเพิกถอน และยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาทางกฎหมายการเพิกถอนที่ดินให้กลับเป็นที่ธรณีสงฆ์ หลังจากนายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง มิได้มีการสั่งการหรือกระทำการใด ๆ ที่เป็นการแทรกแซงหรือชะลอการเพิกถอนที่ดินดังกล่าว ตรงกันข้าม กระบวนการเพิกถอนที่ดินให้กลับเป็นที่ธรณีสงฆ์ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วภายใต้การดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

Read More

นางอังคณา นีละไพจิตร โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก Angkhana Neelapaijit แสดงความเห็นกับการชี้แจงครั้งแรกในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลังจากพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐอภิปรายเสร็จ โดยนางอังคนาระบุว่าเป็นคำชี้แจงที่ไม่คิดว่าคนระดับผู้นำจะใช้วาทกรรมส่อเสียด ไม่สร้างสรรค์ ไม่แสดงถึงภาวะผู้นำ “เหมือนหลายคนที่หวังอย่างยิ่งว่าจะได้ยินท่านนายกตอบชี้แจงพลเอกประวิตร อย่างมีเหตุผลที่รับฟังได้ ไม่คิดว่านายกจะเริ่มต้นการชี้แจงโดยใช้วาทกรรมส่อเสียดแล้วจบลงที่การตอบว่า “#ไม่จริงค่ะ” ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่แสดงถึงภาวะผู้นำ และไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะที่จะได้ทราบคำชี้แจงที่เป็นเหตุเป็นผลจากบุคคลที่เป็นผู้นำของประเทศ” ทั้งนี้คำพูดที่ว่า “ไม่เป็นความจริง” เป็นคำที่พลเอกประวิตรเคยใช้มาก่อนเมื่อช่วงเป็นรัฐบาล และถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พอลุกขึ้นชี้แจงกลับพูดว่า “ทุกอย่างที่พูดมาไม่เป็นความจริง” หรือนี่คือการย้อนเกล็ดในวันที่ต้องอภิปรายฯ คนอื่น ขณะที่การอภิปรายที่ผ่านมาเกิดการประท้วงกันวุ่น โดยเฉพาะประเด็นที่ช่วงเช้าวันนี้ฝ่ายค้านเน้นหนักคือกรณี สนามกอล์ฟอัลไพน์ การทำนิติกรรมอำพราง ขายหุ้นเลี่ยงภาษีของ นายกรัฐมนตรี จนเกิดการประท้วงเป็นระยะๆ จาก สส.พรรคเพื่อไทย และการตอบโต้จาก สส.พรรคประชาชน โดยเฉพาะการพาดพิงว่าจะเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้าย การพาดพิงเรื่องมีสมองหรือไม่ พร้อมกับเสียงโห่ไล่ ตอบโต้ไปมาเป็นระยะ ทำให้ต้องเสียเวลาในการพาดพิงไปมา จนกระทั่งถึงเวลา 12.30 น.นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ยังไม่ได้ชี้แจงที่มี สส.อภิปราย ยกเว้นการชี้แจงสั้นๆ “ไม่เป็นความจริงค่ะ” ที่ชี้แจงพลเอกประวิตรแต่อย่างใด

Read More

ทุกเช้าในหมู่บ้านโคลมาร์ ประเทศฝรั่งเศส เสียง “เอกอิ๊เอ้ก เอ้ก” ของแม่ไก่ไม่ได้แค่ปลุกเจ้าของบ้านให้ลุกจากเตียง แต่มันยังปลุกให้ผู้คน “ตื่นรู้” ว่า… บางครั้ง ฮีโร่ของโลกใบนี้ อาจมาในร่างสัตว์ปีก มีสองขา มีจะงอยปากไว้จิกกินขยะอาหาร กับภารกิจลดมลพิษ เริ่มจากไก่…เพื่อลดขยะ ย้อนกลับไปช่วงอีสเตอร์ปี 2015 เทศบาลเมืองโคลมาร์ภายใต้การนำของกิลเบิร์ต เมเยอร์ เปิดโครงการ “ไก่หนึ่งตัว หนึ่งครอบครัว” แนวคิดง่าย ๆ แต่ทรงพลัง: แจกแม่ไก่ให้ชาวบ้านเลี้ยง เพื่อลดขยะอินทรีย์ แม่ไก่ 1 ตัวกินเศษอาหารได้วันละ 150 กรัม = ประมาณ 55 กก.ต่อปี เลี้ยง 2 ตัวก็เท่ากับถังขยะธรรมชาติ ที่ไม่ใช้ไฟฟ้า ไม่ต้องแยกถุง แถมออกไข่ให้กินทุกวัน…โลกดี บ้านดี ปากท้องก็ดี 5,282 ตัว ที่กินขยะไปแล้วกว่า 273 ตัน โครงการนี้ไม่ใช่แค่ไอเดียเก๋ แต่มันเวิร์ก เพราะตั้งแต่ปี 2015 ถึงปัจจุบัน โคลมาร์แจกไก่ไปแล้วกว่า 5,282 ตัว ไก่เหล่านี้ช่วยกินขยะอาหารไปแล้วกว่า 273.35 ตัน ในขณะที่โลกพูดถึง climate change บนเวที UN เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ใช้ “เสียงไก่” เป็นนาฬิกาเตือนสติเรื่องสิ่งแวดล้อมแทน ไก่ปลุกคน…คนปลุกโลก ขยะอาหารเป็นตัวการร้ายที่คนมักมองข้าม มันก่อก๊าซมีเทน ซึ่งแรงกว่า CO₂ ถึง 80 เท่าในระยะเวลา 20 ปี ทั่วโลกมีขยะอาหารคิดเป็น 8–10% ของก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปี และมากกว่าก๊าซที่ปล่อยจากภาคการบินรวมกันถึง 5 เท่า! แต่ฝรั่งเศสไม่ได้แจกไก่เพื่อลดโลกร้อนอย่างเดียว มันคือการชวนคนกลับมาเชื่อมโยงกับ “วงจรธรรมชาติ” ทำความเข้าใจกับเศษข้าวที่เหลือ กับไข่ที่วางอยู่ในเล้า กับเสียงเอกอิ๊เอ้ก เอ้ก ที่ไม่ได้แค่ปลุกตอนเช้า แต่มันปลุกความรับผิดชอบแบบเรียบง่ายในใจคน อาจไม่หรู…แต่ลึก มีคนเปรียบโครงการนี้ไว้ว่า “เหมือนกลับไปบ้านยาย” ที่เลี้ยงไก่ไว้หลังบ้าน…

Read More

เมื่อความขัดแย้งระหว่างสถาบันเดินเข้ามาในพื้นที่สาธารณะ ทำให้ประชาชนตกอยู่ในเส้นทางของความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว ชีวิตไร้ความปลอดภัย…ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยสร้างความไม่ปลอดภัยให้คนอื่น! 23 มีนาคม 2568 เสียงกรีดร้อง วิ่งหนี และความโกลาหล เกิดขึ้นกลางศูนย์การค้า MBK Center ย่านปทุมวัน เมื่อกลุ่มนักศึกษาจากสองสถาบัน “อุเทนถวาย” และ “ปทุมวัน” ปะทะกันด้วยอาวุธมีดในชั้นศูนย์อาหารของห้างฯ หน้าผู้คนมากมายที่เพียงแค่มาจับจ่าย ใช้ชีวิตในวันปกติ ผลลัพธ์คือผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย ในจำนวนนี้มี 2 รายที่อาการสาหัสอยู่ในห้อง ICU ของโรงพยาบาลตำรวจ ส่วนอีก 3 รายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ท่ามกลางข่าวลือเรื่องปืนที่แม้จะไม่ยืนยัน แต่ก็ยิ่งเพิ่มแรงสั่นสะเทือนให้กับสังคมที่แทบไม่ทันตั้งตัวกับ “ความตายที่เดินมาใกล้เกินไป” ชนิดที่เรียกว่า “ไม่ป่วย…ไม่เกิดอุบัติเหตุ” ก็มีสิทธิ์ “ตายได้” เพราะความบ้าระห่ำไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมของศึกสองสถาบันที่เป็นปัญหาเรื้อรังมาหลายทศวรรษ เหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็น “ของเก่าเล่าใหม่” ที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหน้าประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งระหว่างเด็กช่าง โดยเฉพาะระหว่างอุเทนถวายกับปทุมวัน…เป็นความขัดแย้งที่เรื้อรังมาหลายสิบปี และดูเหมือนจะไม่มีใครสามารถตัดวงจรนี้ได้ หนีตายอลหม่านในพื้นที่ที่ควรปลอดภัย วินาทีนั้น ห้างฯ ที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน กลับกลายเป็นลานประลอง มีคนตะโกน “มีดๆๆๆ วิ่งๆๆ” ก่อนที่ผู้คนจำนวนมากจะกรูกันหนี บางคนหลบในร้านค้า บางคนวิ่งลงบันไดเลื่อน บางคนถึงขั้นล้มกลิ้งกลางห้างฯ เพราะตกใจและหวาดกลัว คลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ตามสื่อโซเชียล เผยให้เห็นภาพความโกลาหลแบบไม่เซนเซอร์ นี่ไม่ใช่แค่ความรุนแรงในหมู่ “วัยรุ่น” แต่มันคือพฤติกรรมที่ละเมิดต่อความปลอดภัยของสาธารณะ และสร้างบาดแผลในใจให้กับคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เมื่อไหร่จะ “ย้ายอุเทนถวาย” ออกจากใจเมือง หนึ่งในเสียงสะท้อนที่ดังขึ้นหลังเหตุการณ์คือ ศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ที่ออกมาโพสต์เรียกร้องให้ “ย้ายสถาบันอุเทนถวายออกจากใจกลางเมือง” เพราะไม่สามารถยอมรับได้ว่า พื้นที่ที่ประชาชนจำนวนมากใช้ชีวิตประจำวัน จะกลายเป็นสนามรบจากความขัดแย้งของคนกลุ่มหนึ่ง “ขอท่านนายกฯ อิงค์ กรุณาลงนามคำสั่งย้ายอุเทนถวาย เถอะครับ มันจบทุกขั้นตอนแล้ว ก็ยังดื้อ ไม่ยอมไปสักที ชาวบ้านเดือดร้อน” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพยายามขอคืนพื้นที่จากอุเทนถวายมาตั้งแต่ปี 2518 จนศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้อุเทนถวายย้ายออกจากพื้นที่ เมื่อเดือน ธ.ค. 2565 โดยจะต้องดำเนินการภายใน 60 วันหลังจากมีคำสั่ง แต่นี่….ผ่านมาแล้วเกือบสามปี ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว ศิษย์เก่าอุเทนถวายนำรุ่นน้องประท้วง เรียกร้องว่า จุฬาฯ…

Read More

“ฝีมือระดับวันเดอร์วูแมน” – คือประโยคที่ จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยกยอ “นายกฯ อิีงค์” พร้อมย้ำว่าเธอไม่มีความกังวลต่อศึกซักฟอกที่จะเริ่มวันนี้ไปจนถึงวันที่ 25 มีนาคม 2568 เป็นความพยายามสร้างภาพ “ผู้นำหญิงเก่ง” กลบข้อกล่าวหา “ผู้นำหุ่นเชิด” แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล…เพราะประชาชนถามกลับทันทีว่า “เก่งแบบใด?” ในเมื่อเศรษฐกิจ…ติด ร. รอแล้ว รอเล่าตัวเลข 5% ทำเศรษฐกิจโตภายใน 1 ปี ไม่มาสักที แม้ปีนี้จะเข้าปีที่สองของรัฐบาลเพื่อไทยแล้ว เก่งแบบใด…ถูกถามเรื่องนโยบาย ชิ่งหนีมากกว่าตอบคำถาม…ทำได้แค่เดินตามคำพูด “พ่อ” ที่ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาล แต่เจ้ากี้เจ้าการสมฉายาที่ตั้งตัวเองไว้ว่า “สทร.” (เสือกทุกเรื่อง) เก่งแบบใด…หุ้นไทยแย่ที่สุดในโลก ข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ชัด ดัชนี SET ร่วง 16% ตั้งแต่ต้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติเทขาย กว่า 1.4 แสนล้านบาท ด้วยเหตุผลสำคัญคือ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนพุ่งเกือบ 90% ของ GDP ตลาดทุนไทยขาดศักยภาพแข่งขันกับเพื่อนบ้าน รัฐบาลเพิ่งขยับตั้งกองทุน ESG Extra และสั่งปราบปั่นหุ้น แต่มาตรการเหล่านี้ยังไม่แตะโครงสร้างหรือฟื้นความเชื่อมั่นได้จริง “ตลาดหุ้นไม่ได้แย่เพราะข่าวลือ แต่มันคือสัญญาณของโครงสร้างเศรษฐกิจที่ล้มเหลว” — ดร.นณริฏ พิศลยบุตร, TDRI ราคาข้าวตกต่ำ: ชาวนาเตรียมบุกสภาฯ เก่งแบบใด…ราคาข้าวในบางพื้นที่เหลือเพียง 4,400–5,300 บาท/ตัน ในขณะที่ต้นทุนสูงถึง 6,500–7,000 บาท โรงสีบางแห่งหยุดรับซื้อเพราะไม่มั่นใจในนโยบายรัฐ 24 มีนาคมนี้ ชาวนาเตรียมรวมตัวหน้ารัฐสภา เพื่อเรียกร้องคำตอบที่ยังไม่มีใครในรัฐบาลลงมาอธิบายด้วยตัวเอง เงินดิจิทัล: โครงการหมื่นล้านที่ยังไม่มีคำตอบ เก่งแบบใด…คิดไปทำไปในโครงการ 10,000 บาทที่ประกาศ “จะกระตุ้นเศรษฐกิจ” จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่า จะแจกเมื่อไหร่ ผ่านกฎหมายอะไร และจะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจจริงหรือไม่ ซึ่งหากดูจากการแจกเงินหมื่นสองเฟสที่ผ่านมา อย่าว่าแต่พายุกระตุ้นเศรษฐกิจเลยลมยังพัดใบไม้ไหวไม่ได้ด้วยซ้ำ นายกฯ หายจากทุกวิกฤต — ยกเว้นหน้ากล้อง 6 เดือนที่ผ่านมา ภาพที่ประชาชนเห็นคือ…

Read More