Author: Writer Publisher

เป็นเหตุการณ์คานสะพานโครงสร้างที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างทรุดตัวบริเวณหน้าด่านฯ ดาวคะนอง บนถนนพระราม 2 กรุงเทพมหนานคร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ขณะที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความห่วงใยและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยเรียกประชุมรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และหน่วยงานที่รับผิดชอบด่วนที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในวันจันทร์ที่ 17 มีนาคมนี้ ซึ่งนอกจากติดตามสาเหตุของการทรุดตัวของคานสะพาน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาและป้องกันเหตุซ้ำรอย ยังจะหารือมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เชนนี้ และตรวจสอบโครงการก่อสร้างอื่อนๆ รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นี่ไม่ใช่เหตุการณ์แรกบนถนนพระราม 2 เมื่อโครงสร้างถนนยกระดับ และโครงสร้างสะพานขนาดใหญ่บนถนนนี้ถล่มหลายครั้ง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และทุกครั้งเป็นเหมือนเป็น แพทเทิร์น คือเป็นรูปแบบเดิมๆ ที่ทุกรัฐบาลใช้กัน และดูเหมือนได้ผล คือเมื่อข่าวนี้จางหายไปจากหน้าข่าว มาตรการที่ดูเข้มแข็งเข้มข้นก็ลดลงเหมือนเดิม กระทั่งเกิดเหตุใหม่ก็มาทำ แพทเทิร์นนี้อีกครั้ง ครั้งนี้นายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ ยังไม่แอ๊กชันกระทั่งวันพรุ่งนี้ และคาดกันว่าการประชุมจะใช้เวลาไม่นาน และเนื้อหาน่าจะไม่แตกต่างจากที่ผ่านๆ มา แสดงความเสียใจ กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาสาเหตุ และแก้ไขปัญหา เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ตรวจสอบหาสาเหตุ และถอดบทเรียนไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ หักเรตติง หรือขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมา รับช่วง ส่วนเรื่องการเอาผิด ดำเนินคดีผู้รับเหมารับช่วงก็ดำเนินการไปอย่างเงียบๆ ไม่ต้องพูดถึงว่าสาเหตุมีเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเกี่ยวข้องหรือไม่ สุดท้ายเหตุการณ์จะค่อย ๆ เงียบหายไป ไม่มีผู้รับผิดชอบ ผู้รับเหมาและผู้รับช่วงงานที่กระทำผิดก็ยังคงเป็นปริศนา การควานหาสาเหตุของอุบัติเหตุก็ไม่หยุดเสียดื้อๆ ไม่ต้องพูดถึงมาตรการป้องกันในอนาคต ก็คลุมเครือ และเมื่อมีข่าวอื่นๆ มากลบกระแสเรื่องนี้ก็จะหายไป ทิ้งไว้แต่ความโศกเศร้าเสียใจของญาติและครอบครัวผู้เสียชีวิต รอจนวันหนึ่งที่เกิดเหตุอีกถึงจะมาถอดบทเรียนกันอีก นี่คือสังคมไทยที่ต้องทนๆ กันไป และลุ้นว่าเมื่อไหร่ ใครจะเจอแจ็กพอต คำถามชีวิตคนไทย เมื่อไหร่จะมีหลักประกันเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรือคำตอบอยู่ในสายลมอีกเช่นเคย #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#พระราม2#รัฐบาลแพทองธาร#คอร์รัปชัน

Read More

โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจจากการสอบถามประชาชน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับเหตุการณ์ในสภาฯ จากการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 49.08 เชื่อจะมีความวุ่นวายบ้างจากการประท้วง รองลงมาร้อยละ 26.26 ไม่มีความวุ่นวายเลย และร้อยละ 24.66 จะมีความวุ่นวายมาก และเมื่อถามว่าความวุ่นวายในการอภิปราย พบว่าร้อยละ 55.38 ระบุจะมีความวุ่นวาย แต่ประธานในที่ประชุมจะควบคุมสถานการณ์ได้ รองลงมา ร้อยละ 24.53 ระบุจะวุ่นวายมาก จนต้องพักการประชุมบ่อยครั้ง ร้อยละ 23.29 ระบุจะประท้วงจนการอภิปรายไปต่อไม่ได้ และร้อยละ 21.74 ระบุว่าจะมีประท้วงด้วยการเดินออกจากห้องประชุม (Walk Out) นอกจากนี้ยังระบุมีความวุ่นวาย จนประธานไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ รวมถึงจะมีความวุ่นวายมาก จนรวบรัดขอปิดการอภิปรายและลงมติเลยตามลำดับ ส่วนข้อมูลของฝ่ายค้านนำไปสู่การล้มรัฐบาลได้หรือไม่ พบว่าร้อยละ 66.79 เชื่อจะมีข้อมูลสำคัญในการอภิปราย แต่ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ รองลงมา ร้อยละ 19.31 ระบุไม่มีข้อมูลสำคัญ และไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ มีเพียงร้อยละ 11.30 ที่ระบุจะมีข้อมูลสำคัญจนถึงขั้นล้มรัฐบาลได้ ทั้งนี้ประชาชนยังสนับสนุนฝ่ายค้านยืนยันไม่ถอนชื่อคุณทักษิณ ชินวัตร ออกจากญัตติอภิปรายฯ ร้อยละ 37.48 ขณะที่ร้อยละ 32.44 ให้ฝ่ายค้านควรทำตามข้อเสนอเพื่อจะได้เปิดอภิปราย และยังเชื่อว่าการเปิดอภิปรายฯ ยังเป็นไปตามกำหนดเดิมถึงร้อยละ 54.73 รองลงมา ร้อยละ 38.32 ระบุจะต้องเลื่อนออกไประยะหนึ่ง ร้อยละ 4.43 ระบุว่า จะไม่มีการอภิปรายเกิดขึ้น ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงนักการเมืองที่ประชาชนสนใจจะฟังในการอภิปรายฯ พบว่าร้อยละ 41.99 ระบุเป็น นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร รองลงมา ร้อยละ 34.35 เป็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และร้อยละ 11.83 ระบุพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#พรรคประชาชน#ข่าวการเมือง#รัฐบาลแพทองธาร#ศึกซักฟอก#เพื่อไทย#ทักษิณชินวัตร

Read More

“เราต้องทำให้สภายุโรปเข้าใจไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องไม่ยอมให้ไทยเสียเปรียบในเกมการเมืองระหว่างประเทศ” คือบทสรุปที่เราได้จากการสัมภาษณ์ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ เปิดเผยกับ The Publisher ถึงกรณีที่ สภายุโรปมีมติประณามไทย ในประเด็นการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน และการบังคับใช้ กฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า มติดังกล่าว ไม่มีผลบังคับใช้โดยตรง ต่อประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้กดดันทางการเมือง “สภายุโรปมีสมาชิกกว่า 720 คน จาก 27 ประเทศ แต่ไม่ได้มีอำนาจโดยตรงในการบังคับให้แต่ละประเทศดำเนินการใด ๆ เว้นแต่จะมีมติร่วมกันในการออกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การลงมติประณามมักถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันให้ประเทศเป้าหมายปรับเปลี่ยนนโยบาย โดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางการเมือง” 482 เสียงเห็นชอบ – เสียงเสรีนิยมกดดันไทย แม้ไม่รอบด้าน รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า มติดังกล่าวอาจสะท้อนมุมมองของ เสียงข้างมากที่มีแนวคิดเสรีนิยม ในยุโรป ซึ่งเน้นการผลักดันประชาธิปไตยแบบตะวันตก แต่ในหลายกรณี ขาดความเข้าใจบริบทของไทย เช่น กรณี การส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีน และอีก 5 คนที่ยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย ฝั่งยุโรปมองว่านี่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แม้ว่าหลายประเทศเอง ปฏิเสธรับผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ก็ตาม และการกดดันให้ไทย แก้กฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อให้สอดคล้องกับยุโรป โดยไม่คำนึงถึงบริบทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในไทย “ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ไทยถูก เข้าใจผิด และถูกกดดันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นการเจรจา เขตการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าโครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปมาก หลังจากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มกีดกันทางการค้า หลายประเทศจึงต้องปรับแนวทางให้เหมาะสม ระบบการค้าเสรีแบบเดิมอาจไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป” “เสียภาพลักษณ์-กระทบอุตสาหกรรมบางส่วน แต่ต้องไม่ยอมจำนน” รศ.ดร.ปณิธาน ยอมรับว่า มติดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของไทย โดยเฉพาะในแวดวงสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และอาจมีผลต่อ บางอุตสาหกรรมในระยะกลางถึงยาว แม้ว่าน้ำหนักของผลกระทบอาจไม่มากนัก “เราต้องฟังเสียงของสภายุโรป และทำงานร่วมกันให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่การยอมจำนน ต้องมีการสื่อสารให้รอบด้านมากขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง” “รัฐบาลต้องเดินเกมรุก! ส่งตัวแทนชี้แจงสภายุโรป-ใช้เงื่อนไขการค้าต่อรอง” รศ.ดร.ปณิธาน ย้ำว่า กระทรวงการต่างประเทศ ต้อง ทำงานเชิงรุก มากขึ้น…

Read More

รศ.ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการและสื่อมวลชนอาวุโส เปิดเผยถึง ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) และ ผลกระทบเชิงลบ จากการที่ แพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า ประเทศไทยสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ จากการบริหารประเทศที่ขาดวิสัยทัศน์ ขาดความสามารถ และขาดแนวทางพัฒนาที่เป็นระบบ “ประเทศไทยอยู่ในสภาพเหมือนไม่มีนายกรัฐมนตรี ขาดโอกาสที่จะมีผู้นำที่มีศักยภาพในการบริหารประเทศ การตัดสินใจของรัฐบาลไร้ทิศทาง นายกฯ ปรากฏตัวแต่แต่งตัวสวยเกินไป ให้สัมภาษณ์ที่ไร้เนื้อหา ไม่มีแนวทางพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” 7 มิติของค่าเสียโอกาสและผลกระทบจากรัฐบาลแพทองธาร การเมืองและความมั่นคง: ขาดผู้นำ-ไร้ทิศทาง ค่าเสียโอกาส: การบริหารของแพทองธารสร้างความขัดแย้งและความไม่มั่นใจทางการเมือง ประเทศไทยเหมือนไม่มีนายกฯ ขาดโอกาสในการมีผู้นำที่สามารถกำหนดทิศทางประเทศได้อย่างแท้จริงผลกระทบ: การลงทุนชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการสร้างความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เศรษฐกิจ: ประชานิยมระยะสั้น – ขาดความยั่งยืน ค่าเสียโอกาส: นโยบายแจกเงิน ค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น เป็นภาระงบประมาณ แต่ไม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลกระทบ: เศรษฐกิจเติบโตในระยะสั้นแต่ขาดความยั่งยืน ไม่มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: นโยบายต่างประเทศไร้สมดุล ค่าเสียโอกาส: รัฐบาลเน้นสัมพันธ์กับบางประเทศมากเกินไป ทำให้ขาดความสมดุลทางการทูตผลกระทบ: การค้าการลงทุนระหว่างประเทศอาจได้รับผลกระทบ ความสัมพันธ์กับพันธมิตรไม่แน่นอน สังคมและความเหลื่อมล้ำ: นโยบายประชานิยมที่ไม่ตรงจุด ค่าเสียโอกาส: การใช้งบประมาณจำนวนมากกับประชานิยม ทำให้ขาดงบพัฒนาการศึกษา-สาธารณสุขผลกระทบ: ความเหลื่อมล้ำไม่ลดลง ขาดแผนระยะยาวในการพัฒนาประเทศ สิ่งแวดล้อม: ขาดแผนพัฒนายั่งยืน ค่าเสียโอกาส: นโยบายพัฒนาโครงการใหญ่ที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมผลกระทบ: ภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลกด้านสิ่งแวดล้อมเสียหาย การศึกษาและนวัตกรรม: ขาดการลงทุนด้านอนาคต ค่าเสียโอกาส: งบประมาณถูกทุ่มให้ประชานิยม แทนที่จะพัฒนาทักษะและการศึกษาผลกระทบ: ขีดความสามารถของแรงงานลดลง ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันระดับโลก ความเชื่อมั่นของนักลงทุน: การเมืองไม่แน่นอน – เศรษฐกิจไร้ทิศทาง ค่าเสียโอกาส: นักลงทุนลังเล เนื่องจากรัฐบาลไม่มีความชัดเจนในแนวทางเศรษฐกิจผลกระทบ: การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดลง ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ประเทศไทยเสียโอกาสครั้งใหญ่! “แพทองธารนั่งเก้าอี้นายกฯ แต่ไม่มีภาวะผู้นำ ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนา ไม่มีความชัดเจนในนโยบาย ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีทิศทาง ทำให้ประเทศถอยหลังในหลายมิติ” รศ.ดร. เจิมศักดิ์ ย้ำว่า ประเทศไทยต้องการผู้นำที่มีศักยภาพ มีแนวทางบริหารประเทศที่ชัดเจนและสามารถดึงศักยภาพของประเทศออกมาได้ มิฉะนั้น ค่าเสียโอกาสจะยิ่งเพิ่มขึ้น และประเทศไทยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังบนเวทีโลก

Read More

“ไม่ห่วงสักนิด!” – นี่คือคำยืนยันหนักแน่นจาก นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานวิปรัฐบาล ในการให้สัมภาษณ์กับ The Publisher ผ่านรายการ ”เที่ยงเปรี้ยงปร้าง“ ดำเนินรายการโดย ”สมจิตต์ นวเครือสุนทร“ โดยระบุอย่างมั่นใจว่า “แพทองธาร ชินวัตร” นายกฯ จะผ่านศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้แน่นอน แม้จะดำรงตำแหน่งเพียง 6 เดือน “ท่านเกิดในครอบครัวนายกฯ โตมาในบ้านนักการเมือง! ครอบครัวมีนายกฯ หลายคน มีประสบการณ์ รู้ทันเกม ไม่ใช่เด็กใหม่ในวงการนี้!” กรอบเวลาอภิปรายยังวุ่น! “รัฐบาลให้สุดแล้ว – ฝ่ายค้านอยากได้มากไป!” ส่วนการเจรจาเรื่อง กรอบเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังคงเป็นปมร้อน ฝ่ายค้านต้องการ 30 ชั่วโมง ขณะที่รัฐบาลมองว่ามากเกินไป จึงเสนอ 20 ชั่วโมงสำหรับฝ่ายค้าน + 10 ชั่วโมงสำหรับรัฐบาล ซึ่งสุดท้าย ตัดสินใจเพิ่มให้เป็น 23 ชั่วโมง สำหรับฝ่ายค้าน และ 7 ชั่วโมง สำหรับรัฐบาล “เราถอยให้สุดกระดานแล้ว! 23:7 ชั่วโมงนี้ถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด! ฝ่ายค้านได้อภิปรายเต็มที่ ส่วนรัฐบาลก็ยังมีเวลาชี้แจง เพราะต้องรวมเวลาประท้วงเข้าไปด้วย!” “อย่าบิดเบือน” นายกฯ คนอื่นเคยถูกซักฟอกเวลาน้อยกว่านี้ นายวิสุทธิ์ยังโต้กลับข้อกล่าวหาว่า “แพทองธาร” เป็นนายกฯ ที่ได้รับเวลาซักฟอกน้อยที่สุด ว่า “อย่าบิดเบือน!” พร้อมยกตัวอย่างว่า “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” เคยถูกอภิปรายแค่วันเดียว! “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่ายค้านหยิบแต่ประเด็นที่เป็นประโยชน์กับตัวเองมาพูด! นายกฯ ที่ถูกอภิปรายแค่วันเดียวมีมาแล้ว สองวันก็มีหลายคน! ถ้าสื่อสงสัย ผมส่งเอกสารจากสภาฯ ให้ดูได้!” ฟันธง! ทักษิณไม่มีสิทธิ์เข้าชี้แจงในสภาฯ อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือ ข้อเสนอของวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชน ที่แนะนำให้ประธานสภาฯ ทำหนังสืออนุญาตให้ “ทักษิณ” มาชี้แจงในสภาฯ โดยวิสุทธิ์ ปฏิเสธเสียงแข็งว่า “เป็นไปไม่ได้!” “รัฐธรรมนูญมาตรา 151 เขียนชัด! อภิปรายได้แค่ ‘นายกฯ และรัฐมนตรี’…

Read More

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ทาง ThePublisher ซึ่งดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ถึงความคืบหน้าการเจรจาต่อรองวันและเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เขายืนยันว่า ฝ่ายค้านพร้อมเจรจากับฝ่ายรัฐบาล แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ เนื่องจากกรอบเวลา 30 ชั่วโมงที่ฝ่ายค้านยืนยันนั้น เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถอภิปรายเนื้อหาทั้งหมดได้อย่างครบถ้วน หากลดลงจะทำให้บางประเด็นสำคัญตกหล่น ขณะที่ฝั่งรัฐบาลเองก็มีเงื่อนไขของตนและไม่ยอมขยับเช่นกัน “ในห้องประชุมวิปรัฐบาล เราคุยกันแบบยืดหยุ่นได้ ไม่จำเป็นต้อง 30 ชั่วโมงเป๊ะ ๆ แต่ต้องดูตามหลักเหตุผล อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอให้ฝ่ายค้านได้ 20 ชั่วโมง และรัฐบาลชี้แจง 10 ชั่วโมงนั้น ผมมองว่ายังไม่เพียงพอ เพราะการประชุมแต่ละวันใช้เวลาราว 15 ชั่วโมง หากอภิปราย 2 วันจะได้เพียง 30 ชั่วโมงพอดี และยังไม่รวมเวลาสำหรับการประท้วงหรือให้ประธานวินิจฉัยเรื่องต่าง ๆ จึงมองว่าควรต้องขยายกรอบเวลา” ณัฐพงษ์กล่าว คาดหวังได้ข้อสรุปสัปดาห์หน้า – ยันอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องเกิดขึ้นในสมัยประชุมนี้ ณัฐพงษ์ระบุว่า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการเจรจากับรัฐบาล โดยคาดหวังว่าจะได้ข้อสรุปในสัปดาห์หน้า หากยังไม่ทันก็ยังมีเวลาพอให้เจรจาต่อไป “เรายังอยากเห็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นในสมัยประชุมนี้ และไม่อยากให้รัฐบาลนำประเด็นกรอบเวลา มาเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าของเรา ผมไม่อยากให้เกิดการสื่อสารที่สร้างความขัดแย้งว่าฝ่ายไหนไม่ยอมลดราวาศอก เพราะอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการเจรจา” ปรับคำแทนชื่อ “ทักษิณ” แล้ว แต่ยังไม่ส่งญัตติแก้ไขจนกว่าตกลงกรอบเวลาลงตัว ผู้นำฝ่ายค้านฯ ยังเปิดเผยด้วยว่า การถอดชื่อ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือว่าสะเด็ดน้ำแล้ว แต่ขอสงวนรายละเอียดเกี่ยวกับถ้อยคำที่ใช้แทน เนื่องจากยังมีความเกี่ยวข้องกับการต่อรองกรอบเวลาอภิปราย “ผมคิดว่าสิ่งที่สังคมไม่อยากเห็นคือ เมื่อเรายอมปรับถ้อยคำแล้ว ก็ควรให้พวกเราได้อภิปรายอย่างเต็มที่ เรามีคำแทนชื่อทักษิณแล้ว แต่จะยังไม่เปิดเผย และจะยังไม่ยื่นญัตติฉบับแก้ไขต่อประธานสภาฯ จนกว่าตกลงเรื่องกรอบเวลาได้ลงตัว ซึ่งเรื่องนี้เราได้สื่อสารกับประธานสภาฯ แล้ว” ฝ่ายค้านพร้อมเดินหน้า – ชี้อภิปรายได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลด้วย ณัฐพงษ์ยืนยันว่า ฝ่ายค้านต้องการเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจให้เกิดขึ้นในสมัยประชุมนี้ และไม่อยากให้มีเหตุการณ์ใด ๆ นำไปสู่การล้มญัตติ “การอภิปรายจะเกิดขึ้นหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายค้านเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลเองก็ต้องมีบทบาทในการตัดสินใจเรื่องนี้ด้วย”

Read More

กลายเป็นทอล์กแกมเหน็บแนมในหมู่คนพลพรรคเพื่อไทย เมื่อพรรคพลังประชารัฐ หรือ พปชร.หนึ่งในพรรคร่วมฝ่ายค้านประกาศว่า “บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคปรับลุกซ์เปลี่ยนบทบาทจากมือประสานสิบทิศในสมัยเป็นรัฐบาลมายาวนานกว่า 8 ปี มาเป็นผู้นำพรรคพลังประชารัฐในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร โดยเย้ยหยันทำนองว่าจะไหว? หรืออภิปรายแค่ 2 วินาที ล่าสุดนายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการ พปรช. ยืนยัน “บิ๊กป้อม” จะลุกขึ้นอภิปรายเอง พร้อมนำทีม สส.พรรคอภิปรายฯ เพื่อตอกย้ำถึงความบกพร่องของนายกฯ และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพรรคในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน ไม่ได้อภิปรายฯ เพื่อหวังร่วมรัฐบาล เพราะรัฐบาลนี้ไปต่อไม่ได้ ใครเข้าร่วมกับ เปรอะเปื้อนไปด้วย โดยพรรคจะเร่งให้ยุบสภาเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่ ความมั่นใจในพลังของบิ๊กป้อมกับการอภิปรายฯ ดูจะตรงข้ามกับภาพลักษณ์ของเขาเมื่อครั้งเป็นเสาค้ำบัลลังก์ให้กับรัฐบาลลุงตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เห็นบิ๊กป้อมเดินโงนเงนไป-มา ต้องมีคนคอยพยุง เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามประเด็นอะไร ก็มันจะได้ยินคำว่า “ไม่รู้..ไม่รู้” จนกลายเป็นคำพูดล้อเลียน แต่อย่าลืมว่า “บิ๊กป้อม” ผู้ผงาดเป็นผู้กุมอำนาจตัวจริงในรัฐบาลบิ๊กตู่มายาวนาน 2 สมัย ย่อมเป็นผู้กุมข้อมูล และกลไกสำคัญๆ อยู่ด้วยเช่นกัน และข้อมูลเชิงลึกนี้จะกลายเป็นหมัดเด็ดหรือไม่ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ชายคนนั้น ที่อาจเขย่าบัลลังก์ลูกสาวให้ตกเก้าอี้แห่งอำนาจกลางสภาฯ ยิ่งสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วยแล้ว (ยกเว้นพรรคกล้าธรรมที่ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบแล้ว) “บิ๊กป้อม” ยังมีบารมี และอาจเป็นอีกพันธมิตรในสงครามสีแดงกับสีน้ำเงิน นั่นอาจเป็นอีกแหล่ง ที่ทำให้ข้อมูลจากปากบิ๊กป้อมในการอภิปรายฯ ที่คาดว่า 24-25 มีนาคมนี้น่าสนใจยิ่ง ศึกซักฟอกนายกฯ ครั้งนี้ จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการอภิปรายฯ ของบิ๊กป้อมครั้งนี้ที่มีเสียง การันตี จากเลขาธิการพรรค พปชร.ว่ามีคุณภาพ ไว้ใจได้แน่นอน รวมถึงคนที่รอลุ้นฟังการอภิปรายอย่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ คณะหลอมรวม ที่บอกตื่นเต้นกับข้อมูลลึกลับที่ไม่รู้มาก่อน และว่าที่บิ๊กป้อมเคยบอกว่า ไม่รู้ ไม่รู้ แต่ครั้งนี้สังคมอาจได้รู้ความลับบางอย่างที่สะเทือนการเมือง ดังนั้นเราของเตือนใครที่คิดว่า “บิ๊กป้อม” ไม่มีพิษสง สุดท้ายอาจตายด้วยพิษคนที่พูดว่า ไม่รู้..ไม่รู้ ก็ได้

Read More

ทำไมต้องฉีดวัคซีน HPV? วัคซีน HPV (Human Papillomavirus) สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อจากไวรัส HPV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิง การฉีดวัคซีนสามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ HPV ที่ทำให้เกิดมะเร็งนี้ได้ และยังสามารถป้องกันโรคมะเร็งช่องปาก มะเร็งทวารหนัก มะเร็งอวัยวะเพศ และโรคหูดที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นผู้ปกครองพาลูกหลานมาลดเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกกัน ‘เตรียมบัตรประชาชนให้พร้อมแล้วไปเลย’ สถานที่รับบริการ: ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่งสามารถรับบริการตั้งแต่ วันนี้ ถึง 30 เมษายน 2568 (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)walk in ทุกวันพุธ เวลา 13.00 – 15.00 น. เงื่อนไขดังนี้ หญิงไทยอายุ 11-20 ปี ผู้ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกมาก่อน ผู้ที่เคยฉีดเข็มที่ 1 มาแล้ว นานเกินกว่า 6 เดือน ยกเว้น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในปีการศึกษา 2567 โรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร “ให้รับบริการฉีดวัคซีนที่โรงเรียน โดยศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานโรคติดต่อทางสาธารณสุข สำนักอนามัย 0 2203 2887-9

Read More

14 มีนาคม 2568 – สำนักข่าวอิศราตรวจสอบข้อมูลเครือข่าย บริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอาคาร SKYY9 Centre ย่านพระราม 9 ซึ่งสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เข้าซื้อด้วยมูลค่า 7,000 ล้านบาท แต่สองสส.พรรคประชาชน คือ รักชนก ศรีนอก และ สหัสวัต คุ้มคง ที่เป็นผู้ออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ ระบุว่ามูลค่าประเมินที่แท้จริงในปี 2565 จะอยู่ที่ ประมาณ 3,000 ล้านบาท ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น และการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างต่อเนื่องก่อนการขายให้ สปส. โดยมี 4 บริษัทหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัท แคส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด เดิมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ไพร์ม ไนน์ เรียลเอสเตท จำกัด (ชื่อเดิม เอจีอาร์อี101) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2565 ได้ขายหุ้นบริษัท ไพร์ม ไนน์ฯ ให้กับ บริษัท ไพร์ม เซเว่น จำกัด ก่อนหน้านั้นในปี 2562 บริษัท ไพร์ม ไนน์ฯ ได้ทำสัญญาซื้อที่ดินและห้องชุด 171 ห้อง รวมมูลค่า 2,175 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเป็นอาคารสำนักงานให้เช่า บริษัท ไพร์ม ไนน์ เรียลเอสเตท จำกัด เคยเป็นบริษัทย่อยของแคส แคปปิตอลฯ ปัจจุบันเป็นบริษัทย่อยของ ไพร์ม เซเว่น จำกัด เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอาคาร SKYY9 Centre บริษัท ไพร์ม เซเว่น จำกัด จดทะเบียนเมื่อ 22 กรกฎาคม 2565 มีทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นใหญ่คือ กองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุนไพร์ม…

Read More

14 มีนาคม 2568 – คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับคำร้องจาก คณะสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 81 คน เพื่อขอให้ตรวจสอบ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมถึงคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) รวม 11 คน ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม มาตรา 157 กรณีรับคดีฮั้ว ส.ว. ฐานฟอกเงินเป็นคดีพิเศษ การยื่นคำร้องครั้งนี้นำโดย นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ซึ่งลงนามในหนังสือคำร้องหมายเลข สว. 0001/1257 ส่งถึง ประธาน ป.ป.ช. โดยมีเนื้อหากล่าวโทษคณะกรรมการ กคพ. และพวก ว่ากระทำผิดโดยการรับคดีฮั้ว ส.ว. เป็นคดีพิเศษ อันเป็นการแทรกแซงอำนาจของวุฒิสภาอย่างร้ายแรง ‘ทวี-ยุทธนา’ อ่วม! เจอข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง นอกจากการกล่าวโทษตามมาตรา 157 แล้ว คณะ ส.ว. ยังร้องเรียนให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ พ.ต.อ.ทวี และ พ.ต.ต.ยุทธนา ว่ามีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยการใช้ตำแหน่งหน้าที่ดำเนินการในลักษณะเป็นการลุแก่อำนาจ และละเมิดกระบวนการตรวจสอบของวุฒิสภา คำร้องดังกล่าวยังเน้นย้ำว่า การกระทำของบุคคลทั้ง 11 คน ส่งผลกระทบต่อ หลักนิติธรรม และ ความเป็นอิสระของวุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ต้องดำเนินงานตามกรอบรัฐธรรมนูญ 11 รายชื่อบอร์ด กคพ. ที่ถูกกล่าวโทษ การพิจารณารับคดีฮั้ว ส.ว. ฐานฟอกเงิน เป็นคดีพิเศษ มีขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568 โดยคณะกรรมการ กคพ. ที่ถูกกล่าวโทษ ได้แก่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธาน กคพ. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม…

Read More