Author: Writer Publisher

กระแสคัดค้านการตั้งบ่อนกาสิโน ในร่างพระราชบัญญัติสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่กำลังเริ่มคุกรุ่นและร้อนแรงขึ้นในขณะนี้ ดูเหมือนรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยจะไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าใดนักเมื่อเปรียบกับตัวร่างกฎหมายที่ผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกาและกำลังจะเข็นเข้า ครม.ประมาณ 11 มีนาคมนี้ เพราะหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของผู้ที่จะเข้าไปใช้บริการ “กาสิโน” ที่ถูกตั้งขึ้นตามกฎหมายดังกล่าวต้องมีเงินฝาก 50 ล้านบาทต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน นี่จึงเป็นจุดตัดสำคัญในการพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าว ข้อกำหนดเรื่องเงินฝาก 50 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดกรองผู้เข้าใช้บริการกาสิโนให้เป็นกลุ่มผู้มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง เพื่อลดผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากการพนัน เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัว และปัญหาอาชญากรรม นอกจากนี้ ยังเป็นการป้องกันการฟอกเงินและการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในกาสิโน ทำให้เกิดความเห็นที่แตกต่างกันในสังคม ฝ่ายที่สนับสนุนเห็นว่าอย่างน้อยเป็นมาตรการควบคุมและป้องกันผลกระทบทางสังคม ด้วยวิธีจำกัดการเข้าถึงของประชาชนทั่วไป ป้องกันปัญหาทางสังคมเพิ่มมากขึ้น เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัว และปัญหาอาชญากรรม ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่า เป็นการกีดกันประชาชนทั่วเข้าไปใช้บริการสถานบันเทิงครบวงจร และอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุนที่ถูกมองว่ามีกฎเกณฑ์เข้มงวดเกินไป จนนักลงทุนลังเลที่จะลงทุนในสถานบันเทิงครบวงจร หากมีข้อจำกัดการเข้าถึงของผู้ใช้บริการ รวมถึงนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ที่เห็นว่าข้อกำหนดดังกล่าวมีหลักคิดแตกต่างจากรัฐบาล เพราะที่รัฐบาลดำเนินการ นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงการลงทุนจากต่างชาติแล้ว ที่สำคัญคือการแก้ไขปัญหาการพนันผิดกฎหมายด้วย เพราะคนไทยที่มีเงินฝากเกิน 50 ล้านบาทมีประมาณ 1 หมื่นบัญชี แปลว่าจะดันคนกลุ่มหนึ่งที่ปัจจุบันไปเล่นตามชายแดน และเล่นในลักษณะผิดกฎหมายออกไปแทนที่จะดึงเข้าสู่ระบบ ดังนั้นประชุม ครม.นัดที่จะนำร่างพระราชบัญญัติสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ…เข้าพิจารณา (คาดว่า 11 มีนาคม) จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของสังคมไทย จึงไม่แปลกที่กลุ่ม คปท.ปักหลักชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเร่งกระแสสังคมออกมาคัดค้านรัฐบาลที่กำลังผลักดันกฎหมายฉบับนี้ อย่างน้อยการประเด็นเงินฝากประจำต่อเนื่อง 50 ล้านบาท ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาแก้ไขร่างของรัฐบาลจะเป็นจุดตัดสำคัญ ที่ทำให้การเข็นกฎหมายฉบับนี้ออกมาต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้านที่สุด โดยเฉพาะผลกระทบด้านสังคมที่ประเมินค่ามิได้ เพราะนับแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ประเทศไทยจะมีหน้าตาที่แตกต่างไปจากที่เราเห็นทุกวันนี้แน่นอน

Read More

วงการไหนก็มีโกง แต่ใครจะคิดล่าสุด “รากโกงที่ฝังรากลึกจะโผล่ขึ้นมาเป็น แครอท” ซะแล้ว! ล่าสุดมีกรณี เจ้าคณะตำบลแห่งหนึ่ง จ้างพระรูปอื่นสอบเปรียญแทนตัวเอง เอ๊า! นี่ตกลงสอบบาลีเพื่อเข้าใจพระธรรมหรือสอบเพื่อเป็นบันไดสู่เกียรติยศ พระบางรูปสอบเอาวิชา…พระบางรูปสอบเอายศ…และพระบางรูป…จ้างสอบแม่งเลยเพราะเอาธรรมมะมาศึกษาเองมันคงเหนื่อยเกินไป เดินทางลัดซะเลย ถามจริง ถ้าสอบเปรียญเพื่อเข้าใจธรรมมะ ทำไมต้องโกง? หรือแท้จริงแ้ว “เปรียญ” ไม่ใช่เรื่องของ ”ธรรมมะ“ แต่เป็นเรื่องของ “ตำแหน่ง“ และ ”อำนาจ“ ”เปรียญ“ ใบเบิกทางสู่ธรรมมะ หรือบันไดไต่ยศ? จากปรากฏการณ์โกงคาผ้าเหลือง ทำให้สังคมได้หันกลับมาสนใจชั้นยศ ทำให้ได้รู้ว่า เปรียญธรรมอาจไม่ใช่แค่ความรู้ แต่มันคือ ”ยศศักดิ์“ ที่ใช้ไต่เต้าในวงการศาสนา มีเปรียญ 3 ประโยค อนาคตสดใส มีสิทธิได้เป็นเจ้าอาวาสวัดเล็ก ๆ…มีเปรียญ 5 ประโยค ขยับโชว์พาวได้มากขึ้น การยอมรับต้องมา ยศศักดิ์ต้องมี มีสิทธิได้เป็นเจ้าคณะมีระดับกว่าเป้นแค่เจ้าอาวาสวัดใดวัดหนึ่ง…เปรียญ 9 ประโยค อันนี้พีคมาก เพราะถือว่าเทียบเท่าด็อกเตอร์ทางธรรม เบียดเข้าใกล้ตำแหน่งใหญ่ ๆ ในมหาเถรสมาคม เป็นผู้บริหารในวงการผ้าเหลือง แบบนี้เองจึงทำให้ ”พระ“ จำนวนไม่น้อยไม่ได้มองว่า เป็นการสอบเพื่อการศึกษาธรรมให้ลึกซึ้ง แต่มันคือ ”บันไดสู่อำนาจ“ ประจานแก่นในที่ยังละทิ้ง ”กิเลส“ ไม่ได้ การจ้างสอบหรือการใช้เส้นสายในแวดวงพระสงฆ์ ก็ไม่ต่างจากระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ใช้เปรียญเป็นเครื่องมือสร้างเครดิตในทางธรรม…ใช้เปรียญเป็นใบเบิกทางสู่ตำแหน่งเจ้าอาวาส…และใช้เปรียญเป็นโอกาสเข้าถึงงบประมาณและการบริหารวัด ไปจนถึงการบริหารพระสงฆ์ทั่วประเทศ แล้วแบบนี้ ธรรมมะอยู่ตรงไหน? โกงสอบ ปารชิกหรือไม่? พลิกตำราดูพบว่า ”ศีล“ ในพระพุทธศาสนามีหลายระดับ ศีล 5 สำหรับฆารวาส ศีล 10 สำหรับสามเณร และ ศีล 227 ข้อ สำหรับพระภิกษุ ถามว่าโกงสอบเปรียญของพระสงฆ์ ผิดศีลข้อไหน และผิดระดับใด? ถ้าดูประสาคนเข้าวัดยังร้อน เห็นว่า การโกงสอบเปรียญอาจเข้าข่ายศีลข้อที่ 4 “มุสาวาทา เวรมณี” (การพูดเท็จ,หลอกลวง) เพราะการโกงด้วยการให้คนอื่นสอบแทนตัวเอง ถือเป็น ”การแสดงตนเป็นเท็จ“ พระรูปนั้นไม่ได้มีความรู้จริง แต่ทำให้คนอื่นเข้าใจว่า ”อาตมาสอบผ่านเปรียญนี้“…

Read More

“แสงและเงา” คือหัวใจของการถ่ายภาพ ศิลปินที่แท้จริงต้องความสามารถใช้แสงกับเงาเพื่อสร้างความลึกซึ้งให้กับเรื่องราว และถ้ามีใครสักคนที่สามารถดึงอารมณ์ออกมาผ่านแสงและเงาได้อย่างทรงพลัง ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล ก็คือหนึ่งในนั้น 70 ปีบนเส้นทางศิลปะภาพถ่าย ชัยโรจน์ได้สร้างผลงานที่สะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก และจิตวิญญาณของผู้คน ทว่าชื่อของเขาในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่ากลับเป็นที่รู้จักในระดับโลกมากกว่าประเทศบ้านเกิด วันนี้ถึงเวลาที่แสงของเขาจะต้องส่องมาถึงที่นี่ เพื่อให้วงการศิลปะไทยตระหนักถึงคุณค่าของชายผู้นี้ ในฐานะศิลปินผู้ควรค่าแก่การยกย่อง จุดเริ่มต้นของเส้นทางสายเกียรติยศสายที่ 2 จากเด็กชายผู้หลงใหลในเงาสู่ศิลปินแห่งแสง ชัยโรจน์ เกิดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2480 ในครอบครัวนักธุรกิจที่บุกเบิกวงการนาฬิกาไทย แต่แทนที่จะเติบโตมาพร้อมตัวเลขและกำไรเท่านั้น เขายังหลงใหลในภาพถ่าย ความอยากรู้อยากเห็นว่ากล้องจะสามารถ “หยุดเวลา” ได้จริงหรือไม่ ทำให้เขาหยิบกล้องฟิล์มตัวแรกขึ้นมา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง “ภาพถ่ายไม่ใช่แค่การบันทึกความจริง แต่มันเป็นศิลปะ เป็นวิธีที่เราสามารถเล่าเรื่องราวโดยไม่ต้องพูด” เส้นทางของเขายิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ London University สาขาวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมทั้งเรียนศิลปะการถ่ายภาพที่ Saint Martin’ s School of Art ที่อังกฤษ ที่นั่นเขาได้ฝึกฝนการใช้กล้อง ตั้งแต่วิวทิวทัศน์ใน Hyde Park ไปจนถึงภาพถ่ายบุคคลที่สะท้อนอารมณ์ลึกซึ้ง และถ่ายทอดมันด้วยหัวใจ และนี่คือจุดสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นศิลปิน เส้นทางสู่ช่างภาพระดับโลก เมื่อเงาใหญ่กว่าชื่อเสียงในบ้านเกิด หลังได้ศึกษาและฝึกฝนการถ่ายภาพอย่างจริงจัง กระทั่งรังสรรค์ผลงานอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เรียกว่า Pictorial Art หรือ “ศิลปะเชิงภาพ” ด้วยเทคนิคการถ่ายภาพที่ผสมผสานความคลาสสิกและความร่วมสมัย การใช้แสงและเงาสร้างมิติของภาพให้ดูเหมือนจิตรกรรม เทคนิคนี้ทำให้ภาพของเขามีความนุ่มนวล ทรงพลัง และสามารถเล่าเรื่องราวโดยไม่ต้องพึ่งพาคำบรรยาย กลายเป็นผลงานที่มีความโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศ โดยเฉพาะในระดับสากล ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล ได้สร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายอันทรงคุณค่ามากมาย ทั้งภาพถ่ายบุคคล วิถีชีวิต ภาพทิวทัศน์ และวัฒนธรรม ผลงานของเขาได้รับการจัดแสดงในนิทรรศการทั้งในประเทศและต่างประเทศ และได้รับรางวัลจากสถาบันต่างๆ ทั่วโลก อาทิรางวัลถ้วยพระราชทานชนะเลิศประเภทภาพถ่ายดิจิทัล จากการแข่งขันถ่ายภาพทั่วประเทศ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2543รางวัลดาว 5 ดวง จากสมาคมถ่ายภาพแห่งอเมริกา (P.S.A.) ในปี พ.ศ. 2552ติดอันดับ World Top Ten หลายครั้ง โดยผลงานของเขาได้รับการยอมรับจากเวทีระดับโลกเป็นครั้งแรกเมื่อเขาส่งภาพเข้าประกวดใน PSA…

Read More

ภาพที่เห็นแล้วต้องขยี้ตารัว ๆ ใครจะเชื่อมีคนแห่ไหว้ “ออพติมัส ไพรม์” หุ่ยนต์จาก Transformers กลางตลาดน้อย พร้อมจัดเต็ม น้ำแดง น้ำมันเครื่อง ดอกดาวเรือง ทั้งที่ไม่ใช่หน้าเลือกตั้ง บางคนถึงกับจ้างนางรำมาแก้บน ย้ำแก้บนกับหุ่นยนต์ เอาดี ๆ? ใครจะคิดว่าจากผู้นำออโต้บอทที่ต่อสู้เพื่ออิสระของจักรวาล สู่สถานะเทพเจ้าแห่งเจริญกรุง นี่มันความเชื่อใหม่ของยุคดิจิทัล หรือมุกการตลาดที่ไปไกลเกินเบอร์? “งมงาย” หรือ “หมดที่พึ่ง” นี่คือไทยแลนด์แดนที่อะไรก็เป็นไปได้ ตั้งแต่โบร่ำโบราณมาเราเห็นการกราบไหว้ตั้งแต่ต้นไม้ จอมปลวก แล้วทำไมจะเป็นหุ่นยนต์บ้างไม่ได้? แต่ถ้ามองให้ลึก ๆ นี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องชวนหัวร่อ แต่มันเป็นสัญญาณเตือนเราบางอย่าง… คนหมดศรัทธาในระบบ? ลองคิดดู ถ้าคนอยู่ดีกินดี คงไม่มีใครหันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบอะไรก็ตาม แต่มันแสดงว่าคนมีความทุกข์ ไม่รู้จะหันไปพึ่งอะไร เศรษฐกิจแย่ แต่พึ่งพารัฐไม่ได้ มองหาใครไม่เจอ เหลือบไปเห็น “ออพติมัส ไพรม์” ขอเล่น ๆ ดันได้จริง และเมื่อแก้บนกลายเป็นกระแส เกิดปิ๊งไอเดียกลายเป็นการตลาดไปแบบเนียน ๆ ถ้ามองให้รอบดูแบบหลายมิติ จะเห็นอะไรจากเรื่องนี้หลายอย่าง ทั้งการตลาดสุดแหวก หรือ อาจจะเป็นการสร้างคอนเทนต์ไวรัล บางทีมันอาจมีแค่ศรัทธาบังหน้า แต่ที่มาแน่คือ “ธุรกิจ” พ่อค้าแม่ค้าย่านตลาดน้อยจับกระแสนี้มาใช้ได้อย่างไว มีตั้งแต่ขายของแก้บน ยันร้านกาแฟที่แจกโปร “ไหว้ออพติมัส 1 ครั้ง รับฟรี 1 แก้ว” (ครีเอตเกินไปไหมพี่!) หุ่นยนต์ศักดิ์สิทธิ์หรือวิกฤตศรัทธา? สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดว่า สังคมเราพร้อมบูชาอะไรก็ได้ที่ทำให้ใจสงบ ไม่ว่าจะเป็นเทพโบราณหรือหุ่นยนต์จากหนังฮอลลีวูด ลองคิดดูดี ๆ ถ้าคนพึ่งพา “ออพติมัส ไพรม์” มากกว่าผู้มีอำนาจจริง ๆ มันกำลังสะท้อนปัญหาสังคมหรือเปล่า? หรือกำลังสะท้อนความห่วยแตกของการบริหารประเทศหรือไม่? บางคนมองว่าสังคมกำลังป่วย แต่ถ้า “สังคมป่วย” อาจไม่ใช่เพราะคนกราบไหว้หุ่นยนต์ แต่ “ป่วย” เพราะคนไม่เหลืออะไรให้ “ศรัทธา” ต่างหาก หรือคุณว่าไม่ใช่? “ออพติมัส ไพรม์” อาจไม่ใช่ที่แรก และอาจไม่ใช่ที่สุดท้าย! วันนี้เป็น Transformers วันหน้าจะเป็นอะไร? Iron…

Read More

“วันนี้ประเทศอาการหนัก” คือคำพูดของ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย แต่ถ้ามองลึกลงไป คนที่กำลังอาการหนักจริง ๆ อาจไม่ใช่ประเทศ แต่เป็นเพื่อไทยเอง เมื่อมองไปที่สถานการณ์รอบด้าน พรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญกับมรสุมทางการเมืองจากทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นแพ้เกมในสภาฯ เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนต้องคว่ำองค์ประชุมถึง 2 ครั้ง ถูกภาคประชาสังคมกดดันเรื่องกาสิโน และพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย ต้องงัดข้อกับภูมิใจไทย และถูกกดดันจากผู้มีอำนาจ ปมฮั้ว ส.ว. นอกจากนี้กำลังจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยพุ่งเป้าเน้น ๆ ไปที่กล่องดวงใจของ “เพื่อไทย” คือ “แพทองธาร-ทักษิณ ชินวัตร ทั้งหมดนี้ทำให้รัฐบาลที่นำโดยเพื่อไทยดูสั่นคลอนและไร้เอกภาพมากกว่าที่เคย แพ้เกมในสภาฯ แก้รัฐธรรมนูญล่มเอง คว่ำองค์ประชุมสองรอบ แก้รัฐธรรมนูญคือหัวใจหลักของรัฐบาลเพื่อไทย แต่พอถึงเวลาจริง กลับแพ้เกมในสภาฯ กุมสภาพไม่ได้ เสียรังวัดไปแบบล้มไม่เป็นท่า ทำร่างแก้รัฐธรรมนูญค้างเติ่ง เพราะส.ว. จับมือภูมิใจไทยสยบอหังการ์ สะท้อนไร้อำนาจบารมี ถึงขั้นต้องใช้วิธี “คว่ำองค์ประชุม” สองรอบ หวังพลิกเกมกลับ แต่ก็ดูเหมือนแค่ “ไปตายเอาดาบหน้า” กาสิโน-พนันออนไลน์ เพื่อไทยถอยหลังหรือแค่ถ่วงเวลา? กระแสผลักดันให้ “กาสิโน” และ “พนันออนไลน์ถูกกฎหมาย” กลายเป็นประเด็นร้อน ภาคประชาสังคมออกมาต่อต้านหนักว่าการทำให้พนันถูกกฎหมายจะทำลายสังคมไทย แม้รัฐบาลไม่ใส่เกียร์ถอย แต่เมื่อถึงทางโค้งก็ไม่แน่ว่าจะไม่เสียหลัก นี่คือระเบิดเวลาที่อาจระเบิดใส่รัฐบาลเองในอนาคต อภิปรายไม่ไว้วางใจ: ฝ่ายค้านจ้องถล่ม รัฐบาลพร้อมรับมือหรือไม่? เพื่อไทยกำลังเผชิญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกในรัฐบาล นายกฯ คุณหนู จุดอ่อนของรัฐบาลที่อาจถูกขุดขึ้นมา ได้แก่ ความล้มเหลวในการแก้รัฐธรรมนูญ การบริหารแบบไร้เอกภาพของรัฐบาล การปล่อยให้ทักษิณเข้ามาชักใยอยู่เบื้องหลังเป็นนายกฯ เงา ส่วนแพทองธาร เป็นได้แค่หุ่นเชิด “วันนี้ประเทศอาการหนัก” หรือเป็นเพื่อไทยที่กำลังทรุด? ภูมิธรรมบอกว่า “วันนี้ประเทศอาการหนัก” แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นพรรคเพื่อไทยที่กำลังอาการหนักที่สุด มรสุมทางการเมืองพัดถล่มรอบด้าน ทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ ความขัดแย้งภายในรัฐบาลเริ่มปะทุขึ้นชัดเจน และฝ่ายค้านกำลังรอซ้ำเติมด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันนี้ประเทศอาจจะอาการหนัก แต่สิ่งที่หนักกว่าคือเส้นทางข้างหน้าของพรรคเพื่อไทยเอง!

Read More

ช็อกสังคมมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ หลังมีการเปิดโปงการทุจริตยาในโรงพยาบาลทหารผ่านศึกที่ทำเป็นขบวนการ กินกันเป็นวงกว้างตั้งแต่ พยาบาลยันหมอ ล่าสุดผลสอบออกมาแล้ว “มีมูลจริง” และมีการสารภาพที่น่าตกใจว่าทำกันเป็นทีมกระจายเป็น 6 ทีม ผ่านการวางแผนอย่างดี พีคในพีคคือ ไม่ได้มีแค่เจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่ยังรวมถึง แพทย์และพยาบาลที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล รวมถึงพยาบาลเกษียณ ก็ยังมีเอี่ยวในขบวนการนี้ แสดงให้เห็นว่า “กินมานาน ไม่ใช่เพิ่งเริ่มทำ” ยาหายเป็นกระสอบ ภาษีคนไทยทั้งนั้น! จากการสืบสวนพบว่า ขบวนการนี้มีการโกงยาโดยใช้สิทธิ์เบิกจ่ายตรงของผู้ป่วย แล้วนำยาไปขายต่อในตลาด ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นแม้จะไม่มีการประมาณตัวเลขออกมา แต่หากดูจากปริมาณยาที่ขนกันเป็นกระสอบ ก็พออนุมานได้ว่า ภาษีประชาชนรั่วไหลไปกับการทุจริตนี้ไม่ใช่ตัวเลขน้อย ๆ แน่ ๆ น่าจะอยู่ในระดับหลายล้านบาท หรืออาจเป็นสิบ ๆ ล้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก จำเป็นต้องตรวจสอบย้อนหลัง ดูว่ามีความผิดปกติในการเบิกจ่ายที่มาผิดสังเกตในกลุ่มยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง และ โรคเบาหวาน ซึ่งมีราคาสูง จนตกเป็นเป้าหมายของการทุจริต ผอ.อผศ. แจ้งความวันนี้ วันนี้ (3 มี.ค.68) พล.อ. เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก จะเดินทางไปแจ้งความต่อตำรวจ ปปป. เพื่อให้ดำเนินคดีทางกฎหมายกับขบวนการโกงยา เพื่อยืนยันว่าไม่มีการปกป้องใครทั้งนั้น คนผิดต้องรับผิดชอบและถูกลากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นเรื่องน่าเศร้าที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลเหล่าทหารหาญที่เคยอุทิศตนเพื่อชาติ กลับมีคนฉวยโอกาสหากินกับยาที่ควรเป็นของพวกเขา “ยาที่ควรถึงมือผู้ป่วยหายไปไหน?” “งบประมาณที่ควรใช้ช่วยชีวิต ไหลไปเข้ากระเป๋าใคร?” นี่ไม่ใช่แค่การคอร์รัปชันธรรมดา แต่มันคือ การทรยศต่อคนที่เคยเสียสละเพื่อชาติ! ทวงคืนความยุติธรรม คนผิดต้องรับโทษ เชื่อว่าคนไทยติดตามใกล้ชิด รอดูว่าใครบ้างที่จะถูกดำเนินคดี และคาดหวังให้เจ้าหน้าที่ที่้เกี่ยวข้องเดินหน้าจริงจัง สาวให้ลึกไปถึงใครลากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้หมด ทำอย่างโปร่งใส ไม่ลูบหน้าปะจมูก คืนความถูกต้องให้กับทหารผ่านศึกที่สมควรได้รับการรักษาที่ดี ไม่ใช่ถูกโกงยา! ที่สำคัญต้องไม่มีการตัดตอนขบวนการ ต้องทำแบบขุดรากถอนโคน และโรงพยาบาลอื่น ๆ ควรได้ย้อนตรวจสอบดูด้วยว่ามีความผิดปกติในการเบิกจ่ายยาในโรงพยาบาลของพวกท่านหรือไม่ เพราะการโกงนี้ โรงพยาบาลทหารผ่านศึกอาจไม่ใช่แค่ที่แรก และอาจไม่ใช่แค่ที่เดียว!

Read More

เมื่อ ขรก.อ่อนแอ ฝ่ายค้านไม่เข้มแข็ง นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นักกฎหมาย และ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์หัวข้อดังกล่าวในเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อม #เรากำลังอยู่ในประเทศที่ระบบกำลังทำลายตัวเอง เนื้อหาระบุประเทศไทยเหมือนกงกำกงเกวียน เมื่อไหร่ที่การเมืองเข้มแข็ง ระบบราชการจะไม่เป็นตัวของตัวเอง จะอ่อนแอ และจะทำเพื่อตอบสนองความต้องการทางการเมือง หากฝ่ายค้านไม่เข้มแข็งไปด้วย ระบอบจะปราศจากการถ่วงดุล ระบบทุกอย่างจะกัดกร่อนและทำลายตัวเอง พร้อมยกตัวอย่าง 1.เริ่มจากกรณีชั้น 14 รพ.ตำรวจ ปีกว่าแล้ว ที่ยังไม่มีข้อยุติว่า คุณทักษิณป่วยจริงถึงขนาดต้องนอน ไอ.ซี.ยู. และไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียวหรือไม่ เหตุการณ์นี้ กัดกร่อน และทำลายความน่าเชื่อถือของระบบราชการหลายส่วน เช่น กรมราชทัณฑ์ รพ.ตำรวจ แพทยสภา ป.ป.ช. ที่เป็นองค์กรอิสระ 2.การได้มาของสมาชิกวุฒิสภา มีการฮั้วกันหรือไม่ เรื่องนี้ หากจริง ก็ถือว่านักการเมือง เป็นผู้ฉีกรัฐธรรมนูญเสียเอง ถือว่าเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยจนถึงรากแก้วแล้ว หากเป็นต้นไม้ ก็จะค่อยๆ เหี่ยวเฉาตายไปในที่สุด 3.เรื่องที่ดินเขากระโดง เห็นการเล่นแร่แปรธาตุของกรมที่ดิน, การรถไฟ ที่แต่ละฝ่ายพยายามช่วยเหลือนักการเมืองที่เป็น “นายของตัวเอง” จนคำพิพากษาของศาลเปรียบเหมือนกระดาษห่อถุงกล้วยแขก ไม่สามารถบังคับใช้ได้ 4.ที่ดินอัลไพน์ ที่ซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ ที่นายกรัฐมนตรีและครอบครัวเป็นเจ้าของ บัดนี้ ก็ยังไม่มีข้อยุติว่าจะดำเนินการอย่างไร 5.ภาพเหตุการณ์ การพูดคุยกันระหว่างประธานรัฐสภา กับ กรรมการ ป.ป.ช. มีข้อครหาว่า มีการต่อรองเพื่อยุติคดีกัน นี่ก็ปวดร้าวไปถึงแก่นของระบอบประชาธิปไตย 6.เหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีระเบิดและการเสียขีวิตของเจ้าหน้าที่อย่างถี่ยิบในขณะนี้ ต้อนรับการเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาประธานอาเซียนของคุณทักษิณ ชินวัตร ท่ามกลางความเงียบหายของข่าวหมายจับผู้ต้องหาที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายคนกรณีคดีตากใบ ทั้งหมด ไม่มีเรื่องของประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องเลย มีแต่เรื่องผลประโยชน์ของนักการเมืองล้วนๆ

Read More

“รัฐบาลไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันระหว่างสองขั้วอำนาจ—จีนและสหรัฐฯ” นี่คือมุมมองของ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” กรณีไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ 48 คนกลับจีน ซึ่งเป็นจุดที่ต้องจับตามองว่าไทยได้อะไรจากดีลนี้ และจะต้องจ่ายอะไรในภายหลัง ย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 ชาวอุยกูร์กว่า 300 คนเดินทางเข้าสู่ไทยโดยหวังลี้ภัยไปประเทศที่สาม แต่ไทยกลับดำเนินการส่งตัวเป็นกลุ่มๆ โดยมีทั้งการส่งไปตุรกี (173 คน) และจีน (109 คน) ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมระดับนานาชาติ ทั้งความตึงเครียดกับตุรกี และการโจมตีไทยที่สถานทูตในตุรกี ก่อนจะเกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่ราชประสงค์ในปี 2558 ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวโยงกับปมอุยกูร์ รัฐบาลไทยเสี่ยงอะไรกับการตัดสินใจครั้งนี้? ครั้งนี้แตกต่างจากอดีต เพราะมีการยืนยันจาก นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ว่ารัฐบาลจีนได้ร้องขออย่างเป็นทางการ ซึ่งเกิดขึ้นหลังการเยือนจีนของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คำถามคือ เมื่อมีการร้องขอ—ไทยได้อะไรตอบแทน? รศ.ดร.ปณิธาน ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลอาจต้องเตรียมรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่อาจนำไปสู่ การกีดกันทางการค้า ลดสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) หรือแม้แต่การลดระดับไทยในบัญชีค้ามนุษย์จาก Tier 2 ไปสู่ Tier 3 ซึ่งจะส่งผลต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไทยโดยตรง “เรากำลังเล่นเกมใหญ่กับจีน ขณะเดียวกันก็หักหน้าสหรัฐฯ ที่ร้องขอให้เราชะลอการส่งตัว แต่เราไม่ทำตาม…สิ่งนี้อาจย้อนกลับมาเป็นแรงกดดันต่อไทยในเวทีโลก ประธานาธิปบดีทรัมป์เพิ่งออกปากชม มาร์โก รูบิโอ ว่าเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ทำงานดีที่สุด รูบิโอเป็นคนที่ดูแลเรื่องบัญชีค้ามนุษย์โดยตรง และตอนนี้หน้าแตกหมอไม่รับเย็บเพราะไทยไม่ฟังคำขอของเขา เขาน่าจะจัดการเราแน่” อุยกูร์ปลอดภัย…หรือแค่ภาพลวงตาทางการทูต? การที่รัฐบาลไทยดำเนินการแบบ “เงียบที่สุด” และไม่เปิดเผยรายละเอียดข้อตกลง อาจช่วนให้ปฏิบัติการนี้ราบรื่น แต่ไม่ได้ช่วยให้ความกังวลเรื่องสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงหมดไป “ภาพที่จีนเผยแพร่ออกมาว่า อุยกูร์กลับไปอยู่กับครอบครัว เป็นเพียงภาพจากบางส่วนของกลุ่มที่ถูกส่งกลับ ไม่ได้สะท้อนชะตากรรมของทุกคน” ยังมีคำถามด้วยว่า ทำไมรัฐบาลไม่เปิดเผยว่าประเทศที่สาม เช่น ตุรกี หรือสหรัฐฯ ปฏิเสธรับอุยกูร์กลุ่มนี้หรือไม่? ถ้ามีการเจรจาแล้วแต่ไม่มีประเทศใดยอมรับ ก็ควรชี้แจงให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้ไทยถูกมองว่าทำผิดหลักมนุษยธรรมโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ การตัดสินใจครั้งนี้ยังอาจส่งผลต่อบทบาทของไทยใน คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ซึ่งเพิ่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่เมื่อต้นปี 2025 และอาจต้องเผชิญกับการตั้งคำถามจากนานาชาติว่าไทยเหมาะสมกับตำแหน่งนี้หรือไม่ “รัฐบาลไทยต้องอธิบายให้ชัดว่ามีการพูดคุยกับประเทศที่สามใดบ้าง…

Read More

โรคเก๊าท์ (Gout) คือหนึ่งในโรคข้ออักเสบที่สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วย เพราะอาการปวด บวม และอักเสบของข้อที่รุนแรง ซึ่งเกิดจาก การสะสมของกรดยูริก (Uric Acid) ในร่างกายสูงเกินไป จนตกผลึกที่ข้อต่อ มักพบได้บ่อยบริเวณนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า และข้อศอก ทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปได้อย่างยากลำบาก สาเหตุหลักของโรคเก๊าท์ – อาหารที่ต้องระวัง! นายแพทย์ เกรียงศักดิ์ เล็กเครือสุวรรณ จากโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านคลินิกระงับปวดและศัลยกรรมข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ ให้ข้อมูลว่า โรคเก๊าท์เกิดจากพฤติกรรมการกินและสุขภาพที่ไม่สมดุล โดยเฉพาะการบริโภคอาหารที่มี พิวรีนสูง ซึ่งเปลี่ยนเป็นกรดยูริกในร่างกาย อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ (ตับ ไต สมอง) อาหารทะเล (หอยนางรม กุ้ง ปลาซาร์ดีน) เนื้อแดง (เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ) และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะเบียร์) นอกจากนี้ โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไต และยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือยากดภูมิคุ้มกัน ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสเกิดโรคเก๊าท์ได้ อาการของโรคเก๊าท์ – ปวดข้อเฉียบพลันอย่านิ่งนอนใจ! คุณหมอยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงอาการของโรคไว้ว่า มีทั้งปวดข้อรุนแรงแบบฉับพลัน โดยเฉพาะเวลากลางคืน ,ข้อบวม แดง ร้อน และอักเสบ ทำให้ขยับลำบาก ถ้าเป็นเรื้อรัง อาจเกิดก้อนโทฟัส (Tophus) ซึ่งเป็นผลึกกรดยูริกสะสมใต้ผิวหนัง ในระยะยาว อาจส่งผลต่อไต และเพิ่มความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อนอื่นๆ การรักษาโรคเก๊าท์ – กินยา ปรับพฤติกรรม ลดความเสี่ยง! สำหรับวิธีการรักษาสามารถใช้ยาเพื่อลดการอักเสบและบรรเทาปวด เช่น ไอบูโพรเฟน นาโพรเซน และสเตียรอยด์,ยาลดระดับกรดยูริกในเลือด เช่น อะโลพูรินอล และเฟบูซอสแตท,ควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารพิวรีนสูง และ ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย และดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย อย่างไรก็ตามโรคนี้มีวิธีป้องกันแค่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ก็ลดความเสี่ยงโรคเก๊าท์ได้ ด้วยการดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10…

Read More

ตั้ง 3 คณะทำงาน มี DSI ร่วม – ส่งศาลฎีกาแล้ว 3 คดี “แสวง” ย้ำ กกต.ไม่ได้นิ่งนอนใจ! เดินหน้าสอบสวนคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. ตั้งคณะกรรมการ 3 ชุด พร้อมหน่วยงานความมั่นคงร่วม DSI – ปปง. – สตช. เผยพิจารณาคดีแล้ว 109 เรื่อง ส่งศาลฎีกา 3 คดีจากคำร้องทั้งหมด 220 เรื่อง กกต.เดินหน้า! คดีฮั้ว ส.ว. ไม่ปล่อยผ่าน วันนี้ (28 ก.พ.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณี ฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ยืนยันว่า กกต.ให้ความสำคัญอย่างมาก และไม่ได้เพิกเฉยต่อการร้องเรียน โดยแยกคดีเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ คดีซื้อเสียง และทุจริตการเลือกตั้งทั่วไป และ คดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. ที่มีการ จ้างจัดตั้งกลุ่ม, จัดทำโพยเลขชุด, บล็อกโหวต, และคะแนน 0 ที่ผิดปกติ ซึ่งเป็น ลักษณะพิเศษและกระทำเป็นขบวนการ ทั้งนี้มีคำร้องเกี่ยวกับ ฮั้วเลือก ส.ว. รวม 220 เรื่อง พิจารณาแล้วเสร็จ 109 เรื่อง ส่งศาลฎีกาดำเนินคดีแล้ว 3 คดี กกต.ตั้ง 3 คณะทำงานพิเศษ ร่วมกับ DSI – สตช. – ปปง. นายแสวง ชี้แจงว่า เพื่อให้การสอบสวนโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ กกต. ได้ตั้งคณะทำงาน 3 ชุดหลัก ประกอบด้วย 1. คณะอนุกรรมการพิเศษ ทำหน้าที่ที่ปรึกษาและประสานงานการสืบสวน มีตัวแทนจาก…

Read More