- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
พลิกกันนาทีสุดท้ายสำหรับศึกซักฟอก ที่เดิม “พรรคประชาชน” วางแผนหว่านแห “ล่อทุกเม็ด เด็ดหัวหลายคน” มาเป็น ยุทธศาสตร์ใหม่ ไม่เน้นโจมตีพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด แต่พุ่งเป้าไปที่ตัว ‘นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร’ คนเดียว เผยไต๋มาว่าจะเอาให้สะเทือนจนถึงขั้นต้อง “ยุบสภา” อะไรอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้? มีรายงานว่าสาเหตุที่ต้องเปลี่ยนแผนส่วนหนึ่งเพราะเกลือเป็นหนอน ข้อมูลภายในรั่วไหล รายชื่อรมต. 10 คน พร้อมพฤติกรรมละเอียดยิบถูกส่งออกให้รัฐบาลรู้ข้อสอบล่วงหน้า จนต้องเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นพุ่งเป้าไปที่นายกฯ คนเดียว ประกอบกับรัฐบาลผสมชุดนี้ เปราะบางตั้งแต่วันแรก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง เพื่อไทย (แกนนำรัฐบาล) กับ ภูมิใจไทย ที่แม้จะร่วมรัฐบาลกัน แต่ก็ยังมีทั้งการแข่งขันในที มีความไม่ไว้วางใจกันอยู่ หนักที่สุดคือ การเมืองแบบขัดแข้งขัดขา ที่ทำให้เพื่อไทยไปแทบไม่เป็น จนต้องหันมาใช้กฎหมายเล่นงานกลับ การโจมตี ‘แพทองธาร’ เพียงคนเดียว เท่ากับส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมรัฐบาล ว่า ถ้ามีความไม่พอใจใด ๆ อยู่ ก็ระบายผ่านการลงคะแนนได้เลย อย่างไรก็ตามถ้า “พรรคประชาชน” คิดว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะคว่ำกันเองในห้วงเวลานี้คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก “เพราะต่อหน้าผลประโยชน์ ขัดแย้งหนักแค่ไหนก็จบลงที่จูบปากทุกทีไป” เล่นกับจุดอ่อนของแพทองธาร – ประสบการณ์ทางการเมือง ที่น่าจับตาคือ หากพรรคประชาชน เล็งไปที่จุดอ่อนของ “แพทองธาร”ที่เพิ่งขึ้นเป็นนายกฯ สด ๆ ร้อน ๆ อ่อนด้อยประสบการณ์ทางการเมือง อีกทั้งสลัดคราบ “คุณหนู” ออกจากตัวไม่ได้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นโอกาสที่ฝ่ายค้านจะ โจมตีจุดอ่อนนี้ อาจได้เห็นการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เกิดอาการปรี๊ดแตกกลางสภาฯได้เหมือนกัน ซึ่งหากสามารถทำให้แพทองธาร แสดงความไม่มั่นคง หรือไม่สามารถตอบคำถามได้ดี แม้จะ “ล้ม” ไม่ได้ แต่ก็ทำให้ “ร่วง” ได้ในสายตาของประชาชน ใช้ความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล ล้มกันเอง อีกหนึ่งเหตุผลที่น่าจะเป็นจุดแข็งของการซักฟอกเฉพาะนายกฯ คือ ถ้าฝ่ายค้านโจมตีพรรคร่วมทั้งหมด พรรคร่วมอาจกลับไปปกป้องกันเอง แต่ถ้าพุ่งเป้าที่นายกฯ คนเดียว พรรคร่วมอาจเลือก “วางเฉย” หรือใช้จังหวะนี้ต่อรองอำนาจ แม้จะจบที่ดีลลงตัวแต่ก็ทำให้เกิดการสั่นคลอนภายในพรรคร่วมรัฐบาลได้ไม่มากก็น้อย สถานการณ์นี้อาจทำให้รัฐบาลดูอ่อนแอ จนพรรคที่มีอำนาจต่อรองสูงอย่าง ภูมิใจไทย หรือพรรคอื่น ๆ ใช้จังหวะนี้กดดันเพื่อขอผลประโยชน์เพิ่ม ถามว่า…
“รถเบรกแตก รถพลิกคว่ำ รถไฟไหม้” คำเหล่านี้แทบจะกลายเป็นประโยคที่เราคุ้นชิน เมื่อพูดถึงข่าวอุบัติเหตุหมู่บนถนนเมืองไทย เราเห็นโศกนาฏกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงร่ำไห้ของครอบครัวผู้สูญเสียยังดังสะท้อนอยู่ในสังคม แต่ผ่านไปไม่นาน เสียงร่ำไห้ก็กลับมาดังระงมอีกครั้ง แล้วสังคมไทย “ถอดบทเรียน” มานานแค่ไหนกันแล้ว? หรือแท้จริงแล้ว เรากำลัง “ถอดแต่ไม่เคยใส่กลับ” ? 18 ศพที่เขาศาลปู่โทน : ลมหายใจสุดท้ายบนทางลาดชัน วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 รถบัสนำคณะดูงานจากบึงกาฬ มุ่งหน้าสู่ระยอง แต่ปลายทางของพวกเขากลับจบลงที่เชิงเขาศาลปู่โทน จ.ปราจีนบุรี รถบัสพลิกคว่ำลงข้างทาง มี 18 ชีวิตต้องจบลงตรงนั้น และบาดเจ็บอีก 31 ราย สาเหตุเบื้องต้น? “เบรกขัดข้อง” …คำตอบที่เหมือนจะเป็นคำแก้ตัวแบบเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย ถนนลาดชัน ระบบเบรกไม่ได้มาตรฐาน รถรับน้ำหนักเกิน คนขับไม่มีประสบการณ์ ไม่ชินทาง เราได้ยินมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว แต่ทำไม…มันยังคงเกิดขึ้น? ย้อนรอยโศกนาฏกรรม “รถไฟไหม้” เด็กนักเรียนดับ 23 ศพ หากใครยังจำได้ 1 ตุลาคม 2567 รถบัสทัศนศึกษาของเด็กนักเรียนจากอุทัยธานีไฟไหม้ เด็ก 23 คน ถูกเผาทั้งเป็น ไม่มีโอกาสแม้แต่จะดิ้นรนหนี สาเหตุ? เพลาหลังหัก ประกายไฟลามไปติดถังแก๊ส NGV ที่ติดตั้งเกินมาตรฐาน “รถบัสเก่าที่ดัดแปลง โครงสร้างไม่ปลอดภัย คนขับไม่มีการอบรมเพียงพอ” เป็นข้อสรุปที่เราได้ยินหลังจากเหตุการณ์นั้น แต่วันนี้…ก็ยังมีรถบัสเก่าๆ วิ่งอยู่บนถนนไทยอยู่ดี! เมื่อทางลงเขากลายเป็น “ทางลงนรก” เขาศาลปู่โทน หรือที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้ใช้เส้นทางสาย 304 เป็น “จุดตาย” มาหลายครั้งหลายครา เพราะทางลาดชัน คดเคี้ยว อันตรายสูง รถบรรทุกและรถโดยสารหนักต้องใช้เบรกตลอดเวลา ทำให้เกิดความร้อนสูงจนเบรกแตกง่าย หลายปีที่ผ่านมา อุบัติเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกิดขึ้นที่จุดนี้ ทั้งรถทัวร์ รถบรรทุก รถกระบะที่เสียหลักพุ่งลงเหว คำถามคือ ทำไมยังไม่มีมาตรการป้องกันที่ชัดเจน? “ถอดบทเรียน” จนเปลือยล่อนจ้อน แต่…ได้อะไร? หลังจากทุกอุบัติเหตุครั้งใหญ่ รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ…
ภาพกุญแจห้อยอยุ่ในตู้วางหน้าตึกรามบ้านช่องกลางกรุง กุญแจคอนโดติดเสาไฟอย่างเจ๋งครึ่ม คือหลักฐานชัด ๆ ว่า การปล่อยเช่าคอนโดรายวันกำลังระบาดหนัก แม้จะผิดกฎหมายเต็ม ๆ แต่ก็ยังทำกันอย่างไม่เกรงกลัว มีการอำนวยความสะดวกให้แขกที่เข้าพักชั่วคราว แบบไม่ต้องพบหน้าเจ้าของห้อง เห็นแบบนี้แล้วคิดว่าเป็นโรงแรมหรือคอนโดกันแน่? กฎหมายที่ใช้จัดการกับปัญหานี้ มีชัดเจน แต่คำถามคือ มีการบังคับใช้จริงจังแค่ไหน? คอนโดให้เช่ารายวัน = ทำธุรกิจโรงแรมเถื่อน กฎหมายชัดเจนว่า “คอนโดมิเนียม” ไม่สามารถปล่อยเช่ารายวันได้ เพราะถือเป็นการทำธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ปัญหาคือ มีคนแอบทำกันโจ๋งครึ่ม ซึ่งมีความผิด ทำธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต (โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท และปรับรายวันอีก 10,000 บาท จนกว่าจะเลิกกระทำผิด) แต่ก็ยังมีคนแอบทำ ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ลงประกาศให้เช่าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แล้วหลบเลี่ยงการตรวจสอบ พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 กฎหมายนี้ กำหนดให้ต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ในคอนโดได้ไม่เกิน 49% ของจำนวนห้องชุดทั้งหมดในโครงการ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ บางกลุ่มใช้ “นอมินีคนไทย” ถือครองแทน เพื่อเลี่ยงข้อจำกัด แล้วแอบปล่อยเช่ารายวันผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ และ คอนโดบางแห่งถูกซื้อไปเพื่อทำธุรกิจโรงแรมแฝง ซึ่งผิดทั้ง พ.ร.บ. โรงแรม และ พ.ร.บ. อาคารชุด ล่อซื้อง่ายมาก แค่ 3 ขั้นตอนก็จับได้แล้ว กฎหมายมีอยู่แล้ว แต่การบังคับใช้ยังไม่เข้มงวด ถ้าจะล่อซื้อจริง ๆ ทำได้ง่ายมาก เริ่มจาก จองห้องพักผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โอนเงิน ไปยังบัญชีของเจ้าของห้อง และ รับหลักฐานการจองที่แสดงชื่อ เบอร์ห้อง และบัญชีรับเงิน เท่านี้หลักฐานครบ ทั้งชื่อเจ้าของ บัญชีรับเงินและพฤติกรรมที่เข้าข่ายทำธุรกิจโรงแรมเถื่อน การนำกุญแจไปวางไว้ในที่สาธารณะก็มีความผิดด้วย เพราะเป็นการรุกล้ำพื้นที่สาธารณะ ผิดตาม พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง คอนโดปล่อยเช่ารายวัน : ปัญหาที่กระทบทุกฝ่าย ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยในคอนโด• คนในคอนโดรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะมีคนแปลกหน้ามาเข้าพักบ่อย ๆ• ส่วนกลางถูกใช้งานหนัก เช่น…
“ถ้าความยุติธรรมตามกฎหมายกับความยุติธรรมในความเป็นจริงสวนทางกัน วันนั้นสังคมอยู่ไม่ได้!” เป็นคำพูดของ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตนักการเมืองและนักกฎหมาย ระหว่างการให้สัมภาษณ์ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” วิเคราะห์ปมสอบสวน “คดีฮั้ว ส.ว.” โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่ส่อเค้ากลายเป็น สนามรบทางการเมือง มากกว่าการเดินหน้าตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การเลื่อนมติของ คกพ. ไปประชุมอีกครั้งในวันที่ 6 มี.ค. 68 อาจเป็นแค่การถอยเพื่อต่อรองทางการเมือง “แม้จะดูเหมือนถอย แต่เชื่อว่า DSI จะทำคดีต่อแน่ เพราะคำพูดของ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ ผูกมัดตัวเองไปแล้วว่า DSI มีอำนาจ ถ้าสุดท้ายให้ กกต. ดำเนินการแทนก็แปลว่ากลับลำ” ฮั้วกันจริงไหม? ถามตัวเอง ส.ว. จังหวัดคุณสมควรเป็นไหม! นิพิฏฐ์ ตั้งคำถามถึงประชาชนทั่วประเทศ ว่า “คุณคิดว่า ส.ว. ในจังหวัดของคุณเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ไหม?” ถ้ามีข้อสงสัยแสดงว่า “มันมีความผิดปกติแน่นอน คนเก่ง ๆ มีความรู้ความสามารถ ทำไมผ่านเข้าไปไม่ได้? ใครคือคนที่อยู่เบื้องหลัง? ถ้าคุณสงสัย นั่นหมายความว่ามันมีการฮั้วกัน มีการให้ผลประโยชน์กัน มีดีลลับที่สังคมมองไม่เห็น” นิพิฏฐ์ฟันธง “กกต.สอบไม่ได้หรอก” – DSI ต้องลุย! “ผมฟันธงล้านเปอร์เซ็นต์เลยว่า กกต. ไม่มีศักยภาพสอบสวนเรื่องนี้ได้ ดูการเลือกตั้งทุกระดับที่ผ่านมาก็รู้ ซื้อเสียงกันชัด ๆ แต่ กกต. ไม่เคยทำอะไรได้เลย นี่เป็นเรื่องใหญ่ระดับองค์กร! จะให้ กกต. ที่ใจไม่ใหญ่พอไปทำ ทำไม่ได้หรอก และไม่กล้าทำด้วย ต้องใช้ DSI ที่มีเครื่องมือพิเศษ มีศักยภาพมากกว่าไปทำ” “เรายังต้องมีกกต.อยู่หรือเปล่า?” นิพิฏฐ์ สะท้อนว่าการทำงานของ กกต. ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ต้องถามว่า “จำเป็นต้องมีกกต.อีกไหม? เพราะทุกวันนี้ กกต. เต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องเจ้าหน้าที่เรียกเงินเพื่อช่วยปัดคดี!…
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เชิญรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อมอบหมายให้ดูแลการปราบบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะในเยาวชน-พื้นที่ใกล้โรงเรียน โดยนางสาวแพทองธารโพสต์ภาพ และข้อความโดยบอกต้องปราบปรามจริงจัง และใช้มาตรการกฎหมายอย่างเข้มงวด ในโพสต์ระบุว่าได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และรัฐมนตรี จิราพร สินธุไพร ซึ่งได้มอบหมายให้ช่วยดูแลเรื่องนี้เป็นหลัก พูดคุยกันถึงมาตรการคุมเข้มและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชน ดิฉันขอให้ทุกฝ่ายดูแลอย่างเข้มงวด พื้นที่ใกล้โรงเรียน-สถานศึกษาต้องไม่มีการขายให้เยาวชน พร้อมเน้นย้ำให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของบุหรี่ไฟฟ้าและข้อกฎหมายให้กับประชาชนได้เข้าใจอย่างถูกต้อง เริ่มต้นที่การจัดการกับผู้นำเข้า seal ทุกจุด และจับกุมผู้ขายอย่างจริงจัง ซึ่งดิฉันให้ไทม์ไลน์ 30 วัน กับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และกรมศุลกากรในการปราบปรามอย่างเด็ดขาด นายกฯ ระบุว่าการปราบปรามเป็นการดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน ถือเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกคนในสังคม ดิฉันจึงอยากขอความร่วมมือจากทุกคน ทุกภาคส่วน ให้ช่วยดูแลเยาวชนในสังคม หากพบเห็นการขายให้แก่เด็ก และเยาวชน ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีต่อไป ขณะที่โลกออนไลน์ขุดจุดยืนเก่า นายกฯ แพทองธารก่อนเลือกตั้ง เคยตอบคำถามสื่อสำนักหนึ่งระบุ YES เมื่อถามเกี่ยวกับ “บุหรี่ไฟฟ้า”
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ปรับลด อัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.25% เหลือ 2.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที หลังพบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันจากสินค้านำเข้า เศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาด กนง. ชี้โครงสร้างอุตสาหกรรมมีปัญหา นาย สักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจาก อุตสาหกรรมการผลิตที่ซบเซา จากการแข่งขันของสินค้านำเข้า ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก และความเปราะบางของ SMEs ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แม้ว่าภาคบริการและการท่องเที่ยวจะขยายตัว แต่ ภาคอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์ ปิโตรเคมี และวัสดุก่อสร้าง กลับถูกกดดันหนัก ทำให้แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ลดดอกเบี้ย หวังลดภาวะตึงตัวทางการเงิน คณะกรรมการฯ ส่วนใหญ่เห็นว่า การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยลดความตึงตัวของภาวะการเงิน โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะที่กรรมการ 1 เสียงที่ไม่เห็นด้วยกับการลดดอกเบี้ย ให้เหตุผลว่า ควรคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.25% เพื่อรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินสำหรับรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จับตาสินเชื่อ SMEs – หนี้ครัวเรือน ยังกดดันเศรษฐกิจ กนง. ประเมินว่า แม้การขยายตัวของสินเชื่อในภาพรวมจะทรงตัว แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ สินเชื่อ SMEs ที่ยังคงหดตัว จากปัญหาด้านการแข่งขันและต้นทุนสูง และ หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง แม้รายได้เริ่มฟื้นตัวแต่ยังไม่เต็มที่ ทั้งนี้ กนง. จะติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจ และผลกระทบจากการปรับลดดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายการเงินยังคงสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินได้อย่างเหมาะสม ค่าเงินบาทยังผันผวน กนง. จับตานโยบายเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวผันผวน จาก ความไม่แน่นอนของนโยบายจากประเทศเศรษฐกิจหลัก ทำให้ กนง. เห็นควรติดตามพัฒนาการในตลาดการเงินโลกและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด กนง. ย้ำว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้อยู่ภายใต้กรอบนโยบายการเงินที่ยังคงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ในช่วงเวลานี้ กระดานการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วง ต่อรอง-ขยับหมาก ที่เข้มข้นขึ้น เมื่อแต่ละขั้วอำนาจพยายามใช้ทุกกลไกเพื่อสร้างความได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็น DSI, รัฐธรรมนูญ, การอภิปรายไม่ไว้วางใจ, หรือองค์กรอิสระ เรามาเจาะลึกกันว่าขั้วต่าง ๆ กำลังเดินเกมอะไร และใครได้-ใครเสีย ฝ่ายน้ำเงินออกตัวแรงด้วยความมั่นใจในการคุมเสียงสภาสูง มีเสียงดังพอในพรรคร่วมรัฐบาลที่ฝ่ายแดงต้องเกรงใจ จึงยืดอกใช้เกม ขวาง-ยื้อ-ต่อรอง เป็นหลัก หมากที่เจ็บแสบที่สุดคือ การขวางแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ฝ่ายแดงติดหล่มกลเกมในรัฐสภา แบบเสียเหลี่ยม ไร้คม ส่วนฝ่ายแดงไม่ยอมพ่ายกลเกมง่าย ๆ สวนกลับผ่านการตรวจสอบสนามกอล์ฟที่เขาใหญ่ของครอบครัว “อนุทิน ชาญวีรกูล” ก่อนรุกฆาตผ่านกลไกของกระทรวงยุติธรรม และ DSI มี พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เสียบไปที่กล่องดวงใจ ปมฮั้วเลือกสว. แต่สุดท้ายยังไม่ชัดไปต่อหรือพอแค่นี้ หลังคณะกรรมการคดีพิเศษให้ถอนเรื่อง ชงกลับมาใหม่วันที่ 6 มีนาคม 2568 ซึ่งบางฝ่ายมองว่า นี่คือการเปิดช่องให้เกิดการเจรจาต่อรอง เกี้ยเซี๊ยะ สุดท้ายสมประโยชน์อาจกลายเป็นมวยล้มต้มคนดู! แต่ถ้าวางหมากรุกไล่ไปสุดทาง เดิมพันนี้อาจถึงขั้น “ล้มสว.” ลาก กกต.เข้าปิ้ง แต่เปลี่ยนเกมแล้วเข้าทางใคร ยังเป็นเรื่องยากจะเดา แต่ที่แน่ ๆ ไม่น่าจะใช่ประชาชน มีนาคมเดือนเดือด “การเมืองไทย” หันมาดูฝ่ายส้มยังโซซัดโซเซกับคดี 44 สส.ถูก ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา ปมแก้ไข ม.112 แต่ต้องรีบตั้งหลักเพราะใกล้ศึกซักฟอกเต็มทน ต้องออกหมัดให้หนักเพื่อดึงคะแนนนิยมกลับมา ทำได้ไม่ได้เห็นกันในเดือนมีนาคม มีนาคมเหมือนกัน น่าจะเข้าสู่โหมดเดินหน้าถอดถอน “สุชาติ ตระกูลเกษมสุข” ประธาน ป.ป.ช. เซ่นคลิปฉาวกับ “วันนอร์” ส่อล็อบบียุติคำร้องของ ”บิ๊กโจ๊ก“ งานนี้ไฟท์บังคับ ”วันนอร์“ ไม่มีสิทธิเลือก นอกจากต้องส่งประธานศาลฎีกา ตั้งคกก.ไต่สวน ตามกฎหมาย เพราะถ้าไม่ทำก็ยิ่งสะเทือน มีนาคม ยังเป็นเดือนที่ต้องลุ้น ชั้น 14 คุกทิพย์ ที่ผลสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะเริ่มทยอยออกดอกผล โดยเฉพาะแพทยสภาที่อยู่ระหว่างสอบจริยธรรมแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัย ทำให้ ทักษิณ ชินวัตร พักรักษาตัวยาวอยู่ที่ รพ.ตำรวจนานถึง 181…
ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังซบเซาและประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลเดินหน้าใช้ทุกเครื่องมือที่มี รวมถึงแรงกดดันต่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การกดดันนี้เหมาะสมหรือไม่? การลดดอกเบี้ยช่วยเศรษฐกิจได้จริงหรือ The Publisher ชวนทุกคนร่วมวิเคราะห์ ผ่านมุมมองของ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจาก TDRI ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ถึง ความพยายามของรัฐบาลในการบีบ กนง. (คณะกรรมการนโยบายการเงิน) และธปท. ให้ลดดอกเบี้ย โดยย้ำว่า นโยบายการเงินต้องเป็นอิสระจากการเมือง และการลดดอกเบี้ยไม่ใช่ทางออกของปัญหาทางเศรษฐกิจที่แท้จริง กดดันแบงก์ชาติ = โปร่งใส หรือ เกมการเมือง? ดร.นณริฏ มองว่าการที่ ครม. ส่งหนังสือถึง ธปท. สองรอบ เพื่อขอให้ลดดอกเบี้ย ถือเป็นสิทธิของรัฐบาล ในการเสนอข้อมูล เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องอาศัยทั้ง นโยบายการเงิน (ธปท.) และนโยบายการคลัง (รัฐบาล)รัฐบาลสามารถให้ข้อมูลว่าทำไมต้องลดดอกเบี้ย แต่สุดท้าย เป็นเอกสิทธิ์ของ กนง. ที่จะตัดสินใจ เพราะหาก กนง. ต้องทำตามรัฐบาลทุกอย่าง ธปท. ก็จะไร้อำนาจและถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ในอีกแง่หนึ่งการที่รัฐบาลกดดันผ่านสาธารณะอาจมองได้ว่าช่วยให้เกิดความโปร่งใสว่ารัฐบาลกำลังคิดอะไรอยู่ “ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลหรือ ธปท. ก็ต้องฟังเสียงประชาชน เพราะเมื่อได้อำนาจไปแล้ว จะทำอะไรก็ได้ไม่ได้ ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าทำไมถึงต้องลด หรือไม่ลดดอกเบี้ย” ดร.นณริฏค้านลดดอกเบี้ย ชี้เสี่ยงระยะยาว แม้รัฐบาลจะพยายามผลักดันให้ กนง. ลดดอกเบี้ย แต่ ดร.นณริฏ ยังเห็นว่าช่วงนี้ยังไม่ควรลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะมี ความเสี่ยงจากนโยบายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ “ถ้าผมเป็น กนง. คงตัดสินใจ คงดอกเบี้ยไว้ที่ 2.25% เพราะการลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป อาจทำให้เราเสียโอกาสในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินในอนาคต” ดร.นณริฏกล่าว พร้อมชี้ถึง 3 เหตุผลที่การลดดอกเบี้ยมีความเสี่ยง คือ อาจทำให้ค่าเงินบาทผันผวน – อัตราดอกเบี้ยส่งผลต่อ ค่าเงินบาท ซึ่งกระทบการส่งออก-นำเข้า และหนี้ต่างประเทศ อีกทั้งยังเสี่ยงเงินเฟ้อในอนาคต – หากกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป…
“ยืนงงในดงทุจริต” เมื่อกระบวนการยุติธรรมเปิดช่องให้โกงแล้วรอด ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง 26 โครงการ มูลค่ากว่า 81 ล้านบาท ศาลสั่งจำคุก 50 ปี…แต่ให้รอลงอาญา! นี่คือความจริงของระบบยุติธรรมไทยที่ทำให้หลายคนต้องตั้งคำถามว่า แบบนี้จะไม่เป็นการเปิดช่องให้คนโกงกล้าทุจริตกันมากขึ้นหรือ? คดีทุจริตใหญ่ แต่โทษเบาหวิว ย้อนกลับไปดูเส้นทางของ นายกิตติทัศน์ วิศาลนพศักดิ์ หรือ วัทธิกร หรือมังกร ใสงาม อดีตพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานี และสุรินทร์ พบว่า ถูก คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด คดีร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติกว่า 81 ล้านบาท จากการทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้าง 26 โครงการ ระหว่างปี 2554-2557 ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทของตนเอง จนถูก ไล่ออกจากราชการ ต่อมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 พิพากษาจำคุก 130 ปี 78 เดือน และปรับ 2,652,000 บาท ได้รับการลดโทษจากการรับสารภาพ คงเหลือ จำคุก 50 ปี ปรับ 1,326,000 บาท แต่ศาลกลับให้รอลงอาญา 5 ปี และให้คุมประพฤติ แทนที่จะติดคุก! คุกมีไว้ขังคนจน? คนโกงได้รอลงอาญา? คดีนี้ทำให้เกิดคำถามว่ามีช่องโหว่ของกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ สาเหตุที่ศาลให้รอลงอาญามักเป็นเพราะจำเลย รับสารภาพ และอ้างว่าให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทำให้ได้รับ “ความเมตตา” จากศาล แต่ถ้าคิดในทางกลับกัน คนโกงเพียงแค่ รับสารภาพและคืนเงินบางส่วน ก็สามารถหลุดพ้นจากโทษจำคุกได้ จะทำให้เกิดการเข็ดหลาบหรือ? ถ้าเราลองเปรียบเทียบกับคดีอื่น ๆ เช่น • คดีขโมยของในร้านสะดวกซื้อ บางคนถูกจำคุกทันที • คดีหมิ่นประมาทบางกรณี มีโทษหนักกว่าคดีโกงเงินภาษีประชาชน การที่ นักการเมืองหรือข้าราชการโกงแล้วไม่ต้องติดคุกจริง จะยิ่งเป็นการส่งสัญญาณผิด ๆ ให้กับระบบราชการว่า “โกงไปเถอะ ถ้าถูกจับได้ก็ค่อยรับสารภาพ แล้วก็รอดอยู่ดีหรือไม่?” ใครได้-ใครเสีย? • “คนโกง” ได้ประโยชน์เต็ม ๆ…
กรณีการร้องเรียนเกี่ยวกับ ฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ปี 2567 ยังคงเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและกฎหมาย เมื่อ คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติให้พิจารณาคดีนี้เพิ่มเติมและเตรียมนำเข้าที่ประชุมอีกครั้งในวันที่ 6 มีนาคม 2568 โดยจะมีการเชิญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถกเถียงกันหนักคือ ใครมีอำนาจสอบสวนคดีนี้? ระหว่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือ กกต. ซึ่งนำไปสู่ข้อขัดแย้งด้านอำนาจหน้าที่ที่อาจส่งผลต่อทิศทางของคดี DSI เดินหน้าสอบ แต่ติดปมกฎหมาย วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ประชุม กคพ. นำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้พิจารณาว่าคดีนี้ควรถูกจัดเป็น คดีพิเศษ หรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกับ มาตรา 49 ของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 โดย มาตรา 49 ระบุว่า หากพบว่ามีการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กกต. มีอำนาจเรียกสำนวนการสอบสวนจากหน่วยงานรัฐหรือพนักงานสอบสวนมาดำเนินการเอง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญว่า DSI ควรเข้าไปดำเนินการเอง หรือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ กกต. เสียงแตก! กฤษฎีกาฟันธง DSI ไม่มีอำนาจ แต่ผู้ทรงคุณวุฒิบางรายมองต่าง แหล่งข่าวจากที่ประชุมเปิดเผยว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นว่า DSI ไม่มีอำนาจในการทำคดีนี้ เพราะเป็นอำนาจของ กกต. ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และหาก DSI ลงมือสอบสวน อาจเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อย่างไรก็ตาม ผู้ทรงคุณวุฒิบางรายมองว่า DSI ยังคงสามารถดำเนินคดีอาญาได้ หากเป็นกรณีเกี่ยวกับอาชญากรรมทั่วไป ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งโดยตรง ทำให้ที่ประชุมมีข้อถกเถียงว่า DSI ควรจะเข้าไปดำเนินการแค่ในส่วนของคดีอาญาทั่วไป หรือควรปล่อยให้ กกต. รับผิดชอบทั้งหมด ทำไมต้องรอ กกต.…
